- หน้าแรก
- ฉันถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสุดยอดนักแสดงอัจฉริยะผู้น่าสะพรึง
- บทที่ 189 สหรัฐอเมริกา (4)
บทที่ 189 สหรัฐอเมริกา (4)
บทที่ 189 สหรัฐอเมริกา (4)
[แปลโดยฝีมือ...ยัก.ษา.แปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ\]
[Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย]
[หลังแปลจบ คิดว่าจะมีการเกลาคำเบื้องต้น แก้คำผิด ปรับสำนวนให้สละสลวย เทียบคำต่อคำ ขอบคุณที่ให้การสนับสนุนกันเสมอมานะครับ]
บทที่ 189 สหรัฐอเมริกา (4)
สามเดือน... ใบหน้าอ่อนเยาว์ของคังวูจินย้อนกลับมาแวบหนึ่งในความคิดของซอฮยอนมี ก่อนที่เธอจะหันกลับไปมองทีวีจอยักษ์ที่ติดผนังอีกครั้ง แม้ว่าในข่าวจะไม่มีภาพของวูจินปรากฏให้เห็นแล้ว แต่ซอฮยอนมีก็ยังนึกภาพใบหน้านั้นได้ติดตา เธอพึมพำออกมาเบา ๆ
“แค่สามเดือน... จะจัดการคนเลวแบบนั้นได้จริงเหรอ”
คังวูชอล ผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายกับซอฮยอนมี ส่ายหน้าอย่างจริงจัง
“เธอก็คิดแบบนั้นเหรอ”
“ก็นี่ไง ข่าวเมื่อกี้บอกว่าวูจินของเราจัดการคนร้ายไปแบบสบาย ๆ เลย”
“ฉันก็เห็น”
ซอฮยอนมีเบิกตากว้างขึ้น ก่อนจะร้องออกมาอย่างตื่นเต้น
“หรือว่า! วูจินของเราจะเป็นอัจฉริยะฮับกิโดหรือเปล่านะ!”
มันเป็นข้อสรุปที่ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย แต่ตอนนี้สมองของซอฮยอนมีกำลังรวนไปหมด คังวูชอลผู้เป็นสามีจึงรีบแก้ให้
“พูดอะไรน่ะ ที่รักจะเอาฮับกิโดมาเกี่ยวอะไรด้วย”
“ทำไม ทำไมล่ะคะ”
“ที่รัก วูจินเลิกเรียนฮับกิโดมาตั้งหลายสิบปีแล้วนะ ตอนนั้นก็น่าจะ 12-13 ปีได้ จำไม่ได้เหรอ?”
“เอ๋...”
“ตอนนั้นที่โรงเรียนฮับกิโดมีวันให้ผู้ปกครองไปดูเด็ก ๆ แสดงใช่มั้ยล่ะ วูจินก็ขึ้นไปแสดงท่าทางอะไรสักอย่างเนี่ยแหละ เด็กคนอื่น ๆ เขาดูแข็งแรง ดุดัน แต่ลูกชายเราดันเต้นออกมาเหมือนท่าเต้นประกอบเพลงมากกว่า ที่รักยังเคยบอกเลยว่าเหมือนท่าเต้นเลย”
“จ จริงเหรอ?”
“จริงสิ”
ข้อมูลของสามีทำให้ฮับกิโดหายไปจากหัวของซอฮยอนมี เธอหวนนึกถึงใบหน้าของลูกชายอีกครั้ง
“ถ้างั้น... วูจินจัดการคนร้ายคนนั้นได้ยังไงกัน”
ทันใดนั้นเอง
- กึก!
คังวูชอลนึกอะไรบางอย่างออก เขาก็ตบมือดังปั๊บพลางตะโกนเสียงดัง
"ใช่แล้ว! นักแสดงเขาก็ต้องผ่านการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้มาบ้าง เพื่อถ่ายทำฉากต่อสู้ไม่ใช่เหรอ ผมเคยดูสารคดี นักแสดงหนังบู๊นี่ต้องทุ่มเทฝึกฝนอย่างหนักหนาสาหัสเชียวนะ วูจินเองก็ต้องไปฝึกฝนศิลปะการต่อสู้มาก่อนจะรับงานแสดงเหมือนกัน นั่นแหละ"
"อ่า"
"ถ้าเก่งกาจถึงขั้นรับมือกับคนร้ายได้ขนาดนั้น ต้องผ่านการฝึกฝนที่หนักหน่วงมาอย่างยาวนานแน่ ๆ!"
นี่เป็นข้อสันนิษฐานที่ฟังขึ้นที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้แล้ว ไม่สิ อาจเรียกได้ว่าเป็นการเข้าใจผิดที่แนบเนียนเสียจนแม้แต่ซอฮยอนมียังคล้อยตามได้อย่างง่ายดาย
"เออ ใช่ ๆ ถูกต้องแล้วล่ะ!"
