- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากยุทธภพ สู่การเป็นราชันวิถีแห่งเต๋าด้วยความพากเพียร
- บทที่ 2: ข้าอยู่ได้ด้วยสามสิ่ง! เหี้ยมพอ กล้าพอ และไหวพริบดีพอ!
บทที่ 2: ข้าอยู่ได้ด้วยสามสิ่ง! เหี้ยมพอ กล้าพอ และไหวพริบดีพอ!
บทที่ 2: ข้าอยู่ได้ด้วยสามสิ่ง! เหี้ยมพอ กล้าพอ และไหวพริบดีพอ!
บทที่ 2: ข้าอยู่ได้ด้วยสามสิ่ง! เหี้ยมพอ กล้าพอ และไหวพริบดีพอ!
“คงอีกไม่กี่วัน ฝ่ามือทรายวาฬของข้าก็น่าจะสำเร็จขั้น ‘เชี่ยวชาญ’ และก้าวสู่ระดับใหม่ได้แล้วสินะ?”
ฟางซวนมองแผงควบคุมรูปยันต์สีดำเบื้องหน้า แววตาฉายประกายแห่งความปรารถนา
พูดถึงเรื่องนี้ ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เหตุผลที่เขาสามารถไต่เต้าขึ้นมาในพรรคปลาวาฬดำได้อย่างต่อเนื่องกระทั่งได้รับความเมตตาจากหัวหน้าหอคนหนึ่งของพรรค จนกลายเป็นยอดฝีมือนักสู้มือหนึ่งภายใต้สังกัดของเขาได้นั้น ล้วนเกี่ยวข้องกับ ‘ยันต์ลู่’ แผ่นนี้
ในชาติก่อน เขาเป็นเพียงหนอนหนังสือจากเมืองเล็กๆ ที่ไม่มีอะไรโดดเด่น แม้จะไม่ถึงกับอดตาย แต่ก็แค่พอมีพอกินเท่านั้น
จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาว่างจัดจนไปเที่ยวชมพิธีประสาท ‘ลู่’ ของลัทธิเต๋าที่เขาหลงหู่ซาน เพียงเพราะเผลอจ้องมองมันนานไปหน่อย พอลืมตาขึ้นอีกครั้งก็มาอยู่ในโลกยุคโบราณที่อำนาจราชสำนักล่มสลายและผู้คนต้องทุกข์ทนแสนสาหัสแห่งนี้
และสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือ ‘ลู่’ ที่เขาเห็นในพิธีวันนั้น กลับติดตามเขามายังโลกนี้ด้วย
เขาไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับ ‘ลู่’ มากนัก ได้ยินมาว่าแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือลู่ในและลู่นอก ลู่ในจะมีเทพขุนพลคอยคุ้มกาย สามารถอัญเชิญเทพสั่งการขุนพล ใช้เวทมนตร์ช่วยเหลือโลก ส่วนลู่นอกนั้นมีไว้เพื่อปกป้องคุ้มครองตนเองและครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข และยืดอายุขัย
เขาเองก็ไม่รู้ว่าตนได้รับ ‘ลู่’ ประเภทไหนมากันแน่ ไม่สามารถเรียกเทพขุนพลมาคุ้มกายได้ ทั้งยังไม่สามารถยืดอายุขัยได้
แต่ทว่าวิชาและทักษะทุกอย่างที่เขาฝึกฝน กลับปรากฏเป็นแถบความคืบหน้าบน ‘ยันต์ลู่’ นี้
แถบความคืบหน้าแบ่งออกเป็นสี่ระดับใหญ่ๆ คือ แรกเริ่ม→เชี่ยวชาญ→ช่ำชอง→บรรลุขีดสุด
วิธีการเพิ่มความคืบหน้านั้นง่ายมาก เพียงแค่ฝึกฝนอย่างขยันหมั่นเพียรตามที่ปรากฏบน ‘ยันต์ลู่’ ก็จะสามารถผลักดันแถบความคืบหน้าให้ก้าวสู่ระดับใหม่ได้
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ตอนแรกเขาอาศัยฝ่ามือทรายวาฬระดับแรกเริ่มสร้างชื่อเสียงจนได้รับความเมตตาจากหัวหน้าหอของพรรคปลาวาฬดำผู้นั้น ต่อมาจึงอาศัยฝ่ามือทรายวาฬระดับ ‘เชี่ยวชาญ’ ที่ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ ทะยานขึ้นเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงของพรรคปลาวาฬดำ ในหมู่คนธรรมดาทั่วไปหาคู่ต่อกรได้ยากยิ่ง!
