- หน้าแรก
- ฉันถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสุดยอดนักแสดงอัจฉริยะผู้น่าสะพรึง
- บทที่ 192 สหรัฐอเมริกา (7)
บทที่ 192 สหรัฐอเมริกา (7)
บทที่ 192 สหรัฐอเมริกา (7)
[แปลโดยฝีมือ...ยัก.ษา.แปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ\]
[Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย]
[หลังแปลจบ คิดว่าจะมีการเกลาคำเบื้องต้น แก้คำผิด ปรับสำนวนให้สละสลวย เทียบคำต่อคำ ขอบคุณที่ให้การสนับสนุนกันเสมอมานะครับ]
บทที่ 192 สหรัฐอเมริกา (7)
บรรยากาศในงานเลี้ยงหรูหราแปรเปลี่ยนเป็นเงียบงันราวกับถูกแช่แข็ง เมื่อเสียงแหบพร่าของปรมาจารย์ผู้กำกับอันกาบก เอ่ยชื่อ ‘คังวูจิน’ ดังก้องออกมาจากริมฝีปาก ซิมฮันโฮที่ยืนเคียงข้างยังคงสงบนิ่ง ต่างจากแขกผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ทั้งผู้กำกับคิมโดฮี เหล่าผู้กำกับแถวหน้า นักแสดงอย่างจินแจจุน ไปจนถึงบรรดาสื่อมวลชน ล้วนแต่เบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง
“······”
“······”
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ร่างของผู้กำกับอันกาบก ราวกับไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง ในขณะที่เจ้าตัวกลับเผยรอยยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี ราวกับเพลิดเพลินกับปฏิกิริยาของคนรอบข้าง
“อืม? เกิดอะไรขึ้นกันหรือครับ ทำไมแต่ละคนถึงได้ทำหน้าราวกับเห็นผีสางเช่นนั้นล่ะ?”
ผู้กำกับอันกาบกยกแก้วไวน์ขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ริมฝีปากที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัยฉีกยิ้มกว้างขึ้น
“ผมก็แค่ตอบในสิ่งที่พวกคุณอยากรู้ เหตุใดถึงได้แสดงท่าทีตกตะลึงกันถึงเพียงนี้”
ผู้กำกับคิมโดฮีส่ายหน้าไปมาอย่างเลื่อนลอย ราวกับพยายามสลัดความสับสนในหัว ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
“ผู้กำกับคะ หมายความว่า นักแสดงที่ท่านเลือกให้มารับบทในภาพยนตร์เรื่อง ‘ปลิง’ ผลงานชิ้นที่ 100 ของท่าน คือ คุณคังวูจิน ที่ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง ‘พ่อค้ายาเสพติด’ ของฉันอย่างนั้นเหรอคะ?”
“ใช่แล้ว”
“หมายความว่า คุณคังวูจินคนนั้น จะได้ร่วมงานกับคุณซิมฮันโฮ ในภาพยนตร์เรื่อง ‘ปลิง’ ผลงานชิ้นสำคัญของท่านจริง ๆ น่ะหรือคะ?”
“หรือว่าตอนนี้วงการบันเทิงของเรามีคนที่ชื่อว่าคังวูจินอยู่สองคนล่ะ?”
แม้จะได้ยินอย่างชัดเจน แต่ก็ยังยากจะทำใจให้เชื่อได้ คังวูจินงั้นเหรอ? คนที่สั่นสะเทือนทั้งประเทศด้วยคดีพลิกผันชวนตะลึงอย่างคดีฮวาลินนั่นน่ะเหรอ? อยู่ ๆ จะกลายมาเป็นพระเอกประกบคู่กับคุณซิมฮันโฮในหนังของผู้กำกับอันกาบกได้ยังไงกัน?
'ตก-ตกลงกันได้ยังไงเนี่ย?'
ด้วยเหตุนั้น นักแสดงอย่างคิมโดฮีกับจินแจจุนถึงกับยืนงงเป็นไก่ตาแตก ต่างจากบรรดานักข่าวและบรรณาธิการที่แววตาเป็นประกายวิบวับ ก่อนจะค่อย ๆ เล็ดลอดหายไปราวกับกลุ่มควัน
'น่าสนใจไม่เลว ผู้กำกับอันกาบกไปคว้าตัวคังวูจินมาร่วมงานได้ยังไงค่อยว่ากัน ทีนี้รีบปล่อยข่าวออกไปก่อนเถอะ'
'คังวูจินเนี่ยนะ? บ้าไปแล้ว! ไอ้หมอนี่มันเกิดมาเพื่อเป็นดาวจรัสฟ้าจริง ๆ ให้ตายเถอะ ทำไมถึงมีประเด็นให้เล่นได้ทุกอาทิตย์แบบนี้วะเนี่ย!'