ทันใดนั้น ซอฮยอนมีที่เพิ่งจะเห็นพ้องต้องกันเมื่อครู่ก็เบะปากราวกับจะร้องไห้
"โอ๊ย ลูกแม่ต้องฝึกฝนหนักขนาดไหนกันนะ..."
สีหน้าของคังวูชอลดูเคร่งขรึมขึ้นมาในทันที
"ถ้าเก่งกล้าถึงขั้นสามารถใช้ในชีวิตจริงได้แบบนี้ ต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างน้อย ๆ ก็หลายเดือน ถึงอย่างนั้นก็ไม่เป็นไรหรอก ลูกชายเราร่างกายแข็งแกร่งอยู่แล้ว"
"ถึงอย่างนั้น... แต่ว่า! วูจินเขาจะไม่เป็นไรจริง ๆ เหรอ"
"เอาน่า ก่อนจะไปอเมริกาเราก็เพิ่งโทรคุยกันเอง ถ้าเกิดเรื่องร้ายแรงอะไรขึ้นจริง พวกเขาต้องรีบบอกเราแล้ว ทั้งต้นสังกัด ทั้งวูจินนั่นแหละ"
ซอฮยอนมีที่เพิ่งจะตั้งสติได้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แต่ก็ต้องชะงัก
"อ๊ะ จริงสิ ตอนนี้วูจินอยู่ที่อเมริกานี่นา"
เธอเผลอหลุดปากชมลูกชายให้คังวูชอลฟัง
"ถึงอย่างนั้น วูจินก็เป็นคนช่วยฮวาลินเอาไว้สินะ น่าชื่นชมจริง ๆ สมกับเป็นลูกชายของฉันจริง ๆ"
"อืม วูจินของเรากลายเป็นวีรบุรุษแล้วสิเนี่ย"
คังวูชอลในฐานะพ่อก็รู้สึกภาคภูมิใจไม่แพ้กัน
"ไอ้หนู นั่นแน่ ได้ความใจกล้าบ้าบิ่นมาจากฉันชัด ๆ"
"หืม ใจกล้าบ้าบิ่นเหรอ"
ทว่าเพียงคำพูดสั้น ๆ ของซอฮยอนมี บรรยากาศโดยรอบก็เย็นยะเยียบลงในทันที
“คุณน่ะเหรอที่ว่าใจกล้าบ้าบิ่น แค่แมวข้างถนนยังหลบ ๆ ซ่อน ๆ ได้เก่งกว่าอีก”
ณ อีกมุมหนึ่งของเมือง ในห้องประชุมของบริษัทสตาร์ทอัพ DM ผู้ผลิตสื่อรายหนึ่ง เวลาล่วงเลยมาถึงเก้าโมงเช้า ภาพของคังวูจินปรากฏขึ้นบนจอสกรีนขนาดใหญ่ผ่านโปรเจคเตอร์ กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง
“······”
“······”
ทีมงานหลักของโปรเจกต์กว่าสิบคู่สายตาต่างจับจ้องไปที่ภาพบนหน้าจออย่างไม่วางตา หนึ่งในนั้นมีPDซงมันวูรวมอยู่ด้วย ดูเหมือนการประชุมครั้งนี้จะหนีไม่พ้นเรื่อง ‘มารร้ายผู้แสนดี’ อย่างแน่นอน
ทันใดนั้นเอง
“หือ-”
PDซงมันวูพึมพำอย่างลืมตัว ขณะที่สายตายังคงจับจ้องไปที่ภาพของคังวูจินบนหน้าจอ ชายหนุ่มที่สามารถจัดการคนร้ายได้อย่างรวดเร็ว
“นั่นมันอะไรกัน······”
เขาครุ่นคิดถึงบทสนทนาเกี่ยวกับ ‘ศิลปะการต่อสู้’ จากการประชุมเตรียมงานครั้งแรกของ ‘มารร้ายผู้แสนดี’ ก่อนจะเอ่ยถามทีมงานของเขา
“คุณวูจิน เขาไม่เอาไหนเรื่องศิลปะการต่อสู้เหรอ? อ่อนแอ? ห่วยแตก?”
“อะ เอ่อ- นั่นมัน······ว้าว”
เสียงอุทานเบา ๆ และความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงดังมาจากกลุ่มทีมงาน
“คลิปนี้มันของจริงใช่มั้ยครับ?? ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมีคนใจเย็นได้ขนาดนั้น ในสถานการณ์ที่จู่ ๆ ก็มีคนร้ายถืออาวุธพุ่งเข้ามาหาแบบนั้น คุณวูจินน่ะ······ ถึงเขาจะเป็นคนเย็นชาอยู่แล้ว แต่นั่นมันเป็นวิสัยทัศน์ของมืออาชีพเลยนะ”
"···ดูการเคลื่อนไหวของมือเขาดูสิครับ ราวกับรอจังหวะอยู่แล้ว ทั้งทุ่ม ทั้งขัดขา นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่มันคือการฝึกฝนมาอย่างดีนับสิบ ๆ ปีแน่ ๆ" เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น ดวงตาจับจ้องไปยังภาพเคลื่อนไหวบนจอ
"อ่า! คุณวูจิน เขาเคยไปเรียนต่างประเทศไม่ใช่เหรอครับ? เขาอาจจะได้ร่ำเรียนวิชาต่อสู้ตอนอยู่ที่อเมริกาก็ได้นะ??" อีกเสียงดังเสริมขึ้น
"เอ่อ! หรือว่าเขาอาจจะได้เรียนตอนฝึกฝนการแสดง??"
