- หน้าแรก
- ฉันถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสุดยอดนักแสดงอัจฉริยะผู้น่าสะพรึง
- บทที่ 172: คนแปลกหน้า (2)
บทที่ 172: คนแปลกหน้า (2)
บทที่ 172: คนแปลกหน้า (2)
[แปลโดยฝีมือ...ยัก.ษา.แปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ\]
[Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย]
[หลังแปลจบ คิดว่าจะมีการเกลาคำเบื้องต้น แก้คำผิด ปรับสำนวนให้สละสลวย เทียบคำต่อคำ ขอบคุณที่ให้การสนับสนุนกันเสมอมานะครับ]
บทที่ 172: คนแปลกหน้า (2)
คังวูจินมองคุณปู่ชาวญี่ปุ่นตรงหน้าด้วยแววตาฉงน บุรุษผู้นี้แผ่อำนาจบางอย่างออกมา ราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกรากที่สงบนิ่ง ทว่าเขากลับนึกไม่ออกว่าเคยพบเจอที่ไหน
“อืม... หน้าคุ้น ๆ เหมือนเคยเห็น” วูจินพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
บรรยากาศรอบกายชวนให้นึกถึงผู้กำกับอันกาบก ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากคุณปู่ผู้นี้กลับน่าเกรงขามกว่า วูจินจึงสรุปไปเองว่า
“คนของทีมงานรึเปล่านะ? หรือว่าจะเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่รอพบฉัน?”
แม้จะเป็นการคาดเดาที่ผิดพลาดอย่างชัดเจน แต่วูจินก็ไม่ได้แสดงท่าทีแปลกใจออกมา เพราะประธานฮิเดกิเป็นบุคคลที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในเกาหลีนัก แม้แต่ในญี่ปุ่นเอง ก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้จักมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลท่านนี้ การที่วูจินจะไม่รู้จักเขาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
แต่ความจริงแล้ว วูจินเคยเห็นหน้าประธานฮิเดกิมาก่อน
แม้เขาจะจำไม่ได้ แต่ครั้งหนึ่ง วูจินเคยเห็นรูปของประธานฮิเดกิผ่านทางข่าว
ย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่ ‘บุปผาเร้น’ ตกอยู่ในอันตราย ก่อนจะกลับมาโด่งดังอีกครั้ง ชื่อของ ‘บุปผาเร้น’ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทั้งในญี่ปุ่นและเกาหลี ช่วงเวลานั้นเอง ที่วูจินเคยเห็นใบหน้าของประธานฮิเดกิผ่านสื่อ เพียงแต่ตอนนั้น เขาไม่ได้สนใจอะไรมากนัก ทำให้ใบหน้าของประธานฮิเดกิไม่ได้ฝังลึกอยู่ในความทรงจำ
ในทางกลับกัน ชเวซองกุนที่ยืนอยู่ด้านหลังเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เพราะจำได้ทันทีว่าชายชราตรงหน้าคือใคร
“บะ บ้าไปแล้ว นี่ท่านประธานฮิเดกิ โยชิมุระ! ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่ได้!?”
ชเวซองกุนเป็นทั้งผู้จัดการส่วนตัวของวูจิน และนักธุรกิจผู้มากประสบการณ์ แน่นอนว่าเขารู้จักคาชิฮิกรุ๊ปเป็นอย่างดี และรู้จักประธานฮิเดกิในฐานะผู้อยู่เบื้องหลัง ‘บุปผาเร้น’ มาเนิ่นนาน เพียงแต่ไม่เคยได้พบเจอตัวจริงเท่านั้นเอง
"เขาว่ากันว่าจะมีการอ่านบทที่โรงแรมแห่งนี้ ฉันไม่คิดเลยจริง ๆ ว่าประธานฮิเดกิจะมาด้วยตนเอง" ชเวซองกุนพึมพำกับตัวเอง แววตาฉายความมั่นใจขึ้นมาอีกนิด