'ซิมฮันโฮ ตำนานแห่งวงการแสดง กับ คังวูจิน ดาวรุ่งพุ่งแรงผู้กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ คู่หูสุดแปลกคู่นี้ พลาดไม่ได้แล้วเชียว'
เหล่านักข่าวต่างคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดอะไรบางอย่าง ส่วนคนอื่น ๆ นอกจากทีมงาน PowerPatch ก็รีบโทรศัพท์ติดต่อใครต่อใคร
“เออ ฉันเอง เขียนแค่พาดหัวไปก่อน เนื้อหาไม่ต้องก็ได้”
“นี่มันข่าวใหญ่ โคตรเด็ด! ถามอะไรก็ไม่ต้องถาม จัดไปก่อนเลย รีบเอาข่าวขึ้นเว็บเร็วที่สุด! สูด! บอกว่าไม่ต้องถามไงวะ”
ผู้กำกับอันกาบกมองตามหลังพวกเขาไปพลางพยักหน้าอย่างเชื่องช้า ภาพที่เห็นตรงหน้า คือภาพที่เขาต้องการ จากนั้นก็หันไปกระซิบกับซิมฮันโฮ ชายหนุ่มผมสีเงินที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
“ไฟติดซะแล้วมั้ง”
“ก็นะ ก็มันติดง่ายอยู่แล้ว แถมฟืนก็ชั้นดีซะด้วยสิครับ”
เสียงฮือฮาดังก้องไปทั่วงานราวกับฟ้าผ่าลงกลางใจผู้คน เรื่องราวลุกลามราวไฟลามทุ่ง ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลเพียงใด คำประกาศก้องของผู้กำกับอันกาบกก็แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นหนาตา เป็นระยะ ๆ ที่มีเสียงตื่นตะลึงหลุดลอยออกมา
“ว่าไงนะ?! นี่เรื่องจริงหรือ?!”
“คังวูจินงั้นเหรอ?! ฉันได้ยินถูกไหมว่าเขาตอบตกลง?!”
หลายคนถึงกับผงะ หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอย่างลืมตัว ราวกับต้องรีบบอกเล่า ‘ข่าวใหญ่’ ที่เพิ่งถูกโยนลงกลางงานเลี้ยงให้โลกรับรู้ ในขณะเดียวกัน แววตาของเหล่านักแสดงที่ยืนมุงดูเหตุการณ์อยู่ต่างก็เต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย
บางคนถึงกับตาเบิกกว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“ไม่จริงน่า... นั่นคังวูจินจริง ๆ เหรอ?”
“อะไรกัน เพิ่งเข้าวงการได้ปีเดียว จะได้ไปเหยียบเมืองคานแล้ว?”
“มันกะทันหันเกินไปแล้ว นี่เขามีเวลาว่างขนาดนั้นเชียวหรือ?”
“เฮ้อ ไร้สาระสิ้นดี”
“ให้รุ่นพี่ซิมฮันโฮมาประกบคู่กับเด็กใหม่แบบนั้นเนี่ยนะ? หนังจะไปรอดเร้อ?”
แต่ที่เด่นชัดที่สุดเห็นจะเป็น แววตาอิจฉาริษยาที่แผดเผา ราวกับความปรารถนาที่ถูกช่วงชิงไปได้แปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงแห่งความเคียดแค้น ชั่วขณะนั้นเอง จินแจจุนที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากผู้กำกับอันกาบกเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงฝืดเฝื่อน
“ผู้กำกับครับ ทำไมถึงเลือก... วูจินครับ? มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ”
ผู้กำกับอันกาบกซึ่งตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนในงานหันไปตอบโดยไม่ยี่หระ
“ก็ดูเหมือนเขาจะไม่ได้อยากไปเมืองคานเท่าไหร่น่ะ”
15 นาทีต่อมา...
ราวกับระเบิดเวลาที่ถูกจุดชนวน ‘ข่าวใหญ่’ จากงานเลี้ยงก็แพร่กระจายไปทั่วโลก…
[ข่าวด่วน] ณ ค่ำคืนแห่งดารา อันกาบก ผู้กำกับมากฝีมือ เผยโฉมสองนักแสดงนำแห่ง 'ปลิง' ได้แก่ ซิมฮันโฮ และ คังวูจิน
เสียงวีรกรรมของคังวูจินยังคงก้องกังวาน ขณะที่อีกซีกโลกหนึ่ง ณ นครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เวลาล่วงเลยเข้าสู่เช้าวันใหม่ของวันที่ 7 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา ณ ที่พักอันแสนคึกคักของทีมงานรายการ 'ครัวเรือนหรรษาของเรา' ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสวนสาธารณะฮอลลีวูดเหนือ บ้านพักหลังหนึ่งดูจอแจคึกคักยิ่งกว่าหลังใด นั่นคือบ้านพักของนักแสดงหนุ่ม
เบื้องหลังความคึกคักนั้นช่างเรียบง่าย
นับตั้งแต่ทีมงาน 'ครัวเรือนหรรษาของเรา' เดินทางถึงLA การถ่ายทำอย่างเป็นทางการก็ได้เริ่มต้นขึ้น แม้จะกล่าวได้ว่าการถ่ายทำเริ่มต้นขึ้นแล้วตั้งแต่ยังอยู่ที่เกาหลี ทว่าการถ่ายทำที่สอดคล้องกับธีมของรายการ 'ครัวเรือนหรรษาของเรา' อย่างแท้จริงนั้น เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้ต่างหาก ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนั้น ทั้งทีมงาน 'ครัวเรือนหรรษาของเรา' และทีมงานส่วนตัวของนักแสดง ต่างขะมักเขม้นกับภารกิจ กระจายตัวกันอยู่ทั่วบริเวณ
แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่า คือ
“จริงเหรอเนี่ย?! โอ๊ย ตื่นมาแล้วไม่รู้เรื่องอะไรเลย!”
