เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 65 การทำความสะอาด

บทที่ 65 การทำความสะอาด

บทที่ 65 การทำความสะอาด


สามวันผ่านไปหลังจากสงครามอันเลวร้ายที่เบย์มาร์ด

ตอนนี้เหล่าทหารต่างก็ตั้งใจเรียนบทเรียนทางการทหารของตนอย่างจริงจังมากขึ้น

พวกเขาต้องการทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลข้างเคียงและอาการบาดเจ็บทุกอย่างที่อาจได้รับจากปืนใหญ่ เผื่อว่าวันหนึ่งพวกเขาจะถูกโจมตีด้วยอาวุธประเภทนี้

พวกเขายังเริ่มเข้าชั้นเรียนปฐมพยาบาลอย่างจริงจังมากขึ้นด้วย

เมื่อพวกเขานึกถึงภาพอันน่าสยดสยองของศัตรู พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นขึ้นมาเล็กน้อย

เตรียมพร้อมไว้ดีกว่าต้องมาเสียใจทีหลัง

หลังจากการสู้รบครั้งนั้น เหล่าทหารได้รวบรวมดาบและชุดเกราะทั้งหมดส่งไปยังบริษัทก่อสร้าง

อาวุธเหล่านั้นจะถูกหลอมและนำไปใช้ในทางที่เห็นสมควร

แลนดอนคิดว่า เป็นการดีกว่าที่จะทำลายหลักฐานทั้งหมดของสงครามให้สิ้นซากในคราวเดียว

ในยุคนี้ โล่และอาวุธอื่น ๆ จะมีเครื่องหมายระบุตามอาณาเขตของตน

หากวันหนึ่งคนของเขาจากไปพร้อมกับอาวุธเหล่านี้ ผู้คนจะเริ่มสงสัยว่าพวกเขาได้อาวุธของริเวอร์เดลมาได้อย่างไร

ในช่วง 3 วันนี้ แลนดอนและเหล่าทหารได้ออกไปยังทุ่งโล่งเพื่อเก็บกวาดชิ้นส่วนศพทั้งหมดที่ตกอยู่เกลื่อนกลาด

พวกเขาเก็บทั้งหู ตา และชิ้นส่วนร่างกายอื่น ๆ... แม้กระทั่งขาทั้งข้างก็ยังพบตกอยู่ในทุ่งโล่งนั้น

แลนดอนให้คนของเขานำชิ้นส่วนร่างกายทั้งหมดมากองรวมกันแล้วเผาในกองไฟขนาดใหญ่

เนื่องจากพวกเขาเป็นอัศวินศัตรู จึงเป็นข้อห้ามที่จะฝังพวกเขาไว้ที่นี่

ในยุคนี้ ผู้คนเชื่อว่าการฝังศัตรูไว้บนแผ่นดินของตนจะเป็นการสาปแช่งและนำโชคร้ายมาสู่ดินแดน

เนื่องจากพวกเขาเชื่อในความจริงที่ว่าบรรพบุรุษของพวกเขาคือเทพเจ้า พวกเขายังเชื่ออีกว่าคนตายเหล่านั้นจะกลายเป็นบรรพบุรุษผู้ทรงพลังที่จะขัดขวางการเติบโตของเบย์มาร์ดในวันหนึ่ง

นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าหากพวกเขาถูกฝังไว้ที่นี่ คนเหล่านี้จะมีพลังอำนาจถึงขั้นขัดขวางไม่ให้ภรรยาของพวกเขามีบุตร ทำให้ครอบครัวเจ็บป่วยด้วยโรคร้าย และอื่น ๆ อีกมากมาย

อย่างไรเสีย คนเหล่านี้ก็คือศัตรูของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจะไม่มีวันละเว้นลูกหลานและครอบครัวของพวกเขาไปอีกหลายชั่วอายุคน

แน่นอนว่าแลนดอนไม่เชื่อในเรื่องงมงายเหล่านั้น แต่เนื่องจากคนของเขาเชื่อมั่นในสิ่งนี้ เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเผาอัศวินศัตรูทั้งหมด

เมื่อเผาแล้ว เถ้ากระดูกของพวกเขาก็ถูกรวบรวมและนำขึ้นรถม้าไปไกลจากเบย์มาร์ด แล้วนำไปทิ้งใกล้กับเมืองริเวอร์เดล

คนของเขาได้แอบขุดหลุมขนาดใหญ่ในป่าที่ใกล้กับริเวอร์เดลที่สุด และฝังเถ้ากระดูกลงในดิน

