เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 173: คนแปลกหน้า (3)

บทที่ 173: คนแปลกหน้า (3)

บทที่ 173: คนแปลกหน้า (3)


[แปลโดยฝีมือ...ยัก.ษา.แปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ\]

[Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย]

[หลังแปลจบ คิดว่าจะมีการเกลาคำเบื้องต้น แก้คำผิด ปรับสำนวนให้สละสลวย เทียบคำต่อคำ ขอบคุณที่ให้การสนับสนุนกันเสมอมานะครับ]

บทที่ 173: คนแปลกหน้า (3)

การได้มานั่งอยู่ในห้องอ่านบทแบบนี้ ถือเป็นครั้งแรกในชีวิตของประธานฮิเดกิ

แน่นอนว่าจุดประสงค์หลักก็เพื่อที่จะได้พบกับ คังวูจิน นักแสดงหนุ่มชาวเกาหลีใต้ ผู้มอบชีวิตชีวาและลมหายใจให้กับหลานชายของเขาอีกครั้ง มอบความฝันให้กับชีวิตน้อย ๆ นั่นอีกครั้ง นับเป็นบุญคุณใหญ่หลวงที่ยากจะหาสิ่งใดมาเทียบเคียง คาดว่าตัวเขาเองคงต้องผ่านเรื่องราวเลวร้ายมามากมาย

เขาอยากจะเห็นกับตาสักครั้ง นั่นคือความรู้สึกที่อยู่ในใจ

วูจิน ทำให้เขานึกถึงตัวเองในอดีต ความรู้สึกแรกที่ได้เห็นเขาในห้องโถงแห่งนี้ คือเขาดูเหมือนสัตว์ร้ายที่ซ่อนเขี้ยวเล็บ ภายนอกอาจดูแข็งแกร่ง แต่กลับแฝงไว้ด้วยความผ่อนคลายและอำนาจ แววตาของเขาเต็มไปด้วยพลัง และน้ำเสียงก็หนักแน่น

คังวูจินไม่ธรรมดาเลยสักนิด

ในฐานะผู้นำกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ เขาสัมผัสได้ถึงพลังที่ไม่ธรรมดาจากคังวูจินในทันที ออร่าที่หาได้ยากในวัยเท่านี้ หมายความว่าตัวตนที่แท้จริงของเขาต้องยอดเยี่ยมมากเป็นแน่

อย่างไรก็ตาม

‘... นั่นมันอะไรกัน’

ทันทีที่การอ่านบทเริ่มต้นขึ้น เขาได้เห็นวูจินเริ่มแสดง เขาที่นั่งกอดอกอยู่ อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วที่ปกคลุมไปด้วยสีขาวด้วยความฉงน

‘การแสดง? นั่นเขาเรียกว่าการแสดงงั้นเหรอ?’

แม้แต่เขาที่ไม่เคยสนใจเรื่องการแสดงเลยสักนิด สนใจแต่เรื่องธุรกิจ ก็ยังมองออกอย่างชัดเจนถึงความเปลี่ยนแปลงของคังวูจิน

‘ทุกสิ่งที่เคยอัดแน่น กลับหายไปจนหมดสิ้น’

ออร่าที่เคยเปล่งประกายรอบกายเขา...กลับเลือนหายไปจนหมดสิ้น คังวูจินในร่างของคิโยชิที่ยืนอยู่ตรงหน้าราวกับคนไร้เรี่ยวแรง ว่างเปล่า... ดวงตา เสียง แม้แต่ความคิดและการขยับกายก็ดูไร้ชีวิตชีวา สิ่งที่เคยอัดแน่นอยู่ในนั้นเมื่อครู่...มันเลือนหายไปในพริบตาได้อย่างไรกัน? ประธานฮิเดกิค่อย ๆ จับจ้องการแสดงของคังวูจิน ดวงตาคมกริบจับอยู่ที่เขาไม่วางตา

"นักแสดงนี่...เป็นแบบนี้กันทุกคนเลยหรือ?"

แต่ยิ่งการอ่านบทดำเนินต่อไป การแสดงของคังวูจินก็ยิ่งค่อย ๆ ก่อร่างสร้างเรื่องราว

"ผมไม่เคยเสียใจที่ได้พบคุณ"

"ได้เวลาอาหารกลางวันแล้ว"

ประธานฮิเดกิก็ยิ่งตระหนักได้ชัดเจน...ว่าชายหนุ่มคนนี้ช่างพิเศษเหลือเกิน บรรดานักแสดงมากฝีมือของญี่ปุ่นต่างรายล้อมคังวูจินผู้กำลังโลดแล่นอยู่ในบทบาท แต่ก็ยากที่จะหาใครเทียบเคียงเขาได้

'นักแสดงคนอื่น ๆ แสดงได้ดี... แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงร่องรอยของการเลียนแบบ แต่คังวูจินไม่มีช่องว่างนั้นเลย'

มีเพียงคังวูจินเท่านั้นที่แตกต่าง นักแสดงคนอื่น ๆ กำลัง 'แสดง' แต่คังวูจินกลับใช้ชีวิตอีกชีวิตหนึ่งอยู่ตรงนี้ อย่างน้อยในสายตาของประธานฮิเดกิก็เป็นเช่นนั้น

เขาเอ่ยถามกับตัวเองซ้ำ ๆ อีกครั้ง

"นี่มันคือการแสดงเหรอ?"