“เออ จริงสิ ผู้กำกับอันกาบกประกาศเองเลย ลองเสิร์ชดูก็ได้ ที่เกาหลีแตกตื่นกันใหญ่แล้ว!”
“ตอนนี้ที่เกาหลีก็เช้ามืดแล้วนี่”
“นักข่าวเขาไม่สนหรอกว่ากลางวันกลางคืน”
“บ้าไปแล้ว วูจินว่าไงบ้างล่ะ”
“ไม่รู้เหมือนกัน ยังไม่ได้เจอเลย”
ทุกคนดูวุ่นวายสับสนไปหมด ไม่ว่าจะเป็นทีมงาน 'ครัวเรือนหรรษาของเรา' หรือทีมงานส่วนตัวของนักแสดงอีกหลายสิบชีวิต ต่างก็พูดคุยถึงแต่เรื่องของคังวูจินกันอย่างไม่ขาดปาก
"ได้ยินว่าคุณผู้กำกับอันกาบกประกาศด้วยตัวเองเลยนี่ ในงานเลี้ยงปิดกล้อง 'ค่ำคืนแห่งดวงดาว'น่ะ"
"ใช่ ๆ แถมคุณซิมฮันโฮก็อยู่ด้วยนะ"
"โห นี่เรื่องคลิปกล้องหน้ารถยังไม่ทันซาเลยนะเนี่ย"
"ได้ยินมาว่าตอนที่เรียกนักแสดงมาเจอกัน โปรดิวเซอร์ยุนดูเอาจริงเอาจังสุด ๆ"
"เรื่องนั้นฉันก็เห็นเหมือนกัน คุณฮากังซูตาแทบจะถลนออกมาอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?"
"ก็นะ 'ครัวเรือนหรรษาของเรา' สมาชิกที่เป็นนักแสดงมีไม่เยอะนี่ ทุกคนเลยช็อกกันหมดไง?"
"ในบรรดานักแสดงของคุณผู้กำกับอันกาบก คุณซิมฮันโฮกับคุณคังวูจินจะมาร่วมงานกันเนี่ยนะ เรื่องใหญ่มาก ๆ เลยว่ะ เรื่องใหญ่มาก"
แรงระเบิดจากคุณผู้กำกับอันกาบกปะทุขึ้นถึงเพียงนี้ ข่าวเริ่มแรกแพร่สะพัดไปทั่วตั้งแต่เช้าตรู่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ซึ่งตอนนั้นกระแสตอบรับรุนแรงกว่าตอนนี้หลายเท่า ปัจจุบันนี้ก็ค่อนข้างซาลงแล้ว ถึงกระนั้นเรื่องของคุณคังวูจินก็ยังไม่จบไม่สิ้น
"แต่ว่าตารางงานของคุณวูจินจะไหวเหรอ? ก็รับงานแสดงไปเยอะแล้วนี่ครับ ทั้งของคุณผู้กำกับควอน ทั้งของญี่ปุ่น"
"ไม่รู้สิ คงจะจัดการยังไงซะได้มั้ง เอาเป็นว่าการคาดเดาทั้งหมดผิดพลาดไปหมดเลย ว้าว- ดูนี่สิ ห้องแชทกลุ่มบริษัทจะแตกอยู่แล้ว"
"ก็เอาเถอะ นายลองเอาซุปตาร์อย่างคุณซิมฮันโฮไปประกบคู่กับคุณคังวูจินที่อายุงานแค่ปีเดียวดูสิ มันจะเงียบได้ยังไงล่ะ"
ณ จุดนั้นเอง คุณชเวซองกุนเจ้าของผมทรงหางม้าก็เอ่ยขึ้น
"โอ้ย ไม่ ๆ รีบประกาศตอนนี้ไม่ได้หรอก ใจเย็น ๆ ก่อน"
เขาต้องรีบเดินไปคุยโทรศัพท์ไป เพราะโทรศัพท์ดังไม่หยุด รอบ ๆ ตัวเขามีผู้จัดการส่วนตัวของนักแสดง แต่ละคนรุมล้อมอยู่
ก็คงจะอยากรู้อยากเห็นกันทั้งนั้นแหละ
ว่าแล้วคุณคังวูจินอยู่ไหน?