ทันใดนั้น ใบหน้าของคังโทเทมก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของPDซงมันวู ดวงตาเบิกกว้างขึ้นอย่างลืมตัว
‘ใช่ เป็นไปได้ ความสามารถทางการแสดงที่เหนือชั้นขนาดนั้นยังฝึกฝนด้วยตัวเองได้ แล้วศิลปะการต่อสู้จะทำไม่ได้เชียวหรือ ในเมื่อมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้เขาเริ่มฝึกฝนมาตั้งแต่อดีต ไม่งั้นมันก็ไม่สมเหตุสมผล’ ความคิดหนึ่งแล่นวาบเข้ามาในหัว
ริมฝีปากของเขาคลี่ยิ้ม รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความลุ่มหลง
‘การแสดงกับสัมผัสอันน่าทึ่ง นั่น รวมถึงภาษา และตอนนี้ยังรวมถึงศิลปะการต่อสู้ด้วยอย่างนั้นหรือ? ครบเครื่องเลยนี่ ถ้าดูจากสายงานนักแสดงแล้ว คงไม่มีใครเทียบคุณวูจินได้หรอก ทั้งในประเทศ ไม่สิ แม้แต่ทั่วโลก’
หากจะบอกว่าเขามีสิ่งใดที่ขาดไป ก็คงมีเพียงอย่างเดียว
‘เวลา ทุกอย่างเป็นแค่เรื่องของเวลา’
PDซงมันวู หันไปเรียกทีมงานคนหนึ่งที่นั่งอยู่ไม่ไกล ซึ่งตั้งแต่เมื่อครู่ก็ไม่ละสายตาจากคังวูจินบนหน้าจอเลย
"ผู้กำกับพัค"
ผู้กำกับพัคเป็นผู้กำกับคิวบู๊ ร่างกายกำยำเต็มไปด้วยมัดกล้าม
"ในสายตาของมืออาชีพอย่างคุณ คิดยังไงกับวิดีโอนี้" PDซงมันวูเอ่ยถาม
ผู้กำกับพัคละสายตาจากจอมามองหน้าPDซงมันวู ดวงตาฉายแววตะลึงงัน ก่อนจะตอบอย่างลังเล
"ถ้าดูจากวิดีโออย่างเดียว··· เหมือนเขาจะทำได้ดีกว่าผมอีกนะ?"
"ขนาดนั้นเลยเหรอ?" PDซงมันวูทวนคำอย่างไม่อยากจะเชื่อหู
"ถ้าผมบอกว่าเขาเคยเป็นหน่วยรบพิเศษ คุณคงพยักหน้าเห็นด้วยแน่ มันเหมือนกับศิลปะการต่อสู้ที่เขาใช้กันในสนามรบจริง ๆ นั่นแหละ คุณเห็นสีหน้าคุณวูจินไหม? มีความกังวลอยู่ในแววตาบ้างหรือเปล่า?"
"ไม่นะ"
"แถมการเคลื่อนไหวยังไม่มีแม้แต่ความลังเล หรือท่วงท่าที่ไม่จำเป็นเลย ในสถานการณ์ที่อันตรายแบบนั้น อย่างน้อยก็น่าจะเห็นเขาลังเลไปบ้าง แต่เขากลับดูคล่องแคล่ว นั่นเป็นท่าทางที่คนธรรมดาไม่มีทางทำได้หรอก ปกติแล้วไม่ว่าจะโดนโจมตี หรือเวลาจะโจมตีฝ่ายตรงข้าม สมองของคนเรามักจะคิดมากเป็นธรรมดา และนั่นแหละ ที่ทำให้การเคลื่อนไหวของเราช้าลง"
"คุณวูจินไม่เป็นแบบนั้นเหรอ?"
"อืม ฉันรู้สึกได้เลยว่าเขาคล่องแคล่วมาก และตั้งแต่แรก ยามที่ยืนล้อมรอบเขาแบบนั้น ก็ไม่น่าจะใช้ทักษะแบบนั้นได้ด้วย"
ดวงตาเบิกกว้างอย่างฉงน ผู้กำกับคิวบู๊ส่ายหัวอย่างจนปัญญา
"นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมนักแสดงที่เพิ่งเริ่มแสดงมา 1 ปีถึงทำแบบนั้นได้?"
