เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 193 สหรัฐอเมริกา (8)

บทที่ 193 สหรัฐอเมริกา (8)

บทที่ 193 สหรัฐอเมริกา (8)


[แปลโดยฝีมือ...ยัก.ษา.แปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ\]

[Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย]

[หลังแปลจบ คิดว่าจะมีการเกลาคำเบื้องต้น แก้คำผิด ปรับสำนวนให้สละสลวย เทียบคำต่อคำ ขอบคุณที่ให้การสนับสนุนกันเสมอมานะครับ]

บทที่ 193 สหรัฐอเมริกา (8)

ณ สวนสาธารณะกึ่งกลางใจเมือง สถานที่กว้างใหญ่ที่คังวูจินเพิ่งจะได้มีโอกาสมาเยือนเป็นครั้งแรกในชีวิต บัดนี้ภาพของผู้คนมากมายกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้า ดวงตาคมกริบภายใต้ฮู้ดที่คลุมศีรษะเอาไว้ มองตรงไปยังเบื้องหน้าอย่างไม่ละสายตา

ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจปะปนความไม่คุ้นเคยกำลังก่อตัวขึ้นภายใน

‘บ้าจริง... ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ได้เนี่ย’

แม้ใบหน้าจะดูเคร่งขรึมราวกับเชฟมืออาชีพ แต่หัวใจของเขากลับเต้นรัวไม่ต่างอะไรกับคนทั่วไป โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่ โดยเฉพาะโลกของคังวูจินนั้นกว้างไกลยิ่งกว่าใคร เพราะมันยังรวมไปถึงมิติว่างเปล่าที่ไร้ซึ่งขอบเขต

ทว่าความคิดนั้นก็อยู่ได้ไม่นานนัก

‘เอาเถอะ... ช่างมันก่อน ตอนนี้ต้องเตรียมตัวก่อน’

ราวกับต้องการใช้การทำงานกลบเกลื่อนความรู้สึกตื่นเต้น มือหนาหยิบจับกระทะขึ้นมาอย่างคล่องแคล่ว ในขณะที่ฮงฮเยยอน ฮวาลิน และยอนแบกกวังที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ต่างเอ่ยความในใจออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พวกเขาทั้งหมดอยู่ในชุดยูนิฟอร์มของ ‘ครัวเรือนหรรษาของเรา’ ร้านรถขายอาหารที่ในที่สุดก็ได้ฤกษ์เปิดร้านอย่างเป็นทางการเสียที

“โอ๊ย ... พอขึ้นรถขายอาหารแล้วรู้สึกตื่นเต้นจังเลยค่ะ” ฮเยยอนเอ่ยขึ้น

“ใช่ไหมล่ะคะพี่สาว มือหนูสั่นไปหมดแล้ว” ฮวาลินเสริม

“เอ๋ จริงเหรอครับ ผมไม่เห็นเป็นไรเลย” แบกกวังพูดขึ้น

“...แบกกวัง นายขาสั่นอยู่น่ะ” ฮวาลินแย้ง

“อ่า... อันนี้เมื่อวานผมเล่นสควอตนานไปหน่อย... โกหกน่ะ! จริง ๆ ผมก็ตื่นเต้นเหมือนกัน! นะ นี่ พวกเขาเป็นคนอเมริกันจริง ๆ เหรอ?”

“แต่...คงไม่ได้ไม่มีใครมาเลยใช่ไหม?” ฮเยยอนถามอย่างกังวล

“ที่นี่มีรถขายอาหารอย่างน้อยสี่คันเลยนะ” ฮวาลินบอก

“ถ้าไม่มีใครมาก็เท่ากับว่าเจ๊งน่ะสิ” แบกกวังทิ้งท้าย

"PDยุนคงชอบใจน่าดู ถ้าเราล้มไม่เป็นท่า"

หัวใจของทั้งสามเต้นระรัว พวกเขายังคงพูดคุยกันขณะเตรียมตัวเปิดร้าน ในระหว่างนั้น ความเย็นชาของคังวูจินก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น ยอนแบกกวังแอบมองเชฟหัวหน้าทีมอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันไปซุบซิบกับฮงฮเยยอนที่อยู่ข้าง ๆ

"ว่าแต่พี่ฮเยยอนครับ ทำไมพี่วูจินถึงดูไม่ตื่นเต้นเลยครับ เหมือนคนเฉยชาไปหมด"

ฮงฮเยยอนหันไปมองคังวูจิน เขาเริ่มลงมือจัดเตรียมวัตถุดิบแล้ว

"เรื่องแค่นี้ทำอะไรเขาไม่ได้หรอก ต้องระดับดาราฮอลลีวูดมาประจันหน้า เขาถึงจะขมวดคิ้วบ้างนั่นแหละ"

"สุดยอด... ผมอยากเท่แบบนั้นบ้างจัง"

"แบบนั้นมันเข้ากับวูจิน นายทำแบบนั้นระวังจะโดนด่าเอาได้นะ"

ทันใดนั้นเอง

"เอ๊ะ?"

