- หน้าแรก
- ราชันวิญญาณเพลิงเหล็ก
- บทที่ 21: บางครั้งศัตรูขี้ขลาดเกินไปก็น่าลำบากใจ
บทที่ 21: บางครั้งศัตรูขี้ขลาดเกินไปก็น่าลำบากใจ
บทที่ 21: บางครั้งศัตรูขี้ขลาดเกินไปก็น่าลำบากใจ
บทที่ 21: บางครั้งศัตรูขี้ขลาดเกินไปก็น่าลำบากใจ
“ยังขาดอีกสองพันสี่ร้อยแต้ม โชคดีที่ตอนนี้ไม่ต้องทำ 【ภารกิจแห่งเกียรติภูมิ】 ไม่อย่างนั้นต่อให้มีเวลาให้ฉันหลายเดือนก็อย่าหวังว่าจะได้เลื่อนขั้นเป็นระดับทองเลย”
โจชัวดูหน้าต่างสถานะอีกครั้ง ยืนยันว่าไม่ต้องทำภารกิจเลื่อนขั้นที่เคยทำเมื่อก่อนซ้ำอีกรอบ ก็ถือว่าถอนหายใจอย่างโล่งอก
ชาติที่แล้วในเกม ผู้เล่นอยากจะเลื่อนขั้นเป็นระดับทอง นอกจากเลเวลจะต้องถึงสามสิบเอ็ดแล้ว ยังต้องทำภารกิจเดี่ยวที่ยากมากอีกด้วย เนื้อหาภารกิจมีหลากหลาย แต่ล้วนเจาะจงอย่างยิ่ง กระบวนการยุ่งยากซับซ้อนและห้ามมีข้อผิดพลาด หากความสำเร็จของสายภารกิจต่ำกว่าเจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ก็ถือว่าล้มเหลว
สำเร็จก็ไม่ต้องพูดถึง หากล้มเหลว ไม่เพียงแต่เลเวลจะถูกลดกลับไปที่สามสิบ ภายในหนึ่งเดือนก็ไม่สามารถท้าทายใหม่ได้อีก เป็นการเสียเวลาอย่างยิ่ง
สองพันสี่ร้อยแต้ม ก็ประมาณค่าประสบการณ์ของนักรบระดับเงินสี่ห้าคน สำหรับโจชัวแล้วไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรเลย ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีวิธีแก้ปัญหาอีกวิธีหนึ่ง
“ถ้านับตั้งแต่ทหารลาดตระเวนตามถนน จนถึงองครักษ์ระดับเงินคนสุดท้าย ฉันน่าจะฆ่าศัตรูไปต่อเนื่องกว่าห้าสิบคน ความสำเร็จ 【สังหารห้าสิบคน】 ให้ค่าประสบการณ์ห้าพันแต้ม เลื่อนระดับได้สบายๆ”
โจชัวลองเปิดหน้าต่างความสำเร็จดู แต่กลับพบว่าระบบค่อนข้างจะกระตุก ผ่านไปหลายวินาทีถึงจะเปิดขึ้นมาได้ เขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “ไม่คิดว่าย้ายร่างมาแล้วยังจะมีดีเลย์อีก”
หลังจากล้อเลียนจบ รายการความสำเร็จก็เปิดขึ้น ทันใดนั้น ข้อมูลที่เหมือนภูเขาก็เริ่มรีเฟรชอย่างบ้าคลั่งตรงหน้าโจชัว และนักล่าความสำเร็จ อดีตนักรบระดับตำนานก็เลื่อนผ่านความสำเร็จ 【บรรลุแล้ว】 ที่เรียงเป็นแถวยาวของตัวเองอย่างใจเย็น หาจนเจอหมวดหมู่ 【ทำซ้ำได้】 ที่ต้องการ แล้วก็คลิกเปิดความสำเร็จ 【จำนวนสังหารต่อเนื่อง】
“มีแค่สังหารต่อเนื่องสามสิบคน?”