"หรือว่า... คาชิฮิกรุ๊ปอาจจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง 'บุปผาเร้น' จริง ๆ ?" ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว พวกเขาอาจเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ แม้คาชิฮิกรุ๊ปจะยังไม่ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการก็ตามที แต่การปรากฏตัวของประธานฮิเดกิในวันนี้ ยิ่งตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ 'บุปผาเร้น' ให้ชัดเจนขึ้น หากไม่ใช่แบบนั้น อาจเป็นผู้กำกับเคียวทาโร่ หรือไม่ก็คงเป็นนักเขียนบทอย่างอาคาริแน่ ๆ
"แต่ว่า... การอ่านบทที่โรงแรมของคาชิฮิกรุ๊ปตั้งแต่แรก มันก็... แล้วทำไมต้องรอวูจินด้วยนะ? หรือว่า..." ชเวซองกุนยังคงครุ่นคิดอย่างสงสัย
ไม่นานนัก เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้น คังวูจินปรากฏตัวขึ้น ในสายตาของเขา ประธานฮิเดกิเป็นเพียงผู้กำกับภาพยนตร์ เขาจึงเพียงแค่โค้งศีรษะเล็กน้อย ก่อนเอ่ยทักทายด้วยภาษาญี่ปุ่นอย่างสุภาพ
"ขออภัยที่ทำให้รอนานครับ ผมติดอยู่ที่สนามบินอย่างที่แจ้งไป ผมคังวูจิน ยินดีที่ได้รู้จักครับ"
น้ำเสียงและสำเนียงภาษาญี่ปุ่นที่คล่องแคล่ว สร้างความประหลาดใจให้กับทีมงานและนักแสดงคนอื่น ๆ เสียงซุบซิบดังขึ้นเบา ๆ
"... นี่เขาพูดญี่ปุ่นได้ดีกว่าที่คิดไว้นะ"
"จริงด้วย ถ้าไม่บอกว่าเป็นคนเกาหลี ฉันก็คงไม่รู้เลย"
จริงอยู่ที่คังวูจินเคยโชว์ทักษะการพูดภาษาญี่ปุ่นมาแล้วหลายครั้ง ทั้งในรายการ 'คุยหลังฝน!' และคลิปวิดีโอต่าง ๆ แต่การได้ยินแบบสด ๆ ทำให้รู้สึกประทับใจกว่ามาก สายตานับสิบคู่จับจ้องมาที่เขากับประธานฮิเดกิ ราวกับต้องการบันทึกภาพความประทับใจนี้ไว้เป็นอย่างดี แสงแฟลชจากกล้องของนักข่าวบันเทิงสาดวาบไปมา คงจะเป็นข่าวหน้าหนึ่งประมาณว่า 'คังวูจิน พบ ประธานฮิเดกิ' อะไรเทือก ๆ นั้น
ประธานฮิเดกิเพียงแค่พยักหน้ารับเบา ๆ พร้อมกับเอ่ยเสียงต่ำ
"อืม..."
ประธานฮิเดกิยกมือลูบคางอย่างใช้ความคิด รอยยิ้มอบอุ่นเผยขึ้นบนใบหน้าที่ผ่านวันเวลามานาน ก่อนเอ่ยกับคังวูจินว่า
"สำเนียงภาษาญี่ปุ่นของคุณฟังดูเป็นธรรมชาติกว่าที่เห็นในโทรทัศน์เสียอีก ผมเห็นตอนที่คุณใช้ภาษามือด้วยล่ะ"
ภาษามืออย่างนั้นหรือ? อ้อ...รายการ 'คุยหลังฝน' คังวูจินนึกขึ้นได้ จึงยิ้มรับอย่างสุภาพ
"ขอบคุณครับ"
ทันใดนั้นประธานฮิเดกิก็ขยับเข้ามาใกล้ เสียงกระซิบแผ่วเบาอย่างปกปิด
"หลานชายของผม เขาชื่นชอบคุณคังวูจินมากเลยล่ะครับ ถึงขั้นคลั่งไคล้เลยทีเดียว"
"...จริงเหรอครับ?"
"คุณคังวูจินนี่ เปลี่ยนชีวิตหลานชายผมไปเลยนะ"
ประโยคกล่าวถึงหลานชายดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย คังวูจินได้แต่รับรอยยิ้มอบอุ่นนั้นไว้
"ขอบคุณมากครับ ขอบคุณจริง ๆ เด็กคนนั้นคือทุกสิ่งทุกอย่างของผม"
เกิดอะไรขึ้นกันแน่... คำพูดที่ลอยมาอย่างไร้ที่มาที่ไป ทำให้คังวูจินรู้สึกสับสน ได้แต่รับฟังอย่างงุนงง ไม่กล้าเอ่ยถาม ตัดสินใจปล่อยผ่าน คงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรนัก
ขณะที่ทั้งคู่กำลังติดอยู่ในบทสนทนา ผู้กำกับเคียวทาโร่ที่ยืนเกาหัวฟังอยู่ข้าง ๆ จึงถือโอกาสแนะนำตัว
"คุณวูจินครับ คน ๆ นี้คือคุณโยชิมุระ ฮิเดกิ ประธานบริษัทคาชิฮิกรุ๊ปครับ"
เดิมทีควรจะแนะนำว่าเป็นผู้สนับสนุนหลัก แต่เพราะมีสายตานับร้อยจับจ้อง ผู้กำกับเคียวทาโร่จึงต้องเปลี่ยนคำพูดไป การประกาศอย่างเป็นทางการ คงต้องเป็นหน้าที่ของประธานฮิเดกิ
"ที่นี่ คุณเป็นคนเช่าโรงแรมนี้ให้ใช่ไหมครับ?"
