- หน้าแรก
- ฉันถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสุดยอดนักแสดงอัจฉริยะผู้น่าสะพรึง
- บทที่ 169 แตกหัก (8)
บทที่ 169 แตกหัก (8)
บทที่ 169 แตกหัก (8)
[แปลโดยฝีมือ...ยัก.ษา.แปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ\]
[Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย]
[หลังแปลจบ คิดว่าจะมีการเกลาคำเบื้องต้น แก้คำผิด ปรับสำนวนให้สละสลวย เทียบคำต่อคำ ขอบคุณที่ให้การสนับสนุนกันเสมอมานะครับ]
บทที่ 169 แตกหัก (8)
ตึก ตึก ตึก เสียงฝีเท้าของอิโยตะ คิโยชิ ไม่สิ คังวูจินกำลังก้าวลงบันไดอย่างสงบนิ่ง ไร้ซึ่งความรู้สึกใด ๆ ราวกับเงาที่ไร้ตัวตน ไม่มีจุดใดสะดุดตา
จะมีก็เพียงแค่ใบหน้าที่ดูไม่ญี่ปุ่นเอาเสียเลย
แววตาที่แปลกประหลาด บนแขนของวูจินที่กำลังก้าวลงบันไดพลันรู้สึกเย็นวาบ ความจริงสินะ ในตอนนี้เขาได้เข้ามาอยู่ในชีวิตของคิโยชิแล้ว และกำลังเผชิญหน้ากับมันอย่างแท้จริง
เมื่อครู่เขาเพิ่งจะสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดไป และได้ลบสิ่งที่ธรรมดาที่สุดอย่างหนึ่งทิ้งไป
พูดง่าย ๆ ก็คือมีคนตาย และเขาเป็นคนฆ่า
คนหนึ่งตายด้วยน้ำมือของตัวเอง อีกคนตายด้วยน้ำมือของเขา วูจินมองดูภาพเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสองตาของตัวเอง
"...."
แต่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ความรู้สึกของเขายังคงเฉยชา ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉย
แต่ทว่า..
"มะ..มีอะไรน่ะ!!!"
"กรี๊ดดดด!!"
"ตำรวจ! เรียกตำรวจที!!"
"อ๊าาาา!!"
โรงเรียนกลับกลายเป็นความโกลาหล เสียงกรีดร้องจากชั้นล่าง เสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายใกล้ ๆ ทางเดิน เสียงฝีเท้าที่วิ่งวุ่นวายจากชั้นล่าง บรรดานักเรียนที่วิ่งเบียดเสียดไหล่เขาไป ตามมาด้วยคุณครูที่วิ่งตามมาติด ๆ
เป็นแบบนี้ก็สมควรแล้ว
จู่ ๆ ก็มีนักเรียนสองคนเสียชีวิตไปพร้อมกัน แต่เรื่องแบบนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้น เมื่อเร็ว ๆ นี้ในญี่ปุ่นมีนักเรียนฆ่าตัวตายบ่อยครั้ง ถึงอย่างนั้นการได้เห็นเหตุการณ์จริง ๆ กับในข่าวก็แตกต่างกันมาก
-เฮือก
คังวูจินไม่ได้ลงไปที่ชั้น 1ที่กำลังวุ่นวาย แต่เดินเข้าไปในทางเดินชั้น 2 ที่มีห้องเรียนอยู่ก่อนจะชะงักและมองไปที่มือทั้งสองข้างของตัวเอง พวกมันยังคงเหมือนเดิม เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน สั่นไหวไม่ต่างกัน และหายใจด้วยความถี่เท่าเดิม
'ไม่เป็นไร'
ตอนนี้เสียงพึมพำนั้นไม่ใช่การปลอบใจตัวเอง แต่คือความมั่นใจว่าเขาจะไม่ถูกสงสัยว่าเป็นฆาตกร ดังนั้น เขาจึงเดินต่อ แต่จุดหมายของวูจินไม่ใช่ห้องเรียนของตัวเอง แต่เป็นห้องเรียนของ'มิซากิ โทกะ' ไม่มีนักเรียนอยู่เลย คงออกไปดูเหตุการณ์กันหมดแล้ว มีเพียงบรรยากาศเฉพาะตัวของห้องเรียนเท่านั้นที่ต้อนรับคังวูจิน
-กริ๊ก
เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ มันคือโต๊ะของโทกะ บนโต๊ะมีรอยขีดเขียนมากมาย เช่น ตาย ๆ ไปซะ น่าขยะแขยง ทุเรศ ไปตายซะ ไอ้ขยะ วูจินจ้องมองรอยขีดเขียนเหล่านั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย นานประมาณ 5 วินาที
-ฉับ
เขาดึงสมุดกับกล่องดินสอออกมาจากลิ้นชักโต๊ะ บนนั้นมีชื่อ 'มิซากิ โทกะ' เขียนอยู่ทั้งคู่ คังวูจินเริ่มเขียนบางอย่างลงในหน้าว่างของสมุด