ไม่ นี่ไม่ใช่การแสดง แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงของคนคนหนึ่ง ประธานฮิเดกิเคยเห็นเปลวไฟลุกโชนในดวงตาของคังวูจิน แต่คังวูจินในตอนนี้...ไม่สิ คิโยชิในตอนนี้คือสายน้ำ ไร้สี ไร้กลิ่น ไร้รูปร่าง ไร้ความรู้สึก ไร้สัมผัส

'เขาเป็นดั่งสายน้ำที่ไหลไปเรื่อย ๆ '

แววตาของคังวูจินสะท้อนอดีตบางอย่างขึ้นมาในห้วงคำนึงของประธานฮิเดกิ ไม่ใช่อดีตของเขา หากแต่เป็นอดีตของหลานชาย... ดวงตาคู่เดิมที่ไร้ซึ่งชีวิตชีวาและประกายสดใส มีเพียงลมหายใจรวยรินราวกับใกล้สิ้นใจ ช่างคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด

ประธานฮิเดกิรู้สึกยากที่จะจ้องมองวูจินต่อไป เขาจึงละสายตาออกไปโดยไม่รู้ตัว รอบกายเขามีผู้คนมากมายนับร้อยชีวิต ทั้งนักแสดง ผู้กำกับเคียวทาโร่ และนักเขียนอาคาริ ทุกสายตาล้วนมุ่งมาที่วูจิน การมีอยู่ของเขาดูโดดเด่นกว่าใคร ราวกับมนตร์สะกดที่ตรึงทุกสายตาให้หยุดนิ่ง

ทักษะในการดึงดูดผู้คนและควบคุมสถานการณ์เช่นนี้ เหนือกว่าคำว่ามีเสน่ห์โดยสิ้นเชิง เป็นความสามารถที่หาได้ยากยิ่ง

ทันใดนั้นเอง

"ตอนนี้ยังไม่ได้"

คังวูจินเอื้อนเอ่ยบทพูดออกมา โทกะจากโลกนี้ไปแล้ว เหลือเพียงเขาในบทบาท ‘คนแปลกหน้า’ ที่ต้อง ‘เสียสละอย่างแปลกประหลาด’ เพื่อสร้างรายชื่อขึ้นมา

"ต้องลืมเธอซะ"

คังวูจินในบทบาทคิโยชิละสายตาออกจากโทกะที่ยืนอยู่สุดสายตา เธอจากไปแล้ว สายตาของเขาจึงเคว้งคว้างไร้จุดหมาย ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ แต่ริมฝีปากยังคงขยับเอ่ยบทพูดออกมาอย่างสม่ำเสมอ เขาดูราวกับทุ่นลอยไร้น้ำหนัก ล่องลอยอยู่เหนือผืนน้ำนิ่งสงบ

"การบ้าน"

ดวงตาอันว่างเปล่าของคิโยชิมองกวาดไปทั่ว ราวกับกำลังมองหาบางสิ่ง สายตานั้นหยุดลงที่นักแสดงบางคนที่อยู่ด้านหน้าเป็นเวลาสั้น ๆ เก้าคน เขายืนยันรายชื่อเป้าหมายทั้งเก้าคนเรียบร้อยแล้ว และในตอนนี้นักแสดงที่สบตากับคิโยชิต่างสัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางอย่าง

ความรู้สึก 'ไร้ซึ่งเหตุผลและสัญชาตญาณโดยสิ้นเชิง'

มันน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าเก่าเสียอีก ความหวาดกลัวไร้รูปลักษณ์ ไร้ที่มาที่ไป ไร้จุดมุ่งหมาย ความรื่นเริง? ความอิ่มเอมใจ? เจตนา? ความเกลียดชัง? ความวิปลาส? ล้วนไม่ใช่ทั้งสิ้น ว่างเปล่าจากอารมณ์ความรู้สึกใด ๆ มีเพียงระบบ... ใช่แล้ว ระบบ... ที่มีเพียงสิ่งที่ต้องทำตามระบบเท่านั้น