เมื่อได้ยินสามพยางค์ 'คาชิฮิกรุ๊ป' ความคิดของวูจินก็แล่นวาบ ราวกับฟ้าผ่าลงตรงหน้า ประสานเสียงกับถ้อยกระซิบแผ่วเบาของชเวซองกุนที่ยืนอยู่ด้านหลัง ในที่สุด วูจินก็ตระหนักได้ว่า บุรุษผู้มีอาวุโสที่ยืนอยู่ตรงหน้า คือเจ้าของเครือบริษัทมยักษ์ใหญ่แห่งแดนอาทิตย์อุทัย
"อ๋อ! นึกออกแล้ว! เคยเห็นในข่าว!"
ทว่า ถึงแม้จะล่วงรู้ถึงสถานะที่แท้จริงของท่านประธานแล้ว ความรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจกลับไม่ปรากฏในใจของวูจินแม้แต่น้อย ราวกับว่าการพบกันครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพียงแต่แปลกใจอยู่เล็กน้อยเท่านั้น ทันใดนั้นเอง เสียงทุ้มของผู้กำกับเคียวทาโร่ก็ดังขึ้น พร้อมกับมือที่ส่งสัญญาณมาทางเขา
"คุณวูจิน เชิญไปทักทายนักแสดงท่านอื่น ๆ ก่อนนะครับ"
"ครับ"
ประธานฮิเดกิ โค้งศีรษะให้วูจินเล็กน้อย
"วันนี้ผมตั้งตารอดูการแสดงของคุณมากเลยนะครับ"
"ขอบคุณครับ"
ขณะที่วูจินหันหลังกลับ หลังกล่าวคำทักทายเสร็จสิ้น ก็ได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาของชเวซองกุนที่ข้างหู
"ผมขอตัวไปอยู่ด้านหลังนะครับ"
เมื่อร่างสูงของชเวซองกุนเดินล่างออกไป ประธานฮิเดกิ ผู้กำกับเคียวทาโร่ และนักเขียนอาคาริ ก็จัดท่าทางให้กับเหล่านักข่าว แสงแฟลชสว่างจ้าราวกับสายฟ้าฟาด วูจินกวาดสายตามองไปรอบโถง
"ใหญ่มาก"
ขนาดของมันกว้างขวาง พอจะจุคนได้หลายร้อยชีวิต ตรงกลางมีโต๊ะทรงโค้งรูปตัว U ตั้งตระหง่านอยู่ วูจินกวาดสายตาอ่านป้ายชื่อบนโต๊ะ ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับการอ่านบท
-[อิโยตะ คิโยชิ / คุณคังวูจิน]
ดวงตาคมจ้องมองชื่อของตัวเองที่ถูกเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นอย่างตั้งใจ ตำแหน่งของเขาอยู่ด้านข้างขวาถัดจากประธาน สายตาคมกวาดมองไปรอบ ๆ เหล่านักแสดงมากฝีมือต่างทยอยกันมา ทั้งชายหนุ่มผู้มีที่คาดผมประดับศีรษะ หญิงสาวผู้มีดวงตากลมโต หญิงสาวผมยาวสลวย ชายหนุ่มรูปงาม หญิงสาวใบหน้างามละมุน และผู้คนอีกมากมายหลากหลาย นักแสดงอย่างน้อยสิบกว่าชีวิต ทุกสายตาต่างจับจ้องมายังวูจินราวกับต้องมนตร์สะกด
แม้จะเป็นคนแปลกหน้าท่ามกลางวงสนทนา แต่คังวูจินก็ไม่ได้แสดงท่าทีเคอะเขินออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย
ไม่นานนัก คังวูจินก็โค้งศีรษะให้กับนักแสดงคนอื่น ๆ อย่างนอบน้อม
“สวัสดีครับ ผมคังวูจิน”
เขาเอ่ยทักทายด้วยภาษาญี่ปุ่น สำเนียงลื่นไหลเป็นธรรมชาติ ด้านนักแสดงชาวญี่ปุ่นต่างก็ยิ้มรับอย่างมีมารยาท
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ ผมมานะ โคซะกุครับ”
“อยากเจอคุณจังเลยค่ะ! ฉันอุรามัตสึ มิฟุยุ!!”