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่โจชัวก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ “น่าจะเป็นเพราะตอนนั้นปล่อยทหารรับจ้างคนนั้นไป ช่างเถอะ ประสบการณ์สามพันแต้ม ก็พอใช้แล้ว”
ในตอนนี้ อิงก็ไม่ได้ยืนอาลัยอาวรณ์ซากปรักหักพังอีกต่อไป เธอเดินมาอยู่ข้างหลังนักรบหนุ่ม เงยหน้าขึ้นถาม “ท่านเจ้านาย ต่อไปจะทำอะไรเหรอคะ? กวาดล้างศัตรูในเมืองต่อรึเปล่า?”
“ไม่รีบ” โจชัวส่ายหัวตอบ “คนมันกระจัดกระจายเกินไป สู้รอให้พวกมันรวมตัวกันมาตรวจสอบสถานการณ์ก่อนดีกว่า ตอนนี้พักสักหน่อยก่อน”
พูดจบ เขาก็หาหินก้อนใหญ่ๆ ก้อนหนึ่งนั่งลงไปอย่างสบายๆ ส่วนอิงก็นั่งลงข้างๆ
นักรบมักจะเก่งกาจในการรอคอย
เอี๊ยด—
บ้านพักอาศัยในบริเวณใกล้เคียง ชาวบ้านคนหนึ่งค่อยๆ เปิดประตูบ้านออกมาอย่างระมัดระวัง นี่คือหญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง เธอโผล่หัวออกมาอย่างระมัดระวัง สังเกตการณ์สถานการณ์รอบๆ
ช่วงนี้ในเมืองเกิดอะไรขึ้น ผู้คนไม่รู้ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องสังเกตเห็นว่าทหารลาดตระเวนและทหารเฝ้าประตูเมืองถูกเปลี่ยนหน้าไปแล้ว อีกทั้งกฎเคอร์ฟิวและกฎอัยการศึกที่ประกาศต่อเนื่องก็ให้ความรู้สึกแปลกๆ เมื่อรวมกับสภาพอากาศและอุณหภูมิที่แย่ในช่วงฤดูหนาว จึงไม่มีใครอยากออกไปข้างนอก
ตอนนี้ นอกจากจะต้องไปซื้อของใช้จำเป็นแล้ว หญิงวัยกลางคนก็แทบจะไม่ออกจากบ้านเลย เธอก็ไม่สนใจว่าข้างนอกจะเกิดอะไรขึ้น แต่เสียงดังสนั่นเมื่อครู่นี้มันต่างออกไป เสียงมันดังเกินไปจริงๆ ต้องไปดูให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อเงยหน้าขึ้น กวาดตามองคร่าวๆ พบว่าไม่มีทหารลาดตระเวนที่ไม่คุ้นหน้าพวกนั้นแล้ว หญิงวัยกลางคนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก สังเกตการณ์รอบๆ อย่างจริงจัง
จากนั้น วินาทีต่อมาเธอก็อ้าปากค้าง ตกใจจนสูดหายใจเข้าลึกๆ “โอ้พระเจ้าช่วย...” สองมือปิดปาก หญิงวัยกลางคนคนนี้ถอยหลังไม่หยุด แล้วก็อดไม่ได้ที่จะขาอ่อน ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น “คฤหาสน์ลอร์ด คฤหาสน์ลอร์ดถูก!..”
“เกิดอะไรขึ้น?”
เสียงผู้ชายที่ไม่พอใจดังออกมาจากในบ้าน ยังได้ยินเสียงเด็กที่ถูกปลุกให้ตื่นบ่นงึมงำอยู่แว่วๆ “รีบปิดประตูเร็ว ลมหนาวเข้ามาแล้ว เดี๋ยวลูกก็หนาวหรอก”
“โอ้ย พ่อของลูกรีบมาดูเร็ว!”
อธิบายไม่ทัน และก็ไม่รู้จะใช้อะไรอธิบาย หญิงวัยกลางคนสีหน้าตื่นเต้น ตะโกนเสียงดัง “รีบมานี่เร็ว!”
