- หน้าแรก
- การเกิดใหม่ของลูกสาวดาราสายแพทย์
- CH.112-114 กลัวว่าจะล่อตาล่อใจเกินไป/นักจิตวิทยาผู้เก่งกาจ/แล้วผมควรทำยังไงดี?
CH.112-114 กลัวว่าจะล่อตาล่อใจเกินไป/นักจิตวิทยาผู้เก่งกาจ/แล้วผมควรทำยังไงดี?
CH.112-114 กลัวว่าจะล่อตาล่อใจเกินไป/นักจิตวิทยาผู้เก่งกาจ/แล้วผมควรทำยังไงดี?
บทที่ 112 กลัวว่าจะล่อตาล่อใจเกินไป
หนิงโหย่วกวงเดินผ่านแปลงดอกไม้ในมหาวิทยาลัย มุ่งหน้าไปยังอาคารสำนักงาน
ศาสตราจารย์อวี๋ อาจารย์ที่ปรึกษาระดับปริญญาโทของเธอกำลังทำงานอยู่ที่นั่น
ในช่วงปริญญาโท เธอได้เข้าร่วม “ห้องปฏิบัติการวิจัยจิตวิทยาสุขภาพและพันธุกรรม” ของศาสตราจารย์อวี๋ และได้ทำโครงการร่วมกับท่านมาเป็นเวลากว่าสองปีแล้ว
ในปีแรกที่เข้าร่วมห้องปฏิบัติการวิจัย เธอก็ได้เป็นหนึ่งในนักวิจัยทั้ง 20 คนของห้องปฏิบัติการอย่างเป็นทางการ
เมื่อปีที่แล้วหลังจากจบปริญญาโท เธอก็ได้รับการทาบทามจากทางมหาวิทยาลัยให้มาเป็นอาจารย์ เริ่มสอนนักศึกษาระดับปริญญาตรี และได้เป็นครูของปวงชนอย่างเป็นทางการนับแต่นั้น
ศาสตราจารย์อวี๋นั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาชั้นนำของประเทศ
การที่มีโอกาสได้เรียนรู้ข้างกายท่าน หนิงโหย่วกวงจึงรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างยิ่งที่ท่านมอบโอกาสนี้ให้เธอ
ด้วยความรู้สึกทะนุถนอมโอกาสนี้ เธอจึงทุ่มเททั้งแรงกายและเวลาให้กับการเรียนและการทำงานอย่างเต็มที่
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงเลื่อนเวลาที่จะไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่สแตนฟอร์ดออกไป ทั้งยังล้มเลิกแผนการที่เคยตั้งใจไว้ว่าจะเปิดคลินิกจิตวิทยาของตัวเองในช่วงปริญญาตรีอีกด้วย
การเป็นอาจารย์และการทำวิจัยล้วนเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยทำในชาติที่แล้ว
ในชาตินี้ ท่ามกลางประสบการณ์ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนเหล่านี้ เธอได้รับความสุขมากมาย และเพลิดเพลินกับชีวิตในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง
แม้จะไม่ได้เปิดคลินิกของตัวเอง แต่ด้วยความสามารถทางวิชาชีพที่แข็งแกร่งและผลการรักษาที่ดีเยี่ยม
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จำนวนเคสที่เธอรับก็ไม่ได้น้อยเลยสักนิด
เธอไม่เคยขาดแคลนผู้ที่ต้องการมารับคำปรึกษา
ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากผู้รับบริการของเธอมีสถานะที่ค่อนข้างพิเศษ ค่าปรึกษาและค่ารักษาจึงถูกมอบให้มาอย่างงาม
ทำให้รายได้ของเธอไม่ได้น้อยไปกว่าการเปิดคลินิกเลย
แม้ว่าแผนชีวิตจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
แต่ตลอดสามปีที่ผ่านมา เธอรู้สึกว่าทุกอย่างล้วนคุ้มค่า
…
เมื่อมายืนอยู่หน้าห้องทำงานของศาสตราจารย์อวี๋ หนิงโหย่วกวงก็งอนิ้วขึ้นเคาะประตู
คนที่มาเปิดประตูให้เธอคือชายหนุ่มสวมแว่นผู้มีบุคลิกสุภาพอ่อนโยน
เขาคือเฉินอี้ฝาน รุ่นพี่ในห้องปฏิบัติการวิจัยเดียวกัน และยังเป็นรุ่นพี่ที่แก่กว่าเธอหลายปี
“รุ่นพี่ก็อยู่ด้วยเหรอคะ” เธอยิ้มทักทาย
“สวัสดีรุ่นน้อง” เฉินอี้ฝานยิ้มอย่างเขินอาย
“เสี่ยวหนิงมาแล้วเหรอจ๊ะ” เสียงของผู้หญิงที่อ่อนโยนและเปี่ยมสุขดังมาจากในห้อง
หนิงโหย่วกวงเดินเข้าไปในห้อง ก็เห็นหญิงชราผู้หนึ่งที่แต่งกายเรียบง่าย รูปร่างผอมบาง มวยผมยาวสีเทาขาว แต่ดวงตากลับเปล่งประกาย กำลังยืนยิ้มให้เธออยู่ข้างโต๊ะทำงาน
ในมือของท่านยังคงถือเอกสารราชการอยู่
“อาจารย์อวี๋คะ” หนิงโหย่วกวงวางร่มลงในถังใส่ร่มข้างประตู
“รุ่นน้องคุยกับอาจารย์ได้เลย ขอตัวก่อนนะ” เฉินอี้ฝานพูดจบก็ถอยออกจากห้องทำงานของศาสตราจารย์อวี๋ไปอย่างสุภาพ
“เสี่ยวหนิง มานั่งนี่สิลูก” อาจารย์อวี๋เรียกศิษย์รัก “ตอนเช้ากินข้าวรึยัง? ถ้ายังไม่ได้กิน ในตู้มีขนมอยู่นะ หยิบเองได้เลย”
“กินแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะอาจารย์” หนิงโหย่วกวงยิ้มตอบ
ศาสตราจารย์อวี๋อายุมากขึ้น ยิ่งเข้าใจถึงความสำคัญของสุขภาพร่างกายมากขึ้นเท่านั้น
เนื่องจากเคยได้รับบทเรียนจากการไม่รักสุขภาพในวัยสาว ตอนนี้จึงกลัวว่าคนหนุ่มสาวจะตื่นสาย รีบจนไม่กินข้าวเช้า ซึ่งไม่ดีต่อร่างกายเอาเสียเลย
ท่านจึงมักจะเตรียมขนมที่ศิษย์โปรดปรานไว้ในห้องทำงานและห้องปฏิบัติการเสมอ และหนิงโหย่วกวงก็เป็นคนที่ท่านดูแลเป็นพิเศษ
“กินแล้วก็ดื่มน้ำหน่อยสิ บนโต๊ะมีชาอยู่ ชงเองเลยนะ” อาจารย์อวี๋เอื้อมมือไปขยับแว่นตากรอบทอง
“ค่ะ” หนิงโหย่วกวงเม้มปากยิ้ม ก่อนจะเดินไปชงชาอย่างว่าง่าย
ชาที่วางอยู่บนโต๊ะชาในห้องทำงานของศาสตราจารย์อวี๋นั้น ยังเป็นชาฉีหงที่เธอเอามาจากบ้านหลังปีใหม่
ทั้งเธอและอาจารย์อวี๋ต่างก็ชอบดื่ม
แต่อาจารย์อวี๋ชอบแค่ดื่ม ไม่ชอบชง
หนิงโหย่วกวงเคยมีโอกาสได้ดื่มชาที่ท่านชงสองครั้ง บอกตามตรงว่าไม่ใช่เธอรังเกียจ
แต่ฝีมือการชงชาของอาจารย์นั้น ช่างเป็นการสิ้นเปลืองชาฉีหงชั้นเลิศที่คนอื่นมอบให้หนิงอี้เสียจริง ๆ
พอนึกถึงตอนที่เธอเอามาคารวะอาจารย์ หนิงอี้ยังเสียดายอยู่ตั้งนาน คิดดูแล้วกันว่าชานี้จะล้ำค่าขนาดนี้
ศาสตราจารย์อวี๋เองก็รู้ดีว่าฝีมือการชงชาของตัวเองไม่เอาไหน ดังนั้นทุกครั้งที่เจอเธอมา ก็จะชวนเธอดื่มชา
จริงๆ แล้ว การชวนเธอดื่มชาไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่การที่อยากจะดื่มชาฝีมือเธอต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญ
เป็นไปตามคาด เมื่อเหลือบเห็นหนิงโหย่วกวงชงชาเสร็จ ท่านก็วางเอกสารลง แล้วนั่งลงข้างโต๊ะชาอย่างสง่างาม
นิ้วมือที่ผอมบางหยิบถ้วยชาที่มีน้ำชาสีสวยสดใสขึ้นมาจรดปลายจมูก สูดดมเบาๆ แล้วจึงดื่มลงไป
“ชาที่เธอชงนี่แหละดีที่สุด” เมื่อได้ดื่มชาดีๆ ที่ศิษย์รักชงให้ ศาสตราจารย์อวี๋ก็เปี่ยมไปด้วยความสุขทั่วทั้งร่าง
ท่านค่อยๆ วางถ้วยเปล่าลง หนิงโหย่วกวงก็เติมชาให้ท่านจนเต็มอีกครั้ง
ศาสตราจารย์อวี๋มองดูศิษย์รักที่ตนปั้นมากับมือตรงหน้า ในแววตาเต็มไปด้วยความรักและความพึงพอใจ “ช่วงนี้มีอะไรที่ต้องยุ่งเป็นพิเศษไหม?”