คังวูจินมองไปยังเคียวทาโร่ ผู้กำกับที่กำลังเอ่ยบทบรรยาย

“คิโยชินั่งอยู่ที่โต๊ะในห้องเรียนที่แสนวุ่นวาย ดวงตาจ้องไปยังกระดานดำ ใบหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งความรู้สึกใด ๆ”

ในบทภาพยนตร์ หลังจากนักเรียนสองคนจบชีวิตลงในโรงเรียน โลกทั้งใบก็ราวกับพลิกผัน แต่กระนั้น ช่วงเวลานั้นก็แสนสั้น คนที่ยังมีลมหายใจก็ต้องก้าวเดินต่อไป โรงเรียนก็พยายามกลับสู่สภาวะปกติ แน่นอนว่าจิตใจของนักเรียนทุกคนย่อมไม่อาจสมบูรณ์เหมือนเดิมได้

มีเพียงเวลาของคิโยชิเท่านั้นที่หยุดนิ่ง

ในเสี้ยววินาทีที่โทกะยิ้มให้ ขณะนั่งอยู่บนราวบันได...

แม้จะเป็นเช่นนั้น โรงเรียนก็ยังคงดำเนินไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง นักเรียนบางส่วนในรายชื่อ 9 คน ที่คิโยชิจดไว้ ได้ย้ายโรงเรียนออกไป บางคนก็ลาออก และบางคนก็ยังคงเรียนอยู่ที่นี่

แต่คิโยชิหาได้ใส่ใจไม่

สิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้คือ

‘เรียน’

การสั่งสมความรู้ การมองการณ์ไกล เขามีข้อมูลพื้นฐานของทั้ง 9 คนอยู่บ้างแล้ว ทั้งข้อมูลที่รวบรวมมาตลอด รวมถึงประวัตินักเรียน จากจุดนี้ คิโยชิต้องเติมเต็มสิ่งที่ยังขาดหายไป

ผู้กำกับเคียวทาโร่ ใช้บทบรรยายเพื่อบอกเล่ากาลเวลาที่ผ่านไป

1 ปี 2 ปี 3 ปี ทัศนคติของคังวูจินก็ไม่ได้ต่างไปจากเดิม เขายังคงใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป

‘อีกนิดเดียว อีกไม่นาน’

เขากำลังถูกโลกใบนี้กลืนกิน ทว่าแผนการกลับเพิ่งเริ่มต้นขึ้น นับจากนี้ไป อีกสี่ปี ห้าปี ฉากต่าง ๆ จะเต็มไปด้วยเสียงบรรยายความคิดของวูจิน มากกว่าจะเป็นลายมือของผู้กำกับอย่างคิโยชิ ทาโร่ แม้ภาพยนตร์จะฉายให้เห็นภาพของคู่สนทนา แต่เบื้องลึกกลับถูกกลบด้วยเสียงกระซิบจากคิโยชิ

ทุกสายตาในห้องโถงต่างจับจ้องไปยัง 'คนแปลกหน้า' ผู้มาใหม่

คังวูจินในสีหน้าเรียบเฉย กวาดตามองไปรอบ ๆ ท่วงท่าของเขามั่นคง แววตาและลมหายใจเป็นปกติ ไร้ซึ่งแรงสั่นสะท้านจากมือหรือเสียงหัวใจที่เต้นระรัว แต่สิ่งที่เขาจะทำต่อไปนั้นกลับชัดเจน ราวกับเป็นภาพสะท้อนของความวิกลจริตที่ถูกเก็บงำไว้ ภายในหัวของวูจินเต็มไปด้วยการคำนวณอย่างแยบคาย

‘เริ่มกันเลย ทุกคนและโลกนี้ต่างลืมฉันไปหมดแล้ว’

เป้าหมายที่ไร้รูปร่างเริ่มเคลื่อนไหว คำพูดเอ่ยออกมาจากริมฝีปากเรียบเฉยของคังวูจิน มันคือเสียงสะท้อนความคิดของเขาเอง

“ห้าปี ผมทุ่มเทเวลาห้าปีเพื่อเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไป และตอนนี้ ผมกำลังจะเริ่มต้นการสังเวยครั้งที่สอง ต่อจากครั้งแรก หนึ่งในเก้าคน โคนาคายามะ คินโจ”

น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งจังหวะสูงต่ำ ทั้งร้อนแรงหรือเย็นชา จนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเสียงของมนุษย์ ไม่มีใครรู้สึกได้ชัดเจนเท่ากับนักแสดงที่นั่งล้อมรอบตัวเขาอีกแล้ว

‘ไม่นับเรื่องที่เขาพูดญี่ปุ่นได้อย่างเป็นธรรมชาติแล้วเนี่ย เขาทำแบบนั้นได้ยังไงกัน?’