เสียงหวาลินที่กำลังแบ่งเส้นโซบะอยู่ข้าง ๆ วูจิน ดังขึ้นอย่างตื่นเต้น

"เอ๊ะ? มาแล้ว ๆ"

ทุกคนรวมถึงคังวูจินหันไปมองด้านหน้า ร้านเพิ่งเปิดได้ไม่กี่นาที คู่สามีภรรยาชาวอเมริกันสูงวัยกำลังสนทนากับนักเขียนรายการ ‘ครัวเรือนหรรษาของเรา’ อยู่ใกล้ ๆ โต๊ะ ดูเหมือนกำลังขอความยินยอมอยู่ จากนั้นทั้งคู่ก็นั่งลงที่โต๊ะกลาง อันจองฮักประธานร้านหุ่นเชิด เดินเข้าไปหาพวกเขาทันทีพร้อมเมนู

และแล้ว

"เนื้อย่างบูลโกกิ! มักกุกซูหนึ่ง!"

ชาวอเมริกันสั่งอาหารของคังวูจิน ในที่สุดก็มาถึง วินาทีนี้มาถึงแล้ว วูจินรู้สึกเหมือนตอนที่เขาแสดงละครครั้งแรก แม้จะไม่ใช่สถานการณ์ที่ร้ายแรงอะไร แต่เขากลับรู้สึกโลภอย่างประหลาด

อยากทำอาหารอร่อย ๆ ให้พวกเขาลองลิ้มชิมรสชาติ

วูจินพยายามสะกดกลั้นความประหม่าเอาไว้ ปล่อยให้ความเย็นชาแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย

แนวคิดชัดเจน

เขาตั้งสมาธิอย่างใจเย็น ขั้นตอนการทำอาหารไม่มีปัญหาอะไร

สิ่งสำคัญคือความมุ่งมั่นของคังวูจิน

‘ไหน ๆ ก็ทำทั้งที ถ้าออกมาดีก็คงจะดีสินะ?’

ความคิดนี้ผุดขึ้นในหัวใจของวูจิน แม้การมาเยือนต่างแดนครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่อาหารเกาหลี แต่การต้องมาได้ยินคำติเตียนคงเป็นเรื่องที่ไม่อาจยินดีได้ อย่างไรก็ตาม อาหารสองอย่างที่วูจินบรรจงสร้างสรรค์ก็เสร็จสิ้นลงภายในเวลาไม่นานนัก อาหารทั้งสองอย่างถูกส่งมอบให้กับคุณตาคุณยายคู่หนึ่งด้วยความตื่นเต้น วูจินกลืนน้ำลายลงคออย่างลุ้นระทึก พยายามเก็บซ่อนความประหม่าไม่ให้ใครสังเกตเห็น

แน่นอนว่าเหล่าผู้ช่วยที่ร่วมชะตากรรมก็รู้สึกไม่ต่างกัน

“เป็นยังไงบ้างครับ? รสชาติเป็นยังไงบ้างครับ?” วูจินเอ่ยถามอย่างสุภาพ สายตาจับจ้องไปที่สีหน้าของคุณตาคุณยายที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปหลังจากได้ลิ้มรสน้ำซุปมักกุกซูสาหร่าย หรือว่ารสชาติจะไม่ถูกปาก?

ราวกับจะอ่านความคิดของวูจิน ฮวาลินเอ่ยขึ้นอย่างลังเล “เอ่อ… รสชาติมันแปลก ๆ หรือเปล่า?”

คุณตาคุณยายเริ่มปรึกษาหารือกันอย่างแผ่วเบา ทันใดนั้น อันจองฮักที่ยืนอยู่หน้ารถขายอาหารก็หันมาสบตากับวูจินที่อยู่ในรถบรรทุก

“คุณเชฟ เชฟลองไปถามเองเลยดีไหม?”

“ผมเหรอครับ?” วูจินทวนคำด้วยความประหลาดใจ

“จะให้ฉันหรือคังซูไปก็ได้นะ แต่คุณตาคุณยายเป็นลูกค้ากลุ่มแรกและเป็นคนแรกที่ได้ทานอาหารของเชฟ ฉันว่าถ้าเชฟออกไปคุยเองน่าจะได้ภาพที่ดีนะ?”