"ไม่รู้สิ ผมก็ยอมแพ้ที่จะเข้าใจแล้ว"
"หือ อะไรนะ?"
PDซงมันวูอมยิ้ม ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง
"ว่าแต่ผู้กำกับพัคมองแบบนี้ ระยะเวลาฝึกฝนจะเปลี่ยนไปไหม?"
"แน่นอนอยู่แล้ว ตอนแรกที่ผมบอกว่า 3 เดือนขึ้นไป เพราะคิดว่าคุณวูจินไม่เป็นอะไรเลย แต่ฝีมือขนาดนี้··· อืม แต่ต้องดูวันทดสอบท่าทางให้ชัดเจนอีกที"
"เข้าใจแล้ว ผมก็ต้องดูอยู่แล้ว แต่อยากให้ลองเดาคร่าว ๆ ดู"
"ถ้าดูจากวิดีโอนี้"
ผู้กำกับคิวบู๊ดูมั่นใจมาก
"เดือนเดียว หรืออาจจะแค่ไม่กี่อาทิตย์"
นั่นหมายถึงระยะเวลาการถ่ายทำจะสั้นลงมาก
ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา
เวลาเจ็ดโมงเช้า ณ ดินแดนเกาหลี ตรงข้ามกับอีกฟากฝั่งโลกอย่างลอสแอนเจลิส ที่ซึ่งบัดนี้ตะวันยังคงลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้า แสงสุดท้ายของวันทาบทาผืนดินให้เป็นสีส้มทอง บริเวณใกล้เคียงกับสวนสาธารณะฮอลลีวูดเหนือ เหนือขึ้นไปจากย่านฮอลลีวูดอันเลื่องชื่อ มีบ้านสองชั้นหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ ท่ามกลางผู้คนที่สัญจรไปมา ซึ่งล้วนแต่คุ้นหน้าคุ้นตาดีสำหรับคนเกาหลี
พวกเขาคือทีมงานรายการที่กำลังจะยอดฮิต “ครัวเรือนหรรษาของเรา”
หลังจากเหยียบแผ่นดินลอสแอนเจลิสในเช้าตรู่ของวันที่ 6 ทีมงาน “ครัวเรือนหรรษาของเรา” ก็ไม่รอช้า รีบตะลุยถ่ายทำฉากต่าง ๆ ทั้งทิวทัศน์ ร้านรวง รวมไปถึงรถขายอาหารขึ้นชื่อ จนเวลาล่วงเลยมาจนถึงบ่ายคล้อย ถึงได้ฤกษ์เดินทางกลับมายังที่พัก บ้านสองชั้นหลังงามหลังนี้ ได้รับหน้าที่เป็นเรือนพักของทีมงานชาย “ครัวเรือนหรรษาของเรา” ส่วนทีมงานหญิงและทีมงานส่วนอื่น ๆ ก็พักอยู่ไม่ไกลกันนัก
ทว่า ณ วินาทีนี้ บนชั้นสองของบ้านพักทีมงานชาย คังวูจินกลับไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างเลยแม้แต่น้อย
“โห้ บรรยากาศสุดยอดจริง ๆ ถ่ายรูปกี่ทีก็ไม่เบื่อ”
ร่างสูงโปร่งยืนชิดหน้าต่าง บานกระจกใสเผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่เพิ่งผ่านการอาบน้ำมาหมาด ๆ เส้นผมสีดำสนิทเปียกชื้นเล็กน้อย ร่างสูงอยู่ในชุดฮู้ดสบาย ๆ กับกางเกงขายาว บ่งบอกถึงช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนได้เป็นอย่างดี
ห้องพักของวูจินค่อนข้างกว้างขวาง
ถ้าให้เทียบก็น่าจะประมาณห้องสตูดิโอที่เกาหลีสองห้องต่อกัน แถมยังอัดแน่นไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ครบครัน ทั้งเตียงนอน โซฟานุ่ม ทีวีจอแบน แม้โครงสร้างห้องจะคล้ายคลึงกับที่พักในเกาหลี แต่บรรยากาศโดยรอบกลับให้ความรู้สึกแปลกใหม่ ราวกับเป็นการย้ำเตือนว่าตอนนี้เขาอยู่ต่างประเทศ และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ในตอนนี้วูจินก็ลืมเรื่องงานแสดงไปจนหมดสิ้น เขาเอาแต่ตื่นตาตื่นใจกับทัศนียภาพเบื้องหน้า
“ที่อเมริกานี่ไม่ค่อยเห็นอพาร์ตเมนต์เลยแฮะ หรือว่าแถวนี้จะเป็นแบบนี้ก็ไม่รู้ เห็นมีแต่บ้านแบบนี้เต็มไปหมดเลย”
เรือนไม้หลังแล้วหลังเล่าเรียงรายเป็นเส้นตรงราวกับถูกบรรจงขีดด้วยไม้บรรทัด เสาไฟฟ้าสไตล์อเมริกันทอดตัวเป็นแนวยาว รวมถึงทัศนียภาพของเมืองใหญ่ที่อยู่ไกลออกไป ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแปลกใหม่สำหรับวูจิน ผู้ซึ่งเพิ่งย่างกรายมาเยือนอเมริกาเป็นครั้งแรก
“ตอนที่สั่งไก่ทอดที่ร้านอาหารเมื่อกี้ ไซส์ไก่คือแบบ… ใหญ่เท่าหงส์เลย บอกตรง ๆ ว่าตอนนั้นแอบกลัว แต่พอกินเข้าไปก็อร่อยดี”
วูจินเกือบเผลอทำตัวลืมคาแรกเตอร์เท่ ๆ ระหว่างทางเสียแล้ว ก็คนเกาหลีอย่างเขาจะให้เก็บอาการตื่นเต้นไว้คนเดียวได้อย่างไรกัน ถึงอย่างนั้น เขาก็ผ่านมันมาได้อย่างเฉียดฉิว
ไม่นานนัก
แกรก!