“ยายผู้หญิงโง่เอ๊ย...” ปากก็ด่าไปคำหนึ่ง แต่ผู้ชายคนนั้นก็รู้ว่าต้องมีเรื่องแน่ๆ จึงรีบออกมาจากในห้อง ดึงภรรยาที่นั่งอยู่หน้าประตูให้ลุกขึ้น แล้วถึงได้ขมวดคิ้วมองออกไปนอกประตู
จากนั้น เขาก็เบิกตากว้าง ปากอ้าค้าง ทั้งตัวแข็งทื่อไปพร้อมกับอุทานออกมาว่า “โอ้พระเจ้าช่วย...”
ไม่ไกลนัก ตำแหน่งที่เดิมทีเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์ลอร์ดที่ตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองราวกับปราสาทเล็กๆ มีเมฆรูปเห็ดสีดำขนาดใหญ่กำลังลอยขึ้นไปอย่างช้าๆ ที่ฐานของมันคือซากปรักหักพังผืนใหญ่
สองสามีภรรยามองหน้ากัน ในดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและสงสัย
ใคร? ใครทำคฤหาสน์ลอร์ดถล่ม?!
สายตาเปลี่ยนไป พวกเขาก็พบเงาร่างที่ไม่ชัดเจนสองร่างอยู่ข้างๆ ซากปรักหักพังของคฤหาสน์ลอร์ด
ตอนนี้โจชัวรอมาประมาณสิบนาทีแล้ว ตามหลักแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนักรบระดับเงินหรือเหล็กดำ เวลาขนาดนี้ก็น่าจะมาถึงที่เกิดเหตุได้แล้ว แต่ในความเป็นจริง กลับไม่มีใครมาเลยสักคน
“ฉันลืมไปเลย” โจชัวส่ายหัวอย่างเสียดายเล็กน้อย เขารู้สึกว่าตัวเองยังคงคิดอะไรตื้นๆ ไปหน่อย
ที่นี่ยังไงก็เป็นโลกที่มีอยู่จริง ชีวิตมีเพียงครั้งเดียว ไม่เหมือนกับผู้เล่นในเกมและ NPC ที่มีค่าความเกลียดชัง ที่จะต่อสู้กันจนกว่าจะตายไปข้างหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นคนพวกนี้เป็นเพียงทหารส่วนตัวของตระกูลวิลสันและกองทหารรับจ้างที่แอบฝึกฝนมาเท่านั้น รับเงินทำงานก็เป็นกฎเกณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดแล้ว เมื่อเจอกับสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งพอที่จะทลายคฤหาสน์เจ้าเมืองได้ การหนีเอาตัวรอดสำหรับพวกเขาแล้วแทบจะไม่มีภาระทางจิตใจเลย
บางครั้งศัตรูขี้ขลาดเกินไปก็น่าลำบากใจเหมือนกัน
โจชัวลุกขึ้นยืน เตรียมจะไป “อิง มานี่ เตรียมไปกันได้แล้ว”
“ค่ะท่านเจ้านาย จะไปไหนเหรอคะ?”
“ไปที่ลานโบสถ์ตีระฆังก่อน ประกาศให้ทั่วทั้งเมือง” นักรบหนุ่มใบหน้าเรียบเฉย เขาพูดอย่างเรียบง่าย “บอกพวกเขาว่า ฉัน โจชัว ลอร์ดของดินแดนแห่งนี้ กลับมาแล้ว”
ในเมื่ออาเวรตายไปแล้ว คริสก็ไม่ใช่คนโง่ ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ก็ไม่มีใครกระโดดออกมาแย่งบรรดาศักดิ์กับเขาแล้ว ในเมื่อเป็นอย่างนั้น ก็รีบประกาศให้ทั่วทั้งเมือง ยกเลิกกฎอัยการศึก แล้วก็ไปที่ป้อมปราการป่าทมิฬเพื่อนำกองกำลังมาหนึ่งหน่วยเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการสืบทอดบรรดาศักดิ์ค่อยจัดการทีหลังได้