“อ่า…”

“ไหน ๆ ก็ถือโอกาสโชว์ทักษะภาษาอังกฤษไปเลย PD ยุนไม่มีทางตัดส่วนนี้ออกแน่นอน” อันจองฮักกล่าวด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

ประโยคหลังทำเอาวูจินถึงบางอ้อ นี่อันจองฮักกำลังเปิดโอกาสให้เขาได้แสดงความสามารถ แถมยังช่วยเรื่องบทให้อีกต่างหาก สมกับเป็นมืออาชีพด้านวาไรตี้โชว์จริง ๆ วูจินรู้สึกทึ่งในใจ จึงพยักหน้ารับอย่างเงียบ ๆ

“อ่า… ครับ เข้าใจแล้วครับ”

“ไปแล้วกลับมาเร็ว ๆ นะ!” เสียงของยอนแบกกวังตะโกนให้กำลังใจดังมาจากด้านหลัง

วูจินหันหลังรับความปรารถนาดีนั้น ก่อนจะค่อย ๆ ล้างมือ ถอดหน้ากากอนามัยออก แล้วจึงเดินออกจากรถขายอาหารอย่างมุ่งมั่น

เขาเดินตรงดิ่งไปหาคู่สามีภรรยาวัยชรา ลมหายใจถูกกลั้นไว้ รอคอยคำตัดสินจากผู้ลิ้มลองรสชาติอาหารของเขา…

ยุนบยองซอน โปรดิวเซอร์รายการซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงานที่กระจายตัวอยู่รอบ ๆ รถขายอาหาร เผยยิ้มละไมออกมา เมื่อเห็นภาพตรงหน้า

"ตัดต่อช็อตนั้น โดยเอาภาพจากกล้องหน้า หลัง ข้าง มาใส่ด้วย"

ณ เวลานั้น คังวูจินก้าวมาถึงตัวคุณตาคุณยายชาวอเมริกันผมสีดอกเลื้อยแล้ว คุณตาเป็นฝ่ายรู้สึกตัวก่อน จึงเงยหน้าขึ้นมอง

วูจินเอ่ยทักทายคุณตาน้ำเสียงทุ้มต่ำ เขาคิดว่าควรจะพูดให้ออกมาดูเท่ ๆ สักหน่อย พอคิดแบบนั้น เสียงที่เปล่งออกมาก็ดันทุ้มต่ำอย่างกับไม่ใช่ตัวเอง จนแม้แต่เจ้าตัวยังแปลกใจ

"สวัสดีครับ อาหารเป็นยังไงบ้างครับ"

คุณตาคุณยายดูประหลาดใจเล็กน้อย คุณยายเป็นฝ่ายเริ่มต้นสนทนา

"โอ้! คุณพูดภาษาอังกฤษได้ดีมากเลยค่ะ ไปอยู่ที่อเมริกามาหรือคะ?"

หากหลับตาลงคงคิดว่าเป็นชาวอเมริกันสองคนกำลังสนทนากันอยู่แน่ ๆ

"ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ แล้วข้าวหน้าเนื้อเป็นยังไงบ้างครับ"

"รสชาติเยี่ยมยอดมากค่ะ"

ทันใดนั้นเอง วูจินก็รู้สึกเหมือนกระแสไฟฟ้าแล่นพล่านไปทั่วร่าง

'โอ้ว... สุดยอดแห่งความฟิน นี่สินะเหตุผลที่ทำให้คนเราอยากทำอาหาร'

จากนั้น วูจินก็หันไปมองคุณตา ซึ่งดูเหมือนคุณตาก็รอจังหวะนี้อยู่แล้ว จึงยิงคำถามเป็นภาษาอังกฤษออกมาทันที

"เธอเป็นเชฟหรือเปล่า?"

เอ๋? พูดอะไรน่ะ วูจินนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบคำถามออกไป

"ผมเป็นคนทำอาหารทั้งหมดในรถขายอาหารคันนี้ครับ"

"ไม่ใช่แบบนั้น ฉันหมายถึง...นี่มันรายการทีวีของเกาหลี แล้วฉันก็ได้ยินมาว่าคนอื่น ๆ เขาเป็นนักแสดงกันหมด"

"ใช่ครับ"

"เธอไม่ใช่นักแสดงหรอก เธอเป็นเชฟตัวจริงใช่ไหม?"

