เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 11: ตำราลับ

Chapter 11: ตำราลับ

Chapter 11: ตำราลับ


 

ผู้ดูแลหลินเป็นผู้ที่เชื่อถือได้ ไม่นานหลังจากนั้น ถุงใบเล็ก ๆ ก็ถูกส่งมาที่หุบเขา

บางทีอาจจะเพราะเขารู้สึกละอาย หรือบางทีเขาอาจจะรู้สึกว่าตำรายุทธ์พื้นฐานนั้นไม่น่าจะก่อปัญหาใดนัก ดังนั้นเขาจึงส่งตำราสามเล่มมาในคราวเดียว นั่นทำให้ฟางหยวนแปลกใจ

เขานั่งลงบนก้อนหินสีเขียวมรกตก้อนหนึ่ง มีฮวาหูเตียวอยู่ข้าง ๆ ค่อย ๆ พลิกเปิดแต่ละหน้าของตำราอย่างระมัดระวัง

“ฝ่ามือทรายดำ?”

ฟางหยวนเปิดตำราแล้วกวาดตาทั่วเล่มอย่างรวดเร็ว เขาสังเกตว่า แม้ว่าตำราเล่มนี้จะดูเก่า ตัวอักษรที่เขียนไว้ก็ดูเต็มไปด้วยพลัง และบางส่วนก็เลือนไปบ้าง ที่มุมของแต่ละหน้ามีรอยขาดรุ่ยซึ่งบอกให้รู้ว่าตำรานี้ถูกส่งต่อกันลงมาหลายชั่วคนแล้ว ตำรานี้นับได้ว่าเป็นของเก่า

“ข้าไม่อยากเชื่อว่าเขาจะส่งเล่มจริงมาให้ข้า ดูเหมือนว่าผู้ดูแลหลินจะไม่ได้ตั้งใจจะหลอกลวงข้า...”

ฟางหยวนพยักหน้า

ตำรายุทธ์เช่นนี้จำต้องมีความถูกต้องมากเท่าที่จะเป็นไปได้เพราะหากมีความผิดเพี้ยนไปแม้เพียงเล็กน้อยที่สุดจากการคัดลอกก็อาจจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่างไปจากเดิม ดังนั้นตำราเล่มจริงย่อมดีที่สุด

เพียงแค่ถือตำราไว้ในมือ ฟางหยวนก็สามารถรู้สึกได้ถึงความเพียรพยายามของผู้ฝึกยุทธ์ที่หลอมรวมอยู่ในตำรานี้

“อืม.. แม้ว่าตำรายุทธ์พื้นฐานที่สุดที่แพร่หลายไปทั่วก็ยังกล่าวได้ว่าต่างมีจุดเด่นของตนเอง!”

ตำราอีกสองเล่มก็มีสภาพเช่นเดียวกันกับตำราเล่มนี้ และนี่ทำให้ฟางหยวนรู้ลึกละอายนิด ๆ เขาเรียกร้องตำราที่เป็นที่รู้จักทั่วไปเพียงเพราะว่ามันตรวจสอบได้ง่ายที่สุดเท่านั้นเอง

ไม่ว่าอย่างไร เขาก็จะไม่ฝึกวิทยายุทธ์เพียงเพราะมีบางคนหยิบยื่นตำรายุทธ์ให้ เพราะการเรียนวิทยายุทธ์เป็นหนึ่งในหนทางที่ง่ายที่สุดที่คนผู้หนึ่งจะสูญเสียการควบคุมจิตสำนึกของตน

“ดูเหมือนว่า...ข้าจะระแวงผู้อื่นเกินไป...”

ฟางหยวนถอนหายใจยาว “อย่างไรข้ายังมีทักษะทางการแพทย์ ต่อให้ข้าเพียงแต่ศึกษาไม่เคยปฏิบัติ ข้าก็ยังสามารถระบุสาเหตุของโรคได้ เมื่อเทียบกับวิชากำลังภายใน วิชากำลังภายนอกนั้นดีกว่า มันค่อนข้างยากที่จะไปผิดทาง ต่อให้มีกับดักอยู่ด้านใน...”

