- หน้าแรก
- ราชันวิญญาณเพลิงเหล็ก
- บทที่ 3: กำปั้นฉันมันกระหายเลือด
บทที่ 3: กำปั้นฉันมันกระหายเลือด
บทที่ 3: กำปั้นฉันมันกระหายเลือด
บทที่ 3: กำปั้นฉันมันกระหายเลือด
สมรภูมิในยามค่ำคืน
ไม่ไกลออกไป ฝีเท้าของเหล่านักรบที่พุ่งเข้ามาสั่นสะเทือนพื้นดินจนโคลนตมสาดกระเซ็น โชคดีที่ในสายตาของโจชัวที่มองไปราวกับเห็นคนพวกนั้นเป็นพวกปัญญาอ่อน พวกเขาก็ยังชะลอความเร็วลงเมื่อใกล้เข้ามา ไม่ได้พุ่งเข้ามาชนนักรบที่บาดเจ็บสาหัสอย่างเต็มแรง
“ท่านรองผู้บัญชาการ!”
นักรบคนที่นำหน้ามาร้องเรียกอย่างเป็นห่วง จากนั้นก็ขมวดคิ้วและสบตากับสหายร่วมรบ “บาดแผลขนาดนี้... ท่านไม่เป็นอะไรนะครับ?!”
จะไม่เป็นอะไรได้ยังไง...
ตอนแรกเขารู้สึกแปลกหน้าเล็กน้อย แต่ไม่นานโจชัวก็จำคนตรงหน้าได้ คนเหล่านี้ที่สวมเกราะอีกาดำล้วนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาในกองทัพหน้าอีกาดำ ตอนนี้เขาขี้เกียจจะเกรงใจแล้ว จึงถอนหายใจเหมือนอย่างเคย “มัวยืนบื้อทำอะไรอยู่ รีบมาพยุงฉันหน่อย ระวังแผลด้วย”
สิ้นเสียง เหล่านักรบก็ราวกับเพิ่งตื่นจากฝัน ในฐานะทหารของจักรวรรดิ พวกเขาล้วนได้เรียนรู้วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นมาอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เห็นได้ชัดว่าบาดแผลบนตัวของโจชัวนั้นเกินกว่าที่พวกเขาจะรับมือได้แล้ว พูดอีกอย่างคือ นี่เป็นอาการบาดเจ็บสาหัสระดับใกล้ตาย คนธรรมดาไม่มีทางลุกขึ้นยืนได้ด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงการเดิน
แต่ก่อนที่จะมาเจอพวกเขา ทุกคนต่างคิดว่าโจชัวคงตายไปแล้ว เพราะการบุกเดี่ยวเข้าไปในค่ายศัตรูออร์ค โดยทั่วไปแล้วคงไม่มีความเป็นไปอื่น แต่ผลลัพธ์กลับคาดไม่ถึง เขายังมีชีวิตอยู่ แม้ตอนนี้จะบาดเจ็บสาหัสใกล้ตาย แต่ดูเหมือนจะยังใช้หอกค้ำยันเดินต่อไปได้ สมกับเป็นท่านรองผู้บัญชาการจริงๆ!
ด้วยการพยุงของนักรบสองคน โจชัวก็กลับเข้าสู่ค่ายทหารอย่างรวดเร็ว นักบวชสองคนและเนโครแมนเซอร์คนหนึ่งเข้ามาช่วยกันหามเขาเข้าไปในเต็นท์พยาบาลที่สร้างขึ้นชั่วคราวเพื่อทำการรักษา
แม้ว่าเนโครแครแมนเซอร์จะมีชื่อที่ฟังดูชั่วร้าย แต่ในทวีปไมครอฟท์ พวกเขาไม่ได้อยู่ในฝ่ายตัวร้าย เนโครแมนเซอร์ที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจะรับร่างของผู้ที่อาสาเพื่อศึกษาวิจัยโครงสร้างร่างกายของมนุษย์และเผ่าพันธุ์อื่นๆ คนกลุ่มนี้เชี่ยวชาญด้านกายวิภาคของมนุษย์ เป็นแพทย์รักษาอาการบาดเจ็บภายในที่ดีที่สุด และเนื่องจากสามารถสื่อสารกับวิญญาณได้ จึงรับงานเสริมช่วยทหารองครักษ์สืบคดีด้วย
แน่นอนว่า มีเนโครแมนเซอร์ที่ทำการวิจัยอย่างถูกกฎหมาย ก็ย่อมมีนักบวชวิญญาณมรณะที่มุ่งเน้นศาสตร์แห่งการฆ่า พวกเขาหลงใหลในการดัดแปลงร่างกายและการแปรสภาพวิญญาณ สัตว์ประหลาดที่คุ้นหูกันดีอย่างซอมบี้, คิเมร่า, วิญญาณแค้นรวมร่าง และโกเลมเลือดเนื้อ ล้วนเป็นผลงานของนักบวชวิญญาณมรณะผู้ทรงพลังในอดีต
ศาสตราศักดิ์สิทธิ์ของนักบวชสามารถรักษาบาดแผลภายนอกได้ทุกชนิด ส่วนเวทมนตร์อันเชี่ยวชาญของเนโครแมนเซอร์สามารถฟื้นฟูอวัยวะภายในได้ เพียงแค่สามสิบนาทีของการรักษาและอาหารเย็นที่ไม่หรูหราแต่นับว่าสำคัญยิ่ง โจชัวก็รู้สึกว่าพลังงานพื้นฐานของเขาฟื้นฟูแล้ว บาดแผลที่ช่องท้องก็สมานกันสนิท ในหน้าต่างสถานะ พลังชีวิตของเขาเปลี่ยนจาก 【วิกฤตอย่างรุนแรง】 เป็น 【บาดเจ็บปานกลาง】 และสถานะผิดปกติก็เหลือเพียง 【เหนื่อยล้าอย่างรุนแรง】
“พวกนายมาทำอะไรที่นี่?” โจชัวกลืนเสบียงทหารคำสุดท้ายลงคอแล้วถาม “สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง?”