"ไม่ใช่ครับ อาชีพหลักของผมคือนักแสดงครับ"

ดวงตาทั้งคู่เบิกกว้างขึ้นพร้อมกัน ราวกับต้องมนต์สะกด คุณยายปรบมือเบา ๆ ก่อนเปล่งเสียงอย่างตื่นเต้น

“จริงหรือคะ? เก่งจังเลย! ไม่ได้เป็นเชฟแท้ ๆ แต่ทำอาหารอร่อยขนาดนี้ได้ยังไงกัน”

สายตาของคุณตายังคงจับจ้องที่วูจินนิ่งงัน ก่อนเอ่ยถามอย่างใคร่รู้

“ว่าแต่ อาชีพหลักของเธอคือการแสดงอย่างนั้นเหรอ?”

“ครับ” วูจินยืนยันสั้น ๆ

“ต้องไปหาดูผลงานซะแล้วสิ” คุณตาพึมพำกับตัวเอง

“ยินดีอย่างยิ่งครับ” รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของวูจิน

สายตาของคุณตาย้ายจากวูจิน มายังอาหารตรงหน้า ก่อนกล่าวอย่างชื่นชม

“ข้าวหน้าเนื้อย่างก็อร่อยมาก แต่ที่ฉันชอบที่สุดเห็นจะเป็นเมนูเส้นนี่แหละ ที่เกาหลีเขากินกันบ่อยไหม?”

“อ๋อ เมนูนั้นผมคิดค้นขึ้นเองครับ”

“หืม? เมื่อกี้เธอบอกว่าเป็นนักแสดงไม่ใช่หรือ?” คุณตาขมวดคิ้วเล็กน้อย

“ผมทำอาหารเป็นงานอดิเรกครับ”

“ถ้าอย่างนั้น... พวกเราคือคนแรกที่ได้ลิ้มลองเมนูเส้นนี้สินะ!”

“ใช่ครับ ไม่นับรวมตอนทดลองทำ สองท่านคือลูกค้ากลุ่มแรกเลยครับ”

ดวงตาของคุณตายังคงเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ

“เป็นเกียรติอย่างยิ่งเลย”

“แหม! เสียดายจัง ถ้าอย่างนั้นก็คงหาทานที่อเมริกาไม่ได้สินะ” คุณยายเอ่ยด้วยน้ำเสียงเสียดาย

วูจินรู้สึกว่าบทสนทนาน่าจะเพียงพอแล้ว จึงโค้งศีรษะเล็กน้อย

“เชิญทานให้อร่อยนะครับ”

ทว่าคุณตากลับรั้งวูจินไว้ พร้อมกับเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น

“เดี๋ยวก่อน! ขอถ่ายรูปด้วยได้ไหม?”

“ได้สิครับ”

และแล้วก็ถึงเวลาแห่งความทรงจำ คุณยายถ่ายรูปคู่กับวูจิน ก่อนเอ่ยถามขึ้น

“รถขายอาหารคันนี้จะเปิดถึงเมื่อไหร่คะ?”

วูจินตอบกลับอย่างใจเย็นพลางหันหลังกลับไปเตรียมออเดอร์ต่อไป

“อีกสองวันครับจะเปิดถึงช่วงบ่าย หลังจากนั้นจะเปิดร้านประมาณ 5 วันครับ”

- ไม่กี่สิบนาทีต่อมา...

มื้ออาหารแสนอร่อยผ่านพ้นไป คู่สามีภรรยาชาวอเมริกันผมสีเงินก้าวขึ้นรถตู้ที่ทีมงานเตรียมไว้เพื่อดำเนินการสัมภาษณ์ การสนทนากับแขกรับเชิญคนแรกดูท่าจะราบรื่นไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคุณตาผู้มีหัวใจรักในการทำอาหาร

“โอ้โห คุณเปิดร้านอาหารด้วยเหรอครับ?” เสียงทักอย่างสนใจดังขึ้น

“ใช่แล้วครับ อยู่แถว ๆ นี้เอง ร้านเล็ก ๆ ไม่ใหญ่มาก แต่ลูกค้าประจำเพียบเลยล่ะ” คุณตารับคำด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ

“เยี่ยมไปเลยครับ แล้วคุณเชฟคิดยังไงกับสองเมนูที่ทานไปเมื่อครู่ครับ?”

“บอกเลยว่าพรุ่งนี้ฉันมาอีกแน่นอน อร่อยจริง ๆ เลยร้านนี้ เดี๋ยวจะไปบอกต่อให้คนอื่นรู้จักด้วย เอ้อ...แล้วก็ได้ยินมาว่าร้านจะขายถึงพรุ่งนี้ แล้ววันมะรืนจะเปิดร้านจริงแล้วใช่ไหม?”