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ ผมโอกิโมโตะ ยาสุตะครับ”
“คุณพูดญี่ปุ่นได้คล่องมากเลยนะคะ ฉันชอบ ‘เพื่อนชาย’ มาก ๆ เลยค่ะ ฉันสึนามุระ คิมิโกะค่ะ”
...
...
...
ชื่อภาษาญี่ปุ่นมากมายถูกเอ่ยขึ้นราวกับสายน้ำ คล้ายกับทุกคนในที่แห่งนี้ล้วนเป็นคนรู้จัก ยกเว้นเพียงคังวูจินที่เป็นดั่งคนนอก แม้สมองของเขาจะสามารถจดจำใบหน้าของนักแสดงระดับท็อปของเกาหลีได้อย่างแม่นยำ แต่การจดจำชื่อของนักแสดงญี่ปุ่นทั้งหมดคงเป็นเรื่องที่เกินความสามารถ
‘ช่างเถอะ แค่แสดงให้ดีก็พอแล้ว จำไปก็เท่านั้น’ คังวูจินได้แต่ปลอบใจตัวเองเบา ๆ
หลังจากทักทายนักแสดงหลักจนครบ คังวูจินก็พยักหน้าให้กับนักแสดงสมทบที่อยู่ด้านหลัง ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ตัวว่างโดยไม่ได้เอ่ยชวนใครพูดคุยเป็นพิเศษ เพราะตอนนี้ในหัวของเขามีแต่บทละครที่ต้องท่องจำ การจดจ่ออยู่กับการแสดงคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
ฝั่งนักแสดงญี่ปุ่นระดับท็อปเองก็ดูเหมือนจะเข้าใจสถานการณ์ดี พวกเขาพากันเดินไปยังที่นั่งของตนพร้อมกับเสียงพูดคุยที่แผ่วเบา
“คุณคังวูจินดูเป็นคนเงียบ ๆ นะคะ”
“หรือว่ายังไม่คุ้นชินกับที่นี่”
“ก็ต้องประหม่านิดหน่อยล่ะมั้ง ในเมื่อทุกคนเป็นคนญี่ปุ่นกันหมด”
“ตื่นเต้นแหละดูออก ถ้าเดี๋ยวพูดบทผิดขึ้นมาจะทำยังไงล่ะนั่น”
“ได้ยินมาว่าเป็นนักแสดงหน้าใหม่ด้วยนะ ไม่ธรรมดาเลย แต่ก็น่าเป็นห่วงอยู่เหมือนกัน”
“การแสดงใน ‘จิตวิทยา’ หรือ ‘เพื่อนชาย’ ก็ถือว่าทำได้ดีเลยนะ”
“แต่การแสดงภาษาญี่ปุ่นเพิ่งจะเป็นครั้งแรก แถมยังดูตื่นเต้นขนาดนั้น อีกอย่างบทของเรื่องนี้ก็...”
ดวงตากลมโตของนักแสดงสาวที่แนะนำตนเองว่า อุรามัตสึ มิฟุยุ เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะเอียงคออย่างใช้ความคิด
“เอ๋- ตื่นเต้นเหรอ ทุกคนดูคิดแบบนั้นกันหมดเลย ฉันกลับไม่รู้สึกแบบนั้นสักนิด คนที่ตื่นเต้นจริง ๆ ไม่มีทางเปล่งเสียงราบเรียบขนาดนั้นหรอก”
“นี่ มิฟุยุ มาอ่านบททั้งทียังจะมาหาว่าที่สามีในฝันอีกเหรอ”
“ไม่ใช่นะ หมายถึงน้ำเสียงของคุณคังวูจินต่างหาก ไม่มีอาการสั่นเลยสักนิด แถมมือก็ยังนิ่งสนิทอีก”
“ถ้าอย่างนั้นก็โชคดีไป-”
เสียงพูดคุยหยุดชะงักลง เมื่อเสียงทุ้มกังวานดังขึ้นทั่วห้องโถง
“ทุกคนครับ”
เคียวทาโร่ ผู้กำกับหนุ่มโค้งตัวให้กับประธานฮิเดกิเล็กน้อย หลังจากที่คุยธุระกันเสร็จ ก่อนจะหันไปเอ่ยกับทุกคนที่อยู่ในห้องโถง
“เก็บของแล้วอีก 10 นาที เรามาเริ่มกันนะครับ ตอนนี้ใครจะไปห้องน้ำก็เชิญได้เลย”
การอ่านบทละครเรื่อง ‘บุปผาเร้น’ กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
ไม่นานนัก
ผู้คนกว่าร้อยชีวิตที่กระจายตัวกันอยู่ก็ทยอยหาที่นั่งของตนเอง เคียวทาโร่ และ อากิริ นักเขียนบทละคร นั่งอยู่บนโต๊ะประธาน ทั้งสองข้างเป็นโต๊ะยาวรูปตัว U ที่ล้อมรอบไปด้วยนักแสดงหลายสิบคน ทีมงาน ผู้เกี่ยวข้อง และนักข่าว
ท่ามกลางผู้คนมากมาย
“...”