คังวูจินยืดเส้นยืดสายคลายความเมื่อยล้าพลางลุกขึ้นจากเตียงนุ่ม เขาต้องจัดกระเป๋าเดินทางใบโตกับกระเป๋าเป้สะพายหลังที่วางอยู่ข้างเตียงให้เรียบร้อย แล้วยังต้องเช็กโทรศัพท์มือถือที่ไม่ได้แตะต้องเลยเพราะมัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับการถ่ายทำอีก
“ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว เช็กแผนที่แถวนี้ไว้ด้วยดีกว่า”
การรับรู้ข้อมูลไว้บ้างก็น่าจะช่วยลดโอกาสหลุดคาแรกเตอร์ได้มากทีเดียว วูจินพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะล้วงโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูออกมาจากกระเป๋ากางเกง ทันใดนั้นเอง
“วูจิน นายหลับอยู่หรือเปล่า”
น้ำเสียงทุ้มของคุณชเวซองกุนลอดผ่านช่องประตูเข้ามา วูจินที่กำลังถือโทรศัพท์มือถืออยู่นั้นรีบวางมันลงทันที ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นไปตามบุคลิกที่เขาสร้างขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วจึงเปิดประตูออกไป
“ไม่มีอะไรครับ ยังไม่หลับ”
“เอ๊ะ? สีหน้าท่านประธานดูแปลก ๆ นะครับ?” ประโยคที่ราวกับล่วงรู้ความคิดในใจของคังวูจินดังขึ้นพร้อมกับสีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย คุณชเวซองกุนยกโทรศัพท์มือถือขึ้นโชว์
“ฉันไม่ได้บอกเพราะนายกำลังถ่ายทำอยู่น่ะ แต่ข่าวเช้าของเกาหลีเมื่อหลายชั่วโมงก่อน นายออกข่าวแปดโมงเช้า”
“…”
วูจินพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะรักษาสีหน้าเรียบเฉยเอาไว้
‘เอ๋?!?!’
แต่ภายในใจเขากำลังกรีดร้องอย่างสุดเสียง ทว่าวินาทีต่อมา วูจิน กลับเอ่ยถามออกไปอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
“...หมายความว่าไงครับ”
“ที่สำคัญคือ หลังจากข่าวเช้านี้แพร่ออกไป ตอนนี้ทั้งเกาหลีแทบจะพลิกแผ่นดินหาตัวนายแล้ว เพราะมีคนปล่อยคลิปจากกล้องหน้ารถตอนที่นายเข้าไปช่วยฮวาลินที่โดนทำร้าย”
“กล้องหน้ารถ?”
บ้าไปแล้ว! นี่มันเรื่องจริงเหรอ? คำสบถหลุดลอยออกจากริมฝีปาก วูจิน แทบจะไม่รู้ตัว จะมีคลิปกล้องหน้ารถโผล่ออกมาได้ยังไง? ความร้อนรุ่มแล่นริ้วไปทั่วร่าง แต่เพราะเบื้องหน้าคือ ชเวซองกุน และเพราะบุคลิกที่เขาสร้างขึ้นอย่างแยบยล ชายหนุ่มจึงเห็นเขาเป็นเพียงคนเย็นชาเท่านั้น
และด้วยเหตุนั้น
“เรื่องอื่นช่างมันเถอะ แต่เรื่องคลิปกล้องหน้ารถหรือโทรศัพท์มือถือของคนอื่น ฉันว่าห้ามไม่ได้หรอก”
วูจินตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ดวงตาคู่คมทมองไปยัง ชเวซองกุน อย่างเฉยชา
“งั้นเหรอครับ?”