“กองร้อยของเรามาเพื่อเคลียร์พื้นที่ในสนามรบ เตรียมการปิดล้อมป้อมปราการเดริสของพวกออร์คครับ”
ผู้กองของกองร้อยนี้ ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของโจชัว นามว่าไรอัน ได้อธิบายสถานการณ์ปัจจุบันให้เขาฟัง “ในแนวรบหลัก พวกออร์คพ่ายแพ้ยับเยิน ตอนนี้ทำได้เพียงถอยกลับไปตั้งหลักในป้อมปราการ ส่วนภารกิจของเราคือเฝ้าเส้นทางเล็กๆ ทุกสาย เพื่อปิดตายพวกมันให้หมด”
กองทัพอีกาดำเป็นหนึ่งในสี่กองทัพใหญ่ที่ขึ้นตรงต่อจักรพรรดิ แบ่งออกเป็น กองทัพหน้า, กองทัพหลัก, กองทหารม้าหนัก, หน่วยเวทมนตร์ (รวมนักบวช, นักเวทย์ และผู้ใช้เวทมนตร์อื่นๆ) และหน่วยส่งกำลังบำรุง ในเกมจะมีอาชีพพิเศษของนักรบคือ ‘นักจู่โจมอีกาดำ’, อาชีพของอัศวินคือ ‘ผู้พิชิตอีกาดำ’ และอาชีพขั้นสูงของโจรคือ ‘ผู้กวาดล้างอีกาแห่งความตาย’
โจชัวอายุยังน้อย แต่กลับเป็นหนึ่งในสองรองผู้บัญชาการของกองทัพหน้า ครึ่งหนึ่งเป็นเพราะวงศ์ตระกูล อีกครึ่งหนึ่งเป็นเพราะความสามารถ เหล่าทหารต่างนับถือในพลังการต่อสู้ที่แข็งแกร่งของเขา ความสัมพันธ์ก็ถือว่าไม่เลว แต่ตอนนี้ พวกเขากลับดูเคารพนับถือเขามากกว่าเดิม
อันที่จริงเหตุผลง่ายมาก—ไรอันและคนอื่นๆ ได้เห็นสภาพของสมรภูมินั้นมาแล้ว
ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นเลือดและเหล็ก พื้นดินถูกปกคลุมไปด้วยเลือดที่เหนียวเหนอะหนะ ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยซากศพที่ไม่สมประกอบ ชิ้นเนื้อเน่าเหม็นและอวัยวะภายในเกลื่อนกลาดไปทั่วทุกตารางนิ้ว
ยากจะจินตนาการได้ว่าการต่อสู้นั้นมันโหดร้ายเพียงใด และยิ่งยากจะจินตนาการได้ว่าโจชัวที่ทำเรื่องนี้ได้ด้วยตัวคนเดียวนั้นแข็งแกร่งขนาดไหน
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ไรอันก็อดไม่ได้ที่จะพูด “เนื่องจากตะวันตกดินแล้ว เลยยังไม่สามารถนับจำนวนพวกออร์คเหล่านั้นได้ครับ” เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี นักรบหนุ่มจึงได้แต่ลูบหมวกเกราะของตัวเอง แล้วพูดออกมาตรงๆ “เมื่อก่อนผมยังเคยสงสัยในอายุและความแข็งแกร่งของท่านรองผู้บัญชาการอยู่บ้าง แต่ตอนนี้มาคิดดูแล้ว สายตาของผมมันช่างสั้นยิ่งนัก”
“ผลงานครั้งใหญ่นี้ เกรงว่าแม้แต่ท่านนายพลก็ต้องจับตามอง และอาจจะมอบ ‘ดาบแห่งเกียรติภูมิ’ ให้กับท่านก็ได้ครับ”
ดาบแห่งเกียรติภูมิไม่ใช่อาวุธจริงๆ แต่เป็นเครื่องประดับแห่งเกียรติยศคล้ายกับเหรียญตรา คนที่ได้รับมัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นนักรบที่ห้าวหาญที่สุดในสนามรบ ในเกม เหรียญดาบแห่งเกียรติภูมิหนึ่งอันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับถ้วยรางวัลระดับแพลทินัม เคยถูกปั่นราคาขึ้นไปสูงสุดถึงหนึ่งแสนเหรียญทอง ปกติก็มีมูลค่าสองหมื่นเหรียญทอง ในขณะที่ชุดเกราะเวทมนตร์ครบชุดก็ราคาเพียงเจ็ดถึงแปดหมื่นเท่านั้น