‘การแสดงแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ราวกับเป็นคนที่ไร้ซึ่งความรู้สึกมาตั้งแต่แรก แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกอินไปกับมันได้ขนาดนี้นะ ทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้สื่ออารมณ์อะไรออกมาเลยแท้ ๆ แต่กลับทรงพลังอย่างน่าประหลาด’

นักแสดงหนุ่มผู้รับบทเป็น ‘โคนาคายามะ คินโจ’ ช่างมีรูปร่างหน้าตาสมบูรณ์แบบราวกับดอกไม้แรกแฝง คังวูจินจ้องมองเขาอย่างพิจารณา ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าเงียบ ๆ โดยที่นัยน์ตาดุดันคู่นั้นยังคงจับจ้องไปที่จุดหมายราวกับต้องการประกาศให้โลกรู้ว่า เขากำลังเฝ้ามองบุคคลผู้นั้นอยู่ แม้จะอยู่ไกลแสนไกลก็ตาม ครู่หนึ่ง เสียงทุ้มต่ำก็เอ่ยบทพูดขึ้น

“เหตุผลที่ผมเลือก ‘โคนาคายามะ คินโจ’ ให้มารับบทนี้ก่อน... ก็เพราะใบหน้าอันงดงามของเขาน่ะสิ เขาเป็นคนที่โดดเด่นเกินไป รู้จักวิธีเรียกร้องความสนใจจากคนอื่นเป็นอย่างดี ในบรรดาเก้าคนนั่น เขาเป็นคนที่ผมมีปฏิสัมพันธ์ด้วยน้อยที่สุด ผมถึงเลือกเขายังไงล่ะ การตายอย่างปริศนาของ ‘โคนาคายามะ คินโจ’ คงดึงดูดสายตาของใครต่อใครได้มากทีเดียว แต่แน่นอน ไม่มีใครสนใจผมหรอก”

แม้บทพูดนั้นจะยาวเหยียด แต่คังวูจินกลับสวมบทบาทเอ่ยมันออกมาได้อย่างราบรื่น ไร้ซึ่งการติดขัดหรือสะดุดใด ๆ บรรยากาศรอบกายเขาดูพร่าเลือนราวกับหลุดเข้าไปในภวังค์ฝัน นักเขียนอาคาริที่กำลังจ้องมองคังวูจินผ่านแว่นหนาเตอะที่แทบจะร่วงหล่นจากสันจมูก รู้สึกขนลุกซู่ไปทั่วสรรร่าง

‘นี่ฉันกำลังมองคิโยชิในตอนที่เขาเขียนนิยายเรื่องนี้อยู่จริง ๆ งั้นเหรอ? น่ากลัวชะมัด... แต่ฉันก็อยากรู้เหลือเกินว่า เขาจะถ่ายทอดตัวตนของคิโยชิออกมาได้มากแค่ไหนกันนะ’

ทันใดนั้น คังวูจินก็ขยับร่างกายราวกับกำลังหยิบสิ่งของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ท่ามกลางสายตาของทุกคน สิ่งนั้นปรากฏให้เห็นเป็นรายชื่อของบุคคลทั้งเก้าคนที่เขาเคยเขียนไว้บนโต๊ะของโทกะเมื่อห้าปีก่อน...

"โคนาคายามะ คินโจ...แต่งงานมีครอบครัวแล้วแท้ ๆ แต่ก็ยังไม่วายคั่วผู้หญิงไปทั่ว นิสัยคนเรานี่มันฝังลึก ถอนรากถอนโคนยากจริง ๆ แม้แต่คินโจเองก็ยังเหลือคราบสันดานเดิม ๆ ไว้ให้เห็น ไม่ว่าจะเรื่องต่ำ ๆ อย่างการซื้อบริการทางเพศ หรือแม้แต่การนอกใจเมียรัก ทั้งที่ภายนอกดูแลครอบครัวดีเลิศเลอ แต่ภายในกลับเน่าเฟะ บอกที่บ้านว่าไปทำงานต่างจังหวัด แต่สุดท้ายก็แอบไปสนองตัณหาชั่ว ๆ ...น่าสมเพชสิ้นดี"

วูจินพึมพำเสียงเบา ดวงตาคมกริบยังคงไร้แววความรู้สึก จ้องมองนักแสดงชาวญี่ปุ่นตรงหน้าอย่างไม่วางตา

"'การสังเวยอันแปลกประหลาด' งั้นเหรอ...แบบไหนถึงจะเหมาะกับนายดีนะ คินโจ...ฉันว่านายน่าจะกลายเป็นดอกไม้ไฟ รู้ไหม ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะเปลวไฟที่กระจายออกไป มันจะต้องโดนคนอื่น ๆ อีก 8 คนที่เหลือน่ะสิ และเหยื่อรายแรก...ก็น่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างนายกับครอบครัวนี่แหละ...เริ่มจากภรรยาของนายก่อนก็คงดี ส่วนเรื่องลูก ๆ นั่นไม่เกี่ยวกับแผนของฉัน"

