เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22: ป่าต้องห้ามมาร! ทลายแล้วก่อเกิดใหม่!

บทที่ 22: ป่าต้องห้ามมาร! ทลายแล้วก่อเกิดใหม่!

บทที่ 22: ป่าต้องห้ามมาร! ทลายแล้วก่อเกิดใหม่!


บทที่ 22: ป่าต้องห้ามมาร! ทลายแล้วก่อเกิดใหม่!

ผมรู้สึกเย็นวาบที่ด้านหลังอย่างสะลึมสะลือ เผลอยื่นมือไปข้างๆ โดยสัญชาตญาณเพื่อดึงผ้าห่มมาคลุม แต่ใครเลยจะรู้ว่าคว้าได้แต่ความว่างเปล่า แถมแขนที่ยกขึ้นก็ยังปวดแปลบจนถึงกระดูก

ผมถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้ ผมลืมตาโพลงแล้วพลิกตัวพรวด!

แต่แทนที่จะลุกขึ้นยืนได้ ความเจ็บปวดกลับแล่นปราดจนผมแทบจะหมดสติไปอีกรอบ...

เมื่อจนปัญญาแล้วจึงทำได้เพียงค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง กวาดตามองไปรอบๆ เพื่อระแวดระวัง พอแน่ใจว่าไม่มีอันตรายแล้ว ผมก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกพร้อมกับตัดสินโทษประหารชีวิตให้หูหลิงในใจเงียบๆ!

เบื้องหน้าผมคือป่าทึบที่กิ่งก้านของต้นไม้สอดประสานกันจนบดบังท้องฟ้าจนมิดชิด ทิ้งไว้เพียงช่องว่างขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ให้แสงจันทร์สาดส่องลงมาได้ คาดว่านั่นคงเป็นรอยโหว่ที่เกิดจากแรงกระแทกของผมเอง

อันที่จริงผมสงสัยมาตลอดว่า ทำไมทั้งๆ ที่บนฟ้าเป็นดวงจันทร์สีแดง แต่แสงที่ส่องลงมากลับเป็นสีขาวนวลเรืองรอง?

จนถึงตอนนี้ผมคิดมานานก็ยังคิดไม่ออก ได้แต่สรุปว่าเป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติของโลกแฟนตาซี

“แค่กๆ” ผมไอออกมาเบาๆ สองครั้ง ก่อนจะหัวเราะอย่างจนใจออกมา สภาพกึ่งเป็นกึ่งตายของตัวเองในตอนนี้ ดูจากสถานการณ์แล้วก็น่าจะอยู่ในป่าลึกที่ไหนสักแห่ง เดี๋ยวอีกสักพักคงโดนสัตว์ป่าลากไปกิน แต่ผมกลับยังมีแก่ใจมาคิดเรื่องไร้สาระอยู่ได้

และในตอนนั้นเอง ท้องของผมก็เริ่มส่งเสียง "โครกคราก" ไม่หยุด ความหิวโหยระลอกแล้วระลอกเล่าถาโถมเข้าใส่สมอง ผมถึงได้ตระหนักว่าตัวเองคงจะสลบไปนานมากแล้ว บอกไม่ได้เลยว่าที่ตื่นขึ้นมานี่เป็นเพราะเจ็บหรือเพราะหิวกันแน่

ผมพยายามยกมือขึ้นอย่างยากลำบาก สะบัดมือเบาๆ หยิบผลไม้ป่าที่ไม่รู้จักชื่อออกมาจากช่องเก็บของ อย่างน้อยในโลกปัจจุบันผมก็ไม่เคยเห็นของแบบนี้มาก่อน

ที่หยิบเจ้านี่ออกมาก็เพราะมันกินง่าย เปลือกบางเนื้อนุ่ม เหมาะกับสภาพของผมในตอนนี้ที่แม้แต่อ้าปากยังลำบาก