นอกจากนี้ ในช่วงกลางเกม เหรียญดาบแห่งเกียรติภูมิหนึ่งอันสามารถนำไปแลกเป็น 【สารแต่งตั้งอัศวินผู้บุกเบิก】 ที่เมืองหลวงได้โดยตรง หลังจากทำภารกิจสำเร็จ ผู้เล่นจะสามารถเปิดดันเจี้ยนชั่วคราวในดินแดนรกร้างหรือป่าดำได้ เมื่อเคลียร์ดันเจี้ยนได้ ก็จะสามารถสร้างอาณาเขตอัศวินผู้บุกเบิกและกลายเป็นเจ้าครองนครได้
“อาจจะนะ”
โจชัวโบกมือ ไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย สมัยที่ยังอยู่ใน ‘ทวีปแห่งความขัดแย้ง’ เพื่อที่จะหาที่ตั้งฐานทัพที่ดีที่สุด ของอย่างดาบแห่งเกียรติภูมินี่เขาฟาร์มเป็นกิโลกรัม ดันเจี้ยนเจ้าครองนครก็ฟาร์มจนเอียนแทบอ้วก เนื่องจากกระบวนการมันน่าตื่นเต้นและน่าจดจำเกินไป จนตอนนี้พอนึกถึงทีไรก็รู้สึกคลื่นไส้ทุกที แค่ดาบแห่งเกียรติภูมิอันเดียว ไม่ใช่ 【สารแต่งตั้งเจ้าครองนครอิสระ】 ที่ล้ำค่ามหาศาลซะหน่อย ไม่นับเป็นอะไรได้เลย
ส่วนพวกออร์คยิ่งไม่ต้องพูดถึง ดันเจี้ยนที่ราบตะวันตกเฉียงเหนือเขาลงไปไม่ต่ำกว่าร้อยครั้ง จำนวนออร์คที่ฆ่าไปนับเป็นหมื่นๆ จนไม่รู้สึกอะไรแล้ว
เมื่อรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองใกล้จะหายดีแล้ว ที่เหลือก็แค่พักฟื้น โจชัวจึงพยักหน้า “เอาล่ะ นายก็เหนื่อยมามากแล้ว ไปนำทีมทำภารกิจต่อเถอะ ไม่จำเป็นต้องมาเสียเวลาเพราะฉัน”
“แล้วท่านรองผู้บัญชาการล่ะครับ?”
“ฉันกลับไปพบผู้บังคับบัญชาคนเดียวก็ได้”
ผู้บังคับบัญชาที่ว่านี้ไม่ใช่ผู้บัญชาการกองทัพ แต่เป็นผู้บัญชาการใหญ่ของกองทัพหน้า ตามกฎของกองทัพ นายทหารทุกคนต้องเข้าร่วมประชุมรายงานผลหลังการรบ โจชัวก็เช่นกัน แม้ว่าก่อนหน้านี้จะพลาดไปเพราะหมดสติ แต่หลังจากนี้ไปรายงานกับผู้บังคับบัญชาโดยตรงก็ยังได้
หลังจากปฏิเสธคำแนะนำของไรอันที่จะส่งคนไปคุ้มกัน โจชัวก็เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่แล้วเดินไปตามเส้นทางเล็กๆ ที่มุ่งสู่ค่ายบัญชาการกลางของกองทัพอีกาดำเพียงลำพัง
ในตอนนี้ นอกจากรอยแผลเป็นที่หางตาซึ่งยังไม่หายดีสนิทแล้ว บาดแผลน้อยใหญ่ของโจชัวก็หายดีเกือบหมด แม้ในดวงตาจะยังมีความเหนื่อยล้า แต่การเคลื่อนไหวของเขาก็ยังคงเฉียบขาดและว่องไว
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เนื่องจากตำแหน่งรองผู้บัญชาการของเขาก็พอจะเป็นที่รู้จักอยู่บ้าง โจชัวจึงเดินมาถึงเต็นท์บัญชาการที่ผู้บัญชาการใหญ่อยู่ได้อย่างไม่มีอุปสรรค
และผู้บังคับบัญชาโดยตรงของเขา ผู้บัญคับบัญชาใหญ่แห่งกองทัพหน้าอีกาดำ อัศวินเกราะหนักระดับทอง โอโด กำลังจิบกาแฟและอ่านรายงานจากสายลับที่โต๊ะทำงาน
เขามีผมสั้นสีทอง รูปร่างสูงใหญ่กำยำ กล้ามเนื้อที่ทรงพลังดูเหมือนจะสามารถทำให้เกราะระเบิดออกมาได้ เมื่อกวาดสายตาอ่าน แววตานั้นราวกับจะสามารถทะลุผ่านกระดาษได้
“พรวด—”
เมื่อหยิบรายงานขึ้นมาอ่านได้เพียงครึ่งเดียว โอโดก็เผลอพ่นกาแฟออกมา แล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ “หน่วยหมาป่าอ้างว้างของเผ่าเอโตโอถูกกวาดล้างจนหมด? ถอนชื่อหน่วยออกจากสารบบ?”
เขาหยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดมุมปาก ขมวดคิ้ว “เอโตโอเป็นหนึ่งในเผ่าที่ใหญ่ที่สุดของออร์ค แล้วหน่วยหมาป่าอ้างว้างก็เป็นกองกำลังชั้นยอดของพวกมัน ให้ตายสิ นั่นมันออร์คระดับเงินกว่าร้อยตัว ความสามารถโดยเฉลี่ยก็อยู่ระดับกลางๆ ไม่ใช่ฝูงนกกระจอกซะหน่อย มันถูกทำลายได้ยังไง?”
“หรือว่าสายลับโดนพวกออร์คโจมตีจนสมองไหล? ก็ไม่น่าใช่ ต่อให้กล้าเป็นหมื่นเป็นแสน คนพวกนี้ก็ไม่กล้าเขียนรายงานมั่วซั่วในสถานการณ์แบบนี้ ฉันควรจะเชื่อในความเป็นมืออาชีพของพวกเขา...”
โอโดพลิกไปอ่านต่อ เพื่อดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ครู่ต่อมา เสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจก็ดังขึ้นจากนอกเต็นท์
“รายงาน! รองผู้บัญชาการกองทัพหน้า โจชัว ขอเข้าพบ!”
“……เข้ามา”
หลังจากโจชัวเปิดม่านเต็นท์เข้าไป ก็พบว่าผู้บังคับบัญชาโดยตรงของเขากำลังมองมาที่เขาด้วยสายตาเหมือนกำลังมองสัตว์ประหลาด
“ยอมรับมาซะดีๆ นายโดนปีศาจจากอเวจีสิงร่างมารึไง?”
โจชัว: “……?”
“นายสามารถกวาดล้างหน่วยหมาป่าอ้างว้างของเอโตโอได้ด้วยตัวคนเดียวจริงๆ เหรอเนี่ย ดูไม่ออกเลยนะ!”
อัศวินระดับทองกอดอกและมองโจชัวขึ้นๆ ลงๆ ราวกับเพิ่งเคยรู้จักกันเป็นครั้งแรก ขณะที่พูดก็อุทานอย่างทึ่งๆ “ถึงแม้ว่าจะอาศัยชัยภูมิที่ได้เปรียบในหุบเขาถึงทำได้ แต่ไม่ว่าจะยังไง ความสามารถของแกก็ก้าวหน้าขึ้นมาก อนาคตระดับทองคงไม่ไกลเกินเอื้อม!”
โจชัวพอจะเข้าใจแล้ว ดูเหมือนว่าโอโดจะรู้เรื่องที่เขาฆ่าออร์คไปมากมายแล้ว
แต่หน่วยหมาป่าอ้างว้างคืออะไร?
“ดูสีหน้านายสิ... ช่างเถอะ ว่าแต่ ตอนนั้นนายกล้าบุกเข้าไปคนเดียวได้ยังไง? คิดถึงผลที่จะตามมารึเปล่า?!”
เมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่ยี่หระของโจชัว โอโดก็ถอนหายใจ รู้สึกว่าตัวเองแก่แล้ว ไม่เข้าใจโลกของคนหนุ่มสาวแล้ว จากนั้นเขาก็ตบโต๊ะสอน “ยังอยากจะมีชีวิตรอดกลับไปสืบทอดบรรดาศักดิ์อยู่รึเปล่า ท่านเคานต์น้อยของฉัน?”