“บ่ายวันนี้มีนัดเคสหนึ่งค่ะ ต้องออกไปข้างนอก ถ้าเหมาะสมก็อาจจะรับเคสนี้ไว้ อย่างอื่นก็ไม่มีอะไรแล้วค่ะ” หนิงโหย่วกวงตอบตามตรง
“ในมือยังมีเคสอื่นอีกไหม?” ศาสตราจารย์อวี๋ยังคงยกถ้วยชาขึ้นดื่ม
“ไม่มีแล้วค่ะ” หนิงโหย่วกวงส่ายหน้า “อาจารย์มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ?”
“อืม อีกครึ่งเดือนจะมีประชุมนานาชาติที่บอสตันน่ะ ตั้งใจจะพาเธอกับรุ่นพี่ของเธอไปเข้าร่วมด้วย”
หนิงโหย่วกวงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบรับด้วยความยินดีทันที “ดีเลยค่ะ ขอบคุณค่ะอาจารย์ ช่วงนี้หนูจะเตรียมข้อมูลให้ดีเลยค่ะ”
“ตกลง งั้นก็ตามนี้นะ”
เมื่อเดินออกจากห้องทำงานของศาสตราจารย์อวี๋
หนิงโหย่วกวงคิดจะส่งข้อความไปบอกเพื่อนสองคนที่อยู่บอสตัน
แต่พอพิมพ์ไปได้สองตัว ก็ยัดโทรศัพท์กลับเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ทเสียก่อน
เธอตัดสินใจว่าจะรอให้ถึงที่นั่นก่อน แล้วค่อยบอกข่าวให้พวกเขารู้
ชีวิตคนเรา ก็ต้องการเรื่องน่าประหลาดใจแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยมาเติมสีสันให้ชีวิตบ้างเหมือนกัน
…
บ่ายสองโมงกว่า
รถหรูสีดำคันหนึ่งค่อยๆ ขับเข้าไปในย่านวิลล่าใจกลางกรุงปักกิ่ง
ย่านวิลล่าแห่งนี้ในปักกิ่งมีอายุพอสมควรแล้ว แต่ก็ไม่ถึงกับเก่ามาก
ทำเลที่ตั้งดีเยี่ยม เรียกได้ว่าเป็นโอเอซิสใจกลางเมืองอย่างแท้จริง
ระยะห่างระหว่างบ้านแต่ละหลังกว้างขวาง มีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ รับแสงแดดได้ดีเยี่ยมและมีสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ
ในปักกิ่งที่ที่ดินมีค่าดั่งทองคำ การใช้ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ดังนั้นผู้ที่สามารถอาศัยอยู่ในย่านนี้ได้ ล้วนเป็นคนรวยที่มีฐานะไม่ธรรมดา และยังเป็นคนรวยที่สร้างตัวมาได้หลายปีแล้วด้วย
“หลานชายของผมน่ะ ตอนนี้อาศัยอยู่ที่นี่คนเดียว”
หนิงโหย่วกวงนั่งอยู่ในรถหรู พลางมองสำรวจสภาพแวดล้อมรอบๆ อย่างเงียบๆ ผ่านหน้าต่างรถ
ข้างๆ เธอ คือลูกค้าที่หมิงจิ่นซินแนะนำให้มารับคำปรึกษาจากเธอ
เป็นชายวัยกลางคนที่มีหน้าตาสุภาพเรียบร้อย นักธุรกิจแซ่เซี่ย หรือที่ใครๆ เรียกว่าประธานเซี่ย
เขากำลังอธิบายสถานการณ์ให้เธอฟังอย่างละเอียด
เมื่อครู่นี้ก็เป็นเขาเองที่ขับรถไปรับเธอจากมหาวิทยาลัยมาที่นี่
“อาจารย์หนิงครับ บ้านที่หลานชายผมอยู่ค่อนข้างจะอยู่ลึกเข้าไปอีกหน่อย อีกไม่ไกลก็จะถึงแล้วครับ”
เมื่อรถขับลึกเข้าไปอีกหน่อย เขาก็ชี้ไปยังวิลล่าหลังหนึ่งข้างหน้าอย่างใส่ใจ “หลังนั้นแหละครับ”
หลังจากชี้บ้านที่หลานชายอยู่ให้หนิงโหย่วกวงดูแล้ว ประธานเซี่ยก็ถอนหายใจ “ตั้งแต่ที่พี่ชายกับพี่สะใภ้ของผมเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสามปีก่อน บ้านหลังนี้ก็ค่อยๆ กลายเป็นแบบนี้ หลานชายของผมไล่ทั้งพ่อบ้าน แม่บ้าน และคนครัวออกหมดเลย แล้วก็อยู่คนเดียวในบ้าน ไม่ยอมออกจากบ้าน ไม่จ้างใครมาดูแลด้วย”
คนขับจอดรถที่หน้าประตูวิลล่าอย่างมั่นคง
ประธานเซี่ยไม่รอให้เขามาเปิดประตูด้วยซ้ำ รีบผลักประตูรถออกไปเอง แล้วเดินไปยังประตูรั้วที่ปิดสนิท
หนิงโหย่วกวงลงจากรถตามคำแนะนำของคนขับ แล้วเดินตามหลังประธานเซี่ยไป
ประธานเซี่ยกดกริ่งหน้าประตูอยู่นาน แต่ก็ไม่เห็นประตูรั้วเปิดออก จึงพูดกับหนิงโหย่วกวงอย่างขอโทษ “ขอโทษด้วยนะครับ เขาคงไม่ออกไปไหนหรอกครับ อาจจะอยู่ข้างในแล้วไม่ได้ยิน เดี๋ยวผมไปดูที่หลังบ้านก่อน”
พูดจบ เขาก็เดินอ้อมไปยังประตูหลังของวิลล่า
หนิงโหย่วกวงก็เดินตามเขาไปยังประตูหลังเช่นกัน
ประธานเซี่ยยืนอยู่ที่ประตูหลัง ยกมือขึ้นเคาะประตู “ตึงๆๆ…”
เขาเคาะอยู่เกือบสิบกว่านาที ในขณะที่หนิงโหย่วกวงรู้สึกว่าความอดทนของเขากำลังจะหมดลง ประตูหลังก็เปิดออกอย่างไม่คาดคิด
ข้างในบ้านมีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนก้มหน้า ผมยาวปิดหน้า เคราดกหนา จนมองไม่เห็นหน้าตาที่แท้จริง แต่รูปร่างผอมบาง
ที่บอกว่าเป็นชายหนุ่มนั้น ก็เป็นเพียงการคาดเดาจากคำแนะนำของประธานเซี่ยเท่านั้นเอง
ที่จริงแล้ว คนในบ้านนั้นสกปรกจนมองไม่เห็นใบหน้า มองไม่เห็นรูปร่าง และมองไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ เห็นเพียงว่าตัวสูงมากเท่านั้น
เมื่อประธานเซี่ยเห็นเขาเป็นเช่นนี้ ความโกรธที่พุ่งขึ้นถึงขีดสุดก็ลดลงเล็กน้อย: “ซิงซิง ลุงเคาะประตูตั้งนาน ทำไมอยู่ที่บ้านแล้วไม่ยอมเปิดประตูสักที?”