“น่าเสียดายที่ฝ่ามือทรายวาฬเป็นเพียงกระบวนท่าพื้นฐานของพรรค หากปราศจากเคล็ดวิชาใจยุทธ์ที่แท้จริงคอยสนับสนุน ต่อให้ฝึกไปทั้งชาติก็ไม่อาจก้าวเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญเพียรได้”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฟางซวนก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
ในโลกใบนี้ หากไม่ได้รับเคล็ดวิชาใจยุทธ์ ต่อให้เพิ่มระดับความชำนาญของ ‘ฝ่ามือทรายวาฬ’ ให้สูงส่งเพียงใดแล้วจะทำไม?
หากกระบวนท่าที่ใช้ตระการตาเพียงใด แต่ไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ ก็ทำได้เพียงเป็นเจ้านักเลงในหมู่คนธรรมดาไปชั่วชีวิต ไม่มีวันขึ้นสู่เวทีที่สูงกว่าได้!
“ฟู่...”
ฟางซวนพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาเฮือกใหญ่ ไม่คิดฟุ้งซ่านอีกต่อไป
เขานวดคลึงใบหน้า จนกระทั่งกลิ่นเหล้าทั่วร่างสลายไปจนหมดสิ้น ฟางซวนจึงค่อยผลักประตูไม้ของห้องด้านในเข้าไป
ภายในห้องจุดเทียนไขและตะเกียงน้ำมันไว้ ส่องให้ห้องที่ไม่ใหญ่นักดูสว่างไสวพอสมควร
การตกแต่งภายในห้องค่อนข้างเรียบง่าย มีเตียงไม้สองเตียงวางขวางอยู่ ด้านหน้ามีโต๊ะสี่เหลี่ยมเก่าๆ ที่ผิวเคลือบหลุดลอกตั้งอยู่ตัวหนึ่ง
ที่หน้าโต๊ะ มีร่างของเด็กหนุ่มผอมบาง หน้าตาดูสุภาพเรียบร้อย คิ้วตาคล้ายกับฟางซวนอยู่สามสี่ส่วน กำลังตั้งท่ามาปู้ (ท่ายืนม้า) อย่างมั่นคง
ใบหน้าของเด็กหนุ่มซีดขาว หน้าผากชุ่มไปด้วยเหงื่อ ขาทั้งสองข้างที่ย่ออยู่ในท่ายืนม้าสั่นระริก อาศัยเพียงลมหายใจเฮือกหนึ่งกัดฟันยืนหยัดอยู่
“พี่ใหญ่ ท่านกลับมาแล้วหรือ?”
เมื่อได้ยินเสียง เด็กหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นมองฟางซวน ใบหน้าที่ยังอ่อนเยาว์พลันปรากฏรอยยิ้มยินดีและสนิทสนม
เขาชื่อฟางหลี่ อายุสิบห้าสิบหกปี เป็นน้องชายแท้ๆ ของฟางซวน
ฟางซวนไม่ตอบ แต่หันไปมองหนังสือที่ปิดสนิทอยู่ใต้แสงตะเกียง แล้วเหลือบไปมองเนื้อแห้งและขาหมูที่แขวนอยู่ไม่ไกล ซึ่งถูกมัดด้วยเชือกสีแดง
สีหน้าของเขาค่อยๆ บูดบึ้งลง
“อีกไม่กี่วันก็จะถึงการสอบระดับมณฑลแล้ว เหตุใดเจ้าไม่รีบใช้เวลานี้อ่านหนังสือ กำลังทำอะไรอยู่?