แม้ว่านี่จะเป็นความรู้จากเรื่องอื่น แต่มันก็สามารถปรับมาใช้พิสูจน์ข้อสงสัยที่คล้ายกันได้

เขาวางตำราเล่มนั้นลง แล้วเปิดอีกสองเล่มที่เหลือออกดู

“เคล็ดกรงเล็บอินทรี? ดูเหมือนว่าคนจากสำนักกุยหลิงคนนั้น อินทรีหน้าเหล็ก ใช้เคล็ดวิชานี้ เขาน่าจะมีเล่มที่เป็นตำราลับของเคล็ดวิชานี้ และนั่นน่าจะแข็งแกร่งกว่าตำราฉบับที่เผยแพร่ทั่วไปเล่มนี้...”

นอกจากตำราทั้งสามเล่ม ที่สองเล่มเป็นวิทยายุทธ์ภายนอก และอีกเล่มสุดท้ายเป็นเคล็ดวิชาที่ไร้ชื่อเรียก มันสอนวิธีการฝึกฝนร่างกาย เพิ่มความทนทานต่อการถูกทุบตี และเคล็ดลมปราณอีกเล็กน้อยด้วย ตามที่ผู้เขียนบอก เมื่อฝึกสำเร็จ เพียงกลั้นใจเฮือกหนึ่งก็สามารถรับการโจมตีจากอาวุธธรรมดาได้

ในกระเป๋า ยังมีกระดาษชิ้นเล็ก ๆ อีกชิ้น ที่ด้านบนนั้นระบุที่มาของตำราทั้งสาม

“ฝ่ามือทรายดำ เป็นตำรายุทธ์ฉบับที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางที่สุดในเขตมณฑลชิงเหอ”

“เคล็ดกงเล็บอินทรีจากชาวหมู่บ้านเมิ่งหยวน เป็นวิชายุทธ์พื้นฐานที่สุด แต่ผู้ฝึกจำต้องมีวิชากำลังภายในแบบพิเศษเพื่อที่จะฝึกเคล็ดนี้ถึงระดับสูงสุดได้”

“เล่มสุดท้ายคือชุดเคล็ดลมปราณระดับพื้นฐานที่สุด ไม่สิ มันเป็นแค่เคล็ดลมปราณอะไรสักอย่างและวิธีรับการทุบตีจากศัตรู และยังไม่มีชื่อเรียก ก็เรียกมันว่า ‘เคล็ดลมปราณอย่างหยาบ..’”

...

ฟางหยวนตระหนักว่าตำราทั้งสามนี้เป็นที่แพร่หลายทั่วไปที่สุดจริง ๆ นั่นแหละ ไม่มีเล่มไหนที่จะนับได้ว่าล้ำค่า

แต่ไม่ว่าจะเป็นวิชายุทธ์พื้นฐานเพียงไร มันก็ถูกส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น ความคิดคำนวณมากมายถูกใส่ลงไป คนทั่วไปคนไหน ๆ ที่สามารถฝึกวิชายุทธ์ใดก็ได้ ก็จะสามารถปกป้องตัวเองได้ ดังนั้นมันก็ยังคู่ควรที่จะเรียกว่าตำรายุทธ์

ใช้โสมแดงอายุ 60 ปีแลกตำราเหล่านี้มาถือว่าเป็นการค้าที่ไม่ขาดทุน

“เมื่อคิดถึงว่าตำราพวกนี้มีสภาพดีถึงเพียงนี้... ผู้ดูแลหลินก็ยังคงมีความจริงใจอยู่”

ฟางหยวนถอนหายใจและเริ่มศึกษาตำราแต่ละเล่มโดยละเอียด

โดยไม่ทันรู้ตัวเวลาก็ผ่านไปครึ่งค่อนวัน พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง เหลือเพียงแค่ปลายแสงที่มองเห็นได้ที่ขอบฟ้า

“กี๊!?”