เฮ้อ พอลองอ้าปาก แก้มสองข้างก็ปวดร้าวไปหมด ทำให้ผมต้องค่อยๆ เคี้ยวทีละคำเล็กๆ อย่างเชื่องช้า ไม่ต่างอะไรกับคุณหนูในห้องหอที่ยังไม่ออกเรือน พวกนางกลัวว่าถ้าอ้าปากกว้างจะทำให้คู่หมั้นตกใจหนีไป ส่วนผมกลัวว่าถ้าอ้าปากกว้างจะทำให้ตัวเองเจ็บจนสลบไป

ถ้าสลบไปแล้วต้องมาอดตายอยู่ที่นี่ ผมคงกลายเป็นผู้ข้ามมิติที่น่าขบขันที่สุดในโลกแน่ๆ

หลังจากกินผลไม้เข้าไปหนึ่งลูก ก็พอจะมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้าง ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยืดตัวตรงเพื่อตรวจดูอาการบาดเจ็บของตัวเอง ไม่ตรวจก็ไม่รู้ พอตรวจดูแล้วผมก็ดีใจอย่างยิ่งที่ตัวเองยังไม่ตาย

สภาพแขนขาที่บิดเบี้ยวผิดรูปอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังเต็มไปด้วยสะเก็ดเลือดและรอยฟกช้ำ ส่วนหลังที่ปวดแสบปวดร้อนก็คงจะบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน โชคดีที่ผมคงจะปกป้องอวัยวะสำคัญของร่างกายไว้โดยสัญชาตญาณ อวัยวะภายในอาจจะได้รับการกระทบกระเทือนบ้าง แต่ปัญหาก็คงไม่ใหญ่หลวงนัก

ผมพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะดัดขาทั้งสองข้างที่ผิดรูปให้กลับมาเหยียดตรงแล้วขัดสมาธิ นั่งขัดสมาธิประสานอินสองมือ เค้นพลังจากผลไม้ที่เพิ่งกินเข้าไปเพื่อใช้ซ่อมแซมบาดแผลที่สาหัสที่สุดหลายแห่ง

กระดูกสันหลังน่าจะโดนกระแทกอย่างแรง ทำให้ร้าวเล็กน้อย

ต้องรู้ไว้นะว่าผมมีพลังกายถึงฌานยุทธ์ขั้นแปดแล้วยังโดนกระแทกจนกระดูกร้าวได้ นี่มันต้องเป็นพลังมหาศาลขนาดไหนกัน!

ซ่อมแซมสักหน่อย

กระดูกแขนขาก็หักและเคลื่อนที่

โชคดีที่ช่วงนี้ผมฝึกฝนเคล็ดวิชาแบกขุนเขามาตลอด ท่าทางที่ไม่ใช่มนุษย์เหล่านั้นนำมาซึ่งความเจ็บปวดที่ไม่น้อยไปกว่าบาดแผลพวกนี้เลย ทำให้ผมค่อยๆ ชินชากับมันไปเอง

ถ้าเปลี่ยนเป็นตอนที่ผมเพิ่งข้ามมิติมาใหม่ๆ บาดแผลขนาดนี้คงทำให้ผมเจ็บปวดจนตายไปแล้ว...

ซ่อมแซมสักหน่อย

เอ่อ พลังจากผลไม้หมดแล้ว

กินลูกท้อใหญ่อีกสักสองลูก

ผลไม้ป่ากับลูกท้อพวกนี้ล้วนเป็นผลไม้วิญญาณที่เผ่าจิ้งจอกตระกูลเชียนปลูกเอง มีสรรพคุณบำรุงร่างกายเป็นอย่างดี

อาจจะดูไร้ค่าในสายตาของผู้ยิ่งใหญ่อย่างเชียนอวิ๋นเอ๋อร์ แต่ผมเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานตัวเล็กๆ ของพวกนี้ยังมีประโยชน์กับผมมาก!