แล้วก็ เนื้อแห้งกับขาหมูนั่น ข้าให้เจ้าเอาไปมอบให้อาจารย์สวินที่ทางใต้ของเมืองเพื่อเป็นของกำนัลแรกเข้าเป็นศิษย์ เหตุใดยังอยู่ที่บ้าน?”
น้ำเสียงของฟางซวนเย็นเยียบลง ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
ฟางหลี่หดศีรษะด้วยความกลัว โดยปกติแล้วเมื่อพี่ใหญ่ใช้น้ำเสียงแบบนี้ ก็หมายความว่าเขาใกล้จะโดนตีแล้ว
“พี่ใหญ่ ข้าว่าการอ่านหนังสือไม่มีประโยชน์อะไร สู้ฝึกพละกำลังให้เก่งกาจเหมือนท่านในอนาคตไม่ดีกว่าหรือ ไม่ว่าใครเห็นท่านก็ต้องเรียกว่านายท่าน ช่างน่าเกรงขามเสียนี่กระไร...”
ฟางหลี่เค้นรอยยิ้มฝืนๆ ออกมา พยายามพูดอย่างไม่ใส่ใจ
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบประโยค
เพียะ—!!!
ฝ่ามือหนักๆ ตบเข้าที่ใบหน้าของฟางหลี่อย่างแรง จนเขารู้สึกมึนงง ตาลายพร่ามัว ล้มก้นกระแทกลงกับพื้น
“น่าเกรงขาม?”
ฟางซวนหัวเราะอย่างโมโห เขากระชากสาบเสื้อที่อกออก เผยให้เห็นรอยแผลเป็นทั้งเก่าและใหม่ที่ตัดกันไขว้ไปมา ก่อนจะคว้าผมของฟางหลี่ดึงขึ้นมาราวกับถอนหัวหอมจากดิน แล้วกดเขามาไว้ตรงหน้า
“มึงแหกตาดูให้ดี! ไอ้ความน่าเกรงขามที่มึงพูดถึงน่ะ มันมาจากที่กูเอาชีวิตเข้าแลก! แค่ฆ่าไก่สักตัวมึงยังไม่กล้าลงมือ ยังจะอยากได้ความน่าเกรงขามแบบนี้อีกหรอ?”
“พี่ใหญ่ ข้า...” ฟางหลี่ยังอยากจะพูดต่อ
“หลายปีมานี้กูสู้แทบเป็นแทบตายอยู่ข้างนอก ฝ่าดงดาบคมหอก หาเงินด้วยชีวิตทุกวัน! ยังจะมาบอกว่าใครเห็นก็ต้องเรียกนายท่านอีกรึ? กูจะบอกให้ คนอื่นน่ะต่อหน้าเคารพยำเกรงกู แต่ลับหลังใครๆ ก็เกลียดชังรังเกียจ ใครเห็นกูแล้วไม่ด่าในใจว่าซวยชะมัดบ้าง?”
“ที่กูทำทั้งหมด ก็หวังให้มึงตั้งใจเรียนหนังสือ ในอนาคตจะได้สอบเข้ารับราชการ มีหน้ามีตาในสังคม!”
“แล้วตอนนี้มึงมาบอกกูว่ามึงจะไม่อ่านหนังสือแล้ว?”
“วันนี้กูจะฆ่ามึงให้ตาย ไอ้ลูกเต่าเนรคุณ!”
ฟางซวนคว้าไม้กวาดไม้ไผ่ที่อยู่ข้างๆ ขึ้นมา พับแขนเสื้อเตรียมจะลงมือ
เขาโกรธจริงๆ
ในโลกยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นชาวประมงที่ท่าเรือ หรือจะเป็นอันธพาลที่ดูเหมือนน่าเกรงขามอย่างเขา แท้จริงแล้วต่างก็เป็นชนชั้นล่างสุดของสังคม
ที่เขาต่อสู้ดิ้นรนมาหลายปี ก็เพื่อให้ฟางหลี่สามารถสอบเข้ารับราชการ หลุดพ้นจากบ่อโคลนที่เรียกว่าอำเภอผิงเจียงแห่งนี้!
