- หน้าแรก
- ข้าคือราชาแห่งเทคโนโลยี
- บทที่ 1727 การตัดสินใจของเอลิติคุส
บทที่ 1727 การตัดสินใจของเอลิติคุส
บทที่ 1727 การตัดสินใจของเอลิติคุส
ใช่แล้ว..
คำถามคือ ตอนนี้พวกเขาจะทำอะไรได้บ้าง
พวกเขาจะเคลื่อนไหวต่อไปอย่างไร
กลุ่มกบฏเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็ก ๆ ของผู้คนที่ถูกอโดนิสกดขี่ข่มเหงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทั้งในทวีปแลมป์และดาเนีย
ใน 2 ทวีปนี้ กลุ่มกบฏได้รวบรวมและจัดตั้งฐานที่มั่นอย่างระมัดระวังในพื้นที่ที่พวกเขาเห็นว่าเหมาะสม ขณะเดียวกันก็คัดเลือกคนเพียงไม่กี่คนเพื่อแทรกซึมเข้าไปในแวดวงของอโดนิสและรวบรวมข้อมูลจากเบื้องบน
บางครั้งคนเหล่านี้ก็ทำงานอย่างหนักเพื่อก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพ่อบ้านในบ้านของคนเหล่านั้น และบางครั้งพวกเขาก็กลายเป็นนักรบของอโดนิสเพื่อเข้าถึงข้อมูลวงใน
แม้จะเป็นเรื่องที่ยากและเกิดขึ้นได้น้อยมาก แต่ก็มีบางครั้งที่ผู้ติดตามอโดนิสบางคนตื่นขึ้นจากความคิดที่วิปลาสของตน และได้เห็นการปกครองของอโดนิสตามความเป็นจริง ---- ทรราชย์
บางคนตื่นขึ้นสู่ความจริง และไม่สามารถทนมองความโหดร้ายรอบตัวได้อีกต่อไป
จำนวนคนที่ตื่นขึ้นนั้นมีน้อยมากและหาได้ยาก แต่ก็สามารถติดต่อกับกลุ่มกบฏได้
อย่าคิดว่ากลุ่มกบฏเพิ่งจะเกิดขึ้น
ไม่เลย
เป็นเวลาหลายสิบปี หลายร้อยปี และเกือบพันปี ที่กลุ่มกบฏได้เติบโตขึ้น
มีหลายครั้งที่พวกเขาถูกเปิดโปง และหลายครั้งที่ต้องหลบหนีซ่อนตัวหลังจากที่ตั้งของพวกเขาถูกค้นพบ
ไม่มากก็น้อย กลุ่มกบฏได้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะเทียบไม่ได้กับการเติบโตอย่างรวดเร็วของอโดนิสก็ตาม
เมื่อคิดถึงอนาคตที่อโดนิสครอบครองอาวุธอันทรงพลังเช่นนี้ ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่น
"ถ้านายของเจ้าพูดถูก เราก็ต้องรีบลงมือเพื่อหยุดยั้งไม่ให้พวกมันมีอำนาจเหนือกว่า! เราต้องได้เทคนิคลับในการเสริมประสิทธิภาพของพวกมันมา แล้วสร้างอาวุธของเราเองเพื่อตอบโต้"
"พูดอย่างกับว่ามันง่ายอย่างนั้นแหละ" อีกคนให้ความเห็น ชี้ให้เห็นสิ่งที่เห็นได้ชัด "เราทุกคนรู้ดีว่าไม่ว่าพวกมันจะใช้วิธีใดในการเสริมประสิทธิภาพอาวุธของตน มันก็ต้องถูกเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัยในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (สถานที่ที่ใหญ่กว่าวาติกันถึงสามเท่า)"
"อืมมม..."