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงดัดแปลงเคล็ดวิชาแบกขุนเขาที่ใช้สำหรับฝึกกายามาใช้ในการรักษาอาการบาดเจ็บและจัดกระดูกแทน ซึ่งจะว่าไปมันก็เหมาะสมดีเหมือนกัน

แน่นอนว่าเคล็ดวิชาแบกขุนเขาคงไม่สามารถรักษาอาการบาดเจ็บทั้งหมดของผมให้หายดีได้ ต่อให้เคล็ดวิชานี้จะมีอานุภาพมากขนาดนั้นจริงๆ กระเพาะของผมก็คงไม่มีประสิทธิภาพดีขนาดนั้น

อีกอย่าง คนเราก็ไม่ใช่สัตว์กินพืช ผมกินแต่ผลไม้ติดต่อกันมาเป็นเดือนแล้ว เบื่อจะตายอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าพวกเชียนอวิ๋นเอ๋อร์ไม่กินเนื้อกันหรือเปล่า ผมก็ไม่กล้าพูด ไม่กล้าถามเสียด้วย

ผมพยายามอย่างเต็มที่เพื่อรักษาบาดแผลที่รุนแรงที่สุดสองสามแห่งให้ดีขึ้น พอจนไม่เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวแล้ว ผมก็ลุกขึ้นยืน หยิบดาบสั้น "โม่จ้ง" ออกมาจากช่องเก็บของ แล้วพยายามจะสำรวจรอบๆ อย่างง่ายๆ

ยังไม่ทันจะเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เสียงของระบบก็ดังขึ้นในหัว

[ระบบขอแนะนำให้โฮสต์รักษาอาการบาดเจ็บให้หายดีเสียก่อน และฝึกฝนวิชาหรือเพลงยุทธ์สำหรับหลบหนีและจู่โจมสักหนึ่งแขนง แล้วค่อยออกสำรวจป่าต้องห้ามมาร]

ผมได้ยินดังนั้นก็ชะงักฝีเท้า ก่อนจะถามระบบกลับไปอย่างไม่ค่อยเข้าใจแต่ก็รู้สึกว่ามันต้องสำคัญแน่ๆ

[ทำไมล่ะ? ป่าต้องห้ามมารนี่มีอันตรายอะไรงั้นเหรอ?]

คำตอบของระบบทำให้ผมถึงกับตัวสั่น

[ป่าต้องห้ามมาร: ว่ากันว่าเดิมทีเป็นที่ตั้งสาขาของนิกายมารเมื่อพันปีก่อน ต่อมาถูกพันธมิตรสำนักเซียนร่วมมือกันทำลายล้าง เหลือทิ้งไว้เพียงอสูรมารที่ถูกเลี้ยงไว้มากมาย เพื่อใช้เป็นสถานที่ฝึกฝนสำหรับศิษย์สำนักเซียนโดยเฉพาะ สิบสองปีก่อนเผ่ามารได้ทำลายกำแพงมิติของแดนมนุษย์ลง ทำให้ไอ้มารจำนวนนับไม่ถ้วนหลั่งไหลเข้ามาในแดนมนุษย์ ส่งผลให้อสูรมารในป่าต้องห้ามมารเกิดคลุ้มคลั่งและมีระดับพลังสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว]

[คำแนะนำฉันมิตรถึงโฮสต์ นอกจากลูกอสูรที่เพิ่งเกิดแล้ว อสูรในป่าต้องห้ามมารมีระดับพลังต่ำสุดอยู่ที่ขั้นหลอมกระดูกช่วงต้น ซึ่งเทียบเท่ากับขั้นใจสั่นไหวของผู้บำเพ็ญเพียร]

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผมถึงกับก้าวพลาดไปข้างหนึ่ง หลังจากนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ก็ค่อยๆ ชักขากลับมาอย่างเงียบๆ เดินกลับไปยังที่ที่นั่งบำเพ็ญเพียรเมื่อครู่ เปิดร้านค้าของระบบหมวดหมู่ยารักษา แล้วเริ่มค้นหาโอสถรักษาบาดแผล