“ครับผม ที่เปิดร้านรถเข็นแบบนี้ก็เหมือนเป็นการวอร์มเครื่องไปก่อนน่ะครับ”

ทันใดนั้น คู่สามีภรรยาก็จ้องมองมาที่เขาพร้อมกับเอ่ยถามขึ้นพร้อมกันราวกับนัดกันมา

“ร้านอยู่ตรงไหนเหรอ บอกได้ไหม?”

ขณะเดียวกัน ณ ดินแดนเกาหลี...

กาลเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงเวลาที่อาหารของคังวูจินได้เปิดตัวในอเมริกา ซึ่งตรงกับเวลาแปดโมงเช้าของลอสแอนเจลิส แต่ที่เกาหลีใต้นั้นเป็นเวลาเก้าโมงเช้าของวันถัดมา... ทันใดนั้นเอง กระแสข่าวมหาศาลมากมายก็ถาโถมเข้าใส่ราวกับระเบิดปะทุ โดยไม่สนใจว่าจะเป็นช่วงเวลาเร่งรีบของใครหลาย ๆ คน

『[คุยข่าวภาพยนตร์] ซิมฮันโฮประกบคู่คังวูจิน! ผู้กำกับอันกาบกคอนเฟิร์มแล้ว! ภาพยนตร์เรื่องที่ 100 ของเขาจะได้สองนักแสดงคุณภาพคับจอ / ภาพ 』

『เปิดตัวแล้ว! นักแสดงที่มาร่วมงานกับผู้กำกับอันกาบกในโปรเจกต์ใหม่… ‘นักแสดงมากฝีมือ’ อย่างซิมฮันโฮและ ‘ม้ามืด’ คังวูจิน』

『[ข่าวเด่น] ผู้กำกับอันกาบกเลือก ‘อสูรหน้าใหม่’ คังวูจิน บรรดาคนในวงการต่างตั้งคำถาม… “เอาจริงดิ?” 』

เรื่องแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก ๆ ในเมื่อแขกระดับโลกได้เดินทางมาเยือนเกาหลีทั้งที

“ซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ‘ไมลีย์ คาร่า’ เดินทางมาถึงเกาหลี แฟน ๆ หลายร้อยชีวิตแห่ไปต้อนรับ”

พาดหัวข่าวฉายภาพคู่กับรอยยิ้มสดใสของนักร้องสาว ‘ไมลีย์ คาร่า’ ที่ปรากฏตัว ณ สนามบินอินชอน ท่ามกลางกองทัพนักข่าวและเสียงแฟลชที่รัวไม่หยุด เธอยังคงทักทายแฟน ๆ ด้วยรอยยิ้มเป็นกันเอง

“[ประเด็นร้อน] ‘เกาหลีคือประสบการณ์ครั้งแรก’ ‘ไมลีย์ คาร่า’ เดินทางมาถึงเกาหลี เตรียมทำกิจกรรมโปรโมตนาน 1 สัปดาห์”

การมาเยือนของซูเปอร์สตาร์ระดับโลกครั้งนี้ ถึงขั้นเป็นข่าวออกอากาศทางช่องโทรทัศน์สามช่องหลักของประเทศ

“ฮอลลีวูดซูเปอร์สตาร์ ไมลีย์ คาร่า เดินทางมาถึงประเทศเกาหลีใต้แล้วครับ การมาเยือนของเธอในครั้งนี้ ทำให้บริเวณประตูทางออกมีทั้งนักข่าวและแฟนคลับมารวมตัวกันหลายร้อยชีวิต เบียดเสียดกันจนแน่นขนัด ไมลีย์ คาร่ายังคงให้ความเป็นกันเองกับแฟนคลับอย่างใจเย็น ท่ามกลางเสียงแฟลชที่วูบวาบและเสียงกรี๊ดของแฟนคลับ คิมแดฮยอนรายงานครับ”

บรรยากาศในประเทศเริ่มคึกคักราวกับจะคอยต้อนรับแขกคนสำคัญตั้งแต่ก่อนที่ไมลีย์จะเดินทางมาถึงแล้ว โดยเฉพาะวงการบันเทิงที่ดูเหมือนจะคึกคักเป็นพิเศษ

‘คังวูจิน นักแสดงหน้าใหม่ที่กำลังมาแรง ได้ร่วมแสดงในผลงานของผู้กำกับอันกาบก ได้ยังไง?’