ทุกคนขมวดคิ้วเมื่อรู้ถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
มันเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในทวีปแลมป์และดาเนีย
แต่ละทวีปมีดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของตนเอง แม้ว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในแลมป์จะเป็นของจริง ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ที่แท้จริง
ดังนั้นมันจึงใหญ่ที่สุดและมีการคุ้มกันหนาแน่นที่สุด
ทุกย่างก้าวที่เดินเข้าไป จะเห็นยามนับไม่ถ้วนเดินขวักไขว่ไปมาเหมือนฝูงผึ้ง
พวกเขายังได้ยินมาว่าทุกห้อง ทุกมุม รวมถึงบนหลังคา ก็เต็มไปด้วยยามไม่ว่าจะสภาพอากาศจะเป็นเช่นไร
ข้างนอกอาจมีพายุหิมะ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผู้คุ้มกันสถานที่ต้องกังวล
นอกจากนี้ยังมีหอสังเกตการณ์ที่ทำจากหินกว่า 200 หอ ซึ่งตั้งอยู่ในตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ทั่วทั้งพื้นที่
หอสังเกตการณ์นั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตรงที่มันถูกออกแบบมาเหมือนส่วนที่แยกออกมาจากกำแพงหิน
พวกเขาหมายความว่าอย่างไรน่ะหรือ เรียบง่าย
หอสังเกตการณ์ส่วนใหญ่มีห้องสอดแนมเพียงห้องเดียว ซึ่งอยู่บนยอดสุดของหอคอย
หอสังเกตการณ์ส่วนใหญ่มีบันไดลิงเพื่อให้หน่วยสอดแนมปีนขึ้นไป หรือสร้างบันไดซ่อนไว้ในโครงสร้างของมันเอง
แต่สำหรับหอสังเกตการณ์ที่นี่ ตั้งแต่ชั้นล่างสุดไปจนถึงชั้นบนสุด ล้วนมี 3-6 ชั้นพร้อมหน่วยสอดแนม
แม้ว่าการวางหน่วยสอดแนมไว้ในชั้นที่ใกล้ระดับพื้นดินจะมีความเสี่ยง แต่พวกเขาก็ยังทำเช่นนั้น โดยรู้ว่ามันเป็นส่วนสำคัญของกิจวัตรการสอดแนม
หากใครมองไปที่หอสังเกตการณ์ พวกเขาจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีชั้นที่อยู่ใกล้ระดับพื้นดินซึ่งมีหน่วยสอดแนมคอยดักฟังทุกคำพูดของพวกเขา
การพรางตัวบนและรอบ ๆ หอคอยนั้นยอดเยี่ยมมาก พอที่จะหลอกได้แม้กระทั่งทหารผ่านศึก
หลายคนคงคิดว่าหอคอยมีเพียงชั้นบนสุดไว้สำหรับสอดแนมเท่านั้น ก่อนที่จะต้องจมดิ่งสู่ความสิ้นหวังเมื่อลูกศรขนาดยักษ์พุ่งเข้าใส่
ในตอนนี้ พวกเขาได้ติดตั้งบัลลิสต้าไว้ทุกชั้นและทุกมุมรอบหอคอยเพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถปิดล้อมได้อย่างสูงสุด
สรุปคือ ทุกคนในห้องรู้ดีว่ามันยากแค่ไหนสำหรับใครก็ตาม ไม่ต้องพูดถึงศัตรู ที่จะแทรกซึมเข้าไปในดินแดนศักดิ์สิทธิ์
เมื่อนึกย้อนไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน กลุ่มกบฏบางส่วนของพวกเขาพยายามแทรกซึมเข้าไปในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่ทั้งหมดก็ตายตั้งแต่บันไดทางเข้า ด้วยลูกศรและการโจมตีทุกรูปแบบที่พุ่งเข้ามาหาพวกเขาจากไหนก็ไม่รู้
มันน่าเศร้ามากเพราะพวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกโจมตีมาจากทิศทางไหน
มันมาจากทุกทิศทุกทางราวกับว่าคนของอโดนิสเหล่านี้มีพลังวิเศษที่จะบันดาลหายนะใส่พวกเขาราวกับมาจากสวรรค์
มันเป็นเรื่องน่าสลดใจและยากที่จะนึกถึง เพราะพวกเขาต้องสูญเสียนักรบฝีมือดีไปมากมายในการต่อสู้ครั้งนั้น
ย้ำอีกครั้ง สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่านี่คือการโจมตีที่เกิดขึ้นในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของดาเนีย
ดาเนียเป็นทวีปที่สองที่อโดนิสยึดครอง
ดังนั้นลองจินตนาการดูว่าพลังโจมตีของพวกเขาจะเพิ่มขึ้นอีกกี่เท่าหากกลุ่มกบฏบุกเข้าไปในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่นี่ในแลมป์ ซึ่งเป็นที่พำนักของผู้นำสูงสุด
ล้อกันเล่นหรือเปล่า!