ก่อนจากไป พวกเขายังได้เผาเกวียนและฝังเถ้าของเกวียนลงในดินด้วย

ที่ทำเช่นนี้ก็เพราะพวกเขากลัวว่าอาจมีใครบางคนใช้เกวียนคันนี้เพื่อเข้ามาในเบย์มาร์ดในวันหนึ่ง

นอกจากนี้ เนื่องจากยังมีร่องรอยเถ้ากระดูกของอัศวินที่ตายแล้วติดอยู่บนเกวียน ทางเลือกเดียวก็คือเผาไอ้เกวียนบ้านั่นทิ้งซะ

พวกเขาฝังเถ้ากระดูกเพราะกลัวว่าลมอาจพัดพาเถ้าเหล่านี้กลับมายังเบย์มาร์ดที่อยู่ห่างออกไปหลายไมล์ได้สำเร็จ

คนของเขาบอกว่าให้พวกอัศวินที่ตายไปแล้วหลอกหลอนริเวอร์เดลยังดีกว่าเบย์มาร์ด

แลนดอนถึงกับพูดไม่ออก

ทหารของเขาทำภารกิจลับอย่างกับเจมส์ บอนด์ เพียงเพราะเรื่องนี้เนี่ยนะ?... พวกเขาเอาทักษะไปใช้กับเรื่องที่ดีกว่านี้ไม่ได้หรือไง?

เรื่องตลกก็คือตอนที่พวกเขากลับมา พวกเขาดูภูมิใจในตัวเองมาก และถึงกับพูดว่าภารกิจสำเร็จลุล่วง

ใครกันที่ให้ภารกิจแบบนั้นกับพวกแกวะ?

ข้าบอกให้พวกแกแอบเข้าไปในเขตป่าของศัตรูตั้งแต่เมื่อไหร่?... แล้วลมบ้าอะไรจะพัดเถ้ากระดูกจากที่ที่ต้องใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมงครึ่งกลับมาถึงเบย์มาร์ดได้?... พวกแกไม่ระแวงเกินไปหน่อยเหรอ?

ขณะที่เขามองดูสีหน้าที่ภาคภูมิใจบนใบหน้าของพวกเขา เขาไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเรื่องบรรพบุรุษเนี่ยนะ? จริงดิ?

ทหารของเขาไม่อยากแม้แต่จะโยนเถ้ากระดูกลงทะเล เพราะพวกเขากลัวว่าคลื่นจะพัดเถ้าถ่านกลับเข้าฝั่ง

และยังมีเรื่องไร้สาระอีกเรื่องเกี่ยวกับเถ้ากระดูกของศัตรูที่สัมผัสกับทะเล ซึ่งแลนดอนเอือมระอาเต็มที

ณ จุดนี้ แลนดอนไม่สามารถจะใส่ใจกับพวกเขาได้อีกต่อไปแล้ว

เมื่อจัดการเก็บศพเรียบร้อยแล้ว พื้นที่บนทุ่งโล่งที่มีหลุมบ่อก็ถูกถมด้วยดิน หินบด และหญ้า

ส่วนคราบเลือด แลนดอนได้ผสมสารเคมีลูมินอลจำนวนมากกับน้ำแล้วฉีดพ่นส่วนผสมให้ทั่วทุ่ง

ลูมินอลมักถูกใช้บนโลกในการสืบสวนอาชญากรรม

มันเป็นสารเคมีที่สมบูรณ์แบบในการขจัดคราบเลือดทั้งหมดได้อย่างหมดจด

ทุ่งสีแดงเข้มที่เคยดูเหมือนมีคนเอาน้ำซอสมะเขือเทศขวดใหญ่มาสาดใส่ บัดนี้กลับมาเขียวขจีอีกครั้ง

หลักฐานทั้งหมดของสงครามถูกกำจัดออกไปเรียบร้อยแล้ว

โชคดีที่ไม่มีใครมาเยือนเบย์มาร์ด พวกเขาจึงทำงานทั้งหมดเสร็จสิ้นได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกจับได้

ในระหว่างขั้นตอนการเก็บกวาด คนของเขาได้เก็บเหรียญจำนวนมากจากกระเป๋าของอัศวินและจากพื้นดิน

เหรียญเหล่านั้นมีมูลค่าเทียบเท่ากับ 21,000 เหรียญทอง

แลนดอนได้แจกจ่ายเหรียญให้กับทหารชั้นประทวนที่เข้าร่วมในสงครามและผู้ที่ช่วยในหน้าที่เก็บกวาด