ตามกองถ่ายทำภาพยนตร์และละครหลายเรื่องต่างก็พูดถึงวูจิน แต่ที่ดูจะคึกคักที่สุดเห็นจะเป็นกองถ่าย ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ ซึ่งตอนนี้วูจินไม่ได้เข้าฉาก

ณ สตูดิโอกองถ่ายขนาดมหึมาที่ตั้งอยู่ในเมืองปูยอ เหล่าทีมงานกว่าร้อยชีวิตกำลังวุ่นวายกับการเตรียมความพร้อมสำหรับการถ่ายทำ บรรดาชายหนุ่มในชุดทหารที่กำลังรอเข้าฉากต่างก็จับกลุ่มคุยกัน บ้างก็สวมเสื้อโค้ทหรือแจ็คเก็ตทับชุดทหารเอาไว้ เพราะอากาศที่หนาวเย็น และบทสนทนาของพวกเขาก็วนเวียนอยู่แค่เรื่องของคังวูจิน

“โอ้โห ไม่คิดเลยจริง ๆ ว่าจะเป็นวูจิน!”

ชอนอูชางร้องลั่น คิมอีวอนที่กำลังจิบกาแฟอุ่น ๆ อยู่ก็พยักหน้าเห็นด้วยสุด ๆ

“นั่นสิ แถมผู้กำกับอันกาบกยังประกาศเองท่ามกลางคนมากมายขนาดนั้นอีก-”

“แต่ว่า วูจินก็เหมือนกันนะ! ทำไมถึงไม่พูดอะไรสักคำเลยล่ะ!”

ฮายูราที่กำลังมัดผมอยู่ ได้แต่ไหวไหล่

“ไม่รู้สิ หรือว่าเขาจะเป็นใบ้ แล้วก็ ถึงจะไม่พูดอะไรก็ได้ นี่”

“โธ่! ฉันนึกว่าเราสนิทกันซะอีก ไม่รู้สึกเสียใจบ้างเหรอ?”

“ก็มีแค่นายนั่นแหละ อูชาง”

คิมอีวอนถอนหายใจยาว

“เฮ้อ นี่มันน่าอิจฉาปนริษยาจริง ๆ ว่าแต่นี่มันแปลกมากเลยนะ อาจารย์ซิมฮันโฮกับวูจินเนี่ยนะ”

ความเงียบโรยตัวลงปกคลุม ชั่วครู่ต่อมา ชอนอูชาง ที่เอาแต่มองโทรศัพท์มือถือแบบเงียบ ๆ ก็ถามรยูจองมินที่อยู่ในเสื้อลองแพดดิง

“พี่จองมิน! พี่คิดยังไงครับ? บอกตรง ๆ นะในวงการสื่อก็มีข่าวลือเกี่ยวกับพี่กับบท ‘ปลิง’ อยู่เยอะไปหมด สรุปสถานการณ์เป็นไงมั่งครับ?”

“...อะไรยังไง?”

“ก็นี่ไง พี่ก็ไม่ได้รับการติดต่ออะไรมาเลยเหรอ?”

“จะได้รับได้ไง ผู้กำกับอันกาบกก็ติดต่อแค่วูจินอยู่แต่แรกแล้ว”

“อ่า!! ดานัง! ตอนที่ผู้กำกับอันกาบกไปดานังไง!”

“ใช่ ตอนนั้นแหละ”

“ว้าว ตอนนั้น ผมนึกว่าผู้กำกับแค่ไปเที่ยวเฉย ๆ ... นี่ถึงกับข้ามน้ำข้ามทะเลไปหาวูจินที่เวียดนาม ดานังเลยเหรอ? ผู้กำกับอันกาบกเนี่ยนะ?!”

รยูจองมินหัวเราะออกมา

“คงจะถูกใจเขามากจริง ๆ”

จากนั้นรยูจองมินก็หัวเราะในลำคอ ทำเอาชอนอูชางและคิมอีวอนเอียงคอมองอย่างสงสัย

“เอ๋? พี่จองมิน ทำไมหัวเราะล่ะ”

“เปล่า แค่รู้สึกตลก”

“หืม?”