เขามีความสัมพันธ์อันดีกับเคานต์แห่งแดนเหนือ ซึ่งก็คือพ่อของโจชัว ถือว่าเป็นผู้ใหญ่คนสนิทครึ่งหนึ่ง จึงพูดจาอย่างเป็นกันเอง
“……ท่านพูดถูกครับ”
“ช่างมันเถอะ เห็นแกเหนื่อยขนาดนี้ ก็ไม่ต้องรายงานอะไรแล้ว รีบไปพักผ่อนซะ”
ผู้บัญชาการใหญ่ส่ายหัว โบกมือไล่ให้โจชัวรีบไป “ยังไงซะ รอดชีวิตกลับมาก็ดีแล้ว”
วันรุ่งขึ้น การสู้รบเข้าสู่ช่วงเผชิญหน้ากัน กองทัพอีกาดำที่เคยเป็นกองหน้าถูกสับเปลี่ยนกลับมาพักฟื้นที่แนวหลัง
ในเต็นท์ที่มีกลิ่นอายของทหารอย่างเข้มข้น ข้างเตียงมีเครื่องมือและน้ำมันสำหรับบำรุงรักษาอาวุธวางอยู่ ภายในเต็มไปด้วยร่องรอยควันไฟ การตกแต่งเรียบง่ายอย่างยิ่ง
“ท่านรองผู้บัญชาการ!”
โจชัวที่เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่และนอนหลับอย่างเต็มอิ่ม ตอนนี้กำลังนั่งเขียนใบคำร้องขอปลดประจำการอยู่ในเต็นท์ ก็พลันได้ยินเสียงนายทหารสื่อสารเรียกเขาจากข้างนอก จึงทำได้เพียงวางปากกาลงข้างๆ “ว่ามา”
“ผู้บัญชาการใหญ่บอกว่ามีเรื่องจะคุยกับท่านครับ!”
“……พอดีเลย ฉันก็มีเรื่องจะพบเขาเหมือนกัน”
ช่วงเวลาต่อมา
“ปลดประจำการ? ฉันรู้ว่าที่บ้านนายมีเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นช่วงสงคราม ฉันไม่มีอำนาจปล่อยนายกลับไป”
โอโดนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน ลูบคาง ดูเหมือนจะจนใจเล็กน้อย “แต่ก็ใกล้จะจบแล้วล่ะ ก่อนฤดูหนาวจะมาถึง พวกออร์คต้องยอมแพ้แน่ พวกมันไม่มีเสบียงเหลือมากแล้ว ตอนนั้นแกก็สามารถทำเรื่องปลดประจำการตามขั้นตอนปกติได้”
“ถึงตอนนั้นก็สายเกินไปแล้วครับ!” โจชัวยืนอยู่ในเต็นท์หลักขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยสีดำและทอง ขมวดคิ้วมองผู้บังคับบัญชาโดยตรงที่อยู่หน้าโต๊ะ “ในจดหมายบอกว่าสถานการณ์ตึงเครียดมาก รอให้ถึงฤดูหนาวค่อยกลับไป ไม่รู้ว่าที่บ้านจะวุ่นวายไปถึงไหนแล้ว”
“นายมาพูดกับฉันก็ไม่มีประโยชน์... ส่วนที่เรียกนายมา ไม่ใช่ฉันมีเรื่องจะคุยกับนาย แต่เมื่อกี้มีคนจากเบื้องบนส่งมาเจาะจงหานาย ฉันก็ปฏิเสธไม่ได้”
ผู้บัญชาการใหญ่โอโดวางมือบนที่เท้าแขน เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ เขามองผู้ใต้บังคับบัญชาที่สีหน้าเคร่งเครียดตรงหน้า รู้สึกปวดหัวเล็กน้อย
“ใครครับ?”
“ตอนเจอหน้าก็ระวังตัวหน่อย... นั่นมันพวกตราชูทองคำ
--------------------------------------------
“โจชัว แวน แรดคลิฟฟ์ เกิดวันที่สิบห้า เดือนตุลาคม ปีดาราดับสูญที่ 810 ทายาทอันดับหนึ่งแห่งดินแดนโมลดาเวีย เข้าร่วมกองทัพในปี 826 ได้รับการแนะนำจากผู้บังคับบัญชาให้เข้าโรงเรียนนายร้อยจักรวรรดิในปี 828 และสำเร็จการศึกษาจากศูนย์ฝึกอบรมนายทหารมิสคาทอนิกของจักรวรรดิด้วยผลการเรียนยอดเยี่ยมในเดือนมิถุนายน ปี 830 หลังจากนั้นก็ต่อสู้ในแนวหน้าของสงครามที่ราบตะวันตกเฉียงเหนือและหุบเขาโทมัสมาโดยตลอด”
เสียงบรรยายที่ไร้อารมณ์ดังขึ้น ชายวัยกลางคนที่สวมเสื้อโค้ทสีดำขลิบแดงนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างโต๊ะประชุม สีหน้าเรียบเฉย เขาอ่านข้อมูลในมือออกมาเป็นชุดโดยที่น้ำเสียงไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย แหบแห้งราวกับเครื่องจักร
“และตอนนี้คือวันที่สิบหก เดือนตุลาคม ปี 831 เวลาสิบเอ็ดนาฬิกาสี่สิบเจ็ดนาที”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง เงยหน้าขึ้นมองโจชัวที่นั่งอยู่ตรงข้ามตรงๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ “เหลือเวลาอีกสิบสามนาทีก่อนจะถึงเที่ยง คุณรองผู้บัญชาการแห่งกองทัพหน้าอีกาดำ คุณมีเวลาสิบสามนาทีในการอธิบายข้อกล่าวหาของคุณ”
มีตราสัญลักษณ์ที่โดดเด่นอย่างยิ่งอยู่ที่อกซ้ายของเขา นั่นคือตราชูทองคำที่ข้างหนึ่งเป็นดาบ และอีกข้างหนึ่งเป็นรวงข้าว
นี่คือสัญลักษณ์ของศาลขุนนาง
“ครับ ท่านผู้ตรวจสอบมอนสเตอร์ แต่ก่อนอื่น...”