แลนดอนรู้สึกว่านั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว เงินนั้นเป็นของพวกเขาตั้งแต่แรก เพราะท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็เป็นคนทำงานทั้งหมด

สำหรับม้า ตัวที่ตายไปแล้วถูกส่งไปยังโรงงานอุตสาหกรรมอาหารเพื่อชำระล้างและขายเป็นเนื้อสัตว์ให้กับประชาชน

แน่นอนว่า เขาส่งเนื้อสัตว์บางส่วนไปยังกองทัพและโรงเรียนฟรี เพื่อเป็นการตอบแทนการต่อสู้ที่เหล่าทหารเพิ่งผ่านมา... และให้ตายสิ... ทำไมเด็ก ๆ ต้องจ่ายเงินเพื่ออะไรด้วยล่ะ?

พวกเขายังได้ม้ามาอีก 4,319 ตัว ซึ่งพวกเขารีบส่งไปยังคอกม้าในเขตตอนบน

แลนดอนได้จดจำไว้ในใจแล้วว่าจะต้องเพิ่มคนเลี้ยงม้าหรือผู้ดูแลสัตว์ในอนาคต

ผู้ดูแลเหล่านี้จะดูแลสัตว์อื่น ๆ นอกเหนือจากม้าด้วย ดังนั้นการเพิ่มจำนวนพวกเขาจึงเป็นความคิดที่ดี

ตอนนี้ เนื่องจากมีคนเลี้ยงม้าเพียง 12 คน พวกเขาจึงขาดแคลนคนอย่างมาก

ด้วยม้าที่เพิ่มเข้ามา 4,319 ตัว ตอนนี้เบย์มาร์ดจึงมีม้าทั้งหมด 6,890 ตัว

แลนดอนบอกให้คนเลี้ยงม้าอดทนไปก่อนจนถึงเดือนหน้า แล้วเขาจะเพิ่มคนมาช่วยพวกเขา

‘อีกแค่ 1 สัปดาห์เท่านั้น’ เหล่าคนเลี้ยงม้าคิด

เนื่องจากเขาเสร็จสิ้นจากการเก็บกวาดแล้ว แลนดอนจึงตัดสินใจไปเตรียมตัวสำหรับเดตของเขา

เขามีกำหนดจะเดตกับลูซี่เมื่อ 3 วันก่อน แต่สงครามบ้า ๆ นี่กลับทำลายแผนของเขา

เมื่อลูซี่รู้เรื่องสงครามในวันนั้น เธอก็ตกใจมากจนลืมเรื่องเดตไปเลย

สงครามเกิดขึ้นเมื่อไหร่? ทำไมเธอถึงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย?

โดยปกติแล้ว ประชาชนในเขตตอนกลางจะได้ยินเสียงปืนใหญ่เป็นประจำ ดังนั้นพวกเขาจึงคิดว่านั่นเป็นเพียงการฝึกซ้อม

ส่วนผู้ที่อยู่ในเขตตอนล่างไม่ได้ยินอะไรเลย พวกเขาจึงไม่เป็นอะไร

สำหรับลูซี่ซึ่งอยู่ในเขตตอนบน โดยปกติแล้วอัศวินจะฝึกซ้อมในเขตตอนบน แต่เนื่องจากสงครามเกิดขึ้นที่ประตูในเขตตอนกลาง เธอจึงแทบไม่ได้ยินอะไรเลย

เธอใช้เวลาทั้งวันสอนหนังสืออย่างสงบสุข แล้วเธอจะรู้เรื่องสงครามได้อย่างไร

ลูซี่เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ ศัตรูจะกลับมาเพื่อแก้แค้นหรือไม่? พวกเขาจะต้องการทำลายความสุขของเธอแบบนี้หรือ?... เธอควรทำอย่างไร? จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนเหล่านั้นที่แลนดอนปล่อยไปกลับมาพร้อมกับกำลังเสริม?