ผลลัพธ์คือ เจ้าน้องชายตัวดีกลับมาบอกเขาว่า... จะไม่อ่านหนังสือแล้ว?
แล้วการที่เขาเสี่ยงชีวิตเลียคมดาบมาตลอดหลายปีนี้ มันคืออะไรกัน?
“พี่ใหญ่!”
ทันใดนั้น เสียงเด็กสาวที่ยังไม่แตกเนื้อสาวก็ดังขึ้นอย่างร้อนรน เด็กหญิงหน้าเหลืองอายุราวสิบสองสิบสามปีคนหนึ่งวิ่งออกมาจากห้องครัว
“พี่ใหญ่ ท่านเข้าใจพี่รองผิดแล้ว!”
“ไม่ใช่ว่าพี่รองไม่ยอมอ่านหนังสือ แต่เป็นอาจารย์สวินทางใต้ของเมืองนั่นต่างหากที่ไม่ยอมรับของกำนัลของพี่รอง พี่รองหมดหนทางแล้วจริงๆ ถึงได้นำของกลับมา!”
บ้านสกุลฟางมีพี่น้องทั้งหมดสามคน
ฟางซวนเป็นพี่คนโต ส่วนเด็กหญิงหน้าเหลืองคนนี้คือน้องสาวคนเล็ก ฟางหลัน
พ่อแม่จากไปตั้งแต่เนิ่นๆ ตอนนั้นฟางหลี่และฟางหลันยังเด็กมาก ฟางซวนจึงเป็นคนแบกรับภาระของครอบครัวไว้แต่เพียงผู้เดียว เลี้ยงดูน้องชายและน้องสาวจนเติบใหญ่
มีคำกล่าวว่าพี่ชายใหญ่เปรียบเสมือนพ่อ
ในสายตาของฟางหลี่และฟางหลัน ฟางซวนเปรียบเสมือนพ่อผู้ยิ่งใหญ่มานานแล้ว
“มีข่าวลือว่าอาจารย์สวินท่านนั้นสอนคนไม่เลือกชั้นวรรณะ ของกำนัลของคนอื่นล้วนยอมรับ เหตุใดจึงไม่ยอมรับของเจ้า?”
ฟางซวนขมวดคิ้ว มองฟางหลี่ด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก
ฟางหลี่ไม่ตอบ ได้แต่ก้มหน้าลง อ้ำๆ อึ้งๆ กล่าวว่า
“อาจเป็นเพราะข้าโง่เขลาโดยกำเนิด เขาจึงดูถูกข้ากระมัง...”
“ผายลมมารดามันเถอะ! เจ้าฉลาดหลักแหลมมาแต่ไหนแต่ไร เกิดมาเพื่อเป็นหน่อเนื้อเชื้อนักปราชญ์ ใครกล้าพูดว่าเจ้าโง่เขลาโดยกำเนิด?”
ฟางซวนสบถด่า แล้วหันไปมองฟางหลัน
“เสี่ยวหลัน เจ้าพูดมา เกิดอะไรขึ้นกันแน่!”
ฟางหลี่รีบหันไปมองฟางหลัน ส่ายหน้าและขยิบตาส่งสัญญาณอย่างสุดชีวิต
ฟางหลันยังเด็กนัก ไม่เข้าใจในเรื่องมารยาททางสังคม จึงพูดออกมาอย่างขุ่นเคืองว่า
“ตาเฒ่านั่น บอกว่าพี่รองเป็นน้องชายของอันธพาล ก็คืออันธพาลน้อย ไม่รับอันธพาลเป็นศิษย์ และจะไม่แนะนำอันธพาลให้เข้าร่วมการสอบระดับมณฑลเด็ดขาด ยังบอกอีกว่ามันเป็นการดูหมิ่นปัญญาชน ทำให้ชื่อเสียงของเขาด่างพร้อย! แล้วยังบอกอีกว่าของกำนัลที่ให้น่ะ เป็นของสกปรกโสโครกที่ได้มาด้วยวิธีการต่ำช้า รับมาแล้วจะเปื้อนมือ! พี่รองโมโหจนทนไม่ไหว เลยทะเลาะกับตาเฒ่านั่นทันที หมายจะเอาชีวิต แต่กลับถูกองครักษ์ของตาเฒ่านั่นซ้อมแล้วโยนออกมา...”
