เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 12: หญ้าพิษมังกร

Chapter 12: หญ้าพิษมังกร

Chapter 12: หญ้าพิษมังกร


 

ชายร่างใหญ่หลายคนล้อมฟางหยวนเอาไว้ในมือมีกระบองไม้

ภายใต้สภาพทั่วไป คนผู้หนึ่งคงถูกทุบตีเจียนตาย

ฟางหยวนยังไม่ทันได้เริ่มฝึกวิทยายุทธ์และดูเหมือนว่าจะต้องโดนทุบตีเจียนตายเป็นแน่ แต่เขากลับมองไปที่ผู้ชายเหล่านั้นพร้อมยิ้ม

“เจ้ายังกล้ายิ้มอยู่รึ ตีมันจนกว่ากระดูกมันจะหัก!”

“ลงมือ!”

ผู้ชายจากตระกูลโจวเหล่านี้ทั้งอำมหิตและหยาบกระด้าง

ฟิ้ว!

แสงสว่างหนึ่งปรากฏขึ้นแล้วกะพริบวาบไปมาหลายครั้งในบริเวณนั้น

“อ๊ากก!”

หลังจากนั้น ก็มีเสียงกรีดร้องให้ได้ยิน

เมื่อโจวเหวินซินได้สติขึ้นมานั้น นางก็พบว่าผู้คุ้มกันทั้งหมดของนางพ่ายแพ้แล้ว นางกุมแขนขวาที่มีเลือดอาบไว้แน่น

“อะ...พลังอะไรกันนั่น?”

ใบหน้าของนางซีดขาวลงทันตา เมื่อฟางหยวนเดินมาถึงตัวนาง นางก็รู้สึกกลัวจนถอยหนีทันทีพลางพูด “หยะ... อย่าเข้ามาใกล้ข้านะ!”

“คุณหนูโจว ข้าทำข้อตกลงกับท่านลุงหลิน สมุนไพรนั่นก็เป็นเขาตรวจสอบ แล้วใครบอกเจ้าว่าสมุนไพรนั่นเป็นของปลอม?”

ฟางหยวนค่อย ๆ เดินเข้าไปหานางด้วยท่าทางเย็นชา ถ้าวันนี้เขาไม่มีฮวาหูเตียวอยู่ด้วยแล้ว เรื่องราวคงจะแย่กว่านี้

“ว้าย!”

โจวเหวินซินสะดุดล้มลงไปขณะถอยหนี นางเริ่มร้องไห้

“โฮ... เจ้ามันอันธพาล!”

“ไร้สาระ!”

ฟางหยวนพูดไม่ออก

เห็นได้ชัดว่าพวกที่มานี้ไม่ได้เป็นตัวดีอะไรแล้วทำไมถึงได้ถูกจ้างเป็นผู้คุ้มกันได้กัน?

“พูดออกมาเดี๋ยวนี้ หรือว่าอยากจบลงแบบเจ้าพวกนี้!”

ฟางหยวนขู่นางโดยเตะเข้าที่หนึ่งในผู้ชายที่ล้มกลิ้งอยู่

จากที่กรีดร้องอยู่ โจวเหวินซินก็หยุดร้องไห้ทันทีแล้วพูด “เป็น.. เป็นซ่งจื๋อเกาพูด!”

“ใครคือซ่งจื๋อเกา?”

“กัมประโดของสำนักกุยหลิง!”

...

ด้วยวิธีการซักถามของฟางหยวน โจวเหวินซินผู้โอหังก็พ่นความจริงและเปิดเผยทุกอย่างออกมา

ตามที่นางบอก หลังจากได้โสมแดงภูเขาไปจากการตกลงก่อนหน้านี้ พี่น้องตระกูลโจวก็เอาไปให้เหล่าโจวด้วยความดีใจ

เหล่าโจวอาการดีขึ้น แต่ไม่นานก็ทรุดลง และจนถึงตอนนี้ ไม่มียาใดช่วยรักษาอาการป่วยของเขาได้เลย!

แม้ว่าคุณชายรองตระกูลโจวและหลินเปิ่นชูจะเข้าใจว่าไม่ใช่ว่าโสมแดงภูเขาของฟางหยวนไม่ได้ผล แต่ด้วยความเจ้าอารมณ์ของนาง โจวเหวินซินจะเข้าใจได้อย่างไร?

นอกจากนี้ ตระกูลโจวยังมีความใกล้ชิดกับซ่งจื๋อเกา และซ่งจื๋อเกาตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของโสมแดงภูเขา

“ซ่งจื๋อเกา? กัมประโดที่รับผิดชอบติดต่อซื้อขายกับภายนอกสำนัก?”