ประธานฮิเดกินั่งในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นใบหน้าของคังวูจินได้อย่างชัดเจน ส่วนชเวซองกุนก็นั่งอยู่ที่เก้าอี้ด้านหลังวูจิน
บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความตึงเครียด
และสิ่งที่ทำลายความอึมครึมนั้นลงก็คือ เสียงลากเก้าอี้ดังขึ้น
- กึก
“สวัสดีครับ ผม เคียวทาโร่ ทาโนะงูจิ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง ‘บุปผาเร้น’ ยินดีที่ได้พบทุกคนครับ”
ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวญี่ปุ่นผู้เป็นปรมาจารย์เอ่ยขึ้น ก่อนจะหันไปมองอากิริที่นั่งอยู่ทางซ้ายมือ เป็นสัญญาณส่งต่อให้เธอแนะนำตัว
“สวัสดีค่ะ ฉันรู้สึกตื้นตันใจมากที่ได้เห็นตัวละครใน ‘บุปผาเร้น’ ซึ่งฉันทุ่มเทเขียนมันอย่างสุดชีวิต ยืนอยู่ตรงหน้าแบบนี้ ขอบคุณทุกคนมากนะคะ”
อาคาริ ทากิคาวะ นักเขียนผู้มีนามกระจายทั่วโลกโค้งคำนับอย่างนอบน้อม ผู้กำกับเคียวทาโร่จึงเบนสายตาไปยังนักแสดงหนุ่มที่นั่งอยู่แถวหน้าฝั่งขวา คังวูจิน
"สวัสดีครับ ผมคังวูจิน รับบทเป็นอิโยตะ คิโยชิ ครับ"
ประโยคภาษาญี่ปุ่นที่เปล่งออกมานั้น แม้จะชัดถ้อยชัดคำ ทว่าแฝงไว้ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เด็ดขาด สร้างความประทับใจแก่ชเวซองกุนที่นั่งอยู่ด้านหลังเป็นอย่างยิ่ง
‘โอ้โห นายแน่มากวูจิน ได้แนะนำตัวเป็นคนแรกเลย ทั้ง ๆ ที่มีนักแสดงญี่ปุ่นระดับท็อปตั้งเยอะ’
การกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ผู้กำกับเคียวทาโร่ให้ความสำคัญกับวูจินมากเพียงใด อีกทั้งบทบาทของอิโยตะ คิโยชิ ก็ถือเป็นบทบาทสำคัญในเรื่องอีกด้วย
เอาล่ะ
"ดิฉันมานะ โคซากุ รับบทเป็นโยชิซาวะ โมจิโอะ ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะคะ"
"สวัสดีค่าาา ฉันอุรามัตสึ มิฟุยุ รับบทเป็นโฮริโนจิ อามิเอะ ค่ะ!!"
"สึนามุระ คิมิโกะ ค่ะ ดิฉันรับบทเป็นอิยะซากิ ค่ะ"
นักแสดงต่างทยอยกันออกไปแนะนำตัว ท่ามกลางเสียงปรบมือดังกระหึ่ม ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง 'บุปผาเร้น' ย่อมมีนักแสดงร่วมงานมากมายเป็นธรรมดา ทั้งยังล้วนแต่เป็นนักแสดงชื่อดังทั้งระดับซุปตาร์และเอลิสต์เสียส่วนใหญ่ ช่วงเวลาแห่งการแนะนำตัวจึงกินเวลาร่วม 30 นาที กระทั่งถึงคิวสุดท้าย...
- อืม...