ถึงจะพยายามข่มความโกรธไว้ แต่เมื่อพูดกับชายหนุ่มในบ้าน น้ำเสียงของประธานเซี่ยก็ยังคงเคร่งขรึมและเต็มไปด้วยการสั่งสอน
หนิงโหย่วกวงยืนอยู่ข้างหลังประธานเซี่ย พลางแอบสังเกตชายหนุ่มในบ้าน
เพียงแค่แวบแรกที่เห็น เธอก็ถึงกับตกใจกับความโศกเศร้าอันมหาศาลที่ปกคลุมอยู่ทั่วร่างของเขา
“คุณลุงครับ” เนิ่นนานผ่านไป ชายหนุ่มก็เงยหน้าขึ้น สีหน้าหมองคล้ำ “ขอโทษครับ ผม…”
…
หลังจากออกมาจากย่านวิลล่า หนิงโหย่วกวงก็นั่งเงียบๆ อยู่ในรถของประธานเซี่ย
ข้างๆ เธอ ประธานเซี่ยมีสีหน้าทุกข์ใจ “อาจารย์หนิงครับ คุณดูหลานชายผมสิครับ เขาป่วยหรือเปล่า? ผมเคยทั้งเตือนทั้งสอนเขามาหลายครั้งแล้ว เขาก็ยังเป็นแบบนี้ สภาพการณ์ครั้งนี้แย่กว่าครั้งล่าสุดที่ผมเจอเขาเสียอีก ผมจนปัญญาจริงๆ ครับ แต่ก็ปล่อยไว้ไม่ได้ใช่ไหมครับ ยังไงซะเขาก็เป็นลูกชายคนเดียวที่พี่ชายแท้ๆ ของผมทิ้งไว้”
นักธุรกิจผู้ซึ่งเด็ดขาดในวงการค้าและดูเหมือนจะทำได้ทุกอย่างในบริษัท บัดนี้กลับจนปัญญาเมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับหลานชายแท้ๆ ที่กำลังจมอยู่ในความซึมเศร้า
“หนูรับเคสของเขาได้ค่ะ แต่ว่า เขาต้องมาที่ห้องทำงานของหนูเอง”
หนิงโหย่วกวงคิดถึงสถานการณ์ที่เพิ่งเห็นเมื่อครู่ แล้วก็ตอบตกลง
ประธานเซี่ยกลับทำเหมือนได้ยินข่าวดี ราวกับจะร้องไห้ออกมาด้วยความซาบซึ้ง “ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ อาจารย์หนิงยอมรับเคสของหลานชายผม นี่มันดีจริงๆ เลยครับ”
พูดจบ เขาก็ถูมือใหญ่ๆ ของตัวเองอย่างตื่นเต้น “คุณวางใจได้เลยครับ เดี๋ยวผมจะให้ผู้ช่วยโอนค่ารักษาไปที่บัญชีของคุณเลย ถ้าหลานชายผมอาการดีขึ้น ผมแซ่เซี่ยคนนี้จะตอบแทนอย่างงามแน่นอนครับ”
หนิงโหย่วกวงยิ้มให้เขา แต่ไม่ได้พูดอะไร
ประธานเซี่ยมองดูใบหน้าที่อ่อนโยนและสงบนิ่งของเธอ แล้วก็ค่อยๆ สงบลง “อาจารย์หนิงครับ ขอโทษด้วยนะครับ ผมเป็นนักธุรกิจ เป็นคนหยาบๆ ไม่มีการศึกษาเท่าคุณ ถ้ามีอะไรไม่สุภาพ ก็ขอให้คุณโปรดอภัยด้วย”
ประธานเซี่ยประสบความสำเร็จในธุรกิจอย่างมาก
ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีฐานะร่ำรวยมหาศาล
ในปักกิ่งซึ่งเป็นแหล่งรวมผู้มีอิทธิพล แน่นอนว่าเขาไม่กล้าพูดว่าตัวเองเป็นบุคคลสำคัญอันดับต้นๆ
แต่ก็ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่ง
คนขับรถที่นั่งอยู่เบาะหน้า ทุกครั้งที่อยู่ข้างเจ้านาย ก็จะเห็นภาพที่เจ้านายของตนมีบารมีและเป็นที่เคารพนับถือ
น้อยครั้งที่จะเห็นท่านแสดงท่าทีอ่อนน้อมต่อใครเช่นนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเด็กสาวที่ไม่เป็นที่รู้จักคนนี้
เมื่อได้ยินคำพูดของเจ้านาย เกือบจะคุมพวงมาลัยไม่อยู่
จนกระทั่งขับรถส่งเด็กสาวเข้าไปในมหาวิทยาลัยอย่างปลอดภัย
เขาจึงค่อยๆ ถามเจ้านายที่นั่งอยู่เบาะหลัง ซึ่งมีสีหน้าผ่อนคลายกว่าตอนมาอย่างระมัดระวัง
“ท่านประธานครับ เด็กสาวคนนี้เป็นนักศึกษาปริญญาโทของมหาวิทยาลัยเหรอครับ?”
เขานี่เดาฐานะของเด็กสาวคนนั้นสูงแล้วนะ เพราะเด็กสาวที่ทั้งสวยทั้งสาวขนาดนั้น ดูแล้วก็ไม่ต่างจากนักศึกษาหญิงทั่วไปเท่าไหร่
แต่กลับคาดไม่ถึงว่าจะได้รับสีหน้าที่บ่งบอกว่า ‘นายช่างไม่รู้อะไรเลย’ จากเจ้านายที่เบาะหลัง “ปริญญาโทเหรอ? นายช่างไม่รู้อะไรเลยจริงๆ”
“ไม่ใช่ปริญญาโท หรือว่าจะเป็นอาจารย์?” คนขับรถประหลาดใจ
“เธอไม่ใช่แค่อาจารย์ แต่ยังเป็นศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน ศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน นายเข้าใจไหม?”
คนขับรถคุมพวงมาลัยไม่อยู่โดยสิ้นเชิง
จนกระทั่งรถเลี้ยวไปเลี้ยวมา และในที่สุดก็กลับมาวิ่งบนถนนได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง
เขาจึงกล่าวขอโทษเจ้านายด้วยเหงื่อที่ชุ่มโชก “ท่านประธานครับ ขอโทษครับ นี่...นี่มันเกินความคาดหมายจริงๆ ครับ”
ประธานเซี่ยที่ปกติจะวางมาดและเคร่งขรึมกับลูกน้อง วันนี้แม้จะเกือบเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ก็ยังพูดจาดีอย่างน่าประหลาดใจ “ต่อไปขับรถให้มั่นคงหน่อย อย่าลนลาน”
“ครับๆๆ” คนขับรถไม่กล้าพูดจาไร้สาระอีกต่อไป
แต่ประธานเซี่ยกลับเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วก็อดไม่ได้ที่จะคุยเล่นกับคนขับรถเอง “ก็ไม่แปลกใจที่นายจะตกใจขนาดนี้ ฉันเองก็ไม่คิดว่าจิตแพทย์ที่ประธานหมิงแนะนำให้ จะเป็นเด็กสาวขนาดนี้”
เขามีสีหน้าชื่นชม “ในวงการต่างก็พูดกันว่าหมอหนิงเก่งมาก เคสไหนที่เธอรับแล้วไม่มีทางรักษาไม่หาย เป็นลูกเลี้ยงของเธอน่ะสิ เด็กดีขนาดนี้ เธอช่างโชคดีจริงๆ”
ที่สำคัญที่สุดคือ อาจารย์หนิงคนนี้ไม่ใช่แค่จิตแพทย์ธรรมดาๆ
เธอยังเป็นนักวิจัยในสถาบันวิจัยของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีนตั้งแต่อายุยังน้อย พูดได้ว่าอัจฉริยะก็ไม่เกินจริง
ที่ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่าคือ เด็กสาวคนนี้ยังมีรูปโฉมงดงามราวกับเทพธิดา
ช่างน่าประหลาดใจจริงๆ
กลายเป็นว่าหนิงอี้กับเซี่ยโยวชิงสามารถให้กำเนิดลูกสาวเช่นนี้ได้
พอประธานเซี่ยได้มาเจออาจารย์หนิงด้วยตัวเองในวันนี้ เขาถึงได้เข้าใจ ว่าทำไมหนิงอี้ถึงได้เอาแต่อวดลูกสาวในโซเชียล แต่กลับไม่เคยพาออกมาให้ใครเห็นเลย
ที่ทำแบบนี้ก็เพราะกลัวว่าจะล่อตาล่อใจเกินไปน่ะสิ
ในเมื่อต่างก็เป็นพ่อที่มีลูกสาวเหมือนกัน ใครเล่าจะไม่เข้าใจหัวอกของใคร?