“กิกี๊?”

ฮวาหูเตียวเห็นฟางหยวนจรดจ่อกับการศึกษาตำราพวกนั้นก็สงสัย มันไม่เข้าใจสักตัวอักษรที่เขียนไว้บนตำราและดังนั้นมันจึงยอมแพ้ที่จะพยายามอ่านต่ออีก ฮวาหูเตียววิ่งกลับเข้าไปในป่า และไม่นาน ก็ลากเอากระต่ายป่าตัวใหญ่กลับมาแล้ววางไว้ตรงหน้าฟางหยวน

“ฮ่าฮ่า... เจ้านี่รู้แต่เรื่องกินจริง ๆ”

ฟางหยวนปิดตำราเล่มสุดท้าย เคล็ดลมปราณอย่างหยาบ ลง มองไปที่ฮวาหูเตียวแล้วหัวเราะออกมา

ท้องฟ้าเริ่มมืด

ที่ถัดจากกองไฟ ฟางหยวนถลกหนังกระต่าย ปรุงรส แล้วย่าง เขาฉีกขากระต่ายย่างข้างหนึ่งออกมาแล้วโยนส่วนที่เหลือให้ฮวาหูเตียวที่อดรนทนไม่ไหวแล้ว ในใจของเขาเต็มไปด้วยเนื้อหาที่เขาได้อ่านจากในตำรา

‘โลกของวิทยายุทธ์ดูเหมือนว่าจะมีระดับสูงกว่าโลกธรรมดา... ฝ่ามือทรายดำและเคล็ดกรงเล็บอินทรีนั้นเป็นวิชากำลังภายนอกเพียงอย่างเดียว สามารถใช้ยาช่วยในการฝึกได้ กลับกัน การฝึกกำลังภายในนั้นต้องมีเคล็ดวิชาและรูปแบบลมปราณที่เหมาะสม หรือกระทั่งการเพ่งจิต... นอกจากชนิดของวิชายุทธ์แล้ว ยังมีระดับการฝึกฝนที่แตกต่างกัน ซึ่งก็คือ 12 ประตูทอง’

คำ ‘12 ประตูทอง’ นี้ถูกกล่าวถึงซ้ำ ๆ ในตำราทั้งสามเล่ม ฟางหยวนทุ่มเทใคร่ครวญจุดนี้ และที่สุดก็เข้าใจได้ว่าหมายถึงอะไร

“ตามหลักวิทยายุทธ์ ร่างกายของมนุษย์เรามีความสามารถที่จะพัฒนาได้ไม่จำกัด แต่ว่า ยังมีกำแพงทางจิตมากมายที่จำกัดการใช้พลังขั้นสูงสุด ดังนั้น จุดประสงค์ของการฝึกวิทยายุทธ์ก็คือเรียนรู้วิธีการทำลายกำแพงเหล่านั้นเพื่อปลดปล่อยความสามารถของคนผู้นั้นออกมา!”

ตามที่อธิบายไว้ในตำราเหล่านี้ ทั้งหมดมี 12 กำแพง นั่นเป็นเหตุให้พวกมันถูกเรียกว่า 12 ประตูทอง

ทุกครั้งที่ผู้ฝึกยุทธ์ทำลายกำแพงทะลุผ่านประตูเหล่านี้ได้ประตูหนึ่ง ความแข็งแกร่งของคนผู้นั้นก็จะเพิ่มขึ้น ยิ่งทำลายกำแพงผ่านประตูได้มากขึ้น คนผู้นั้นก็จะน่าเกรงขามมากขึ้น

หลังจากผ่านทั้ง 12 ประตูได้ คนผู้หนึ่งก็จะบรรลุถึงระดับ ‘อู่จง’!