ฟางหยวนลูบคางไปมาแล้วนึกบางอย่างได้

“ข้าไม่เคยพบหรือได้ยินชื่อคนผู้นี้มาก่อน ไม่มีเรื่องบาดหมาง แต่ข้าคิดว่าการหมั้นหมายกับเหลยเยว่อาจจะเป็นบ่อเกิดของความวุ่นวายนี่...”

หากรู้ล่วงหน้าว่าการหมั้นหมายนี้จะก่อความวุ่นวาย ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คงไม่ยอมรับการหมั้นหมายตั้งแต่แรก

“เจ้าบอกว่า ถ้าผู้อื่นยอมพูดแล้วจะปล่อยผู้อื่นไป..”

ในตอนนี้ โจวเหวินซินน้ำตานองหน้า ดูน่าสงสารแทนที่จะดูร้ายกาจ

สาวงามจากตระกูลมั่งคั่งที่ต้องมาพ่ายแพ้อยู่บนเขาจะดูเป็นอย่างไรได้กัน?

อย่างไรฟางหยวนก็ถือว่าตัวเองอายุมากกว่านางเป็นแน่

“ตอนนี้เจ้ากลับไปได้แล้ว! เอาสุนัขบ้านเจ้าพวกนั้นกลับไปด้วย!”

นิสัยที่แท้จริงของฟางหยวนถูกผู้คนมากมายพบเห็น เขาแทบจะอดทนไม่สังหารใครและทำลายร่องรอยของการสังหารทิ้งไม่ได้ สีหน้าของเขาเย็นชา

“ไปได้แล้ว!”

โจวเหวินซินกับผู้คุ้มกันของนางรีบล่าถอยออกไปทันทีราวกับมีน้ำหลากลูกใหญ่ไล่ตามพวกมันมาด้านหลัง

ในใจของพวกมัน ฟางหยวน ที่ไม่รู้ว่าทำอย่างไรจึงเอาชนะชายร่างใหญ่หลายคนได้อย่างง่ายดายนั้นไม่ต่างไปจากผู้วิเศษลึกลับที่ใช้มนต์ดำ

...

“กิกี๊?”

ฮวาหูเตียวปรากฏตัวขึ้นหลังจากคนพวกนั้นจากไป มันเดินวนรอบตัวฟางหยวนรอบแล้วรอบเล่าราวกับทวงค่าตอบแทน

“เจ้าทำได้ดีมาก! และที่สำคัญ ความเร็วของเจ้า...เร็วขึ้นกว่าเดิมแล้ว!”

ตั้งแต่ในไร่เมื่อตอนนั้น ฟางหยวนได้เห็นฮวาหูเตียวใช้พลังเต็มที่เป็นครั้งแรก ฮวาหูเตียวก่อนนี้ที่หนีไปเหลือไว้เพียงเงาของมันให้เห็นเท่านั้น

จนตอนนี้ ดูเหมือนว่าเป็นเพราะชาวิญญาณความเร็วของมันจึงพัฒนาไปอีก มันเร็วจนกระทั่งพวกผู้คุ้มกันเหล่านั้นไม่รู้กระทั่งว่าถูกอะไรจู่โจม

แม้ว่าฟางหยวนจะบอกให้จัดการสถานเบา ผู้คุ้มกันเหล่านั้นก็ยังถูกจู่โจมค่อนข้างหนักอยู่ดี

“โชคดีที่เจ้ายังไม่ได้หนักมือจนเกินไป ไม่อย่างนั้น...”

เขาลูบหัวของฮวาหูเตียว ในใจแอบกลัวอยู่บ้าง

ฮวาหูเตียวหรี่ตาลงอย่างรู้สึกสบาย ยกเท้าหน้าขึ้นโบก ราวกับพูดว่า “ไม่มีใครที่ข้าเอาชนะไม่ได้!”

ฟางหยวนอดหัวเราะท่าทางของฮวาหูเตียวไม่ได้

...

“แม้ว่าฮวาหูเตียวจะเก่งกาจนัก แต่ตามในตำรายุทธ์ แม้ว่าฮวาหูเตียวจะสามารถเอาชนะผู้ฝึกยุทธ์ที่เก่งกาจได้ด้วยความสามารถของมันที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป แต่ก็อาจจะมีคนที่สามารถตามรอยฮวาหูเตียวมาถึงที่นี่ได้!”