“คิดในแง่ดีไว้ คิดในแง่ดี เอาล่ะ ดูสถานการณ์ตอนนี้ก่อน เห็นมั้ยว่ามีข่าวออกมามากมาย ก่อนหน้านี้ทางฮวาลินก็สร้างกระแสไว้เยอะ ตอนนี้มันเลยทวีคูณเข้าไปอีก ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้คลิปของนายก็ติดอันดับหนึ่งใน Youtube เรียบร้อย”
ทันทีที่ ชเวซองกุน วางโทรศัพท์มือถือลง คำว่า "ไม่นะ!!" ก็ดังกึกก้องอยู่ในใจของ วูจิน เขาถามขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
“จะเอายังไงดีครับ? น้ำก็หกเสียแล้ว พวกเราต้องตัดสินใจ ปล่อยแถลงการณ์? จะยอมรับหรือจะปิดปากเงียบ แต่ในเมื่อมันเป็นแบบนี้ไปแล้ว ตอบโต้อย่างเปิดอกน่าจะดีกว่านะ”
“ครับ”
“คนรอบข้างนายก็คงจะ... อ๊ะ แต่นายยังไม่ได้รับโทรศัพท์เลยเหรอ? น่าจะโทรมาถล่มทลายแล้วนะ”
‘โทรศัพท์มือถือของฉันน่าจะระเบิดเพราะข้อความเต็มไปหมดแล้วล่ะ ไม่ต้องดูก็รู้’ วูจิน คิดแล้วถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้
‘เฮ้อ- บ้าไปแล้ว แย่ชะมัด ไม่รู้ล่ะ’
ตอนนี้สิ่งที่เขาทำได้ก็มีแค่ทำเสียงราบเรียบเท่านั้น
“การยอมรับน่าจะดีกว่านะครับ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความหนักแน่น
“ใช่มั้ยล่ะ? แต่ออกผ่านช่องทางของบริษัทน่าจะดูดีกว่าให้นายพูดเองนะ” ชายหนุ่มอีกคนกล่าวเสริม
“ครับ”
“โอเค งั้นก็ประกาศอย่างเป็นทางการภายในสองสามชั่วโมงนี้ล่ะกัน”
ทันใดนั้นเอง เสียงใส ๆ ของหญิงสาวก็ดังขึ้นจากชั้นล่าง
“คุณวูจิน! ขึ้นไปได้รึยังคะ?!” น้ำเสียงคุ้นเคยที่ดังมาพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่รีบเร่ง ฮงฮเยยอน... ตามมาด้วยเสียงถอนหายใจแผ่วเบาของชเวซองกุน
“ดูสิ นั่นไง มาแล้วจะให้ขึ้นมาเหรอ?”
“…”
“ช่างเถอะครับ” วูจินพึมพำตอบเขาไป
“ขึ้นมาสิ”
ไม่นานนัก ร่างของฮงฮเยยอนก็ปรากฏขึ้นบนบันได เธอวิ่งขึ้นมาด้วยท่าทางเร่งรีบ เส้นผมสีดำขลับที่รวบไว้หลวม ๆ ปลิวไสวตามแรงวิ่ง และสิ่งที่คังวูจินไม่คาดคิดก็คือ การปรากฏตัวขึ้นของฮวาลินที่ตามเธอมาติด ๆ ฮงฮเยยอนสวมเสื้อฮู้ดสีขาวสะอาดตา ปักโลโก้คำว่า ‘ครัวเรือนหรรษาของเรา’ เอาไว้
“คุณวูจิน ทำไมฉันต้องมารู้เรื่องแบบนี้จากข่าวตลอดเลยคะ?!” ฮงฮเยยอนปรี่เข้ามาต่อว่าเขา ไม่สิ... บอกว่าออดอ้อนน่าจะถูกกว่า ส่วนฮวาลินที่สวมเสื้อฮู้ดแบบเดียวกัน กลับมีสีหน้าแปลกประหลาด เธอขมวดผมมวยหลวม ๆ ใบหน้าเรียบเฉย แต่แฝงไปด้วยรอยยิ้มจาง ๆ
ราวกับพยายามสะกดกลั้นความรู้สึกดีใจเอาไว้สุดกำลัง
ก็วีรกรรมของคนที่เธอแอบชื่นชอบ ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนแบบนี้ ใครจะไปอดดีใจไหวกันล่ะ? ฮงฮเยยอนยังคงบ่นไม่หยุด
“ฉันเกือบช็อกตายตอนอ่านข่าว! นี่มันอะไรกันเนี่ย ฮวาลินกับคุณวูจินด้วย!”
คังวูจินถอนหายใจอย่างยอมแพ้ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย
“ผมไม่ได้ตั้งใจจะเปิดเผยสักหน่อย”
“ห๊ะ? คุณคิดจะปิดตลอดไปเลยเหรอ?”