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 113 นักจิตวิทยาผู้เก่งกาจ
ในที่สุด เซี่ยฟ่านซิงก็ถูกคุณลุงกึ่งบังคับกึ่งลากให้มาที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีนจนได้
เขาเดินตามเสียงที่ไพเราะและอ่อนโยนในโทรศัพท์จนมาถึงหน้าห้องทำงานของเธอ
หลังจากกดกริ่ง เขาก็ได้เจอกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูเด็กและสวยมาก
แม้ว่าเธอจะสวยหยาดเยิ้ม แต่บนใบหน้ากลับไม่มีแววเย่อหยิ่งของคนสวยเลยสักนิด ตรงกันข้าม เธอกลับดูเหมือนแสงจันทร์ที่นุ่มนวล อ่อนโยนและไม่มีพิษมีภัย บนตัวเธอนั้นมีกลิ่นอายของความสงบนิ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นในผู้หญิงสวยๆ ทั่วไปมาก่อนเลย
หญิงสาวคนนั้นเปิดประตูออกมา แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากทักทายอะไร
เขาเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงแล้วพูดว่า “เอ่อ... ผมมาหาอาจารย์หนิงครับ”
“ฉันนี่แหละค่ะอาจารย์หนิง” หญิงสาวเอ่ยปาก เสียงของเธอเหมือนกับในโทรศัพท์ไม่มีผิดเพี้ยน
หา... เธอคนนี้น่ะเหรอคือจิตแพทย์ผู้เก่งกาจที่คุณลุงหามาให้
เซี่ยฟ่านซิงแอบตกใจอยู่ลึกๆ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา จริงๆ แล้วเขาไม่อยากออกจากบ้านเลยสักนิด และก็ไม่อยากจะเจอจิตแพทย์คนไหนทั้งนั้น ถึงผู้หญิงตรงหน้าจะสวยหยาดฟ้ามาดิน หรือกลิ่นอายบนตัวเธอจะทำให้เขารู้สึกสบายใจแค่ไหนก็ตาม แต่พอได้ยินว่าเธอเป็นใคร เขาก็อดที่จะรู้สึกต่อต้านในใจไม่ได้
แต่ไหนๆ ก็มาถึงที่นี่แล้ว จะให้หันหลังกลับไปเลยก็คงจะไม่ได้
เซี่ยฟ่านซิงจึงได้แต่ก้มหน้าลง แล้วก็ไม่พูดอะไรอีก
จากนั้น เขาก็ถูกพาเข้าไปในห้องที่อัดแน่นไปด้วยหนังสือกองเป็นตั้งๆ ในห้องมีเก้าอี้สองตัว กับโต๊ะหนังสือไม้สีธรรมชาติที่ไม่ใหญ่นัก ซึ่งบนโต๊ะก็มีแค่โน้ตบุ๊กสีเงินบางเฉียบวางอยู่เครื่องเดียวเท่านั้น
เธอเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง
เขามองเธออยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงตัดสินใจนั่งลงบนเก้าอี้อีกตัว
…
เซี่ยฟ่านซิงเอาแต่ก้มหน้าเงียบ ในใจกลับคิดวนไปวนมาว่า “นักจิตวิทยาคนนี้ถึงจะดูเด็กแล้วก็สวย แต่คุณลุงบอกว่าเป็นอัจฉริยะเลยนะ เป็นทั้งจิตแพทย์ชื่อดังแถมยังเป็นศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอีก” ถ้าอย่างนั้นก็คงจะอีโก้สูงน่าดู เขาเบื่อที่จะต้องมารับมือกับคนประเภทนี้จริงๆ
หลังจากเงียบไปเนิ่นนาน ในที่สุดเซี่ยฟ่านซิงก็เป็นฝ่ายทนไม่ไหวเสียเอง “คุณไม่คิดจะถามอะไรผมหน่อยเหรอครับ?”
“เรื่องอะไรเหรอคะ?” เมื่ออยู่ต่อหน้าคนไข้ หนิงโหย่วกวงมักจะใจเย็นเสมอ
“ก็บอกผมไง ว่าต้องทำยังไงถึงจะถูก ถึงจะดี ถึงจะควรทำ คุณลุงให้ผมมาหาคุณ ก็เพื่อให้คุณมาพูดเรื่องพวกนี้กับผมไม่ใช่หรือไง?” เซี่ยฟ่านซิงหัวเราะเยาะในลำคอ
“แล้วคุณรู้สึกว่าสิ่งที่คุณทำอยู่ตอนนี้มันไม่ถูกเหรอคะ?” หนิงโหย่วกวงไม่ได้รับผลกระทบจากท่าทียั่วยุของเขาเลยแม้แต่น้อย ท่าทีของเธอยังคงอ่อนโยนเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
แต่เซี่ยฟ่านซิงกลับทนไม่ไหวจนต้องเอามือขึ้นมาปิดหน้า “ใช่สิครับ คุณลุงคงเล่าเรื่องของผมให้คุณฟังหมดแล้วใช่ไหม”
หนิงโหย่วกวงยื่นกล่องทิชชูให้เขาอย่างเงียบๆ แล้วก็นั่งรออยู่อย่างนั้น
พอเสียงร้องไห้ของเซี่ยฟ่านซิงค่อยๆ สงบลง เขาก็เงยหน้าขึ้นมามองเธอ แล้วก็พบว่า...แปลกดีแฮะ ทั้งๆ ที่เธอไม่ได้ทำหรือพูดอะไรเลย แต่เขากลับรู้สึกดีขึ้นมาหน่อยหนึ่ง
“คุณลุงให้ผมมาหาคุณ บอกว่าคุณช่วยผมได้... บอกมาเถอะครับ ผมควรจะทำยังไง”
หนิงโหย่วกวงกลับไม่สนใจคำพูดเหล่านั้นเลยสักนิด เธอยิ้มแล้วบอกว่า “คุณเซี่ยคะ ปกติแล้วฉันจะสอนหนังสือให้นักเรียนของฉันเท่านั้นค่ะ”
ซึ่งก็ชัดเจนว่าเซี่ยฟ่านซิงไม่ใช่นักเรียนของเธอ เพราะฉะนั้นเธอจะไม่สอนเขา และการไม่สอน ก็หมายความว่าเธอจะไม่มาเทศนาสั่งสอนเขาด้วย
นี่มันไม่เหมือนกับที่เขาคิดเอาไว้เลย
“ถ้าอย่างนั้น…” ใบหน้าของเซี่ยฟ่านซิงฉายแววสับสน “แล้วเราจะให้คำปรึกษากันได้ยังไงล่ะครับ?”
หนิงโหย่วกวงมองชายหนุ่มตรงหน้าที่ตัดผม โกนหนวด แถมยังเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าสะอาดสะอ้านจนดูเรียบร้อยขึ้น แล้วก็ยิ้มบางๆ “นั่นเป็นคำถามที่ดีค่ะ งั้นฉันจะบอกคุณแบบนี้นะคะว่า การให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาเป็นกระบวนการที่ต้องเกิดขึ้นโดยสมัครใจ ตอนทำเคส ทั้งคนไข้และนักจิตวิทยาจะต้องอยู่ในสภาวะที่เต็มใจทั้งสองฝ่าย เคสถึงจะเดินหน้าไปได้ นั่นหมายความว่า ต่อเมื่อคุณต้องการคำปรึกษาและมาหาฉันด้วยตัวเองจริงๆ ฉันถึงจะช่วยคุณได้ และความร่วมมือของเราถึงจะเกิดขึ้นได้ค่ะ เมื่อเราตกลงที่จะร่วมมือกันแล้ว เราก็จะต้องทำสัญญา และพอการให้คำปรึกษาสิ้นสุดลง ฉันจะแจ้งสถานการณ์และความคืบหน้าของคุณให้ทราบเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน นี่คือกระบวนการให้คำปรึกษาที่เป็นมืออาชีพมากๆ ซึ่งเราทั้งคู่จะต้องรับผิดชอบและให้ความสำคัญกับมันค่ะ”
คุณชายเซี่ยที่ตอนนี้เผยให้เห็นหน้าตาที่แท้จริง แม้จะยังสวมหมวกและก้มหน้าตามนิสัย แต่แค่เหลือบมองก็รู้ว่าเป็นชายหนุ่มที่หน้าตาดีคนหนึ่ง เพียงแต่เพราะเขาผอมเกินไปจนแก้มตอบ ทำให้โครงกระดูกบนใบหน้าดูเด่นชัด ซึ่งทำให้เขาดูหล่อเหลาน้อยลงไปหน่อย ผิวของเขาก็ขาวซีดกว่าคนปกติเพราะไม่ได้ออกจากบ้านมานานจนเห็นเส้นเลือดสีเขียวจางๆ ทำให้ภาพรวมดูหม่นหมองและน่าขนลุกอยู่บ้าง
สมองของเซี่ยฟ่านซิงกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว
แม้จะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด แต่เขาก็พอจะจับใจความได้ว่า การจะมาปรึกษาอาจารย์หนิงได้นั้น ต้องมาจากความต้องการของเขาเอง และเขาก็ต้องรับผิดชอบต่อผลที่จะตามมาด้วย นั่นหมายความว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ เขาจะต้องเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด
“ผมเข้าใจแล้วครับ ผมยินดีที่จะรับคำปรึกษาและร่วมมือกับคุณ ต้องขอโทษด้วยที่เมื่อกี้ผมมีท่าทีไม่ดี... เอ่อ ไม่ทราบว่าเราจะให้คำปรึกษากันต่อเลยได้ไหมครับ?”