เมื่อเดินไปตามถนนใหญ่ ตลอดทางมีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่เปิดประตูหรือหน้าต่างมองไปยังทิศทางของคฤหาสน์ลอร์ด คนเหล่านี้ไม่ได้สนใจโจชัวและอิง ในสายตาของพวกเขามีเพียงเมฆรูปเห็ดสีดำที่กำลังค่อยๆ ถูกลมพัดสลายไป ใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย เมื่อพบว่าทหารที่เคยลาดตระเวนหายไปหมดแล้ว คนที่กล้าหน่อยก็เตรียมจะไปดูสถานการณ์ใกล้ๆ เสียงพูดคุยก็ดังขึ้น
ทันใดนั้น ฝีเท้าของนักรบหนุ่มก็หยุดลง
โจชัวขมวดคิ้ว หันกลับไป เขามองไปยังที่ห่างไกล สายตาทะลุผ่านอาคารและหิมะที่ปลิวว่อน สองตาจ้องเขม็งไปยังชั้นเมฆบนท้องฟ้าสูง
“เสียงลม”
เขาพูดเสียงเบาอย่างเคร่งขรึม ท่ามกลางสายตาที่สงสัยของอิง โจชัวก็หันกลับมา สีหน้าค่อยๆ จริงจังขึ้น
ที่เขาได้ยิน ไม่ใช่เสียงลมหนาวในฤดูหนาวที่พัดกระหน่ำไปทั่วท้องฟ้า พัดผ่านถนน และก็ไม่ใช่เสียงลมเหนือที่กวาดเมฆ พัดพาเกล็ดน้ำแข็ง สิ่งที่โจชัวได้ยิน คือเสียงสั่นสะเทือนที่คนธรรมดาไม่สามารถรับรู้ได้ ดังก้องอยู่ระหว่างวิญญาณและธาตุ
ณ ที่ห่างไกลที่มองไม่เห็น มีคนคนหนึ่ง ตัวตนหนึ่ง เขาสั่นสะเทือนพลังเวทในอากาศ ทำให้วิญญาณและธาตุในธรรมชาติถูกเขาใช้งาน การเคลื่อนไหวเล็กน้อยของพลังส่งผ่านมาราวกับลม แล้วก็ถูกโจชัวรับรู้ได้
“ระดับทอง พลังแห่งเกียรติภูมิ! มาเร็วจริงๆ แผนต้องเปลี่ยนแล้ว”
โจชัวสูดหายใจเข้าลึกๆ ทันใดนั้นก็ตะโกนเสียงดัง “ชาวบ้านรอบๆ ทั้งหมด ออกไป!”
ในเสียงของเขาไม่มีความอ่อนโยนเลยแม้แต่น้อย เต็มไปด้วยการข่มขู่และบีบบังคับ “นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น นี่คือคำสั่ง จำกัดเวลาสามนาที! ไม่อย่างนั้น...”
ยังไม่ทันพูดจบ เขาก็กระทืบเท้าลงพื้น ทันใดนั้นคลื่นพลังก็พวยพุ่งออกมา การสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับแผ่นดินไหวและเสียงดังสนั่นก็ดังออกมา ท่ามกลางสายตาที่ตื่นตระหนกของชาวบ้านรอบๆ บนถนนหินสีเขียวที่กว้างขวางก็ปรากฏรอยยุบและรอยแตกขนาดใหญ่รัศมีสิบกว่าเมตร
ไม่จำเป็นต้องพูดต่อแล้ว นี่คือการข่มขู่ซึ่งๆ หน้า! ยังจะต้องลังเลอะไรอีก?! เมื่อเผชิญหน้ากับคนโหดเหี้ยมแบบนี้ แน่นอนว่าท่านผู้ยิ่งใหญ่พูดอะไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น!
ในฝูงชนเกิดความโกลาหล แต่ละคนรีบหันกลับเข้าบ้าน เรียกภรรยาและสามี หยิบของมีค่าที่สุดออกมา หนีตายราวกับเกิดภัยพิบัติอย่างรวดเร็ว
และหลังจากเตือนเสร็จ โจชัวก็ไม่พูดอะไรอีก เขาจ้องมองท้องฟ้าที่ว่างเปล่าในที่ห่างไกล และเทวะจักรกลผมสีเงินก็เดินตามหลังเขามา ฝูงชนมากมายเดินผ่านข้างๆ เขาไปอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าไปยังบ้านของคนที่รู้จัก