ยาสุตะ ผู้รับบทเป็น 'โคนาคายามะ คินโจ' นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะได้สติเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขามีบทพูดต่อจากวูจิน และฉากนี้จะตัดไปที่ชีวิตประจำวันของเขา

เขาเอ่ยบทสนทนาออกมา เหมือนกำลังพร่ำบอกกับตัวเอง ท่ามกลางภาพความทรงจำของเขาขณะอยู่ที่บริษัท

ณ วินาทีนั้นเอง ประธานฮิเดกิก็สัมผัสได้ถึงบางอย่าง

'ชัดเลย...ต่างกันโดยสิ้นเชิง ถึงฉันจะไม่ค่อยรู้เรื่องการแสดงสักเท่าไหร่ แต่ก็ดูออกว่าฝีมือของนักแสดงทั้งสองคนแตกต่างกันลิบลับ ยาสุตะน่ะ...แข็งทื่อเป็นหินไปแล้ว'

ประธานฮิเดกิมองเห็นความแตกต่างระหว่างวูจินกับนักแสดงระดับท็อปของญี่ปุ่นอย่างชัดเจน หากไม่มีตัวเปรียบเทียบ เขาอาจไม่รู้สึกอะไร แต่การที่อยู่ต่อหน้าวูจิน ผู้รับบทคิโยชิ ผู้เป็นศูนย์กลางของเรื่องราว ทำให้เขาได้ยินและสัมผัสได้ถึงความแตกต่างราวฟ้ากับเหว ตอนนี้นักแสดงชาวญี่ปุ่นกำลังถูกนักแสดงหน้าใหม่ชาวเกาหลีคนนี้...บดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี

ขณะเดียวกัน ชเวซองกุน ที่นั่งอยู่ด้านหลังคังวูจิน ก็รู้สึกเช่นเดียวกัน...

“แข็งทื่อกันเป็นหุ่นเชิด แสดงโอเวอร์กันเกินไป ดาราญี่ปุ่นนี่… ได้กลิ่นไอความพยายามตลบอบอวลไปหมด ทั้งอารมณ์ที่มากล้น บทพูดที่ดูประดิษฐ์ แม้แต่แววตาก็ยังสัมผัสได้ถึงความพยายาม”

ทำไมเคียวทาโร่ถึงได้ยึดติดกับคังวูจินนัก? ปัญหาของทีมนักแสดงญี่ปุ่นคืออะไร? ทำไมเขาถึงปรารถนาจะแทรกซึมเข้าไปในโลกแห่งผลงานบันเทิงของญี่ปุ่น?

“ตอนอยู่ด้วยกันอาจไม่รู้สึก แต่พอได้เห็นวูจินปล่อยของต่อหน้าต่อตาแบบนี้ ก็ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่ง…”

“นั่นก็คือ พวกเรายังอ่อนหัดนัก…”

เคียวทาโร่ ผู้กำกับชั้นครูแห่งวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น ต้องการใช้ตัวตนของคังวูจินเป็นกระจกสะท้อนให้นักแสดงชาวญี่ปุ่นทุกคนได้ตระหนัก

“พวกเธอเฉื่อยชาเกินไปแล้ว ถึงเวลาที่ต้องเปิดหูเปิดตา เรียนรู้ และเฝ้ามองได้แล้ว”

ทว่าในความเป็นจริง คำพูดเหล่านั้นเป็นเพียงความนึกคิดที่ก้องอยู่ในใจของเคียวทาโร่ ขณะที่เขากวาดสายตามองนักแสดงชาวญี่ปุ่นที่กำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความอัศจรรย์

“นักแสดงระดับนี้ เมื่อไม่กี่เดือนก่อนยังเป็นเพียงดาวดวงน้อยที่ต้องฝึกฝนอย่างหนัก ทนทุกข์กับช่วงเวลาที่ไร้ตัวตนอยู่เนิ่นนาน และเพิ่งจะได้เปล่งประกายในวันนี้… พวกเธอต้องสัมผัสถึงความรู้สึกแบบนั้นบ้างสิ!”

ส่วนเรื่องที่พวกเขาจะเข้าใจผิด คิดว่าเขาจงใจทำให้เป็นแบบนี้ ก็ถือเป็นผลพลอยได้แล้วกันนะ

ใช่แล้ว!

“คัท!”

เมื่อการอ่านบทภาพยนตร์เรื่องบุปผาเร้นดำเนินมาถึงช่วงกลาง เคียวทาโร่ก็เอ่ยขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่หนักอึ้งของห้องอ่านบท

“พักกันสักหน่อยเถอะครับ”

ผ่านไปหลายสิบนาที...