“เราก็ได้ทำการปรึกษาอย่างเป็นทางการไปแล้วรอบหนึ่งนี่คะ”
ท่าทีของหนิงโหย่วกวงนั้นผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติกว่าที่เขาคาดไว้มาก
จากนั้น เธอก็อธิบายให้เขาฟังอย่างใจเย็นถึงสิ่งที่คนไข้และนักจิตวิทยาต้องทำระหว่างการทำเคส
“ในแต่ละสัปดาห์เราจะต้องเจอกันหนึ่งชั่วโมง ส่วนระยะเวลาของเคสนี้จะนานแค่ไหน ก็ต้องดูตามสถานการณ์ของคุณเป็นหลักค่ะ ฉันแนะนำให้เริ่มการปรึกษาของคุณในสัปดาห์หน้า ทุกวันพุธ เวลาสิบโมงเช้าถึงสิบเอ็ดโมง พอจบเคสแล้ว เราค่อยมาวางแผนการปรึกษาครั้งต่อไปกัน คุณตัดสินใจได้หรือยังคะ?”
เซี่ยฟ่านซิงกำลังจะพยักหน้า แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าจริงๆ แล้วก่อนมาเขาก็ไม่ได้เต็มใจจะมาเลยสักนิด เพื่อไม่ให้เป็นการตัดสินใจที่หุนหันพลันแล่นอีก ครั้งนี้เขาจึงเลือกที่จะให้เวลาตัวเองได้คิดมากขึ้น “ผมขอกลับไปคิดดูก่อนสักพัก แล้วค่อยโทรมาแจ้งการตัดสินใจของผมอีกทีได้ไหมครับ?”
“ได้แน่นอนค่ะ” หนิงโหย่วกวงลุกขึ้นยืน
ไม่มีการบีบบังคับ ไม่มีคำแนะนำที่มากจนเกินไป
เซี่ยฟ่านซิงรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ
ก่อนที่จะก้าวออกจากห้องทำงานของหนิงโหย่วกวง
เซี่ยฟ่านซิงก็เอ่ยถามอย่างอ้ำๆ อึ้งๆ ว่า “อาจารย์หนิงครับ... คุณคิดว่าผมจะดีขึ้นได้จริงๆ เหรอครับ?”
“แน่นอนค่ะ ที่ฉันเลือกทำงานนี้ ก็เพราะเชื่อว่าทุกคนที่มาหาฉันล้วนมีความเป็นไปได้ที่จะได้รับการเยียวยา”
…
ครั้งที่สองที่มาเยือนมหาวิทยาลัย
เซี่ยฟ่านซิงไม่ต้องรอให้คุณลุงมาบังคับอีกต่อไป เขาทั้งโกนหนวด สระผม และออกจากบ้านตรงเวลาด้วยตัวเอง
“วันนี้คุณรู้สึกยังไงบ้างคะ?” หนิงโหย่วกวงเอ่ยถามเซี่ยฟ่านซิงที่นั่งเงียบอยู่บนเก้าอี้ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้อง
“ก็...พอทนครับ” เขาตอบแบบขอไปที
หนิงโหย่วกวงจึงลองยกตัวอย่างเพื่อให้เขาเห็นระดับอารมณ์ในใจของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น
เขาขมวดคิ้ว ก่อนจะอธิบายให้ละเอียดกว่าเดิม เธอถึงได้รู้ว่าระดับอารมณ์ของเขาในตอนนี้ต่ำมาก แค่ดีกว่าตอนที่อยากฆ่าตัวตายเพียงนิดเดียวเท่านั้น
“โอเคค่ะ ฉันทราบแล้ว... คุณเคยมีความคิดที่จะฆ่าตัวตายไหมคะ?”
“เคยครับ เมื่อเดือนที่แล้ว ตอนนั้นผมอยู่บ้านเฉยๆ ไม่อยากทำอะไรเลย ไม่อยากเล่นเกม ไม่อยากเข้าเน็ต กลางคืนก็นอนไม่หลับ กลางวันก็ไม่อยากกินข้าว เหมือนทั้งตัวถูกความมืดมิดครอบงำไปหมด ผมไม่รู้จะทำยังไงดี ตอนนั้นเลยเดินขึ้นไปบนดาดฟ้า อยากจะกระโดดลงไปให้มันจบๆ แต่พอดีมีคนเดินอยู่ข้างล่าง ผมก็เลยล้มเลิกความคิดนั้นไป” เซี่ยฟ่านซิงถอนหายใจลึก ราวกับจะรวบรวมกำลังใจ “หลังจากนั้นก็ไม่เคยมีความคิดอยากฆ่าตัวตายอีกเลยครับ”
“แล้วตอนนี้คุณรู้สึกยังไงบ้างคะ?”
“ผมรู้สึกไม่มีแรงผลักดันที่จะก้าวออกจากบ้านเลย แล้วก็ไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตต่อไปยังไงดีด้วย”
“คุณรู้สึกแบบนี้มาตลอดเลยเหรอคะ?”
เซี่ยฟ่านซิงสูดจมูก “ใช่ครับ ผมมักจะรู้สึกว่าชีวิตมันน่าเบื่อ บางทีอ่านหนังสือหรือดูหนังจบก็อยากจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง แต่พอจะลงมือทำจริงๆ ก็ถอดใจเสียก่อน แล้วก็ดิ่งลงไปในอารมณ์ด้านลบที่หนักกว่าเดิมอีก”
“คุณพอจะเล่าเรื่องของคุณให้ฉันฟังได้ไหมคะ?” ขณะที่พูดกับเซี่ยฟ่านซิง ในแววตาของหนิงโหย่วกวงกลับฉายความอ่อนโยนที่สงบนิ่งอย่างน่าประหลาด
พอเซี่ยฟ่านซิงสบตากับเธอ เขาก็อดไม่ได้ที่จะสะอื้นออกมา จนกลายเป็นปล่อยโฮเสียงดัง จากนั้นเขาก็เริ่มระบายเรื่องราวในอดีตที่ฝังใจออกมาไม่หยุด
ผ่านไปพักใหญ่
หนิงโหย่วกวงจึงถามว่า “ยังมีอีกไหมคะ?”
“มีครับ” เซี่ยฟ่านซิงหลับตาลง “มีอีกเยอะแยะเลย... แต่ตอนนี้ผมไม่อยากพูดแล้ว”
หนิงโหย่วกวงอนุญาตให้เขาเงียบ และอนุญาตให้เขาหลีกหนี
ราวกับเวลาได้หยุดนิ่งไปชั่วนิรันดร์
เซี่ยฟ่านซิงถึงได้เอ่ยขึ้นเสียงแผ่ว “อาจารย์หนิงครับ ผมปวดหลังจังเลย ขอลุกขึ้นเดินหน่อยได้ไหมครับ?”
“ได้สิคะ” หนิงโหย่วกวงพยักหน้า
เซี่ยฟ่านซิงจึงใช้มือยันเก้าอี้แล้วลุกขึ้นยืน เขาเดินหลังค่อมไปรอบๆ ห้องทำงานของหนิงโหย่วกวง ตอนแรกเขาเดินช้ามาก แต่แล้วก็ค่อยๆ ยืดตัวตรงขึ้น และเดินเร็วขึ้นทีละน้อย
อาจารย์หนิงคิดในใจ: เด็กที่โตมากับการถูกพ่อแม่กดดันและตำหนิตลอดเวลานี่ช่างน่าสงสารจริงๆ…
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 114 แล้วผมควรทำยังไงดี?
เซี่ยฟ่านซิงนึกถึงช่วงชีวิตที่ผ่านมาของตัวเอง แล้วก็หัวเราะเยาะหยัน “ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า วิธีที่พ่อแม่ปฏิบัติต่อลูก จะมีอำนาจควบคุมชีวิตลูกได้มากขนาดนี้... แต่ก็นั่นแหละนะ เด็กที่ไหนจะมีสิทธิ์เลือกพ่อแม่ได้ล่ะครับ”
“คุณพูดถูกค่ะ พ่อแม่น้อยคนนักที่จะตั้งใจทำร้ายลูกของตัวเอง พวกเขาแค่ถ่ายทอดความคิดและพฤติกรรมของตัวเองไปสู่รุ่นต่อไปโดยไม่รู้ตัวก็เท่านั้นเอง”
“แล้วผมควรจะทำยังไงดีล่ะครับ?” เซี่ยฟ่านซิงรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก
“ดังนั้น เมื่อลูกคนหนึ่งโตขึ้นและตระหนักได้ว่าพฤติกรรมและความคิดของพ่อแม่ได้สร้างบาดแผลให้กับตัวเอง ก็ต้องเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมพื้นฐานของตัวเองค่ะ”
“แล้วผมจะปรับเปลี่ยนมันได้ยังไงครับ?”