[โอสถหวนวิญญาณเก้าพลิกผัน: ขอเพียงร่างกายยังสมบูรณ์ ต่อให้วิญญาณสลาย ก็สามารถชุบชีวิตได้! จำนวนคงคลัง: 1 หน่วย ราคา: 1,000,000,000 แต้ม]

เอ่อ ผมยังไม่ตายนี่นา แล้วถ้าผมตายไปแล้วจะซื้อมันมากินได้ยังไง? หมายความว่าใช้ได้แค่กับคนอื่นงั้นเหรอ? แถมยังแพงบรรลัยตั้งพันล้านแต้ม! ผมเหลือบมองแต้มปัจจุบันของตัวเอง หนึ่งหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยเจ็ดสิบสี่แต้ม ผมถึงกับห่อคอ

ข้ามไปๆ

[โอสถล้ำเลิศเก้าทวาร: ขอเพียงยังมีลมหายใจอยู่หนึ่งเฮือก ต่อให้เหลือเพียงศีรษะ ก็สามารถฟื้นฟูคืนสู่สภาพเดิมได้! จำนวนคงคลัง: 1 หน่วย ราคา: 1,000,000,000 แต้ม]

“...” ผมอ้าปากค้างมองเลขศูนย์ยาวเหยียดนั่นอย่างเหม่อลอย

ถึงแม้ว่าเจ้านี่จะไม่ไร้ประโยชน์เหมือนอันข้างบน สามารถใช้ในสถานการณ์บาดเจ็บสาหัสปางตายให้พลิกกลับมาได้อย่างไม่คาดคิด แต่ราคานี่สิ...

ผมปวดใจ! ช่างมันเถอะ คาดว่าของที่อยู่หน้าๆ คงเป็นของที่ผมซื้อไม่ไหวทั้งนั้น ดูข้างหลังดีกว่า...

ในใจคิดเช่นนั้น มือก็ทำตามไปด้วย ผมหมดความอยากที่จะดูโอสถรักษาบาดแผลที่อยู่หน้าแรกๆ ไปโดยสิ้นเชิง แล้วพลิกไปหน้าสุดท้ายทันที

[โอสถรวบรวมปราณ: รวบรวมพลังปราณฟ้าดิน เหมาะสำหรับผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมปราณ มีผลรักษาบาดแผลเล็กน้อย จำนวนคงคลัง: ∞ ราคา: 100 แต้ม]

[โอสถสร้างรากฐาน: รวบรวมพลังปราณฟ้าดิน เหมาะสำหรับผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน มีผลรักษาบาดแผลเล็กน้อย จำนวนคงคลัง: ∞ ราคา: 1,000 แต้ม]

[โอสถรักษาบาดแผล: แบ่งออกเป็นหนึ่งถึงเก้าระดับ มีผลการรักษาดีเยี่ยม เหมาะสำหรับผู้ฝึกตนทุกประเภทตั้งแต่ขั้นรวบรวมปราณถึงขั้นหลอมกายา จำนวนคงคลัง: ไม่เท่ากัน ราคา: 10 - 1,000,000,000 แต้ม]

ผมพลิกดูโอสถเหล่านี้อย่างอ่อนแรง ไม่ใช่ว่าซื้อไม่ไหวก็ไม่มีผล ทำเอาผมหงุดหงิดใจอยู่บ้าง แต่พอเห็นโอสถรักษาบาดแผล ดวงตาก็พลันสว่างวาบ! ของสิ่งนี้ไม่เลวเลย เหมาะสมแถมยังราคาถูก ผมรีบซื้อมาสองเม็ดทันที แต้มลดลงไปสองร้อย

ทันทีที่ของมาถึงมือ ผมก็รีบโยนเข้าปากไปเม็ดหนึ่งทันที โคจรเคล็ดวิชาแบกขุนเขาเพื่อเร่งการดูดซับพลังยา

...