“เสี่ยวหลัน หยุดพูดนะ!!!”
ฟางหลี่ตะโกนลั่น ทำเอาฟางหลันตกใจจนถอยหลังไปหลายก้าว
“พี่ใหญ่ มันไม่ใช่อย่างนั้น เสี่ยวหลันพูดเกินจริงไปมาก อย่างมากพรุ่งนี้ข้าก็แค่ไปหาอาจารย์สวินอีกรอบ...”
ฟางหลี่เช็ดน้ำตา ปั้นหน้ายิ้มมองฟางซวน
ฟางซวนไม่พูดอะไร เพียงแค่มือที่ถือไม้กวาดอยู่ค่อยๆ ลดลง
เขาก้มหน้าลงมองผ่านสาบเสื้อของฟางหลี่ เห็นรอยฟกช้ำแดงบวมบนร่างกายที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าได้อย่างชัดเจน
หลังจากเงียบไปครู่ใหญ่
“ข้ารู้แล้ว เรื่องนี้ไม่โทษเจ้า” ฟางซวนเค้นคำพูดออกมาอย่างฝืดเฝื่อน
บรรยากาศในห้องด้านในค่อยๆ แข็งทื่อขึ้น
“พี่ใหญ่ พี่รอง วันนี้เป็นวันตงจื้อ (วันเหมายัน) ต้องกินเกี๊ยวนะ!”
ฟางหลันเพิ่งจะนึกขึ้นได้ รีบยกเกี๊ยวที่อุ่นไว้อยู่ตลอดออกมาจากห้องครัว เพื่อคลี่คลายสถานการณ์
“พี่ใหญ่ ท่านรีบชิมสิ นี่เป็นเกี๊ยวที่ข้ากับพี่รองช่วยกันห่อเลยนะ!”
ฟางซวนพยักหน้า ไม่พูดอะไรมากอีก เขาหยิบตะเกียบคีบเกี๊ยวชิ้นหนึ่งเข้าปาก ค่อยๆ เคี้ยว
เมื่อเขาไม่พูด ฟางหลี่และฟางหลันก็ไม่กล้าส่งเสียง ต่างก้มหน้าก้มตากินเกี๊ยว
“พี่ใหญ่”
ทันใดนั้น ฟางหลี่ก็มองฟางซวน ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ
“เป็นอะไรไป? ยังคิดเรื่องการแนะนำให้เข้าสอบอยู่หรือ? วางใจเถอะ ในอำเภอผิงเจียงไม่ได้มีแค่อาจารย์สวินคนเดียวที่แนะนำได้ ข้าจะไปหาคนอื่น...”
“ไม่ใช่ขอรับ”
ฟางหลี่ส่ายหน้า จ้องมองฟางซวนนิ่งๆ ในดวงตามีน้ำตาคลออยู่
“พี่ใหญ่ ตอนนี้บ้านเราไม่เดือดร้อนเรื่องอาหารการกินแล้ว ชีวิตค่อยๆ ดีขึ้น ท่านอย่าเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อพวกเราอีกเลยได้ไหม? พวกเราเลิกคิดเรื่องการมีหน้ามีตาในสังคมเถอะ ข้าแค่อยากให้พวกเราสามคนอยู่กันอย่างปลอดภัยทุกวัน ทุกคืนที่ท่านไม่กลับมา ข้ากับเสี่ยวหลันไม่กล้านอนเลย ต้องนอนหวาดผวาทั้งคืน กลัวว่าท่านจะเป็นอะไรไป...”