“เอาล่ะค่ะ วันนี้เวลาล่วงเลยมานานมากแล้ว ครั้งหน้าเราค่อยมาคุยกันถึงประเด็นนี้ต่อนะคะ”
เซี่ยฟ่านซิงถึงกับอึ้งไป ไม่คิดว่าเวลาให้คำปรึกษาของวันนี้จะผ่านไปเร็วขนาดนี้ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ก็พบว่าผ่านไปตั้งสามชั่วโมงแล้ว
เขารู้สึกผิดขึ้นมาทันที และก้มหน้าขอโทษตามนิสัย “ขอโทษด้วยนะครับที่รบกวนเวลาของอาจารย์หนิงนานขนาดนี้”
“ฉันรู้เวลาอยู่ตลอดค่ะ ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดอะไร แค่จ่ายค่าปรึกษาให้ตรงเวลาก็พอ”
“ครับ” เซี่ยฟ่านซิงเพิ่งจะถอนหายใจโล่งอก กำลังจะเอ่ยขอบคุณ ก็ได้ยินอาจารย์หนิงผู้แสนอ่อนโยนตรงหน้า มอบหมายงานให้คนไข้อย่างเขาแบบไม่อ่อนโยนเลยสักนิด “สัปดาห์หน้าฉันต้องไปทำงานต่างจังหวัดพอดี เลยจะให้การบ้านคุณไว้ กลับไปลองนึกถึงวัยเด็กของคุณให้ดีๆ นะคะ ลองคิดดูว่ายังมีเรื่องอะไรที่ฝังใจจนทำให้คุณเจ็บปวดและลืมไม่ลงอีกบ้าง พอทำการบ้านเสร็จแล้วก็ส่งมาให้ฉัน เราจะได้มาช่วยกันดูว่าจะได้ข้อคิดอะไรจากมันบ้าง... แล้วเจอกันสัปดาห์ถัดไปค่ะ”
“อาจารย์หนิงครับ! ผมเกลียดการทำการบ้านที่สุดเลย ไม่ทำได้ไหมครับ?” เซี่ยฟ่านซิงโวยวายขึ้นมาทันที
“ไม่ทำก็ได้ค่ะ”
“ค่อยยังชั่ว...”
“ถ้าอย่างนั้น ความร่วมมือของเราก็จบลงแค่นี้นะคะ”
“…”
ก่อนจะไปทำงานต่างจังหวัด ก็เป็นวันครอบครัวของบ้านตระกูลหนิงพอดี
บ่ายวันหยุดสุดสัปดาห์ นอกหน้าต่างมีฝนตกพรำๆ ในบ้านอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอุ่นๆ ซึ่งเป็นเครื่องหอมที่เจ้าของบ้านฝ่ายหญิงจุดเอาไว้
หนิงโหย่วกวงกับหนิงโหย่วหยูสองพี่น้องกำลังนั่งกินเชอร์รี่กับมังคุดอยู่บนโซฟาไปพลางคุยเล่นกันไป
“เสี่ยวหยู ทำไมพี่รู้สึกว่าช่วงนี้น้องพูดน้อยลงล่ะจ๊ะ?”
“อืม” หนิงโหย่วหยูคายเม็ดเชอร์รี่ในปากทิ้ง
“‘อืม’ นี่มันหมายความว่ายังไงกัน?”
หนิงโหย่วหยูยังคงกินเชอร์รี่ต่อไป ไม่ได้ตอบอะไร
หนิงโหย่วกวงมองเขา แววตาไหววูบเล็กน้อย ก่อนจะถามว่า “เสี่ยวหยูของพวกเรา... ช่วงนี้ที่โรงเรียนคุณครูพูดอะไรกับน้องหรือเปล่า? หรือว่าไปเจอเรื่องอะไรไม่มีความสุขมาจ๊ะ”
หมิงจิ่นซินที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกำลังพลิกดูนิตยสารแฟชั่นเล่มล่าสุดอยู่ พอได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่ ก็เงยหน้าขึ้นมามอง
“คุณครูบอกว่า ตอนพักกลางวันถ้าใครไม่ทำตามสัญญา พูดเสียงดังรบกวนคนอื่น ก็จะอดกินของว่างกับผลไม้ครับ” หนิงโหย่วหยูขมวดคิ้ว คายเม็ดเชอร์รี่แล้วเล่า
“เพราะอย่างนี้เองเหรอ น้องถึงได้กลายเป็นคนไม่ค่อยพูดไปเลย?”
“คุณครูยังดุผมด้วย บอกว่าถ้าผมทำตัวไม่ดี ก็จะไม่มีรางวัลให้”
หมิงจิ่นซินวางนิตยสารลง “คุณครูพูดแบบนั้นจริงๆ เหรอลูก?”
“ครับ” หนิงโหย่วหยูมองหน้าแม่แล้วพยักหน้าอย่างจริงจัง
“ถ้างั้นลูกช่วยเล่าที่คุณครูพูดให้แม่ฟังอีกทีได้ไหมจ๊ะ?” หมิงจิ่นซินหันไปมองหนิงโหย่วกวงแวบหนึ่ง ก่อนจะปรับเสียงให้อ่อนโยนลง
“คุณครูบอกว่า ‘ถ้าพวกเธอไม่ทำตามกฎ ก็จะอดกินผลไม้นะ เล่นเกมก็ต้องไปต่อแถวหลังสุด เข้าใจไหม?’” หนิงโหย่วหยูเลียนแบบน้ำเสียงของคุณครูเป๊ะๆ
“โหย่วหยู ถ้าคุณครูพูดแบบนี้ แม่ไม่รู้สึกว่าท่านกำลังตำหนิลูกเลยนะ ท่านก็แค่ตั้งกฎสำหรับเด็กทุกคนในห้อง ไม่ได้เจาะจงว่าลูกคนเดียวนี่จ๊ะ”
หนิงโหย่วหยูทำหน้ายู่ “แต่ที่ท่านพูดทำให้ผมไม่มีความสุขเลย ฟังแล้วมันเสียใจนี่ครับ แม่ไปคุยกับคุณครูให้หน่อยได้ไหม”
หมิงจิ่นซินเริ่มหนักใจ แต่ก็ยังคงพูดอย่างอดทนว่า “แต่ว่านี่เป็นกฎที่คุณครูตั้งไว้สำหรับเพื่อนๆ ทุกคนในห้องนะลูก แม่จะไปขอให้ท่านเปลี่ยนแปลงเพราะลูกไม่ยอมรับแค่คนเดียวไม่ได้หรอกนะ”
หนิงโหย่วหยูเบ้ปาก แล้วก็หันไปกินเชอร์รี่ต่อ
หนิงโหย่วกวงฉวยโอกาสพูดขึ้นมาเบาๆ ว่า “สตรอว์เบอร์รีนี่อร่อยจังเลย ใครซื้อมาเหรอ?”
“แม่ผมซื้อมาเองครับ” หนิงโหย่วหยูตอบ
“คุณป้าคงจ่ายไปเยอะเลยสินะเนี่ย?”
“ใช่ครับ จ่ายไปเยอะเลย” หนิงโหย่วหยูรีบตอบ สตรอว์เบอร์รีนี้แม่เคยพาเขาไปซื้อที่ซูเปอร์มาร์เก็ต เขาเลยจำได้
“ว้าว เสี่ยวหยูนี่ความจำดีจังเลยนะ?”
“ครับ!” หนิงโหย่วหยูตอบรับด้วยใบหน้าซาลาเปาขาวๆ อย่างจริงจัง เวลาที่จ้องมองใครด้วยตากลมแป๋วนั้นช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง
“แล้วถ้าพี่ไปซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ไม่มีเงินจ่าย ไม่รู้ว่าเขาจะยอมให้สตรอว์เบอร์รีพี่กินฟรีๆ หรือเปล่านะ” หนิงโหย่วกวงแกล้งทำหน้าเศร้า ทั้งที่ในแววตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“พี่สาวครับ แบบนั้นไม่ได้หรอก ของในซูเปอร์มาร์เก็ตต้องใช้เงินซื้อนะครับ”
“พี่เสียใจจังเลย พี่ไม่มีเงิน แต่อยากได้สตรอว์เบอร์รีในซูเปอร์มาร์เก็ตนี่นา”
หมิงจิ่นซินเม้มปากกลั้นยิ้ม
แต่หนิงโหย่วหยูกลับร้อนใจขึ้นมา เขาเลิกกินเชอร์รี่ แล้วทำท่าเหมือนตอนที่พี่สาวสอนเขาไม่มีผิดเพี้ยน เขาเดินเข้าไปหาพี่สาวแล้วกอดเธอไว้
เสียงเล็กๆ นุ่มๆ พูดว่า “พี่สาวครับ ก็ในซูเปอร์มาร์เก็ตเขามีกฎแบบนั้นนี่นา ถ้าพี่ไม่จ่ายเงิน เขาก็ไม่ให้สตรอว์เบอร์รีหรอกครับ พี่อยากไปซื้อสตรอว์เบอร์รีเหรอ? ผมมีเงินนะ ผมให้พี่ เดี๋ยวผมพาไปซื้อเอง”
หนิงโหย่วกวงถูกความน่ารักของน้องชายโจมตีจนหัวเราะออกมาไม่หยุด
ทางด้านหมิงจิ่นซินก็ยิ้มแล้วเสริมว่า “พี่สาวของลูกแค่อยากจะบอกว่า กฎที่ครูตั้งกับกฎที่ซูเปอร์มาร์เก็ตตั้งก็เหมือนกันนั่นแหละจ้ะ ทุกคนต้องทำตามเหมือนกันหมด ถ้าพี่สาวอยากได้สตรอว์เบอร์รีก็ต้องใช้เงินซื้อ ถ้าลูกอยากกินของอร่อยๆ ที่โรงเรียนก่อนเพื่อน ก็ต้องพยายามทำตัวดีๆ ไม่ใช่เหรอจ๊ะ?”