หญิงสาวผมบ็อบสั้นผู้ลุกขึ้นแนะนำตัวอย่างสุภาพเรียบร้อย เธอยืนอยู่ตรงริมสุด
"เอ่อ สวัสดีค่ะ ฉันนาคาโจ คิมิค่ะ รับบทเป็น ‘มิซากิโทกะ’ ค่ะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ ฉันจะตั้งใจเรียนรู้จากทุกคนค่ะ"
นักแสดงสาวเจ้าของผิวกะลาสีดอกพุดเผยร่องรอยความประหม่าให้เห็นแวบหนึ่ง เธอคงเป็นนักแสดงหน้าใหม่กระมัง ซึ่งแท้จริงแล้วนาคาโจ คิมิเพิ่งเดบิวต์ได้เพียงสองปี ถือว่ายังเป็นน้องใหม่ในวงการอยู่ แต่ด้วยความสามารถอันโดดเด่นทำให้เธอเป็นนักแสดงดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งวงการบันเทิงญี่ปุ่น คิมิจึงฝ่าฟันการออดิชั่นที่ดุเดือดเพื่อคว้าบท "มิซากิ โทกะ" มาครองได้สำเร็จ
แม้ "มิซากิ โทกะ" จะไม่ใช่บทนำ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นบทที่มีความสำคัญต่อเนื้อเรื่อง "บุปผาเร้น" ไม่น้อย เพราะเธอคือ "ตัวจุดชนวน" ที่ทำให้ "อิโยตะ คิโยชิ" ซึ่งรับบทโดยคังวูจิน ตัดสินใจ "แก้แค้น" ภาพการจบชีวิตของโทกะคือสิ่งที่คอยหลอกหลอนคิโยชิ นำไปสู่การล้างแค้นในที่สุด ส่วนทางด้านคิมิ เธอกำลังตื่นเต้นจนแทบจะกรีดร้องออกมา
"ฟู่... อย่างน้อยก็แนะนำตัวจบแล้ว"
ทุกคนที่นี่ล้วนเป็นรุ่นพี่ในวงการ ทั้งผู้กำกับและคนเขียนบทก็ระดับตำนาน แถมยังมีทีมงานอีกนับร้อยชีวิต คิมิรู้สึกอยากจะหายตัวออกไปจากตรงนี้เดี๋ยวนี้เสียให้รู้แล้วรู้รอด
แต่ในวินาทีนั้นเอง...
"เอ๊ะ?"
ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ เกิดอะไรขึ้นนะ ทำไมคังวูจินที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดถึงมองมาที่เธอแบบนี้ ดวงตาของทั้งคู่ประสานกัน พอดีว่าบทบาทส่วนใหญ่ของคิมิต้องเข้าฉากกับคังวูจิน เธอจึงให้ความสนใจนักแสดงชาวเกาหลีคนนี้เป็นพิเศษ ทั้งเรื่อง "เพื่อนชาย" และ "นิติจิตวิทยา" เธอดูมาหมดแล้ว
‘สรุปคือสุดยอดมาก’ คิมิคิดในใจ
ยิ่งไปกว่านั้น นักแสดงชาวเกาหลีคนนี้เพิ่งเข้าวงการมาได้เพียงปีเดียว แต่ความแตกต่างกลับมากมายมหาศาล คังวูจินนั่งอยู่ข้างผู้กำกับเคียวทาโร่ในฐานะนักแสดงนำ ในขณะที่คิมินั่งอยู่ริมสุดในฐานะนักแสดงสมทบ แทบไม่มีใครสนใจเธอเลยสักนิด แล้วทำไมคังวูจินถึงมองมาที่เธอล่ะ
"อะ เอ่อ... หรือว่าฉันต้องทักทายเขาก่อนดีนะ"
ระหว่างที่เหล่านักแสดงคนอื่นกำลังแนะนำตัว คิมิก็ค้อมศีรษะลงเล็กน้อยเป็นเชิงทักทายคังวูจิน อย่างประหม่า เขารับไหว้อย่างสุภาพ แต่ทว่า...
'สายตาแบบนั้นคืออะไรกัน'
คิมิรู้สึกได้ถึงแววตาว่างเปล่าของคังวูจิน ที่มองมายังเธอ ไร้ซึ่งความรู้สึก ไร้อารมณ์ ประหนึ่งสายตาเฉยเมยจนยากจะหาคำอธิบาย เหตุใดนักแสดงชาวเกาหลีผู้นี้จึงมองเธอด้วยสายตาเช่นนั้น
'ดูถูก หรือ สงสาร กันแน่'
ทันใดนั้น
"อืม!"