เขารู้สึกเหมือนคนโง่งมสิ้นดี ที่เอาแต่ปล่อยให้โอกาสในการพัฒนาตัวเองหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา

ที่รยูจองมินตัดสินใจเข้าร่วมรายการ 'เกาะแห่งผู้สูญหาย' ก็ด้วยเหตุผลหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการทลายกำแพงของตัวเองและก้าวข้ามขีดจำกัด และคนที่เขาหมายมั่นปั้นมือว่าจะเป็นเป้าหมายในการพัฒนานั้น ก็คือ คังวูจิน ดาวรุ่งดวงใหม่ที่ฉายแววเจิดจรัส

ตลอดเวลาที่ผ่านมา รยูจองมินเฝ้ามองวูจินมาโดยตลอด ตั้งแต่ละครนิติจิตวิทยา จนกระทั่งมาถึง 'เกาะแห่งผู้สูญหาย' แห่งนี้

ทว่า ณ บัดนี้ รยูจองมินกลับได้แต่ยืนมองส่งวูจินที่กำลังทะยานไปข้างหน้าอย่างห่างไกล แม้กายหยาบของคังวูจินจะยังอยู่ใกล้ ๆ แต่ช่องว่างระหว่างคนทั้งสองในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ กลับกว้างออกไปราวกับเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบ

'หรือว่าที่จริงแล้ว ตัวฉันเองต่างหากที่หยุดอยู่กับที่'

'วูจินกำลังวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เรากลับไม่รู้จักแม้กระทั่งก้าวเดิน'

แต่ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะสายเกินไปเสียแล้ว

『 “ผู้กำกับอันกาบก” เทใจให้ คังวูจิน กวาดต้อนผู้กำกับระดับท็อปของวงการไปร่วมงาน』

『[ข่าวเด็ดเผ็ดร้อน] จาก “ปลิง” สู่ ซิมฮันโฮ คังวูจิน เดบิวต์ปีเดียวก็ลุยคานส์』

ไม่ใช่แค่การวิ่งธรรมดา แต่นี่มันเหมือนกับติดสปีดบูสเตอร์พุ่งทะยานไปอย่างไรอย่างนั้น สื่อมวลชนที่รุมล้อมคังวูจินในตอนนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นสื่อใหญ่ที่ไม่ว่าใครก็ต้องห้ามปราม

『การแสดงที่ดุเดือดเผ็ดมันส์ระหว่าง “ซิมฮันโฮ” และ “คังวูจิน” ที่ถูกจับตามองตั้งแต่เริ่มต้น เหล่ากูรูพร้อมใจเทคะแนนให้ซิมฮันโฮ』

และไม่ใช่แค่ตอนนี้ด้วย ตั้งแต่วินาทีที่ชื่อของคังวูจินหลุดออกมาจากปากผู้กำกับอันกาบก ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะถูกกำหนดเอาไว้แล้ว

『[คุยข่าวดารา] “ไม่มีเวลาพัก” ···คังวูจิน วีรบุรุษที่ช่วย ฮวาลิน เอาไว้จะกลายเป็น "ฮีโร่" ให้กับนักแสดงหน้าใหม่ด้วยการเข้าร่วมงานของผู้กำกับอันกาบกหรือไม่? 』

ข่าวเรื่องฮวาลินที่เกี่ยวโยงกับวีรบุรุษในตำนาน แผ่สะพัดไปทั่วทุกหนแห่ง ราวกับไฟลามทุ่ง และเบื้องบนนั้น ผู้กำกับอันกาบกก็เปรียบได้ดั่งผู้โหมกระพือ ยิ่งเติมเชื้อไฟลงไปในกองเพลิง ส่งผลให้เปลวไฟแห่งข่าวลือลุกโหมกระหน่ำราวกับระเบิดนิวเคลียร์ เสียงคำร่ำลือดังกึกก้องสะท้านไปทั่วทุกสารทิศ

『 ‘สตอล์กเกอร์โรคจิตถูกจับได้ไม่ทันไร? เดบิวต์ได้ไม่ทันไร ข่าวของคังวูจินก็ไม่เคยขาดสาย’ / ภาพ』

นับตั้งแต่ช่วงเวลาที่เริ่มต้นการถ่ายทำภาพยนตร์ บริษัทเอเจนซี่ ไปจนถึงบริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์และละคร ทุกหนแห่งล้วนถูกไฟแห่งข่าวลือแผดเผาด้วยความร้อนแรง ความจริงและข่าวลือถูกผสมปนเปจนแยกจากกันไม่ออก

แม้ในเวลานี้ คังวูจินจะไม่ได้ยืนอยู่บนแผ่นดินเกาหลี แต่มันก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงการหายไปของเขาได้เลยแม้แต่น้อย

ในทางกลับกัน การปรากฏตัวของเขากลับทวีคูณขึ้นเป็นสิบเท่า คังวูจินได้ก่อพายุลูกใหญ่ขึ้นมาแล้ว นักแสดงหนุ่มผู้โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมาได้เพียงปีเดียว เรื่องราวเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์วงการบันเทิงเกาหลี