หนิงโหย่วหยูคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็พยักหน้า “ผมเข้าใจแล้วครับ”
หลังจากนั้น เมื่อเห็นว่าลูกชายกลับมาร่าเริงเหมือนเดิมแล้ว
หมิงจิ่นซินก็อดชมไม่ได้ “โหย่วโหย่ว ยังไงก็ต้องเป็นลูกนะที่ช่างสังเกต ถ้าลูกไม่พูดขึ้นมา แม่ก็คงไม่ทันได้สังเกตเลยว่าช่วงนี้โหย่วหยูเขาเงียบไปจริงๆ”
…
อีกสักพักต่อมา
พอหมิงจิ่นซินรู้ว่าหนิงโหย่วกวงจะต้องไปทำงานที่บอสตันในอีกสองวัน ก็รีบส่งข้อความเข้ากลุ่มครอบครัวทันที บอกให้หนิงอี้กับหมิงเฉากลับบ้านเร็วหน่อย เพราะตอนเย็นจะพากันออกไปทานข้าวข้างนอก
มื้อค่ำของบ้านตระกูลหนิงจัดขึ้นที่ไพรเวทคลับซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้าน คลับแห่งนี้บรรยากาศดีเลิศ มีความเป็นส่วนตัวสูง แถมอาหารก็อร่อย นอกจากราคาจะแพงแล้ว ก็ไม่มีข้อเสียอะไรอีก ครอบครัวหนิงจึงมาที่นี่กันเป็นประจำ
พอเริ่มมื้ออาหาร ทุกคนในครอบครัวก็ร่วมแสดงความยินดีและแสดงความเป็นห่วงที่หนิงโหย่วกวงกำลังจะเป็นตัวแทนของประเทศไปเข้าร่วมการประชุมวิชาการระดับนานาชาติที่อเมริกา
“ลูกไปคราวนี้อยู่กับศาสตราจารย์อวี๋ ต้องตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีนะ แสดงความสามารถและบารมีของลูกให้แขกจากประเทศอื่นๆ ได้เห็นล่ะ”
“ใช่แล้วๆ เมื่อกี้ป้าเพิ่งให้ BA ส่งรูปเสื้อผ้ากับรองเท้าคอลเลคชั่นล่าสุดมาให้แล้ว เดี๋ยวคืนนี้กลับบ้านเรามาช่วยกันเลือกสักสองสามชุดนะ ลูกจะได้เอาไปใส่สวยๆ ที่อเมริกา” หมิงจิ่นซินพูดเสริม
“เดินทางก็ระวังตัวด้วยนะ ข้างนอกคนเยอะแยะซับซ้อน พยายามอย่าออกไปไหนคนเดียว บอสตันไม่ปลอดภัยเหมือนบ้านเราหรอกนะ” หมิงเฉาเตือน
“การประชุมครั้งนี้มีแต่หัวกะทิด้านจิตวิทยาระดับโลกทั้งนั้น ตั้งใจทำให้เต็มที่ สร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาตินะลูก” หนิงอี้กล่าว
“หนูทราบแล้วค่ะ จะดูแลตัวเองดีๆ พวกคุณพ่อคุณป้าไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ” หนิงโหย่วกวงรับคำ
“พี่สาวไปอเมริกาอย่าลืมซื้อของขวัญมาฝากผมด้วยนะ” หนิงโหย่วหยูทวง
“ได้เลยจ้ะ”
“จริงด้วย ต้องเตรียมเงินไปเยอะๆ หน่อย” หมิงเฉาวางตะเกียบลงแล้วหยิบมือถือขึ้นมาจัดการบางอย่าง
ไม่นานโทรศัพท์ของหนิงโหย่วกวงก็มีเสียงแจ้งเตือน “ติ๊ง”
เธอหยิบขึ้นมาดู “[ธนาคารแห่งประเทศจีน] บัญชีหมายเลขท้าย 4134 ได้โอนเงินจำนวน 1,000,000.00 หยวน ไปยังบัญชีหมายเลขท้าย 4144 ของท่าน ณ วันที่ 30 เม.ย. เวลา 19:41 น. โปรดระวัง! ผู้ที่ขอรหัสยืนยันคือมิจฉาชีพ ห้ามให้เด็ดขาด!”
“พี่ชายคะ หนูมีเงินอยู่แล้ว” หนิงโหย่วกวงอดหัวเราะไม่ได้ หมิงเฉาก็ไม่รู้เป็นอะไรไป ช่วงไม่กี่ปีมานี้ เขาหาข้ออ้างต่างๆ มาโอนเงินให้เธออยู่เรื่อย
“มีแล้วก็มีอีกได้ ไม่เห็นเป็นไร” หมิงเฉาพูดพลางหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบกับข้าวเข้าปากอย่างไม่รีบร้อน เขาเป็นคนหน้าตาดี ท่าทางสง่างาม แม้แต่ตอนกินข้าวก็ยังดูดี
แต่ในใจกลับคิดอีกอย่าง
‘เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยจะหาเงินได้สักเท่าไหร่กันเชียว?’
‘เดี๋ยวค่อยโอนให้อีกหน่อยดีกว่า’
‘โอนอีกสักล้านจะพอไหมนะ?’
“ใช่แล้ว ไปต่างประเทศต้องพกเงินไปเยอะๆ” หนิงอี้เองก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาทำตามบ้าง
“[ธนาคารแห่งประเทศจีน] บัญชีหมายเลขท้าย 5133 ได้โอนเงินจำนวน 1,000,000.00 หยวน ไปยังบัญชีหมายเลขท้าย 4144 ของท่าน ณ วันที่ 30 เม.ย. เวลา 19:43 น. โปรดระวัง! ผู้ที่ขอรหัสยืนยันคือมิจฉาชีพ ห้ามให้เด็ดขาด!”
“…” หนิงโหย่วกวงพูดไม่ออก
“โหย่วโหย่ว รับไว้เถอะลูก พ่อกับพี่ชายให้เงินค่าขนมมันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ? นานๆ จะได้ไปต่างประเทศสักที ก็ไปเที่ยวให้สนุกเต็มที่เลยนะ ไปถึงบอสตันแล้วเห็นอะไรอยากซื้อก็ซื้อเลย ไม่ต้องประหยัด” หมิงจิ่นซินกล่าว
“แม่ครับ พี่สาวไม่มีเงินเหรอครับ? เดี๋ยวกลับบ้านแม่เอาเงินอั่งเปาของผมมาให้หน่อยนะ ผมจะให้พี่สาวเอาไปใช้ที่อเมริกาด้วย” หนิงโหย่วหยูพูดขึ้น
คำพูดนี้ทำเอาสีหน้าของหนิงอี้กับหมิงเฉาเปลี่ยนไปทันที
“ที่ว่าไม่มีเงินนี่มันเรื่องอะไรกัน?” หนิงอี้ทำหน้าสงสัย
ส่วนหมิงเฉาไม่พูดพร่ำทำเพลง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมจะโอนเงินอีกรอบ
หนิงโหย่วกวงต้องรีบห้าม “พี่ชายคะ หนูไม่ได้ไม่มีเงิน! เมื่อตอนบ่ายพูดเล่นกับเสี่ยวอวี๋เฉยๆ ค่ะ”
หมิงเฉามองอย่างไม่ค่อยจะเชื่อ “แน่ใจนะว่าไม่ได้ไม่มีเงิน?”