"เริ่มกันเลยครับ"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอ่ยเป็นภาษาญี่ปุ่นของ ผู้กำกับเคียวทาโร่ดังก้องไปทั่วทั้งห้อง ทำเอาเหล่านักแสดง รวมถึงทีมเขียนบทต่างเปิดบทภาพยนตร์ของตนอย่างพร้อมเพรียง แน่นอนว่าเคียวทาโร่จะเป็นผู้ดำเนินเรื่องและอ่านคำบรรยายด้วยตนเอง
"ฉากที่ 1 ในห้องเรียน เหล่านักเรียนกำลังรุมกลั่นแกล้งนักเรียนชายคนหนึ่ง แต่ใบหน้าของนักเรียนชายที่นอนคว่ำอยู่กับพื้นกลับเรียบเฉย"
บทภาพยนตร์ช่วงแรกส่วนใหญ่จะเป็นฉากที่ อิโยตะ คิโยชิ ถูกเหล่านักเรียนรุมทำร้าย แม้จะเป็นฉากสำคัญที่ปูเรื่องราวของคิโยชิ แต่ในบทภาพยนตร์นั้นไม่มีทั้งบทพูดและเสียงประกอบของตัวประกอบ เคียวทาโร่จึงเลือกที่จะบรรยายส่วนนี้ไว้คร่าว ๆ ฉากของคังวูจิน ช่วงแรกจึงถูกข้ามไปเช่นกัน
บทพูดสั้น ๆ ของตัวละครหลักเริ่มปรากฏขึ้นเป็นระยะ
"(อิโยตะ คิโยชิ) เฮ้! คิโยชิ! ยืนดี ๆ สิวะ ยืนดี ๆ"
ชื่อของตัวละครจะถูกระบุเอาไว้ในวงเล็บก่อนบทพูด ความขัดแย้งที่แท้จริงเริ่มต้นขึ้นเมื่อ มิซากิ โทกะ ปรากฏตัวในฐานะนักเรียนใหม่
"(ฉากที่ 18 มิซากิ โทกะ ปรากฏตัวขึ้น ผลักนักเรียนที่รุมล้อมอยู่ให้กระเด็นออกไป)"
เมื่อถึงบทของตน คิมิจึงยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมออกมา ก่อนจะตะโกนออกไป
"พอได้แล้ว! พวกนายหยุดเดี๋ยวนี้นะ หาความสุขแบบนี้มันสนุกนักหรือไง?"
โทกะหันไปพูดกับคิโยชิ น้ำเสียงตัดพ้อเจือความโกรธ
"ไม่เป็นไรใช่มั้ย"
สายตาทั้งหมดจับจ้องไปที่คังวูจิน รอคอยปฏิกิริยาจากชายหนุ่ม คิมิเองก็เช่นกัน สายตาของเขาทั้งคู่ประสานกันในชั่ววินาทีนั้น
"!!!"
ทันใดนั้น คิมิก็รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง สายตาของวูจินที่มองเขานั้น… มันช่างว่างเปล่า ไร้ซึ่งความรู้สึกใด ๆ ราวกับหุ่นยนต์ที่ไร้วิญญาณ
‘ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ที่เขามองฉันในฐานะคิโยชิมองโทกะ แบบนี้…ในฐานะคิโยชิ’
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัว คิมิเพิ่งรู้สึกตัวในตอนนี้… ว่าแววตาอันเย็นชาของวูจินนั้น มันช่างเหมือนกับคิโยชิไม่มีผิด ราวกับ ‘คนแปลกหน้า’ ที่ไร้ตัวตนในบทภาพยนตร์ หรืออาจจะเหมือนกว่านั้นด้วยซ้ำ
ความรู้สึกเย็นยะเยือกแล่นไปทั่วสันหลัง ราวกับถูกสายตาของสัตว์นักล่าจ้องมอง
‘แล้วทำไมถึงเร็วขนาดนี้? ไม่มีใครรู้เลยเหรอ?’
เมื่อไหร่? ตกลงเมื่อไหร่กันที่เขาเริ่มกลายเป็นคิโยชิ?
คำถามดังก้องอยู่ในหัว แต่คำตอบนั้นกลับแสนเรียบง่ายและชัดเจน…
“…”
วินาทีนั้น คิมิรู้แล้วว่าคังวูจินได้กลายเป็นคิโยชิไปตั้งแต่เมื่อไหร่… ตั้งแต่ก่อนการแนะนำตัวของนักแสดงคนอื่น ๆ เสียอีก
สำหรับคิโยชิ… สำหรับคังวูจินในตอนนี้ เหล่าทีมงานกว่าร้อยชีวิต ทีมผู้สร้าง หรือแม้แต่ประธานฮิเดกิและผู้กำกับเคียวทาโร่… ล้วนเลือนหายไปจนหมดสิ้น
สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงห้องเรียนที่น่าขยะแขยง เต็มไปด้วยการกลั่นแกล้งอันโหดร้าย และโลกที่อัดแน่นไปด้วยคนชั่วร้าย… โลกที่เขาต้องเผชิญหน้าเพียงลำพัง
แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ… เพราะมันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไป…
หัวใจของคังวูจิน… มันแตกสลายไปนานแล้ว…
นักแสดงนับสิบชีวิตและทีมงานอีกมากมายต่างไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย แม้กลิ่นอายที่สัมผัสได้จะเป็นของคิโยชิ แต่คิโยชิในตอนนี้ก็เปรียบเสมือนภาชนะว่างเปล่า หากมีใครสักคนรอบข้างรู้สึกตัว นั่นหมายความว่าคังวูจินยังถ่ายทอดบทบาทของคิโยชิออกมาได้ไม่ดีพอ
ในวินาทีนั้น คังวูจินคือคิโยชิที่ตราตรึงอยู่ในใจของทุกคน
สายตาของเขามองมายังคิมิ ปราศจากความหวั่นไหว ไร้ซึ่งท่าทางและความคิดใด ๆ ในดวงตาคู่นั้นมีเพียงความว่างเปล่าและความรู้สึกเพียงหนึ่งเดียวที่ปรากฏขึ้น
ความสงสัย
“ผมไม่เป็นไร”
คังวูจินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ความรู้สึกใด ๆ ปะปน
ทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงปกป้องผม?