วูจินนั่งอยู่บนโซฟาตัวหนึ่งภายในห้องรับแขกชั้นล่างของที่พักนักแสดงชาย อันที่จริงแล้ว ณ ตอนนี้ เหล่านักแสดงจากรายการ 'ครัวเรือนหรรษาของเรา' กำลังรวมตัวกันอยู่ที่นี่กันอย่างพร้อมหน้า อันจองฮักนั่งบนโซฟาเดี่ยว ฮวาลินกับฮงฮเยยอนนั่งอยู่บนโซฟาสามที่นั่ง ส่วนโซฟายาวที่เหลือเป็นที่นั่งของฮากังซูกับยอนแบกกวัง
เขากดหมวกใบโปรดบนศีรษะ ใบหน้าคมคายวันนี้ดูเคร่งขรึมกว่าที่เคย
"······"
แม้คนอื่นจะมองว่าเขาสุขุมเยือกเย็น แต่ภายในใจของเขากลับอ่อนล้าจนแทบหมดแรง
'เฮ้อ เหนื่อยเป็นบ้า เหมือนหลุดไปอีกมิติเลย'
หลังจากเผชิญกับมรสุมข่าวคราวที่ถาโถมเข้าใส่ พอเรื่องราวบังเอิญสงบลงได้ไม่ทันไร เรื่อง 'ปลิง' ก็ผุดขึ้นมาสร้างความปั่นป่วนอีกครั้ง ทำเอาทีมงาน 'ครัวเรือนหรรษาของเรา' ตั้งแต่โปรดิวเซอร์ยุนบยองซอน นักเขียน ไปจนถึงทีมงานคนอื่น ๆ ต่างรุมถามไถ่เขาไม่หยุด
'คุณวูจิน!! ข่าวที่ออกมาทั้งหมดนี่เรื่องจริงเหรอครับ?!'
'เรื่องมันช่างระเบิดลงต่อเนื่องแบบนี้ได้ยังไงกัน!!'
'นี่คุณจะได้แสดงหนังของผู้กำกับอันกาบกจริง ๆ ใช่มั้ย?!'
'ทำไมเรื่องใหญ่ขนาดนี้ถึงปิดเงียบไว้คนเดียวล่ะคะ?? คุณวูจินจะได้ไปเมืองคานส์จริง ๆ ใช่มั้ย?!'
เขาโดนถล่มด้วยคำถามไม่ต่ำกว่าชั่วโมงเต็ม
เห็นทีโปรดิวเซอร์ยุนบยองซอนคงดีใจจนเนื้อเต้นไปแล้วกระมัง โดยเฉพาะทีมงาน 'ครัวเรือนหรรษาของเรา' ที่ส่วนใหญ่เป็นนักแสดงกันทั้งนั้น ยิ่งตื่นเต้นกันยกใหญ่ ทั้งอันจองฮักและฮากังซูที่ซักถามไม่หยุด ฮวาลินที่แอบปลื้มเขาก็ยิ่งออกนอกหน้า ยอนแบกกวังน้องเล็กก็เอ่ยปากชมไม่หยุด ส่วนฮงฮเยยอนกลับดูเรียบเฉยราวกับพอจะรู้เรื่องนี้มาก่อนแล้ว
แค่ที่นี่ยังวุ่นวายขนาดนี้ ถ้ากลับเกาหลีจะขนาดไหนกันนะ แค่คิดวูจินก็รู้สึกกดดันขึ้นมาทันที ถึงแม้จะแอบเปิดดูสถานการณ์ในโลกอินเทอร์เน็ตมาบ้างแล้วก็ตาม
"ฮ่า ๆ จะหนียังไงไหว ในเมื่อมันเป็นแบบนี้ไปแล้ว ปล่อยเลยตามเลยก็แล้วกัน"
‘ถึงจะหนีไม่พ้น แต่ก็น่าจะบอกกันก่อนก็ได้ป่ะ คุณปู่ข้างบ้าน โผล่มาเซอร์ไพรส์กันแบบนี้ได้ไง?’ วูจินได้แต่บ่นอุบอิบอยู่ในใจ
ตอนนี้รอบตัวเขามีแต่คนรู้จักติดต่อเข้ามาไม่หยุดหยุด ไม่เว้นแม้แต่ฮยอนอา น้องสาวคนสวยและเพื่อนซี้ของเธอที่ราวกับฝูงนกกระจอก นั่นก็เป็นอีกเรื่องที่ทำให้เขาปวดหัวไม่ต่างกัน ถึงแม้ว่าสถานการณ์ตอนนี้จะเหมือนโดนระเบิดลูกเล็ก ๆ ถล่มใส่ แต่สุดท้ายแล้วทีมงาน ‘ครัวเรือนหรรษาของเรา’ ก็ตั้งหลักได้
เพราะยังไงซะ พวกเขาก็ต้องถ่ายทำรายการกันต่ออยู่ดี
บัดนี้ รอบ ๆ โซฟาตัวงามที่วูจินนั่งอยู่ เต็มไปด้วยกล้องมิติขนาดกะทัดรัดที่คอยบันทึกภาพทุกมุมมอง และยังมีกล้องอีกหลายตัวตั้งอยู่ตามจุดต่าง ๆ รอบห้อง บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยทีมงานนับสิบชีวิต นำโดย PD ยุนบยองซอน ประจำรายการ แต่ดูเหมือนเหล่าสมาชิก ‘ครัวเรือนหรรษาของเรา’ จะไม่สะทกสะท้านกับบรรยากาศรอบข้าง วูจินสวมหมวกแก๊ปเท่ห์ ส่วนคนอื่น ๆ ต่างก็สวมใส่เสื้อผ้าสบาย ๆ เช่นเดียวกัน ฮวาลินกับฮงฮเยยอนก็แต่งหน้าอ่อน ๆ เป็นธรรมชาติ
ตอนนี้ พวกเขากำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญ นั่นคือการเลือกเมนูอาหาร
เพราะพรุ่งนี้ พวกเขาต้องเริ่มต้นบทบาทพ่อค้าแม่ค้าขายอาหารจากรถขายอาหารที่จอดรออยู่ข้างนอกอย่างจริงจังเสียที วันนี้จึงเป็นวันที่ทุกคนต้องช่วยกันวางแผน แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ และออกไปซื้อวัตถุดิบ เตรียมทุกอย่างให้พร้อมสำหรับการลุยสงครามในวันพรุ่งนี้
ทันใดนั้น อันจองฮัก หนุ่มมาดนิ่งที่สวมหมวกเบสบอลและนั่งอยู่บนโซฟาเดี่ยว ก็เป็นคนเปิดประเด็นขึ้น
“เอาล่ะครับทุกคน ก่อนอื่น เรามาสรุปเมนูอาหารที่จะขายกันก่อนดีกว่า ทีมครัวของเรามีไอเดียอะไรกันบ้างครับ คุณหัวหน้าว่ายังไงดี?”