“แน่ใจค่ะ หนูมีเงินจริงๆ ล่าสุดคุณป้าเพิ่งแนะนำลูกค้าให้ ประธานเซี่ยท่านใจดีมาก ให้ค่าปรึกษามาเยอะเลยค่ะ”
หมิงเฉาถึงได้ยอมขมวดคิ้วแล้วกินข้าวต่อ
หลังจากคุยเรื่องลูกสาวจะไปทำงานต่างประเทศจบแล้ว
หมิงจิ่นซินก็เปลี่ยนเรื่อง “ฉันว่าจะให้เสี่ยวจางที่บ้านลาออกน่ะ”
เสี่ยวจางคือแม่บ้านสาวที่บ้านของพวกเขา
“อ้าว ทำไมล่ะ?” หนิงอี้แปลกใจ “คุณไม่ได้บอกว่าเธอทำอาหารอร่อยเหรอ?”
“ก็อร่อยดี” หมิงจิ่นซินพยักหน้า “ทำอาหารอร่อยกว่าป้าหลิวอีก ทั้งอาหารจีน อาหารฝรั่ง ทำได้หมดทุกอย่างที่ฉันสั่ง หรือที่ไม่ได้สั่งเธอก็ทำได้”
“แล้วทำไมถึงจะไล่ออกล่ะ?” หนิงอี้ยังคงสงสัย
“ก็บ้านเรากินเกี๊ยวกันสัปดาห์ละหลายครั้งใช่ไหมล่ะ? บางทีแป้งเหลือ ฉันก็ให้เธอเอากลับไป บางทีไส้เหลือก็ให้เธอเอาไปเหมือนกัน แต่ช่วงหลังๆ มานี้ฉันสังเกตว่าเธอแอบตุกติก เหลือแป้ง เหลือไส้ไว้ แล้วก็แอบเอากลับบ้านไปเองตอนเลิกงาน” หมิงจิ่นซินหยุดไปครู่หนึ่ง “แบบนี้มันก็ค่อนข้างน่าอึดอัดนะ ฉันไม่ค่อยเข้าใจการกระทำของเธอเท่าไหร่...”
“อ๋อ ฝีมือดีแต่นิสัยไม่ดี ก็ใช้ไม่ได้” หนิงอี้เข้าใจในที่สุด
พูดจบ หมิงจิ่นซินก็สรุปว่า “สมัยนี้จะหาคนทำงานดีๆ สักคนนี่มันยากจริงๆ เลยนะ”
…
วันออกเดินทาง
หนิงโหย่วกวงแวะไปรับศาสตราจารย์อวี๋ที่บ้านเพื่อไปสนามบินด้วยกัน พอไปถึงก็พบว่ารุ่นพี่เฉินอี้ฝานมารออยู่แล้ว
พอเห็นพวกเธอมาถึง เฉินอี้ฝานก็รีบเข้ามาช่วยถือกระเป๋า “อาจารย์ครับ รุ่นน้อง อีกหนึ่งชั่วโมงจะถึงเวลาขึ้นเครื่องแล้ว เราไปพักที่ห้องรับรองกันก่อนนะครับ”
ศาสตราจารย์อวี๋พยักหน้าเห็นด้วย ทั้งสามคนจึงเข้าไปพักในห้องรับรอง
หนิงโหย่วกวงเดินไปกดน้ำให้ศาสตราจารย์
“รุ่นพี่จะดื่มอะไรคะ?” เธอถามอย่างเป็นกันเอง
ตัวเธอกับศาสตราจารย์อวี๋นั้นชินกับการพกกระติกน้ำร้อนติดตัวไปไหนมาไหนด้วยกันทุกวันอยู่แล้ว ส่วนเฉินอี้ฝาน เธอมักจะเห็นเขาดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ
“ผมดื่มน้ำเปล่าก็ได้ครับ ข้างๆ เครื่องกดน้ำมีแก้วอยู่” เฉินอี้ฝานลุกขึ้น แล้วเดินไปที่เครื่องกดน้ำพร้อมกับเธอ
ระหว่างที่รอน้ำเต็มแก้ว หนิงโหย่วกวงก็ยิ้มแล้วพูดว่า
“พวกเราดื่มน้ำเปล่า พี่ไม่ต้องดื่มตามก็ได้นะคะ”
เฉินอี้ฝานถึงกับหูแดง “ดื่มน้ำก็ดีแล้วครับ ต่อไปผมต้องดื่มน้ำอัดลมน้อยลงหน่อย จะได้ลดน้ำตาล”
“แล้วโค้กล่ะคะ จะเลิกได้เหรอ?” หนิงโหย่วกวงแกล้งหยอก การดื่มน้ำดำแห่งความสุขนี่ถือเป็นงานอดิเรกไม่กี่อย่างของรุ่นพี่เฉินเลยทีเดียว
“เลิกได้สิครับ” เฉินอี้ฝานหยุดไปนิดหนึ่ง ก่อนจะยกแก้วน้ำอุ่นที่กดเสร็จแล้วขึ้นมาดื่ม “ครั้งที่แล้วยาที่รุ่นน้องจัดให้ดีมากเลยนะ ตอนนี้ผมไม่ค่อยเป็นสิวแล้ว ขอบคุณมากนะ”
“ฉันเห็นแล้วค่ะ รู้เลยว่าพี่ทำตามที่หมอสั่งเป๊ะๆ” หนิงโหย่วกวงเม้มปากยิ้ม
เมื่อสองรุ่นพี่รุ่นน้องถือแก้วน้ำกลับมาที่ห้องรับรอง ก็เห็นศาสตราจารย์อวี๋สวมแว่นตาแล้วก้มหน้าอ่านเอกสารอีกครั้ง
“ไหนอาจารย์บอกว่าจะพักผ่อนไงคะ ทำไมมาอ่านเอกสารอีกแล้ว” หนิงโหย่วกวงยื่นน้ำให้ท่าน
“บรรยากาศแบบนี้นอนไม่หลับหรอกน่า สู้เอาเวลามาดูเอกสารดีกว่า” ศาสตราจารย์อวี๋รับกระติกน้ำร้อนมา แล้วก็ยื่นเอกสารในมือส่งให้เธอ “เอกสารพวกนี้เธอก็ดูด้วยนะ ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจก็มาถามฉันได้ ไม่ต้องเกร็ง”
“อาจารย์คะ หนูไม่เกร็งหรอกค่ะ”
“เอ้า ลองชิมนี่ดู” ศาสตราจารย์อวี๋หยิบขนมปังกรอบสองห่อออกมาจากถุงข้างๆ ยื่นให้หนิงโหย่วกวงกับเฉินอี้ฝานคนละห่อ “นี่สามีของอาจารย์เขาเตรียมไว้ให้ก่อนออกมา บอกว่าเวลาประชุมนานๆ จะได้มีอะไรกินรองท้อง พวกเธอก็ลองชิมดูสิ”
โดนป้อนอาหารหมาแบบไม่ทันตั้งตัวเลยแฮะ
หนิงโหย่วกวงกับเฉินอี้ฝานได้แต่มองหน้ากัน แล้วก็ก้มหน้าดื่มน้ำ กินขนมปังกรอบไปเงียบๆ
แต่จะว่าไป ถึงจะหวานไปนิด แต่รสชาติก็อร่อยดีเหมือนกัน
ศาสตราจารย์อวี๋เห็นลูกศิษย์ทั้งสองกินอย่างเอร็ดอร่อย ตัวเองก็มีความสุขไปด้วย ท่านยิ้มกว้างแล้วเล่าว่า
“ตอนเด็กๆ นะ แม่ของอาจารย์ไม่มีน้ำนม แล้วอาจารย์ก็ไม่ชอบดื่มนมวัวนมแพะมาตั้งแต่เด็กแล้ว ตอนนี้แค่ได้กลิ่นก็พะอืดพะอมจะแย่ สมัยก่อนเลยกินแต่บิสกิตแช่น้ำเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นบิสกิตแบบไหนก็ต้องเอามาแช่น้ำร้อนก่อนกิน ชอบมองดูมันค่อยๆ พองตัวขาวขึ้นในน้ำร้อน แล้วก็ใช้ช้อนตักกินทีละคำ รู้สึกว่ามันอร่อยเป็นพิเศษเลยล่ะ จนป่านนี้อาหารว่างตอนกลางคืนก็ยังเป็นแบบนี้อยู่เลย สามีฉันเขาจะเตรียมไว้ให้ทุกคืน ใช้ชามเล็กๆ ช้อนเล็กๆ แช่บิสกิตรสชาติต่างๆ กันไป อาจารย์มีหน้าที่กินอย่างเดียว”
“…”
สองชีวิตคนโสดได้แต่ทำตาปริบๆ
โตแล้ว มีงานมีการทำแล้ว ความรักจะยังอยู่ไกลอีกเหรอ?
(จบบท)
อ่านต่อได้ที่ เอินเอิน ขอแปล ปัจจุบันจบแล้วถึงตอนที่ 597 นะคะ