“ใช่ จนตายนั่นแหละ ถ้าทำได้”
ฮวาลินหันหน้าหนี ยกมือขึ้นปิดปาก กลั้นรอยยิ้มเอาไว้ไม่อยู่ ส่วนฮงฮเยยอนที่จ้องหน้าวูจินอย่างอึ้ง ๆ ก็ขยับเข้ามาใกล้ ๆ กระซิบถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ไม่เป็นไรหรอกน่า บอกฉันมาเถอะ ว่าจัดการเจ้าบ้านั่นได้ยังไง? ใช้ศิลปะการต่อสู้ลึกลับอะไร?”
คังวูจินตอบกลับสั้น ๆ ว่า ...
“ฮับกิโดนิดหน่อยครับ”
“อะไรนะ?”
ชเวซองกุนเสริมด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“ฮับกิโด ไมได้ยินรึไง?”
“ได้ยิน แต่แบบ... จริงดิ ฮับกิโด? ฮับกิโดที่ฉันรู้จักน่ะเหรอ?”
“แล้วมันจะอะไรอีกล่ะ”
ทันใดนั้น เสียงอึกทึกก็ดังขึ้นจากชั้นล่าง
“คุณวูจิน!! นี่มันเรื่องจริงเหรอครับเนี่ย?!”
“คุณคังวูจินอยู่ข้างบนหรือเปล่าครับ?!”
“เชฟที่แท้เป็นฮีโร่ปลอมตัวมานี่เอง!!”
PD ยุนบยองซอน นักเขียน อันจองฮัก ฮากังซู ยอนแบกกวัง และทีมงานหลักของรายการ ‘ครัวเรือนหรรษาของเรา’ กำลังส่งเสียงโหวกเหวกราวกับเจอเรื่องเหลือเชื่อ
วูจินหลับตาลงอย่างเหนื่อยหน่าย แต่ภายในใจเขากำลังกรีดร้อง
‘ฮ่า ว่าแล้วไงว่าทำไมฉันถึงต้องปิดบังมันน่ะ! ก็เพราะแบบนี้ไงล่ะ!’
ตัดภาพไปที่ประเทศเกาหลี ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ช่วงบ่ายคล้อย
รถตู้คันใหญ่สีดำสนิทคันหนึ่งแล่นอยู่บนท้องถนนในโซล ภายในรถตู้คันนั้นมีบุคคลในตำนานสองคนนั่งอยู่เคียงข้างกัน คนหนึ่งคือผู้กำกับอันกาบก ผู้กำกับรุ่นเก๋าในชุดเชิ้ตสีขาว สวมทับด้วยแจ็กเก็ตสูทที่วางพาดอยู่บนตักอย่างไม่ถือสา
“อืม-”
ซิมฮันโฮ นักแสดงรุ่นใหญ่ในชุดสูทสีกรมท่า นั่งอยู่ทางขวาของเขา ซิมฮันโหรวบผมหงอกของเขาไว้เป็นหางม้า แต่รัศมีราวกับเสือโคร่งก็ยังคงแผ่ออกมา เขาจ้องมองโทรศัพท์มือถืออยู่เช่นเดียวกับผู้กำกับอันกาบก สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทั้งคู่อยู่ด้วยกัน แถมยังแต่งตัวคล้ายกันราวกับนัดกันมาอีกด้วย
ทำไมตำนานแห่งวงการภาพยนตร์สองคนนี้ถึงมาอยู่ด้วยกันได้ล่ะ?