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง เสียงพูดของคังวูจิน หรือจะเรียกว่าคิโยชิก็ได้ ดังก้องไปทั่วทั้งห้องจนเคียวทาโร่ ผู้กำกับภาพยนตร์ ถึงกับเอ่ยออกมาอย่างลืมตัว
‘ไม่มีอะไรอยู่ในนั้นเลย ไม่มีแม้แต่ความรู้สึกแฝงอยู่ในน้ำเสียง ความรู้สึกที่ว่างเปล่า นั่นแหละคือความรู้สึกของคิโยชิ ทำไมเขาถึงถ่ายทอดความรู้สึกละเอียดอ่อนแบบนั้นออกมาได้อย่างง่ายดายขนาดนี้นะ’
ไม่เพียงแต่เคียวทาโร่เท่านั้น อาคาริ นักเขียนบทละคร ก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจไม่ต่างกัน
‘······หัวใจฉันเต้นแรง นี่สินะ คิโยชิ ฉันได้เห็นคิโยชิกับตาตัวเองแล้ว’
นักแสดงชาวญี่ปุ่นหลายคนเบิกตากว้าง พวกเขารู้สึกได้ถึงตัวตนของคิโยชิราวกับมีชีวิต คังวูจินยังคงจ้องมองคิมิโดยไม่มีใครล่วงรู้ถึงความคิดของเขา
คิโยชิก้มศีรษะลงเล็กน้อย
แปลก ทั้งดวงตา จมูก ปาก แม้กระทั่งลมหายใจ ทุกอย่างของคังวูจินล้วนทำงานตามปกติ แต่กลับมีบรรยากาศที่ประหลาดแผ่ออกมาจากทั่วทั้งร่างกาย
“กินข้าวด้วยกันไหม?” โทกะเอ่ยชวน
“ถ้าเธอไม่รังเกียจ...” คิโยชิตอบอย่างไม่ลังเล
“ไม่รังเกียจอยู่แล้ว! ไปที่ดาดฟ้ากันเถอะ”
“อืม”
ระหว่างที่สนทนากัน คังวูจินก็ยังคงจ้องมองโทกะไม่วางตา
“อ๊ะ! คิโยชิไม่มีข้าวกล่องเหรอ วันนี้กินแต่ขนมปังเหรอ?” โทกะเอ่ยถามอย่างแปลกใจ
"ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนั้นแหละ"
"ลองทานข้าวกล่องของฉันมั้ย"
"ก็ได้"
ไร้จุดมุ่งหมาย ไร้ความรู้สึกใด ๆ แฝงอยู่ในน้ำเสียง แต่คิโยชิก็ยังคงสนทนา ตอบคำถามของโทกะ สายตาที่เขามองเธอนั้นเรียบเฉย จริงจัง จนเหล่านักแสดงญี่ปุ่นที่เริ่มสังเกตเห็นวูจินต่างก็รู้สึกแปลกใจ บ้างก็ถึงกับนั่งตะลึง
มานะ โคซะกุ หญิงสาวผมยาวรวบมัดด้วยที่คาดผมซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ วูจิน คิดในใจด้วยความฉงน
‘มัน...เป็นไปได้ยังไงกัน’
การแสดงของเขามันเหนือกว่าการควบคุม หรือแม้แต่การสะกดกลั้นอารมณ์โดยสิ้นเชิง นักแสดงหน้าใหม่ชาวเกาหลีคนนี้
‘ทำไมเขาถึงสามารถขจัดอารมณ์ของตัวเองได้ขนาดนั้น’
ราวกับว่าเขาลบมันออกไปจากใจอย่างตั้งใจ
-จบ-