คังวูจินได้ร่วมงานกับผู้กำกับอันกาบก นักแสดงรุ่นใหญ่อย่างซิมฮันโฮ รวมไปถึงบุคคลสำคัญระดับบิ๊กเนมมากมายที่เรียกได้ว่าเป็นตำนานของวงการบันเทิงเกาหลี แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น

『 ‘ก้าวแรกในวงการจนถึงตอนนี้ ไม่เคยทำให้ผิดหวัง’ คังวูจิน นักแสดงวัยเพียง 1 ปี กับผลงานภาพยนตร์ระดับมาสเตอร์พีซที่เทียบชั้นนักแสดง 10 ปี···สิ่งที่รออยู่คือรางวัลออสการ์งั้นเหรอ? 』

เขากำลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยสองมือของเขาเอง

เช้าวันใหม่วันที่ 9 ในอเมริกา

หลังจากปิดร้านและขายอาหารจนเกลี้ยงในวันแรก เหล่าสมาชิก ‘ครัวเรือนหรรษาของเรา’ ต่างก็กำลังนั่งรถตู้เดินทางไปยังสถานที่แห่งใหม่ วูจินนั่งมองภาพเบื้องนอกผ่านกระจกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย ในห้วงความคิดเขากำลังทบทวนเหตุการณ์ของเมื่อวาน

‘อืม ลูกค้าอาจจะน้อยไปหน่อย แต่มันก็ออกมาโอเคเลยนะ ถ้าวันนี้ขายดีเท่าเมื่อวานก็คงจะดี’

วูจินแอบชมตัวเองในใจ ขณะที่สายตาก็มองอันจองฮักกับยอนแบกกวังที่นั่งข้าง ๆ กำลังก้มหน้าก้มตาจดจ่ออยู่กับโทรศัพท์มือถือ คงจะเป็นข่าวที่ว่าเขา วูจิน ได้กลับมาเหยียบแผ่นดินเกาหลีอีกครั้ง จนสร้างความฮือฮาให้กับวงการบันเทิงไม่น้อย

“ว้าว! พี่วูจิน! ข่าวนี่มันอะไรกัน-เปลี่ยนหน้าแทบไม่ทัน?!”

“โหย เชฟของเรากลับเกาหลีสงสัยนักข่าวต้องแห่กันมาหามจนต้องโยนตัวขึ้นแน่ ๆ เลย?!”

เสียงของฮงฮเยยอนดังแทรกขึ้นมา

“มันก็แปลกดีนะ ไมลีย์ คาร่ามาเกาหลีแท้ ๆ แต่กลับโดนวูจินกลบข่าวหมดเลย”

ทันใดนั้นเอง เสียงอุทานของยอนแบกกวังก็ดังขึ้น

“เอ๊ะ??!!”

ยอนแบกกวังเงยหน้าขึ้นมองตรงหน้าด้วยสีหน้าตกตะลึง

“นั่น ๆ ดูตรงนั้นสิ!!”

รถตู้คันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดใกล้กับรถขายอาหาร ยอนแบกกวังชี้มือไปรอบ ๆ บริเวณรถขายอาหาร สิ่งที่ทำให้ทุกคนแปลกใจก็คือ

“······เอ๊ะ??”

“อะ อะไรน่ะ นั่นมันอะไร?”

“หา??”

ทุกคนเบิกตากว้างอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ ยกเว้นเพียงวูจินที่ได้แต่สบถในใจ เพราะเขารู้ดีว่าทั้งหมดนี้เป็นแผนการที่PDเป็นคนวางไว้ แถมยังเกิดจากฝีมือเขาด้วย เขาโดนเล่นแล้วไง

‘โอ๊ย ตายแล้ว!! บ้าไปแล้ว แน่ ๆ!’

ภาพตรงหน้าช่างน่าตกใจ เหล่าลูกค้าชาวอเมริกันจำนวนมากมายืนต่อแถวยาวเหยียดอยู่หน้ารถขายอาหารที่ยังไม่เปิดร้าน ซึ่งกะด้วยสายตาน่าจะเกินสิบคนได้อย่างสบาย

‘ต่อแถวอะไรกันนักหนาเนี่ย?’

มีเพียงรถขายอาหาร ‘ครัวเรือนหรรษาของเรา’ คันนี้เท่านั้นที่มีคนต่อแถวยาวเหยียดขนาดนี้

-จบ-

ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_

จบบทที่ บทที่ 193 สหรัฐอเมริกา (8)

คัดลอกลิงก์แล้ว