เวลาพักการอ่านบทละครเรื่อง "บุปผาเร้น" กำหนดไว้ราว ๆ ยี่สิบนาที แต่กลับไม่มีนักแสดงแม้แต่คนเดียวลุกจากเก้าอี้ไปไหน คังวูจินก็เช่นกัน บรรยากาศรอบข้างช่างประหลาดนัก ทุกคนทำท่าทางตั้งใจอ่านบทอย่างขะมักเขม้น แต่สายตากลับแอบเหลือบมองคังวูจินที่นั่งนิ่ง สีหน้าเรียบเฉยเป็นระยะ ๆ

ส่วนนักข่าวและทีมงานอีกกว่าร้อยชีวิตต่างซุบซิบนินทาอย่างออกรส

ท่ามกลางงานเลี้ยง ชเวซองกุนกำลังคุยโทรศัพท์กับใครบางคนอยู่ด้านนอกห้องโถง สีหน้าของเขาดูเคร่งเครียด

"อย่างนั้นเหรอครับ อืม เข้าใจแล้วครับ ข้อเสนอที่ส่งมาทางอีเมล ผมจะตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งครับ ครับ ขอบคุณครับ"

เสียงวางสายดัง "ตุ๊บ" ชเวซองกุนขมวดคิ้วแน่น

"ชิ"

ดูเหมือนผลลัพธ์ที่ได้จะไม่เป็นไปอย่างที่เขาต้องการ

แท้จริงแล้วคู่สนทนาของชเวซองกุนคือกลุ่มนักลงทุนที่สนใจจะร่วมลงทุนเพื่อขยายบริษัทบันเทิง BW มันเป็นโปรเจกต์ที่เขาทำมาระยะหนึ่งแล้ว มีนักลงทุนมากหน้าหลายตาให้ความสนใจ รวมไปถึงนักลงทุนจากองค์กรใหญ่ ๆ บริษัทบันเทิง BW เป็นบริษัทเล็ก ๆ และเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน แต่มีนักแสดงหญิงชื่อดังอย่างฮงฮเยยอน และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือ คังวูจิน นักแสดงหนุ่มที่มาแรงอย่างฉุดไม่อยู่

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นักลงทุนมากมายต่างให้ความสนใจ

ชเวซองกุนรู้ดีถึงความจำเป็นในการขยายบริษัท เขาจึงทำงานอย่างหนัก และในที่สุดก็สามารถนำพาบริษัทมาถึงจุดที่ดึงดูดนักลงทุนมากมายได้

แต่ปัญหาก็คือ

‘ทุกคนเพียงแค่ต้องการเข้ามาควบคุม’

เงื่อนไขของนักลงทุนผู้ทรงอิทธิพลทุกคน ล้วนแล้วแต่มีข้อแม้อยู่ประการหนึ่ง นั่นคือการแทรกแซงการบริหาร แม้ปากจะพร่ำกล่าวอ้อมค้อมสักเพียงใด ทว่าเบื้องลึกก็มิได้ต่างอะไรจากการต้องการให้ชเวซองกุนตกเป็นเพียงหุ่นเชิด บัดนี้พวกเขาอาจทำทีเป็นไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว ทว่าสุดท้ายแล้วสันดานดิบก็ต้องเผยออกมาอย่างแน่นอน

สุภาษิตหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า ‘ครัวใดมีพ่อครัวหลายคน รสอาหารย่อมเลื่อนเปื้อน’

ชเวซองกุนคลุกคลีอยู่ในวงการบันเทิงมายาวนาน ย่อมผ่านร้อนผ่านหนาวและรู้ซึ้งถึงเรื่องนี้ดีกว่าใคร เขาพบเห็นเรื่องราวทำนองนี้มานักต่อนัก จึงยิ่งต้องหลีกเลี่ยงเงื่อนไขที่เปิดช่องให้ถูกแทรกแซงการบริหาร ทว่าเหล่านักลงทุนก็ล้วนแต่มีชั้นเชิง พวกเขารู้ดีว่าจะต้องพูดจาหว่านล้อมอย่างไร สิ่งที่ทุกคนปรารถนามิใช่สิ่งใด นอกเสียจากการเข้าครอบงำ บริษัทบันเทิง BW แห่งนี้

“เฮ้อ-”

ชเวซองกุนถอนหายใจเฮือกใหญ่ จิตใจหนักอึ้งราวกับมีหินผากำลังทับถม

‘ฮเยยอนกับวูจิน สองคนนี้คงไม่เพียงพอสำหรับ บริษัทบันเทิง BW ในตอนนี้ หากต้องการผลักดันศิลปินให้ก้าวไกล บริษัทจำเป็นต้องเติบโตมากกว่านี้ เราไม่สามารถหวังพึ่งแต่พวกเขาสองคนได้ตลอดไป การเฟ้นหาดาวดวงใหม่ก็เป็นเรื่องสำคัญ’