คำถามที่ถูกโยนออกมา ทำให้ทุกสายตาจับจ้องไปที่วูจินที่นั่งนิ่งอยู่ราวกับรูปสลัก วูจินสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเอ่ยตอบอย่างใจเย็น เพราะเขามีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้ว จากความรู้เรื่องอาหารมากมายที่ถูกประทับไว้ในหัว
“รถขายอาหารต้องเน้นความรวดเร็วครับ ผมว่าไม่จำเป็นต้องมีเมนูเยอะ แค่สองอย่างก็น่าจะพอ”
“สองอย่าง อย่างไหนบ้างล่ะ”
“ข้าว กับบะหมี่ครับ ทั้งสองอย่างนี้เราสามารถเตรียมไว้ล่วงหน้าได้”
“แล้วเชฟคิดว่ายังไงครับ”
“ถ้าเป็นเมนูที่ไม่เผ็ด ผมคิดว่าข้าวหน้าเนื้อย่างบูลโกกิกับมักกุกซูโรยสาหร่าย ก็น่าจะเวิร์คนะครับ”
อันจองฮัก ยกมือขึ้นทันที
“ฉันเห็นด้วย”
ฮงฮเยยอนกับฮวาลินก็พยักหน้าเห็นด้วยเช่นกัน ที่ประชุมลงความเห็นเป็นเอกฉันท์อย่างรวดเร็วไร้ซึ่งข้อโต้แย้งใด ๆ ทันใดนั้นเอง PD ยุนบยองซอน ประจำรายการที่ยืนมองอยู่ด้านนอกก็ก้าวเข้ามาร่วมวงสนทนา พร้อมกับหัวเราะหึ ๆ
“อะไรกัน นี่สรุปกันง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ? แล้วจะเรียกประชุมทำไม”
อันจองฮัก แสร้งทำท่ารำคาญแล้วโบกมือไล่
“เชฟฮีโร่ตัดสินใจมายังงี้แล้ว ในฐานะหุ้นส่วนอย่างฉันก็ต้องตามใจสิ PD ยุนมีปัญหาอะไรกับเมนูรึไง?”
“ใครจะกล้ามีปัญหากันล่ะ ก็ดีแล้วนี่”
“โอเค งั้นก็เริ่มทำรายชื่อวัตถุดิบกันได้เลย เรื่องการจัดการในรถขายอาหาร...เอาเป็นว่าในครัวสามคน ส่วนข้างนอกสองคนน่าจะพอไหวใช่ไหม?”
ทุกคนตอบตกลงอย่างรวดเร็ว ในครัวมีคังวูจินเป็นเชฟใหญ่ ฮงฮเยยอน ฮวาลิน และยอนแบกกวังเป็นลูกมือ ส่วนข้างนอกก็อันจองฮักกับฮากังซูที่สูงยาวเข่าดีคอยดูแล
ฮากังซูที่สวมฮู้ดอยู่เอ่ยถามขึ้น
“แล้วเรื่องเครื่องดื่มล่ะ?”
เสียงทุ้มต่ำของคังวูจินดังขึ้นทันที
“ช่วงแรก ๆ เครื่องดื่มนอกเหนือจากกาแฟตัดออกไปก่อนดีกว่า เผื่อมีคนคุยกันนาน ยอดขายจะได้ไม่ตก”
“อ๋อ...อย่างนั้นเหรอครับ?”