แลนดอนต้องอธิบายสถานการณ์ให้เธอฟังอย่างพากเพียร โดยย้ำแล้วย้ำเล่าว่าเบย์มาร์ดจะไม่เป็นอะไร

หลังจากที่ได้รับการยืนยันซ้ำ ๆ อย่างน้อย 10 ครั้ง ลูซี่จึงสงบลง

โดยปกติแล้ว แลนดอนจะเจอลูซี่ตอนอาหารเช้าหรือตอนที่เขากลับมาตอนกลางคืน

พวกเขาจะใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงทุกวัน พูดคุยและหัวเราะกันอย่างร่าเริง

นอกจากนี้ยังมีบางครั้งที่เขาจะเจอเธอตามที่ต่าง ๆ ในเบย์มาร์ดด้วย

แลนดอนเข้าใจดีว่าเธอเองก็มีงานที่ต้องทำ

บางครั้ง เมื่อเขาว่าง เธอก็จะยุ่งอยู่กับการบรรยาย

เขารู้สึกเหมือนกำลังจะแต่งงานกับอาจารย์มหาวิทยาลัย

เธอจะมาโรงเรียนแต่เช้า สอนหนังสือ ทำวิจัย อ่านหนังสือ และบางครั้งก็อยู่โรงเรียนจนถึงสองหรือสามทุ่ม

แม้แต่ตอนที่แลนดอนถามว่าลูซี่ต้องการลดชั่วโมงสอนลงหรือไม่ เธอก็ปฏิเสธอย่างแข็งขัน... โดยบอกว่าเธอจะรู้สึกว่างเปล่าหากไม่มีมัน

ตอนนี้มันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเธอไปแล้ว

นักเรียนของเธอนับถือเธอ และเมื่อพวกเขาเจอเธอตามที่ต่าง ๆ ในเบย์มาร์ด พวกเขาก็จะทักทายและบอกเธอว่าพวกเขาชื่นชมชั้นเรียนของเธอมากเพียงใด

ไม่มีทางที่เธอจะยอมทิ้งความรู้สึกของความสำเร็จนี้ไป

ยิ่งไปกว่านั้น มันก็ไม่ใช่ว่าครูจะสอนตลอดทั้งปี ช่วงปิดเทอมของโรงเรียนกำลังจะมาถึง ดังนั้นลูซี่รู้ว่าเธอจะมีเวลาว่างบ้างในช่วงนั้น

.

.

เนื่องจากเป็นเวลา 20:30 น. แล้ว แลนดอนจึงมั่นใจว่าลูซี่สอนเสร็จแล้ว

เขารออยู่นอกห้องเรียนของเธอพร้อมกับช่อดอกทิวลิป ซึ่งเขาขโมยมาจากสวนในปราสาทของเขาเอง

แลนดอนหมายถึง ‘ขโมย’ เพราะทุกครั้งที่เขาต้องการจะเด็ดดอกไม้จากสวน สามทหารเสือ คือคุณปู่วิลโลว์และผองเพื่อนของเขา จะคอยก่อกวนเขาอยู่เรื่อย

พวกเขาเอาแต่พูดว่าเขาไม่มีสิทธิ์แตะต้องดอกไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพวกเขา

แลนดอนจนปัญญาจริง ๆ กับคุณปู่ทั้งสามคนนั้น

เขาจะไม่มีสิทธิ์แตะต้องดอกไม้ในสวนของตัวเองได้อย่างไร? มันสมเหตุสมผลหรือไม่?

น่าขำที่พวกเขาเลิกเรียกเขาว่าเจ้าเด็กเหลือขอ และเริ่มเรียกเขาว่า ‘ไอ้หนู’ แทน

ขณะที่แลนดอนรอให้ชั้นเรียนของเธอเลิก เขาก็แอบมองเธอแล้วยิ้ม

ในที่สุด ชั้นเรียนก็เลิก

เมื่อแลนดอนแน่ใจว่าไม่มีนักเรียนอยู่ในห้องเรียนของเธอแล้ว เขาก็เดินเข้าไปพร้อมกับช่อดอกทิวลิป ทำให้เธอประหลาดใจในทันที

"อ๊ะ! พี่แลนดอน ท่านมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?"

"มันสำคัญด้วยเหรอ?" เขาตอบ พร้อมกับยื่นดอกไม้ให้เธอ

"สวยจังเลยค่ะ... ท่านรู้ได้อย่างไรว่านี่เป็นดอกไม้โปรดของฉัน?"

"มันเป็นหน้าที่ของพี่ที่ต้องรู้สิ เมียจ๋า" แลนดอนพูดพร้อมกับยิ้มให้เธออย่างรักใคร่

เช่นเคย ใบหน้าของเธอแดงก่ำเป็นลูกมะเขือเทศอีกแล้ว

เฮ้อ... รักแรกแย้ม

"ไปกันเถอะ... พี่มีเซอร์ไพรส์ให้เธอด้วยนะ..."

จบบทที่ บทที่ 65 การทำความสะอาด

คัดลอกลิงก์แล้ว