น้ำเสียงของฟางหลี่แหบพร่าและสั่นเครือ แม้จะพยายามควบคุมอย่างเต็มที่ แต่ไหล่ของเขาก็ยังสั่นไม่หยุด
เมื่อครู่นี้ ตอนที่เขาเห็นรอยแผลเป็นทั้งเก่าและใหม่ที่ตัดกันไขว้ไปมาบนหน้าอกของฟางซวน เขารู้สึกราวกับหัวใจถูกมีดนับพันเล่มกรีดเฉือนจนเจ็บปวดรวดร้าว
เขารู้ว่าพี่ใหญ่ของเขาไม่เคยเป็นอันธพาลระรานชาวบ้านที่ไหน
เพียงแต่ตอนนั้นพ่อแม่จากไปเร็วเกินไป เพื่อนบ้านเห็นว่าบ้านสกุลฟางเหลือเพียงพวกเขาที่เป็นเด็กไม่เต็มเต็งสามคน ก็พากันมารังแกข่มเหง!
กระทั่งมีอันธพาลข้างถนนคิดจะลวนลามน้องสาวคนเล็กที่ตอนนั้นอายุแค่ห้าหกขวบ
ในตอนนั้น เป็นพี่ใหญ่ที่ถือมีดสับฟืน เฝ้าอยู่หน้าประตูบ้านทุกคืน!
ใครกล้ายื่นมือเข้ามาที่บ้านสกุลฟาง พี่ใหญ่ก็จะสับมือคนนั้นทิ้ง!
พี่ใหญ่บอกว่า มีเพียงเขาที่ต้องดุร้ายพอและเหี้ยมโหดพอ คนอื่นถึงจะไม่กล้ารังแกบ้านสกุลฟาง!
ตอนนี้หลายคนบอกว่าเขา ฟางหลี่ ฉลาดหลักแหลม สามารถแต่งกลอนได้ในสามก้าว คิดคำได้ในห้าก้าว เป็นหน่อเนื้อเชื้อนักปราชญ์โดยกำเนิด!
แต่มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ว่า แท้จริงแล้วพี่ใหญ่ต่างหากที่เป็นหน่อเนื้อเชื้อนักปราชญ์ตัวจริง!
เพราะความรู้ทุกอย่างที่เขาได้เรียนรู้ตั้งแต่เริ่มต้น ล้วนมาจากพี่ใหญ่เป็นผู้สอนทั้งสิ้น!
แสงไฟสั่นไหว ฟางหลี่พร่ำพรรณนาไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งฟางหลี่พูดจบ เขาก็มองฟางซวนด้วยดวงตาที่แดงก่ำ
ฟางซวนนิ่งเงียบไป
หลังจากนั้นครู่ใหญ่ เขาก็ยิ้มแล้วขยี้ศีรษะของฟางหลี่ พูดออกมาเพียงสามคำ
“รีบไปนอนเถอะ”
สิ้นเสียง ฟางซวนก็ลุกขึ้น ผลักประตูออกไป
หิมะโปรยปรายลงมา สายลมและเกล็ดน้ำแข็งคมกริบราวกับมีดเหล็กที่ขูดกระดูก
ในลานบ้านที่ล้อมรอบด้วยรั้วไม้ไผ่
ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่ง กำลังจ้วงมือทั้งสองข้างลงไปในกรวดหินรูปไข่ขนาดเล็กที่ถูกเผาจนร้อนแดงครั้งแล้วครั้งเล่า
ซ่า!
ซ่า!
ซ่า!!
เสียงการฝึกฝนของฟางซวนดังขึ้นไม่ขาดสาย
...
“พี่ใหญ่...”
ฟางหลี่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่แววตาจะฉายแววแน่วแน่ เขาลุกขึ้นนั่งลงหน้าตะเกียงน้ำมันเช่นกัน พลิกหน้าหนังสือและเริ่มอ่านอย่างตั้งใจ
ฟางหลันรับหน้าที่เก็บถ้วยชาม และซักเสื้อผ้าให้พี่ชายทั้งสองอย่างใส่ใจ
แสงเทียนสีเหลืองสลัวสั่นไหว ทอดเงาของพี่น้องทั้งสามให้ยาวเหยียดและเลือนลางไปเบื้องหลัง