“เอาเป็นว่าเบื้องต้นเสิร์ฟแค่น้ำเปล่าไปก่อน สังเกตการณ์ไปพลาง ๆ ครับ”
อันจองฮักกับฮากังซูต่างยกนิ้วโป้งให้
“ว้าว สมกับเป็นเชฟฮีโร่ คนสนิทของคุณผู้กำกับอันกาบก ช่างน่าเกรงขามเสียจริง” เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างชื่นชม
“อย่างนี้ไงล่ะคะ คุณอันกาบกถึงได้หลงใหลหัวปักหัวปำ” เสียงใส ๆ ของหญิงสาวอีกคนดังเสริม
ฮงฮเยยอน สาวสวยผมยาวสลวยที่รวบเป็นหางม้าสะบัดศีรษะเบา ๆ ก่อนเอ่ยกับคนข้างกาย “เห็นไหมล่ะ ฉันถึงบอกว่าการจะเป็นฮีโร่ได้มันไม่ง่าย”
ในขณะที่ฮวาลิน แอบชำเลืองมองวูจินด้วยแววตาชื่นชม
‘เสน่ห์ของเขามันช่างเย้ายวนใจเสียจริง’
แต่ท่ามกลางเสียงชื่นชมที่แฝงไปด้วยความประหม่า คังวูจินกลับไม่ได้ใส่ใจนัก เขากำลังครุ่นคิด ‘สูตรอาหารของเชฟ’ อยู่ในใจต่างหาก
“แบ่งกันเป็นทีมซื้อวัตถุดิบกับทีมเตรียมของที่พักกันเถอะครับ” วูจินเอ่ยขึ้น เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากตัวเอง
“ครับ! หัวหน้า!” ทุกคนขานรับเป็นเสียงเดียวกัน
เวลาล่วงเลยจนกระทั่งเที่ยงวันของวันรุ่งขึ้น ณ สวนสาธารณะฮอลลีวูดเหนืออันแสนกว้างใหญ่ ชาวต่างชาติต่างพากันออกมาเดินเล่นท่ามกลางแสงแดดอุ่น บ้างก็วิ่งออกกำลังกาย บ้างก็จูงสุนัขตัวน้อยมาเดินเล่น บ้างก็นั่งพักผ่อนใต้ร่มไม้ เป็นบรรยากาศที่แสนรื่นรมย์ราวกับฉากหนึ่งในภาพยนตร์
ท่ามกลางผู้คนมากมาย มีสามีภรรยาวัยชราคู่หนึ่งกำลังเดินจูงมือกันไปตามทางอย่างเชื่องช้า คุณยายเหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างเข้า จึงเอ่ยกับสามีเป็นภาษาอังกฤษด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“รถขายอาหารคันนั้น ฉันเพิ่งเคยเห็นนะ”
น้ำเสียงยานคางของเธอดึงดูดความสนใจจากคุณตา ทำให้เขาละสายตาจากท้องถนนหันไปมองทางด้านหน้าบ้าง ด้วยพวกเรามักจะผ่านสวนแห่งนี้เป็นประจำในเวลาแบบนี้ ทำให้คุณตาทราบได้ทันทีว่ารถขายอาหารคันนี้เป็นร้านใหม่ ตัวรถสีแดงและสีฟ้าตัดกันสะดุดตา
ที่ด้านบนของรถมีป้ายติดอยู่ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาเกาหลี
- ‘อาหารเกาหลี’
- ‘ครัวเรือนหรรษาของเรา’
เมื่อเห็นป้าย คุณยายก็ยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู
“ดูเหมือนจะเป็นรถขายอาหารเกาหลีนะ” คุณยายเอ่ยขึ้น
“ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น แล้วเขาขายอะไรบ้างล่ะ” คุณตาถาม
“เราไปกินกันตรงนั้นมั้ย” ฉันเอ่ยชวน
“อยากกินทาโก้ไม่ใช่เหรอ แล้วอีกอย่างนะ ลืมไปหรือไงว่าคราวที่แล้วกินต๊อกบกกีไปร้องไห้ซะน้ำตาไหลพรากน่ะ?”
“ครั้งนี้ก็บอกให้เขาทำให้ไม่เผ็ดก็ได้ นี่ ทาโก้จะกินเมื่อไหร่ก็ได้ ร้านก็อยู่ข้าง ๆ ร้านคุณไม่ใช่รึไง?”
“อืม”
“มันจะเป็นมื้ออาหารที่น่าจดจำนะ ถ้าจะกินทั้งทีกินอะไรที่พิเศษ ๆ ไม่ดีกว่าเหรอ?”
คุณยายคะยั้นคะยอ คุณตาเลยพยักหน้าเห็นด้วย
“ก็ได้ แต่ถ้าไม่อร่อยต้องบอกเลยนะ”
“แน่นอน”
ว่าแล้วคุณตากับคุณยายก็เดินตรงไปที่รถขายอาหารเกาหลี มองใกล้ ๆ แล้วพนักงานทุกคนก็ดูเป็นคนเกาหลีจริง ๆ ด้วย
“โอ้โห เป็นคนเกาหลีจริง ๆ ด้วยแฮะ แต่ว่า… ทำไมถึงดูดีกันทุกคนเลยล่ะ” คุณยายเอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจ
“ก็นั่นน่ะสิ คนเกาหลีเนี่ยผิวดีกันจริง ๆ แถมยังดูเด็กจนเดาอายุไม่ถูกเลย” คุณตาเสริม
ทันใดนั้นเอง
- แซก
มีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาหาคุณตากับคุณยายที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ รถขายอาหาร แล้วถามเป็นภาษาอังกฤษว่า
“ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าคุณปู่คุณย่าจะใช้บริการรถขายอาหารคันนี้หรือเปล่าคะ?”