ที่ด้านในหุบเขา ฟางหยวนกำลังอ่านตำรายุทธ์ฝ่ามือทรายดำ

ในตอนนี้ ฮวาหูเตียวนับได้ว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่เก่งกาจผู้หนึ่ง

คนที่โจวเหวินซินพามาเมื่อครั้งก่อนนั้นมีแค่ความสามารถระดับต่ำที่ไม่สามารถเรียกว่าวิทยายุทธ์ได้ แม้จะได้เรียนกระบวนท่ามาบ้าง แต่พวกมันก็ไม่สามารถนับได้ว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์

ด้วยความสามารถของตระกูลโจว พวกเขาย่อมมีผู้เก่งกาจอยู่บ้าง

ฟางหยวนจึงไม่มั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะผู้อื่นที่อาจเก่งกาจกว่าที่โจวเหวินซินอาจจะพามาคราวหน้าได้

“โสมแดงภูเขาของข้าไม่ควรมีปัญหาใด ถ้าเหล่าโจวมีปัญหาเพียงด้านร่างกาย อาการไม่ควรทรุดลงหลังกินโสมแดง!”

ฟางหยวนมั่นใจในคุณภาพสมุนไพรของตนเองเป็นธรรมดา

“ถ้าอย่างนั้น...การบาดเจ็บของมันควรจะมีบางอย่างเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเป็นแน่”

เขารู้สึกประทับใจในความกล้าของหลินเปิ่นชูที่ลุยเข้าบ่อน้ำขุ่นนี้มือเปล่า

“ปัญหาก็คือ ตอนเจ้ากระโดดลงบ่อน้ำขุ่นนี่ กลับทำน้ำโคลนสาดใส่ข้าเปียกไปทั้งตัวด้วยอีกคน!”

ฟางหยวนมีท่าทางไม่พอใจเล็กน้อย

“ถ้าเป็นไปตามระบบนิยายที่เคยอ่านในชีวิตอื่น ๆ ข้าควรจะถือโอกาสออกไปแสดงวิชาแพทย์และรักษาเหล่าโจว แล้วคนที่อยู่เบื้องหลังการบาดเจ็บครั้งนี่เล่า?”

เขาคิดถึงเรื่องอื่นอย่างเงียบ ๆ

อันที่จริงแล้ว มีวิธีแก้ปัญหานี้ได้ด้วยดี แต่ฟางหยวนไม่อยากทำ

เหตุผลก็คือ...

ปีนี้เขาออกไปจากภูเขาแล้วครั้งหนึ่ง เขายังไม่อยากออกไปอีกแม้แต่ครึ่งครั้ง และมันก็วุ่นวายเกินไปถ้าจะต้องหาตัวคนทรยศไปด้วยระหว่างรักษา

ฟางหยวนอ้าปากหาวหลายครั้ง ก่อนจะตัดสินใจไปนอนหลับสักงีบ

...

“ฮวาหูเตียว ถ้าต้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอดอีกครั้งนี่ ชีวิตของข้าก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้วนะ”

ผ่านไปครึ่งวัน ฟางหยวนที่แบกตะกร้าไม้ไผ่และเดินลึกเข้าไปในภูเขา เขามองไปที่ฮวาหูเตียวด้วยความอิจฉา

หุบเขาที่เขาอยู่นั้นเชื่อมต่อกับเทือกเขา และไม่มีความเสี่ยงที่จะถูกลอบโจมตี เพราะเมื่ออาจารย์เวิ่นซินสร้างกระท่อมขึ้นนั้น ท่านได้ทิ้งเส้นทางหลบหนีเอาไว้หลายทางและมีแค่ฟางหยวนที่รู้เส้นทางเหล่านี้

ฟางหยวนสงสัยจริง ๆ ว่าอาจารย์เวิ่นซินอาจจะกระทำผิดสาหัสไว้ที่ใดสักที่และต้องคอยเอาตัวรอดมาตั้งแต่นั้นเป็นผลให้อาจารย์เวิ่นซินต้องสร้างทางหนีหลากหลายเอาไว้

แต่ก็เพราะสิ่งที่อาจารย์เวิ่นซินเตรียมไว้ ฟางหยวนจึงสามารถหลับอย่างสบายใจได้ทุกวันโดยไม่ต้องกังวลอันตรายใด

เห็นฮวาหูเตียววิ่งไปมาในป่าได้อย่างอิสระ ฟางหยวนก็ขำและก็รู้สึกเสียดาย

ถ้าหนูเตียวขาวตัวใหญ่พอที่จะขี่ได้ ฟางหยวนคงสามารถท่องเที่ยวและสำรวจไปทั่วเทือกเขาชิงหลิงได้ นั่นเป็นเรื่องที่น่าลองทำมาก ๆ

การเดินเขาต้องใช้กำลังกาย โดยเฉพาะเมื่อเข้าลึกไปในหุบเขาและป่าโบราณ ทางเดินโรยกรวดนั้นไม่มี ที่มีคือสัตว์ร้ายและแมลงมีพิษ

ฟางหยวนใช้มีดตัดพุ่มไม้สูงและหนามที่ขวางทางออก เขาเดินหน้าต่อไปพลางหอบหายใจ

หลายวันมานี้เขาใช้ทุกอย่าง ทั้งข่มขู่ ทั้งล่อลวง ให้ฮวาหูเตียวพาเขาลึกเข้ามาในเทือกเขาเพื่อไปหาปุ๋ยพืชวิญญาณ