นั่นมันภารกิจฆ่าตัวตายชัด ๆ!
แต่เมื่อต้องเผชิญกับหายนะที่กำลังจะมาถึง พวกเขาก็รู้ว่าต้องลงมือเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับการสูญสิ้นของกลุ่มกบฏโดยสมบูรณ์เมื่ออิทธิพลของอโดนิสครอบครองโลก
พวกเขาไม่สงสัยเลยว่าหากศาสตราเทวะเช่นนั้นมีอยู่จริง อาวุธอื่น ๆ ทั้งหมดที่พวกเขามีก็จะไร้ประโยชน์
และเดี๋ยวก่อน... ถ้ามันสามารถตัดผ่านเทคโนโลยีโลหะในปัจจุบันได้เหมือนตัดเนย มันก็สามารถผ่าชุดเกราะของพวกเขาได้ด้วยใช่ไหม
การตระหนักรู้นี้เพียงพอที่จะทำให้ใบหน้าของทุกคนน่ากลัว
"แน่ใจนะ เจ้าแน่ใจเหรอว่าพวกมันสร้างมันสำเร็จแล้ว ไม่ใช่ว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนการคิดค้น"
เอลิติคุสพยักหน้าอย่างหนักแน่น "แน่ใจเท่ากับเลือดในกายข้า พวกมันมีแล้ว นายของข้าบอกว่าเขาเห็นการสาธิตสดในการประชุมลับของพวกเขา คำพูดของพวกเขาคลุมเครือ แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะนำมันไปแช่ในสระศักดิ์สิทธิ์พิเศษบางอย่างซึ่งช่วยเสริมประสิทธิภาพของอาวุธที่สร้างขึ้นใหม่ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก"
ทุกคนเงียบไปชั่วขณะ ยอมรับความจริงอีกครั้งว่ามันไม่ใช่ของในจินตนาการ แต่เป็นสมบัติล้ำค่าที่แท้จริงที่พวกอโดนิสชั่วช้าพวกนั้นค้นพบ
ให้ตายสิ!
"และพวกมันพร้อมสำหรับการผลิตจำนวนมากและจัดจำหน่ายแล้วหรือ"
"ใช่-ใช่แล้ว" เอลิติคุสตอบกลับ ทำให้ตัวเองดูอ่อนแอในความมั่นใจและพละกำลังกว่าที่เป็นอยู่ปกติ
ประกายเจ้าเล่ห์วูบผ่านดวงตาของเอลิติคุส
อย่างที่เขาพูด คนเราต้องมีหนทางป้องกันตัวเองในเกมนี้
เขาภักดีต่ออุดมการณ์ แต่ได้สูญเสียผู้คนไปมากมายจนไม่กล้าทำอะไรสุ่มสี่สุ่มสห้าอีกต่อไป
ในคฤหาสน์ของเขา เขามีนางบำเรอ 5 คน ผู้ซึ่งไม่มีมดลูก
นี่เป็นการรับประกันเพราะเขาไม่ต้องการมีลูกที่จะต้องอยู่ภายใต้การจับตามองทุกฝีก้าวของอโดนิส
ความจริงแล้ว เขาย้ายครอบครัวที่แท้จริงของเขาไปดาเนียนานแล้ว และย้ายพวกเขาไปยังพื้นที่ที่มีอิทธิพลของอโดนิสน้อยที่สุด
ที่นั่น ภรรยาที่แท้จริงของเขา ซึ่งเป็นหญิงชาวบ้านธรรมดา เป็นที่รู้จักของหลายคนในฐานะภรรยาของพี่เขยของเขา
พวกเขาเป็นพี่น้องกันแต่ต้องแสดงบทบาทเป็นสามีภรรยาเพื่อรักษาชีวิตรอด
พี่เขยของเขาเคยมีหญิงที่รัก แต่เธอถูกวิหารจับตัวไปอย่างโหดร้าย และตั้งแต่นั้นมา เขาก็คอยตามหาเธอ
เป็นเวลา 15 ปีแล้ว และเขาก็ยังไม่ยอมแพ้