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังจ้องโทรศัพท์มือถือ ผู้กำกับอันกาบกก็เป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาก่อน
“วูจินโด่งดังใหญ่แล้ว แต่ว่า... เขาไปเรียนรู้แบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
บนหน้าจอโทรศัพท์ที่ผู้กำกับอันกาบกกำลังเพ่งมองปรากฏภาพของคังวูจิน เป็นภาพจากกล้องหน้ารถที่บันทึกเหตุการณ์ไว้ ซิมฮันโฮเองก็กำลังดูเรื่องเดียวกันผ่านทาง Youtube
"คุณไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนเลยเหรอครับ?" ซิมฮันโฮเอ่ยถาม เสียงทุ้มต่ำ
ผู้กำกับอันกาบกยิ้ม รอยย่นปรากฏขึ้นที่หางตา "ฉันจะไปรู้ได้ยังไง เพิ่งเจอวูจินเมื่อไม่นานมานี้เอง แต่นี่มันวิดีโอหายากชัด ๆ"
"เรียกว่าหาได้ยากมากเลยล่ะครับ หลายเหตุการณ์ หลายเรื่องบังเอิญเกิดขึ้นพร้อมกัน พอดีจนน่าเหลือเชื่อ ถึงได้ออกมาเป็นแบบนี้"
"มันออกมาได้เพอร์เฟคท์ขนาดนั้นเพราะวูจินเขาพร้อมอยู่แล้วต่างหาก" ผู้กำกับอันกาบกออกความเห็น
"เด็กคุณนี่แปลกคนจริง ๆ นะครับ เอาแค่เรื่องความสามารถด้านแอคชั่นก็ว่าไปอย่าง แต่นี่มีประเด็นให้ติดตามไม่หยุด เป็นระดับอิทธิพลที่ไม่น่าจะได้มาในช่วงเดบิวต์ปีเดียว"
"ก็นะ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้วนี่"
เหมือนได้ยินบทสนทนาของคนทั้งสอง ชายหนุ่มที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับ ซึ่งเป็นประธานบริษัทภาพยนตร์ก็พูดแทรกขึ้น
"ประเด็นคือตอนนี้คังวูจินไม่ได้อยู่เกาหลี ถึงจะไม่ได้อยู่ แต่ก็เหมือนยังอยู่เลยนะครับ"
"หืม ฟังดูก็ใช่นะ" ผู้กำกับอันกาบกพยักหน้าเห็นด้วย
"เพราะเรื่องของฮวาลินมันค่อนข้างใหญ่ เลยเหมือนเป็นตัวเร่งไปด้วยในตัวอีก" ประธานบริษัทภาพยนตร์อธิบาย
ทันใดนั้นเอง พนักงานขับรถก็เอ่ยขึ้น "ผู้กำกับครับ ถึงโรงแรมแล้วครับ เลี้ยวขวาก็ถึงเลย"
แสงไฟระยิบระยับสาดส่องอาคารสูงตระหง่านเบื้องหน้า โรงแรมหรูหราแห่งนี้กำลังจะถูกเนรมิตให้กลายเป็นเวทีแห่งดวงดาว ภายในหนึ่งชั่วโมง งาน ‘ค่ำคืนแห่งดวงดาว’ งานประกาศรางวัลประจำปีของสมาคมนักแสดงภาพยนตร์เกาหลี ที่ใคร ๆ ต่างขนานนามว่ายิ่งใหญ่กว่างานมอบรางวัลใด ๆ ราวกับงานเลี้ยงสังสรรค์สุดหรูที่ปิดท้ายค่ำคืนด้วยการมอบรางวัลอันทรงเกียรติ
หนึ่งในงานเลี้ยงปิดปีที่ถูกกล่าวขานมากที่สุด
ไม่แแปลกใจเลยที่ ผู้กำกับชื่อดัง อันกาบก รวมถึงบุคคลสำคัญในวงการบันเทิง ดารานักแสดงแถวหน้า ล้วนตบเท้าเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง แน่นอนว่ารวมถึง ซิมฮันโฮ ซุปเปอร์สตาร์อันดับหนึ่ง
“ตามคาดเลยแฮะ นักข่าวเพียบขนาดนี้”
กองทัพสื่อมวลชนต่างจับจองพื้นที่ ทีมงานสถานีโทรทัศน์ต่าง ๆ ที่ได้รับอนุญาตจากสมาคมนักแสดงภาพยนตร์เกาหลี ต่างเตรียมความพร้อม คาดว่าตอนนี้นักแสดงและผู้กำกับหลายคน คงกำลังทยอยเดินทางมาถึงห้องจัดเลี้ยงแล้ว
ผู้กำกับอันกาบกมองนักข่าวนับสิบชีวิต ที่ยืนรออยู่หน้าประตูโรงแรมอย่างพิจารณา
“หืม...”
เขานึกถึงงาน ‘ค่ำคืนแห่งดวงดาว’ ที่กำลังจะเริ่มขึ้น ก่อนจะก้มลงมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือไปยัง คังวูจิน อีกครั้ง
“ถึงจะไม่ได้มา แต่ก็ไม่ได้ทำให้บรรยากาศงานกร่อยลงเลยแฮะ-”
ซิมฮันโฮ ที่นั่งอยู่เบาะข้าง ๆ เอ่ยขึ้นอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“ว่ายังไงนะครับ?”
ผู้กำกับอันกาบกพึมพำ พร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ผุดขึ้นบนใบหน้า
“โยนระเบิดลงไปดีไหม? ยังไงก็กะว่าจะทำหลังจากนายมาถึงแล้ว บังเอิญว่าตอนนี้นายก็อยู่กับฉันพอดี ถือว่าเหมาะเจาะลงตัว งานนี้พวกนักข่าวได้ตามขุดคุ้ยเรื่อง ‘ปลิง’ กันสนุกแน่ ๆ”
“...พี่จะทำแบบนั้นจริง ๆ เหรอครับ?”
“แน่นอนสิ”
สายตาคมกริบของผู้กำกับอันกาบจับจ้องไปที่ซิมฮันโฮ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“สงสัยคงถึงเวลาที่ต้อง เปิดเผยเรื่องรายชื่อนักแสดงที่จะได้ร่วมงานกับฉันแล้วสินะ”
-จบ-