แม้ภายในสำนักกุยหลิงเอง ก็มียังแค่คนเช่นนั้นอยู่เพียงผู้เดียวเท่านั้น

“กำแพงทั้ง 12 ในร่างกายของมนุษย์... ดูเหมือนกับ 12 จุดชีพจร 8 เส้นเลือดในวิชาแพทย์เลย หรือนั่นหมายถึงว่าการฝึกวิทยายุทธ์ก็คือการเพิ่มความแข็งแกร่งของจุดชีพจรในร่างกายมนุษย์ใช่หรือไม่?”

“กำแพงทั้ง 12 แทน 12 ระดับ และเพื่อที่จะบรรลุถึงระดับอู่จง ทุก ๆ กำแพงจะต้องถูกทลายลง! ข้านึกไม่ออกเลยว่าเหลยเยว่จะเก่งขนาดไหน!”

หลังจากเข้าใจถึงความยากในการฝึกวิทยายุทธ์ ฟางหยวนก็เริ่มสงสัย

ความประทับใจของเขาต่อวิชายุทธ์ของเหลยเยว่นั้นไม่สูงถึงขนาดนั้น

“ในตอนที่ข้ายังไม่เข้าใจวิทยายุทธ์นัก แต่ท่านอาจารย์ควรจะรู้ การหมั้นหมายนั่นรีบเร่งเกินไปสักนิดจริง ๆ...”

เมื่อเขาคิดถึงอาจารย์เวิ่นซิน ฟางหยวนก็ถอนหายใจ

อาจารย์เวิ่นซินปฏิบัติกับเขาเป็นอย่างดี และทุกอย่างก็เพื่อประโยชน์ของตัวเขาเองทั้งนั้น ความเสียดายเดียวก็คือท่านด่วนจากไปเร็วเกินไป

ถ้าท่านยังอยู่แล้วเห็นผู้ดูแลหลินทำเช่นนี้ ท่านจะทำอย่างไรกันนะ?

หลังจากคิดดูแล้ว กระต่ายย่างในปากเขาก็พลันไร้รสชาติ

ฟางหยวนยืนขึ้น เก็บกวาดสถานที่ และเตรียมชาภายใต้แสงจันทร์

ขณะทำพิธีชงชา ฟางหยวนก็ระลึกถึงอาจารย์เวิ่นซิน และนี่เป็นวิถีของเขาที่จะเก็บอาจารย์ไว้ในความทรงจำ

“ซี่!?”

ฮวาหูเตียวดูจะเข้าใจฟางหยวน และในเวลาเดียวกันก็เหมือนว่ามันรู้สึกได้ถึงความเศร้าโศกของฟางหยวน และจึงไม่ดูร่าเริงเหมือนครั้งก่อน ๆ

ในหุบเขาลึก ไม่มีทั้งพระอาทิตย์และพระจันทร์ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วและพระอาทิตย์ก็มาเยือน

ฟางหยวนตื่นเช้า และเช่นเคย ดื่มด่ำกับชายามเช้าแล้วเข้าไปทำงานในไร่

ในแปลงปลูกข้าวหยกแดง ต้นข้าวโตสูงถึงระดับเอวแล้ว เริ่มติดเมล็ดที่ปลายยอดของต้นทำให้ลำต้นเริ่มโค้งลง

ฟางหยวนละลายปุ๋ยพืชวิญญาณในน้ำพุแล้วรดให้พืช กลิ่นอ่อน ๆ อวลในอากาศ

“กิกี๊!”

“กี๊กี๊!”

ฮวาหูเตียวกระโดดไปมารอบ ๆ อย่างตื่นเต้น

แม้ว่าข้าวหยกแดงต้นเล็ก ๆ นี่จะไม่ดึงดูดความสนใจของมัน แต่ข้าวหยกแดงที่พร้อมเก็บเกี่ยวทำให้มันตื่นเต้น

“จำไว้นะ ห้ามขโมย!”