ทั้งหมดที่พวกเขารู้คือเธอถูกย้ายไปที่ดาเนีย ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจย้ายไปที่นั่น
เช่นเดียวกับองค์กรทรงอิทธิพลอื่น ๆ ผู้คนและนักรบสามารถถูกสับเปลี่ยนระหว่างสองทวีปได้เป็นประจำ
นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่
ส่วนลูก ๆ ที่แท้จริงของเขา ก็อยู่ที่ดาเนียกับภรรยาและพี่เขยของเขาเช่นกัน
ไม่เสียใจ
ทุกสิ่งที่เอลิติคุสทำที่นี่เป็นความเสี่ยงของเขาเอง
เขาไม่มีคนที่เขารักอยู่รอบตัว
เขาเป็นคนที่ระมัดระวังตัวมาก
แม้กระทั่งตอนนี้ที่ปลอมตัวเป็นทาสทำงานในคฤหาสน์ของตัวเอง เขาก็ไม่ได้ระบุเจาะจงว่าเขาพักและทำงานเป็นคนรับใช้ในคฤหาสน์หลังไหน
อาจกล่าวได้ว่าเขาระมัดระวังตัวเกินไป เพราะเขาเปลี่ยนทั้งเสียงและท่าทางการเดินด้วย
ในเกมนี้ พวกเขาในฐานะคนของกลุ่มกบฏ ก็เคยเผชิญกับการทรยศจากพวกเดียวกันเอง
นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาแนะนำให้ทุกคนปกปิดตัวตนของตนเองให้ดี
จะมีสักวันที่พวกเขาสามารถแสดงใบหน้าของตนได้อย่างภาคภูมิใจ แต่ไม่ใช่ตอนนี้
----
หลายคนลูบคางของตนเมื่อยืนยันความพร้อมของอโดนิสในการผลิตจำนวนมากและจัดจำหน่าย
"บอกเราที ทาส FX เมื่อนายของเจ้าได้อาวุธพวกนี้มา เจ้าจะแอบเอาออกมาให้พวกเราดูสักชิ้นสองชิ้นได้ไหม"
ทันใดนั้น หัวใจของเอลิติคุสแทบหยุดเต้น
ให้ตายสิ!
พวกนี้คิดจะฆ่าเขารึไง ในที่ประชุมมีการกล่าวว่าอาวุธแต่ละชิ้นจะมีเครื่องหมายกำกับไว้ (เหมือนหมายเลขประจำเครื่อง)
อาจจะเป็น LS-0000001 หรือ หอกยาว 0000001
หรืออาจจะเป็น ดาบคู่ (TS) 0000000
เฮ้ เขาไม่รู้ว่าการทำเครื่องหมายจะเป็นอย่างไร แต่ตามที่เจ้าภาพบอก นี่ก็เพื่อให้หากพบอาวุธในมือศัตรู พวกเขาสามารถสืบย้อนกลับไปได้ว่าอาวุธนั้นมาจากค่ายไหน
จากนั้น การหาหนูและสายลับก็จะง่ายขึ้น
ตัวเอลิติคุสเองก็จะสั่งซื้ออาวุธเหล่านี้
ไม่เห็นหรือไง อาวุธพวกนั้นจะอยู่ภายใต้ชื่อปลอมของเขา ภายใต้ตัวตนของเขาที่นี่ในอโดนิส และอยู่ภายใต้การควบคุมของเขา
อโดนิสไม่เคยปรานีต่อนายพล มังการ์ด ธามัน คาร์ดินัล หรือผู้มีตำแหน่งสูงคนใดที่แสดงสัญญาณของความอ่อนแอ เช่น การทำอาวุธสำคัญเช่นนี้หายไป
แม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนที่เอาไป เขาก็จะถูกลงโทษอย่างหนักจนผู้คนต้องตกตะลึง
ไม่มีทาง!
ไม่ว่าใครจะพูดยังไง เอลิติคุสรู้ว่าเขาต้องขัดขวางไม่ให้คนจากกลุ่มกบฏพวกนี้มาสร้างปัญหาให้เขาเด็ดขาด