หนึ่งคืนผ่านไปอย่างเชื่องช้าในขณะที่ผมกำลังรักษาอาการบาดแผล จนกระทั่งลืมตาขึ้นอีกครั้ง ผมรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองไม่เคยเบาสบายเท่านี้มาก่อน

ผมลุกขึ้นยืนเลียนแบบในละครโทรทัศน์ ร่ายรำเพลงมวยอยู่พักหนึ่ง ดูแล้วเหมือนมวยวัดที่พร้อมจะต่อยอาจารย์ให้ตายได้ทุกเมื่อ จนกระทั่งรู้สึกว่าร่างกายยืดหยุ่นดีแล้ว ผมจึงเปลี่ยนไปฝึกฝนทักษะเคลื่อนไหวของเคล็ดวิชาแบกขุนเขา

พูดตามตรง ทักษะเคลื่อนไหวนี้ผมฝึกมาถึงภาพที่หกแล้ว ซึ่งก็คือชุดท่าที่หก เลียนแบบท่าทางของเสือในขณะที่กำลังจะตะครุบเหยื่อ

ท่านี้ฟังดูอาจจะไม่มีอะไรมาก ก็แค่ใช้แขนขาทั้งสี่ยันพื้นทำท่าเตรียมกระโจน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ท่านี้ต้องเคลื่อนไหวข้อต่อของแขนขาทั้งสี่รวมถึงเอว เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสามประการคือ เร็ว แม่นยำ และรุนแรง! ก่อนวันนี้ ผมทำได้เพียงแค่มีใจแต่ไร้กำลังที่จะทำท่านี้ ทุกครั้งก็ได้แค่ผิวเผิน เหมือนแค่รูป แต่ไร้วิญญาณ

ต้องรู้ไว้นะว่าท่าเลียนแบบสัตว์อสูรเพื่อฝึกกายาในเคล็ดวิชาแบกขุนเขานี้ ถ้าทำถูกก็จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของร่างกาย แต่ถ้าทำผิดล่ะก็ เจ็บปวดแทบตาย!

จนกระทั่งถึงตอนนี้ ผมหมอบลงกับพื้น แขนขาทั้งสี่ยันพื้นไว้ กระดูกทั่วร่างสั่นไหวเล็กน้อย มือทั้งสองข้างงอลง ไหล่กดต่ำ ขาเหยียดตรงแล้วกระโดดขึ้นไปบนฟ้าอย่างแรง กระดูกทั่วร่างส่งเสียงดังเปรี๊ยะๆ ความรู้สึกสบายในตอนนั้น เทียบได้กับการกลืนน้ำแข็งก้อนหนึ่งในวันฤดูร้อน!

ภาพที่หกของเคล็ดวิชาแบกขุนเขา พยัคฆ์หิวโหยตะครุบเหยื่อ สำเร็จแล้ว! แน่นอนว่าตรงนี้ต้องขอชี้แจงก่อนว่า ชื่อพยัคฆ์หิวโหยตะครุบเหยื่อนี่ผมตั้งเอง

ผมลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจอย่างเต็มที่ อารมณ์ดีขึ้นมาก จึงสะบัดมือหยิบผลไม้ออกมาจากช่องเก็บของกัดไปสองสามคำ พลางมองดูทิวทัศน์สีเขียวเข้มเบื้องหน้าก็รู้สึกว่ามันสวยงามดีเหมือนกัน

ที่บอกว่าสีเขียวเข้ม ก็ไม่ได้บรรยายผิดไปเลย เมื่อคืนมืดจนมองไม่ชัด ตอนนี้ตะวันอยู่กลางหัวแล้วผมถึงได้เห็นว่า ดอกไม้ใบหญ้าและต้นไม้ที่นี่ล้วนดูแปลกประหลาดไปหมด

อย่างเช่นต้นไม้ตรงหน้าผม ใบเป็นสีเขียวเข้ม ลำต้นเป็นสีแดงคล้ำ ส่วนดอกกลับมีสีสันสดใสอย่างยิ่ง เป็นสีม่วงเข้ม ดูแล้ว...

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 22: ป่าต้องห้ามมาร! ทลายแล้วก่อเกิดใหม่!

คัดลอกลิงก์แล้ว