ท่ามกลางความคิดอันสับสนวุ่นวาย เสียงเรียบเฉียบของหญิงสาวผู้หนึ่งก็ดังแทรกขึ้นเป็นภาษาญี่ปุ่น

“ขออนุญาตค่ะ”

น้ำเสียงนั้นทำให้ชเวซองกุนสะดุ้งเล็กน้อย เขาหันกลับไปมอง บริเวณด้านหลังปรากฏร่างของหญิงสาวในชุดสูทเรียบร้อย เธอกำลังยืนคาดผมยาวสลวยอยู่ ริริ เลขาของประธานฮิเดกิ ชเวซองกุนจำใบหน้าของเธอได้แม่นยำ เพราะเขาเพิ่งพบเห็นเธอยืนอยู่เคียงข้างประธานฮิเดกิเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้เอง

ชเวซองกุนโค้งศีรษะให้เล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปากขึ้นเป็นภาษาญี่ปุ่นอย่างตะกุกตะกัก

“เอ่อ เชิญครับ”

ริริตอบกลับด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ แต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่น

“ขอเวลาสักครู่นะคะ”

“ผมเหรอครับ?”

“ค่ะ คุณชเวซองกุน ตัวแทนบริษัทใช่ไหมคะ?”

“ครับ”

แม้บทสนทนาจะติดขัดไปบ้าง แต่ริริก็ขยับกายเล็กน้อย ก่อนจะผายมือเชื้อเชิญชเวซองกุนอย่างสุภาพ ราวกับจะบอกให้เขาตามไป ชเวซองกุนรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ก็ตัดสินใจเดินตามหลังเธอไป

เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นตามทางเดินที่ทอดยาวลึกเข้าไปภายในอาคาร

-แซ่ก-

ในที่สุด ทั้งสองก็มาหยุดอยู่ที่ ‘บุปผาเร้น’ ห้องอ่านบทที่อยู่ลึกที่สุดของทางเดิน ริริเดินนำหน้าไปที่ห้อง ก่อนจะเคาะประตูเบา ๆ แล้วเปิดออก ภายในห้องปรากฏแก่สายตาของชเวซองกุนในทันที ห้องนี้ดูเหมือนจะเป็นห้องสำหรับพนักงาน เพราะมีบรรยากาศของห้องทำงานชัดเจน

สิ่งที่ตั้งอยู่กลางห้องคือโซฟาขนาด 5 ที่นั่ง

“อ๊ะ”

ชเวซองกุนเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย เหตุผลนั้นแสนเรียบง่าย บนโซฟา 5 ที่นั่ง ตำแหน่งประธานนั้น ประธานฮิเดกิ ประธานคาชิฮิกรุ๊ป ผู้ที่มีผมหงอกแม้กระทั่งคิ้ว กำลังนั่งอยู่ ข้าง ๆ เขามีชายในชุดสูทนั่งอยู่ด้วย ริริที่พาชเวซองกุนเข้ามา ผายมือไปที่โซฟาข้าง ๆ ประธานฮิเดกิ

“เชิญนั่งค่ะ”

ชเวซองกุนรู้สึกสับสนอย่างเห็นได้ชัด อยู่ ๆ เจ้าของธุรกิจครอบครัวที่ร่ำรวยของญี่ปุ่นก็นั่งอยู่ตรงหน้าเขาแบบนี้ มันก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ แต่เขาก็ยังพยายามอย่างเต็มที่ที่จะทำสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด และนั่งลงบนโซฟา ในขณะเดียวกัน ประธานฮิเดกิก็ยิ้มอย่างอารมณ์ดีก่อนจะเอ่ยขึ้นเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า

“น่าประทับใจมากเลยนะครับ”

น้ำเสียงแหบห้าวของประธานฮิเดกิ ดังขึ้น ชายในชุดสูทที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามชเวซองกุน แปลเป็นภาษาเกาหลีให้ ไม่นานนัก ชเวซองกุนก็นึกขึ้นได้ว่าภาษาเกาหลีน่าจะใช้ได้ จึงถามประธานฮิเดกิกลับไปว่า

“หมายความว่าอะไรครับ”

“นักแสดงคังวูจิน การแสดงที่ผมเห็นเมื่อครู่นี้ เป็นอะไรที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิตนี้” ประธานฮิเดกิกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“อ่า ขอบคุณครับ” ชเวซองกุนตอบรับคำชมด้วยความรู้สึกขอบคุณ

“น่าทึ่งจริง ๆ ฮ่า ๆ ๆ ถ้าหลานชายของฉันมีรูปร่างแบบคุณคังวูจินก็คงจะดีไม่น้อย”

“ครับ?”