โจชัวที่ได้รับคำเตือนจากโอโดและเตรียมใจมาอย่างดีแล้วกลับไม่รู้สึกตึงเครียดเลย เขาวางมือบนที่เท้าแขน แล้วพูดอย่างใจเย็น “ผมขอน้ำชาสักแก้วก่อนได้ไหมครับ?”
“ได้สิ”
น้ำเสียงของผู้ตรวจสอบเหมือนกับหุ่นยนต์ แต่กลับพูดจาดีอย่างน่าประหลาด “ชาดำ?”
“ขอน้ำแข็งด้วยครับ ขอบคุณ”
“ไม่มีปัญหา”
หลังจากทหารยามที่หน้าประตูนำชามาให้ เขาก็เสริมขึ้นอีกประโยค “ตอนนี้เหลือสิบสองนาที”
โจชัวจิบชาไปหนึ่งอึก แล้วยิ้ม “ไม่มีปัญหาครับ”
เป็นการสนทนาที่ดูผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด
แต่ในใจของโจชัวกำลังครุ่นคิด
(ไม่คิดว่าเรื่องฝ่าฝืนกฎของกองทัพจะถึงหูเบื้องบนเร็วขนาดนี้ ไม่ถึงสองวันดี ศาลขุนนางนี่ทำงานมีประสิทธิภาพจริงๆ)
โจชัวเองก็รู้ดีว่า การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งในยามสงคราม, การบุกโจมตีโดยพลการ, และการทำให้แนวรบของฝ่ายตัวเองปั่นป่วนล้วนเป็นข้อห้ามร้ายแรง ตอนที่เขาย้ายร่างและหลอมรวมกัน เพราะคลุ้มคลั่งเลยทำผิดไปทั้งสามข้อ ถ้าเป็นคนธรรมดาคงถูกจับเข้าคุกทหารไปแล้ว รอการตัดสินจากศาลทหาร ต่อให้เป็นทายาทขุนนาง ก็จะมีศาลขุนนางโดยเฉพาะมาทำการสอบสวน
ผู้ตรวจสอบที่ชื่อมอนสเตอร์คนนี้ก็มาด้วยเหตุนี้เอง
ศาลขุนนางไม่ใช่องค์กรที่เป็นมิตร มันคือสัญลักษณ์แห่งอำนาจของจักรพรรดิ ขอบเขตอำนาจของพวกเขารวมถึงการตัดสินการสืบทอดบรรดาศักดิ์, การพิพากษาขุนนางที่กระทำความผิด และการตัดสินความชอบธรรมของสงครามระหว่างดินแดนต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นหน้าที่ที่สำคัญ ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังทำงานร่วมกับ ‘เงาทมิฬ’ องค์กรข่าวกรองที่ขึ้นตรงต่อจักรพรรดิ รับผิดชอบในการจับตาดูความเคลื่อนไหวของขุนนางทุกคน และจัดการเรื่องราวทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับขุนนาง
ตามทฤษฎีแล้ว ต่อให้เป็นลูกชายคนรองที่แย่งชิงบรรดาศักดิ์ ฆ่าพี่ชายแล้วเลยเถิดไปฆ่าพ่อเพื่อสืบทอดบรรดาศักดิ์และกลายเป็นเจ้าบ้าน ก็ยังต้องทำรายงานเพื่อพิสูจน์ความชอบธรรมของตัวเอง—แม้ว่าศาลขุนนางจะไม่เคยสนใจเรื่องเล็กน้อยแบบนั้นก็เถอะ
แต่โจชัวกลับไม่มีสีหน้าหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
“ครับ ผมทราบข้อกล่าวหาของผมดี—ฝ่าฝืนคำสั่งทหาร, ไม่ฟังคำบัญชา, บุกโจมตีโดยพลการออกจากแนวรบ, ละเมิดกฎของกองทัพข้อที่สาม, หก, และสิบเจ็ด”
“ผมยินดีรับการลงโทษทุกอย่าง และจะไม่ขอแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น”
เขาจิบชาดำ ดูไม่ตึงเครียดเลยสักนิด และยอมรับข้อกล่าวหาของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา
“ดีมาก”
ผู้ตรวจสอบมอนสเตอร์ยังคงสีหน้าเรียบเฉย น้ำเสียงคงที่ ดูเหมือนจะไม่หวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย เขาพยักหน้าเล็กน้อย “คุณให้ความร่วมมือดี”
โจชัวยังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง ราวกับไม่กลัวการลงโทษเลย
ไม่ใช่เพราะหยิ่งผยอง ไม่ใช่เพราะคิดว่าการเป็นขุนนางจะมีอภิสิทธิ์ แต่เป็นเพราะกฎเหล็กข้อหนึ่ง
กฎศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เหนือกฎหมาย
“ผู้ชนะไม่เคยผิด”
สมัยที่อยู่แดนใต้ โจชัวเคยต่อกรกับสภาสูงที่คล้ายกับศาลขุนนางมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เขารู้ดีถึงหลักการข้อนี้
ใช่ เขาไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง บุกโจมตีโดยพลการ ทำลายความมั่นคงของแนวรบเพื่อนร่วมทีม—แต่เขาก็ทำลายปีกซ้ายของกองทัพออร์คได้สำเร็จ สกัดกั้นกองทัพที่แตกพ่ายทั้งหมดที่กำลังถอยหนี และสังหารพวกมันทีละตัว
เขากวาดล้างสนามรบ สังหารศัตรูไปสามร้อยกว่าศพ นี่คือผลงานที่การปฏิบัติตามกฎของกองทัพไม่มีทางทำได้ หากเขาล้มเหลว แน่นอนว่าจะต้องถูกขังคุกรอวันพิพากษา (ความเป็นไปได้ที่มากกว่าคือตายไปเลย) ผู้ตรวจสอบคงจะดีใจที่ได้เขียนลงในสมุดบันทึกของตัวเองว่า ‘ทายาทอันดับหนึ่งแห่งดินแดนโมลดาเวียแดนเหนือ โจชัว เนื่องจากฝ่าฝืนกฎของกองทัพ กำหนดวันส่งตัวเข้าคุกขุนนางที่สี่’ แต่โจชัวทำสำเร็จ ดังนั้นเขาเพียงแค่ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมา—
แล้วก็รอสิ่งที่เรียกว่า ‘การลงโทษ’
“โจชัว แวน แรดคลิฟฟ์ ความผิดพลาดและผลงานของคุณ คณะกรรมการตรวจสอบของเราได้ทำการสอบสวนอย่างละเอียดแล้ว คุณไม่ต้องกังวลว่าเราจะตัดสินอย่างไม่เป็นธรรม”
เพียงแค่ประโยคเบาๆ โจชัวก็เข้าใจแล้วว่าผู้ตรวจสอบวัยกลางคนที่ชื่อมอนสเตอร์คนนี้ไม่ได้คิดจะหาเรื่องเขาจริงๆ เป็นเพียงแค่ทำตามขั้นตอนเท่านั้น—ฟังคำพูดนี่สิ การไม่ปฏิบัติตามกฎของกองทัพกลายเป็นแค่ความผิดพลาดเบาๆ ไปซะแล้ว!
และมอนสเตอร์ก็ไม่ได้หยุด เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาอย่างยิ่ง “อันที่จริง หลังจากการหารือแล้ว คณะกรรมการเห็นว่า เนื่องจากเรื่องนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดผลเสียใดๆ กลับกันยังนำมาซึ่งความได้เปรียบอย่างมาก และความกล้าหาญของคุณก็ได้พิสูจน์แล้วว่าการบุกโจมตีนั้นไม่ใช่การกระทำที่บุ่มบ่าม ดังนั้นโดยสรุปแล้ว เราจะทำการลงโทษคุณดังต่อไปนี้”
“นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ให้ระงับตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองทัพหน้าอีกาดำของ โจชัว แวน แรดคลิฟฟ์ และให้ส่งตัวกลับไปยังดินแดนของตน แต่เนื่องจากผลงานไม่สามารถลบล้างได้ และความผิดกับรางวัลก็ไม่สามารถหักล้างกันได้ ดังนั้นคณะกรรมการจึงตัดสินใจ มอบเหรียญดาบแห่งเกียรติภูมิให้ เพื่อประกาศเกียรติคุณความกล้าหาญของเขา”
หลังจากมอนสเตอร์พูดจบ ใบหน้าที่เรียบเฉยมาตลอดก็พลันปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา เขามองโจชัวแล้วพูดว่า “ทั้งหมดนี้ คือเนื้อหาทั้งหมดของการพิจารณาคดีรองผู้บัญชาการกองทัพหน้าอีกาดำฝ่าฝืนกฎของกองทัพ”
เขายังขยับเข้ามาใกล้เล็กน้อย แล้วพูดเสียงเบาๆ ว่า “ตอนแรกตัดสินใจว่าจะให้พักงานชั่วคราวสามเดือน แล้วเลื่อนยศให้หนึ่งขั้น แต่ได้ยินว่าที่บ้านคุณมีเรื่อง แล้วสงครามกับพวกออร์คอย่างน้อยก็ต้องลากยาวไปจนถึงใบไม้ผลิปีหน้า เลยให้พักงานแล้วส่งกลับไปเลย คุณว่ายังไง?”