คุณตาเป็นคนตอบ
“ใช่ ทำไมเหรอ ยังไม่เปิดร้าน”
“เปิดให้บริการแล้วค่ะ แต่ว่า... คือ รถขายอาหารคันนี้มันเป็นส่วนหนึ่งของรายการทีวีจากประเทศเกาหลีค่ะ ถ้าคุณปู่คุณย่าใช้บริการก็จะได้ออกทีวีด้วย พวกเราเลยต้องมาขออนุญาตก่อนน่ะค่ะ” หญิงสาวเอ่ยขึ้น น้ำเสียงสุภาพ
คุณยายผู้มีรอยยิ้มเปี่ยมเมตตาตอบตกลง “ยินดีมากเลยค่ะ พวกเราไม่ขัดข้อง”
“ขอบคุณมากค่ะ งั้นเชิญใช้บริการได้เลยค่ะ” หญิงสาวยิ้มรับ ก่อนจะขอตัวเดินออกไป
ทันทีที่กลุ่มคนเหล่านั้นเดินลับสายตาไป คุณยายก็หันมาคุยกับคุณตาอย่างตื่นเต้น “รายการทีวีของเกาหลีเชียวนะ”
“ว่าแล้วเชียว แบบนี้คนที่ทำงานอยู่ก็ต้องเป็นดารากันหมดแน่ ๆ เลย” คุณตาเอ่ยเสริม
“คงงั้นมั้ง” คุณยายพยักหน้าเห็นด้วย
“แต่แบบนี้แล้วรสชาติอาหารจะคาดหวังได้หรือเปล่านะ” คุณตาอดเป็นกังวลไม่ได้
ไม่นานนัก เมื่อคู่สามีภรรยาสูงวัยเดินมาถึงลานที่จัดโต๊ะไว้หกตัว ชายชาวเกาหลีรูปร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่หน้ารถขายอาหารก็เดินเข้ามาหา พนักงานดีเด่น อันจองฮัก สวมชุดยูนิฟอร์มสีกรมท่าปักโลโก้ ‘ครัวเรือนหรรษาของเรา’ ผมที่เซ็ตมาอย่างดีถูกปัดเสยไปด้านหลังอย่างเรียบร้อย
“สวัสดีครับ คุณลูกค้ากลุ่มแรกเลย” อันจองฮักกล่าวทักทายเป็นภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ถึงจะไม่ได้เก่งกาจเท่าคังวูจิน แต่ก็สื่อสารได้ไม่มีปัญหา เขาเชื้อเชิญให้ทั้งคู่ไปนั่งที่โต๊ะกลาง คุณตาจึงถือโอกาสเอ่ยถาม
“ได้ยินมาว่าเป็นรายการทีวี ธีมรายการเกี่ยวกับอะไรเหรอครับ?”
“รายการของพวกเรานำเสนออาหารเกาหลีให้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศครับ” อันจองฮักอธิบาย
“อย่างนั้นเหรอ แล้วคุณกับคนอื่น ๆ เป็นดารากันหมดเลยเหรอ?” คุณยายถามต่อ
“ใช่ครับ” อันจองฮักยิ้มรับ
“ก็ดี” คุณตาเอ่ยชม
“ขอบคุณครับ นี่เมนูครับ ตอนนี้มีอาหารให้เลือกสั่งสองอย่าง อธิบายเมนูเลยมั้ยครับ”
“รบกวนด้วย” คุณยายตอบรับ
อันจองฮักเริ่มอธิบายเมนูข้าวหน้าเนื้อย่างบูลโกกิและมักกุกซูโรยสาหร่ายที่อยู่ในเมนูอย่างละเอียด คุณยายรับฟังคำอธิบายอย่างตั้งใจ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“ข้าวหน้าบูลโกกินี่เผ็ดไหมคะ”
“ไม่เผ็ดครับ” อันจองฮักตอบ
“ถ้าอย่างนั้น ฉันเอาข้าวหน้าบูลโกกิค่ะ คุณล่ะคะ”
สายตาคมของชายชราจับจ้องไปยังเมนูเส้นที่เรียงรายอยู่
“ผมเอาอันนี้ กึม-จวา-บัน...”
“เมนูนี้เรียกว่า มักกุกซูโรยสาหร่ายครับ” เสียงทุ้มเอ่ยขัดขึ้น
“อืม งั้นผมเอาอันนั้น”
“ครับผม”
อันจองฮักรับเมนูกลับไปอย่างสุภาพ ท่ามกลางความเงียบงัน ก่อนที่ร่างสูงจะเดินกลับไปยังรถขายอาหารพร้อมกับตะโกนบอกคนข้างในเป็นภาษาเกาหลี
“บูลโกกิหนึ่ง! มักกุกซูหนึ่ง!”
ดวงตาของหญิงชราจับจ้องไปยังแผ่นหลังกว้าง ก่อนเอ่ยขึ้น
“ภาษาเกาหลีฟังดูเพราะดีนะ”
ในขณะที่ชายชรากลับกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ราวกับกำลังมองหาสิ่งใดบางอย่างอยู่
“หืม ทีวีโชว์แบบนี้ คนทำอาหารก็คือดารางั้นเหรอ?”