ในเรื่องนี้ ฟางหยวนเตือนมันอย่างเข้มงวดและชงชาแก้วใหญ่ให้มันดื่มมาก่อนเพื่อให้มันระงับใจไว้

“ก่อนหน้านี้ พวกเราไม่เคยปลูกพืชเยอะเพียงนี้ ดังนั้นมันคงจะดีถ้าเราสามารถเก็บเกี่ยวได้มากกว่า 10 ชั่ง แต่หลังจากนั้น พวกเราสามารถปลูกให้มากขึ้นอีก และสามารถขยายแปลงออกไป...”

ฟางหยวนตื่นเต้น

ความเร็วในการติดผลและเติบโตของข้าวหยกแดงนั้นเร็วกว่าที่คาดเอาไว้

น่าจะเป็นเพราะปุ๋ยพืชวิญญาณที่ฮวาหูเตียวนำมา แล้วก็ [การดูแลพืช] ของเขาด้วย ทำให้การเติบโตเร็วขึ้น

“ไม่ต้องห่วง ฮวาหูเตียว เมื่อพวกเราเก็บเกี่ยวแล้ว ข้าจะให้เจ้ากินได้เต็มที่เลย อย่างไรเสียก็ต้องนับว่าเป็นเพราะเจ้าพบปุ๋ยพืชวิญญาณ!”

ฟางหยวนลูบหัวฮวาหูเตียว พลางปลอบมัน “แล้วก็ ชาวิญญาณ มันพร้อมให้เก็บเกี่ยวเป็นครั้งที่สองแล้ว...”

เขายิ้มและรู้สึกมีความสุขกับผลผลิตมากมายของตัวเอง

ทุกวันขณะเดินตรวจไร่ไปมา ฟางหยวนจะหยุดที่กระท่อมแล้วพลิกตำรายุทธ์ที่วางไว้บนโต๊ะ

“ข้าท่องจำตำราทั้งสามได้แล้ว แล้วก็เปรียบเทียบกับ [การแพทย์] ของข้า และดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรผิดปกติ... ข้าควรจะเริ่มฝึกได้แล้วหรือไม่?”

ฟางหยวนจินตนาการเห็นตัวเองพยายามออกท่าทาง แต่ก็แข็งใจส่ายหน้ากับตัวเอง “ไม่มีทาง! มันยังไม่ปลอดภัย! ข้าเป็นคนขี้ขลาด! แผนเดียวที่มีก็คือเข้าเมือง จ่ายเงินเสียหน่อย ซื้อเอาตำราพวกนี้เล่มอื่น ๆ มาเทียบดู หรือส่งมันให้ใครสักคนลองฝึกดูก่อน...”

ตำรายุทธ์ไม่ใช่ของธรรมดา และเพราะอย่างนั้นฟางหยวนจึงไม่มีความมั่นใจที่จะฝึก

“เจ้าโจรน้อยอยู่ด้านในนั่น!”

“จับมันไว้ อย่าปล่อยให้มันหนีไปได้!”

“เร็วเข้า!”

...

ทันใดนั้น มีเสียงดังเอะอะมาจากด้านนอก ทำให้ฟางหยวนงุนงง

“อะไรกันนั่น?”

เขาเปิดประตูออกแล้วเห็นผู้ชายกลุ่มใหญ่พุ่งเข้ามาในบ้านของเขาอย่างเกรี้ยวกราด โจวเหวินซินยืนอยู่ด้านหน้ากลุ่มคนท่าทางภาคภูมิ

“เจ้าโจรน้อย!”

ความเกลียดชังทั้งของเดิมและของใหม่ที่โจวเหวินซินมีต่อฟางหยวนเพิ่มมากขึ้นเมื่อนางมองเห็นเขา เสียงของนางเปลี่ยนเป็นแหลมขึ้นอีก “เจ้าดูหมิ่นข้า และตอนนี้ยังให้ยาปลอมแก่บิดาข้า! วันนี้ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปเด็ดขาด!”

เพียงการโบกมือครั้งเดียวของนาง ผู้ชายหลายคนก็พุ่งเข้าไปหาฟางหยวน ล้อมเขาไว้

 

 

 

จบบทที่ Chapter 11: ตำราลับ

คัดลอกลิงก์แล้ว