จะว่ายังไงได้? เยี่ยมไปเลยสิ! โจชัวยิ้มและพยักหน้า อันที่จริงในใจเขาหัวเราะออกมาดังๆ แล้ว
เป็นการลงโทษบังหน้าแต่ให้รางวัลลับหลังจริงๆ พูดว่าพักงานแล้วส่งกลับ จริงๆ ก็คือปล่อยเขากลับบ้านเกิดนั่นเอง แล้วการพักงานก็ไม่ได้หมายความว่าจะกลับมาไม่ได้ นี่หมายความว่าเขายังคงเป็นคนในระบบกองทัพ ไม่ได้จากไปไหน สำหรับเขาที่ตอนแรกอยากจะขอปลดประจำการอยู่แล้ว นี่มันคือรางวัลชัดๆ
“ถ้าอย่างนั้น ต่อไป ตามธรรมเนียมของกองทัพอีกาดำ ผมจะมอบพรแก่นักรบผู้กล้า”
ในตอนนี้ แววตาและน้ำเสียงของมอนสเตอร์ก็เปลี่ยนจากความเย็นชาเมื่อครู่เป็นความเคร่งขรึมและเต็มไปด้วยอำนาจ “มนุษย์จักม้วยเพราะความขลาดเขลา”
ไม่รู้ว่าทำไม โจชัวก็พลันมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันที ความรู้สึกของนักรบผู้กรำศึกเอ่อล้นขึ้นในใจของเขา เขายืนขึ้น และตอบกลับไปอย่างชัดเจนทีละคำ
“และจักอยู่เพราะความเชื่อมั่น”
“เกียรติยศแห่งอีกาแห่งความตายจงสถิตอยู่กับคุณ ผู้หาญกล้า”
ทั้งสองทำความเคารพซึ่งกันและกัน การพิจารณาคดีในยามสงครามที่เรียบง่ายครั้งนี้ก็สิ้นสุดลง
“ถ้าอย่างนั้น ครั้งนี้ก็……เดี๋ยวก่อน” ทันใดนั้น มอนสเตอร์ก็ขมวดคิ้ว มีบางอย่างที่เอวของเขากำลังสั่น “ข้อความเวทมนตร์ด่วน?”
เขามองโจชัวอย่างขอโทษ แล้วหยิบแท่งโลหะยาวรูปร่างเหมือนส้อมเสียงสีเงินออกมาจากจี้ที่ห้อยอยู่ข้างเอว บนนั้นมีอักขระรูนสลักอยู่เต็มไปหมด เขารวบรวมพลังเวทที่มือขวาและเปิดใช้งานมัน “ข้อความด่วนระดับความสำคัญที่สาม เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”
“ผมต้องหลบออกไปก่อนไหมครับ?”
โจชัวถามขึ้น เขาไม่อยากได้ยินอะไรที่ไม่ควรได้ยิน
“ไม่เป็นไร ข้อความนี้ระดับความลับแค่สอง คุณรู้ได้แน่นอน”
เมื่ออักขระรูนถูกเปิดใช้งาน ส้อมเสียงก็สั่นสะเทือน และเสียงที่เหมือนเครื่องจักรก็ปรากฏขึ้น:
“ดินแดนโมลดาเวียแดนเหนือ, เคานต์แห่งเหมันต์ เบลูโอ เดอ แรดคลิฟฟ์ ได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตแล้ว น้องชายของเขา แดนเลีย แรดคลิฟฟ์ ได้ยื่นคำร้อง ขอสืบทอดบรรดาศักดิ์แล้ว”
เมื่อได้ยินข้อความนั้น มอนสเตอร์ก็เบิกตากว้าง เขาสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันรุนแรงที่แผ่ออกมาจากข้างหลัง ในชั่วพริบตานั้น ความเย็นยะเยือกก็แผ่กระจายไปทั่ว แรงกดดันที่เทียบเท่ากับของมังกรเต็มไปทั่วเต็นท์ ความเงียบอันน่าสะพรึงกลัวได้บังเกิดขึ้น
ครู่ใหญ่ต่อมา จิตสังหารที่เย็นเยียบราวน้ำแข็งก็ถูกเก็บกลับไป โจชัวกลับสู่สภาพปกติ “ก็ดีเลยไม่ใช่เหรอครับ”
เสียงของเขาเบามาก “ผมเองก็...รอที่จะกลับไปไม่ไหวแล้วเหมือนกัน”