เขาสงสัยว่าฮวาหูเตียวจะหลอกเขาเข้าแล้ว ตั้งแต่เข้าลึกมาในหุบเขาแล้วเขาก็เพียงพบพืชสมุนไพรหายากไม่กี่ต้นแต่ไม่พบปุ๋ยวิญญาณอะไรเลย

“เลิกเลี่ยงไปเลี่ยงมาได้แล้ว ฮวาหูเตียว จากปริมาณที่เจ้าเอามาตอนนั้น มันยังต้องมีปุ๋ยวิญญาณเหลืออีกเยอะเป็นแน่!”

ฟางหยวนมองตำแหน่งพระอาทิตย์บนฟ้าแล้วหยุดเดิน เขามองหาก้อนหินใหญ่เพื่อนั่งลง ส่งข้าวปั้นก้อนหนึ่งให้ฮวาหูเตียวก่อนจะเริ่มกิน

“กิ๊กิ๊! กิกี๊!”

ฮวาหูเตียวถือข้าวปั้นวิ่งไปมารอบ ๆ ก่อนจะเริ่มแทะข้าวปั้นด้วยท่าทางคล้ายกระรอก มันกินข้าวปั้นหมดอย่างรวดเร็วก่อนจะเริ่มโบกขาหน้าไปมา

หลังจากพยายามอ่านความหมายจากท่าทางของฮวาหูเตียว ฟางหยวนก็เข้าใจได้ในที่สุดว่าฮวาหูเตียวต้องการสื่ออะไร “ดังนั้นข้าจึงยังไม่สามารถไปที่นั่นได้? ข้าทำได้แค่หาของดี ๆ แถว ๆ นี้เท่านั้น?”

เขามองผ่านไหล่ของตัวเองไปที่ตะกร้าไม้ไผ่ที่มีสมุนไพรและพืชหายากจำนวนหนึ่งที่เขาเก็บได้วันนี้ เขาเห็นด้วยกับความคิดนั้น “ตกลง พวกเราจะกลับบ้านหลังจากไปดูที่นั่นสักนิด! สมุนไพรและพืชหายากที่เก็บได้นี่ควรจะต้องเก็บไว้สักที่ที่ปลอดภัย มันมีคุณค่ามากเกินกว่าจะปล่อยให้เสียหายไป!”

หลังจากดื่มน้ำพุลงไปอึกใหญ่ ฟางหยวนก็กลับมามีแรงแล้วพร้อมที่จะเดินต่อไปกับฮวาหูเตียว จากนั้นไม่นานทั้งสองก็ไปถึงแอ่งกระทะแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยหมอกขาว

“อืม... ที่นี่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของพิษและหมอกพิษ!”

ฟางหยวนมองเห็นสีสันบางอย่างในหมอกแล้วก็ย่นคิ้ว เขาเอายาของอาจารย์เวิ่นซินขึ้นมาทาบนจมูกทันที นายพรานและคนเก็บสมุนไพรที่มักจะเข้ามาในป่าลึกเช่นนี้จำต้องมียาพวกนี้ แต่ยาที่อาจารย์เวิ่นซินทำนั้นเหนือกว่ายาพวกนั้นมาก

“กิกี๊!”

ฮวาหูเตียวดูกระวนกระวายขึ้นมานิด ๆ

“ฮ่าฮ่า.. ทีนี้อะไรอีกล่ะ?”

ฟางหยวนเดินตามไปจากนั้นก็ถึงกับต้องสูดหายใจลึก “หญ้าพิษมังกร?!”

ตรงหน้าของเขานั้นเป็นแอ่งเล็ก ๆ ที่มีก้อนหินสีขาวล้อมรอบ ตรงกลางเป็นพืชสีม่วง

พืชราคาแพงนี้อาจารย์เวิ่นซินเคยกล่าวถึงมาก่อน เป็นพืชที่เติมโตในสถานที่ที่เต็มไปด้วยพิษ และมีประสิทธิภาพสูงในการจัดการกับพิษชนิดอื่นเมื่อใช้เป็นยา ยาต้านพิษร้ายแรงหลายตำรับต้องมีพืชชนิดนี้ประกอบ

“สมุนไพรที่ดี!”

ดวงตาของฟางหยวนเป็นประกายวับ แต่เขาไม่ได้ขยับตัว

พืชพวกนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นกึ่งพืชวิญญาณ และมักจะมีสัตว์พิทักษ์อยู่ใกล้ ๆ

 

 

จบบทที่ Chapter 12: หญ้าพิษมังกร

คัดลอกลิงก์แล้ว