“นั่นไง คนที่อยู่ในรถขายอาหารน่ะ ฉันว่าใช่นะ”
ดวงตาของชายชราจ้องไปยังรถขายอาหารตามที่หญิงชราบอก ก็พบว่าภายในนั้นมีคนอยู่สี่ห้าคน หนึ่งในนั้นคือชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคมคาย ดวงตาคมกริบราวกับพญาเหยี่ยวที่แฝงไปด้วยแววเยือกเย็น สวมหมวกคลุมผมเอาไว้มิดชิด
เพียงแค่เห็นชายหนุ่มคนนั้น ชายชราก็แน่ใจ
“คนนั้นต้องเป็นดาราแน่ ๆ”
“หน้าตาดีนะ”
“หรือเราควรกินทาโก้ดีนะ อาหารในรายการแบบนี้ ส่วนใหญ่ไม่อร่อยหรอก”
“แต่ดูจากการเคลื่อนไหวแล้ว เหมือนเขาจะตั้งใจฝึกมาพอสมควรเลยนะ”
“ก็นะ ดูจากการที่เขาสวมทั้งหมวกคลุมผมและหน้ากากอนามัยแบบนั้น แสดงว่าเขาใส่ใจเรื่องความสะอาด แล้วดูวิธีควงตะหลิวสิ เหมือนฝึกฝนมาอย่างดีเลย แต่ก็นั่นแหละ งานหลักของเขาก็คือนักแสดงนี่นา”
“คุณนี่จู้จี้จริง ๆ คนจะเป็นเชฟได้ต้องผ่านประสบการณ์และชิมอาหารมามากมายนะ”
“ผมก็ชิมอาหารมาเยอะแล้วนะ เคยกินโคชูจังหรือเปล่า อร่อยมาก ผมกำลังวิจัยว่าจะเอามาใช้ในร้านของผมได้ยังไงอยู่”
ใช่แล้ว ชายชราคนนี้เป็นเชฟและเจ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่งในละแวกนี้
ทันใดนั้นเอง
- สวบ!
หนุ่มร่างสูงโปร่งก้าวเข้ามาหาคุณปู่คุณย่า แต่คราวนี้ไม่ใช่จองฮัก หากแต่เป็นฮากังซู
"อาหารมาเสิร์ฟแล้วครับ"
แม้สำเนียงภาษาอังกฤษจะติดขัดอยู่บ้าง แต่คุณปู่คุณย่าหาได้ใส่ใจ ทั้งสองยิ้มรับพร้อมกับอาหารจานโปรดที่สั่งเอาไว้ จองฮักเดินตามมาสมทบ อธิบายวิธีรับประทานอย่างคล่องแคล่ว เมื่อกังซูและจองฮักขอตัวกลับไปประจำที่ คุณย่าจึงค่อย ๆ ใช้ช้อนคนข้าวหน้าเนื้อย่างบูลโกกิย่างส่งกลิ่นหอมกรุ่นตรงหน้า
"หอมจังเลย คุณล่ะคะ"
คุณปู่ไม่ได้ตอบในทันที เขากลับจ้องมองมักกุกซูโรยสาหร่ายตรงหน้าอย่างพิจารณา
“น้ำซุปสีน้ำตาล เส้นก็ด้วย กลิ่นหอมชวนกิน ไม่เลว เหมือนราเมงของญี่ปุ่นเลย แต่ก็ต่างกันชัดเจน แถมยังรู้สึกขัดใจนิดหน่อย สีดำ ๆ ที่ลอยในน้ำซุปนี่สาหร่ายงั้นรึ?”
“ลองชิมดูสิ” คุณย่าเอ่ยชวน
คุณปู่ผมสีดอกเลี้ยงผึ้งมีท่าทีลังเล แววตาฉายชัดถึงความไม่มั่นใจ ค่อย ๆ ยกช้อนขึ้นมาตักน้ำซุปอย่างระมัดระวัง จรดริมฝีปากเพียงเล็กน้อย
“······”
ใบหน้าเรียบนิ่ง ยากจะคาดเดาความรู้สึก คุณปู่ตักน้ำซุปขึ้นมาซดอีกครั้ง โดยไม่เอ่ยคำใด หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง จากนั้นยกซดหมดในรวดเดียว คุณยายที่กำลังตักข้าวหน้าเนื้อย่างบูลโกกิพะโล้ถึงกับเบิกตากว้าง คุณปู่วางชามลงบนโต๊ะ จ้องมองมักกุกซูโรยสาหร่ายอย่างเงียบงัน ก่อนจะหยิบส้อมขึ้นมา คีบเส้นม้วนเป็นคำ ๆ ส่งเข้าปากพร้อมกับน้ำซุป
ในขณะที่ทั้งสองกำลังเพลิดเพลินกับมื้ออาหาร กล้องของทีมงาน ‘ครัวเรือนหรรษาของเรา’ ที่ซ่อนตัวอยู่รอบ ๆ รถขายอาหาร ต่างก็กำลังบันทึกภาพคุณปู่คุณย่าอย่างขะมักเขม้น
ไม่นานนัก คุณยายที่กำลังตักข้าวหน้าเนื้อย่างบูลโกกิพะโล้ก็เอ่ยถามขึ้น
“รสชาติของเส้นสีน้ำตาล เป็นยังไงบ้างคะ”
คุณปู่ชะงักมือที่ถือส้อมค้างกลางอากาศ เคี้ยวเส้นเงียบ ๆ ใบหน้ายังคงเรียบเฉย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า
“ผมคิดผิดแล้วล่ะ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น
“หือ? ทำไมเหรอคะ ไม่อร่อยหรือคะ” คุณยายเอ่ยถามอย่างสงสัย
คุณปู่หันไปมองคุณยาย ดวงตาสีฟ้าครามเป็นประกายระยับ
“ผู้ชายคนที่ทำอาหาร...เขาไม่ใช่นักแสดงหรอกนะ เขาเป็นเชฟตัวจริง”
-จบ-
ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_