“อ่า ไม่มีอะไรหรอกครับ เอ่อ...ใช่แล้ว ฉันมองเห็นศักยภาพในตัวคุณคังวูจิน ไม่ใช่แค่เรื่องการแสดง แต่คุณค่าในตัวเขานั้นสูงมากจริง ๆ”

ประธานฮิเดกิกล่าวอย่างผ่อนคลาย ก่อนจะหันไปพยักพริบตาให้ริริ เธอจึงยื่นแฟ้มใสที่เตรียมไว้ให้กับชเวซองกุน ประธานฮิเดกิเป็นคนอธิบายต่อ

“นี่เป็นข้อเสนอ”

“...........ข้อเสนออะไรหรือครับ”

“ทางคาชิฮิกรุ๊ปของเราอยากจะขอจ้างนักแสดงคังวูจิน เป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาของบริษัทในเครือสักสองสามตัวน่ะ”

ดวงตาของชเวซองกุนเบิกกว้างขึ้นทันที ขณะเปิดแฟ้มใสออก เอกสารที่อยู่ภายในเป็นภาษาเกาหลี เขามองผ่าน ๆ เห็นคำว่า ห้างสรรพสินค้า อาหาร และคำอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ใช่แค่หนึ่งอย่าง แต่เป็นหลายอย่างเลยทีเดียว

‘อะไรกันเนี่ย?’ ชเวซองกุนรู้สึกฉงนใจอยู่ไม่น้อย ถึงแม้ว่าจะมีเคสที่คนดังเกาหลีได้ถ่ายโฆษณาที่ญี่ปุ่นบ้าง แต่มันก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ

ยิ่งไปกว่านั้น ฝ่ายที่ยื่นข้อเสนอมากลับเป็น คาชิฮิกรุ๊ป

มันช่างกะทันหันจนไม่น่าเชื่อ

‘นี่มันเรื่องอะไรกัน... อยู่ ๆ ก็โผล่มาแบบนี้โดยไม่มีปี่มีขลุ่ยได้ยังไง?’

ประธานฮิเดกิกำลังจะได้พบกับคังวูจินเป็นครั้งแรกในวันนี้ไม่ใช่หรือ? เขาไม่คิดว่าประธานจะดำเนินการเรื่องใหญ่ขนาดนี้ได้รวดเร็วปานนี้ มันช่างน่าเหลือเชื่อจนชเวซองกุนเผลอคิดไปชั่วขณะหนึ่งว่า ‘หรือว่านี่เป็นแค่ความฝัน?’

ทันใดนั้นเอง

“เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมได้เห็นข่าวจากเกาหลีเข้า”

น้ำเสียงแหบพร่าของประธานฮิเดกิเอ่ยขึ้น ราวกับว่าเรื่องที่เขาพูดไปเมื่อครู่ยังไม่ใช่เรื่องสุดท้าย

“เขาบอกว่าสัญญาของคุณคังวูจินใกล้จะหมดลงแล้ว เขาจะย้ายบริษัทหรือเปล่า?”

ชเวซองกุนประมวลสถานการณ์ในใจอย่างรวดเร็ว ประธานฮิเดกิจ้องจะดึงคังวูจินไปร่วมงานด้วยอย่างแน่นอน และเบื้องหลังเรื่องนี้ต้องมีเอเจนซี่บางแห่งเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นแน่ เขาจึงยืนกรานอย่างหนักแน่น

"เรื่องระยะเวลาสัญญาเป็นความจริงครับ แต่เขาจะไม่มีทางย้ายไปไหนทั้งนั้น"

"······ถ้าอย่างนั้น คุณคังวูจินก็จะยังคงทำงานร่วมกับบริษัทสื่อบันเทิง BW ต่อไปงั้นสิครับ"

"ใช่ครับ"

ประธานฮิเดกิจ้องมองชเวซองกุนนิ่งงันหลังจากได้ยินคำตอบ ใบหน้าของเขาแม้จะเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัย แต่แววตากลับฉายชัดถึงบารมีของผู้ทรงอิทธิพล ชั่วครู่หนึ่ง รอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้า ก่อนเอ่ยว่า

"ผมได้ยินมาว่า ทางบริษัทสื่อบันเทิง BW กำลังมองหาโอกาสในการขยายบริษัทอยู่ไม่ใช่หรือครับ"

ประโยคคำถามที่เปรียบเสมือนข้อเสนออันยิ่งใหญ่ดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัด

"ฉันสนใจอยากจะลงทุนด้วยตัวเอง นายคิดเห็นว่าอย่างไรบ้างล่ะ?"

-จบ-

ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_

จบบทที่ บทที่ 173: คนแปลกหน้า (3)

คัดลอกลิงก์แล้ว