-สึงุมุเนะ ชินโนะสุเกะ
มันคือชื่อ แต่หลังจากที่เขียนชื่อนั้นเสร็จ เขาก็ทำเครื่องหมายกากบาทลงไป เพราะหัวของหมอนั่นแหลกไปแล้ว ใต้ชื่อนั้นมีรายชื่อทั้งหมด 9 รายชื่อเป็นรายชื่อของผู้ชายและผู้หญิงปะปนกันไป วูจินเขียนชื่อจนครบแล้วฉีกกระดาษแผ่นนั้นออก พับครึ่ง จากนั้นก็พับครึ่งอีกครั้ง
กระดาษที่ถูกพับถูกเก็บเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของเขา
"ตอนนี้ยังไม่ได้"
เขากำลังพูดถึงเวลาที่เหมาะสม เวลาที่เขาสามารถกำจัดคน 9 คนนี้ได้โดยไม่มีปัญหาและไม่เสียใจ จากนั้นวูจินก็ค่อย ๆ เดินออกจากห้องเรียนไปตามทางเดินพลางพึมพำกับตัวเอง
"คนเดียวไม่เป็นไร แต่9 คนนี่มันมากเกินไป ทั้งแรงกาย สมอง ประสบการณ์"
ทุกอย่างมันยังไม่พอ และสิ่งที่ไม่พอจะนำไปสู่ความล้มเหลว ยิ่งไปกว่านั้น การกระทำ ในตอนนี้อาจทำให้เขาถูกสงสัยได้เพราะความแค้น
"ลืมมันไปซะ"
ต้องกลายเป็น ‘คนแปลกหน้า’ ในสายตาชาวโลก เป็น ‘คนแปลกหน้า’ ที่ไม่มีใครแม้แต่จะจำได้ ถึงขั้นที่ว่าต้องใช้ชีวิตอย่างเงียบเชียบ ปกปิดความพิเศษใด ๆ ให้ดูเลือนราง
คังวูจินคิด คิโยชิคิด แผนนี้ต้องใช้เวลา พวกเขาต้องเลือกเล่นในระยะยาว
ไม่ว่าจะ 1 ปี หรือ 5 ปี และเมื่อถึงเวลาที่ทุกคนลืมเลือนพวกเขาจนได้ที่ เมื่อนั้นหายนะที่ไร้ปี่ขลุ่ยก็จะเริ่มขึ้น หายนะที่จะคร่าชีวิตผู้คนมากมาย และมันจะเป็น ‘ความตายที่แปลกประหลาด’ อย่างไม่ต้องสงสัย
ทันใดนั้น คังวูจินที่กำลังเดินอยู่บนทางเดินก็หยุดลง เขา
“...”
มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นผู้คนมากมาย ทั้งนักเรียนหลายร้อยคน ตำรวจที่เดินทางมาถึงแล้ว ครูที่ตื่นตระหนก และกลุ่ม 9 คนที่กำลังจับกลุ่มคุยกันอย่างกระซิบกระซาบ ดวงตาอันว่างเปล่าของคังวูจินจ้องมองพวกเขา
ไม่ใช่ความเกลียดชัง ไม่ใช่ความอยากฆ่า
แต่มันคือ
“งานที่ต้องทำ”
เพียงเท่านั้น
•
•
•
•
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว?
[ “‘A:อิโยตะ คิโยชิ’ สิ้นสุด การอ่าน (ประสบการณ์)” ]
คังวูจินที่ใช้ชีวิตเป็นคิโยชิกลับมาแล้ว แน่นอนว่าเขายังอยู่ในรถตู้ และถึงแม้จะใช้ชีวิตเป็นคิโยชิมาหลายปี แต่เวลาจริงผ่านไปเพียงไม่กี่สิบวินาที นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้วูจินรู้สึกแปลก ๆ กับรถตู้คันนี้ ในตอนนี้
“ฮู่-”
เป็นแบบนี้เสมอ หลังจากที่เขาอ่าน (ประสบการณ์) บทบาทใด ๆ สถานที่ที่เขาอยู่จริง ๆ จะรู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที ในขณะเดียวกันความรู้สึกจากบทบาทนั้นก็จะชัดเจนขึ้น แน่นอนว่า ‘อิโยตะ คิโยชิ’ ก็ไม่ต่างกัน ถึงแม้ว่ามันจะถูกสลักไว้ในตัวเขาแล้ว แตอนนี้มันกลับยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีก
เมื่อครู่ยังเป็น ‘คิโยชิ’ อยู่เลย บัดนี้วูจินก็ดึง ‘สิบโทจินซอนชอล’ ออกมาอย่างไม่ยากเย็นนัก และจดจ่อกับมัน ทว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้าเขามีกำหนดต้องไปญี่ปุ่น ทำให้มีหลายฉากที่วูจินต้องถ่ายทำให้เสร็จ
ระหว่างนั้นเอง เหล่าทีมงาน ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ ก็พากันกระซิบกระซาบ
“คุณวูจินเป็นข่าวครึกโครมขนาดนั้น แต่ดูสงบจังเลย แถมฝีมือการแสดงก็ดีอีก”
“ปกติเขาก็เป็นคนที่ไม่ค่อยหวั่นไหวอยู่แล้วนี่”
“แต่ว่าเขาจะเปลี่ยนต้นสังกัดมั้ยนะ? แทบร้อยเปอร์เซ็นต์เลยล่ะที่ตอนนี้คงมีเอเจนซี่หลายแห่งติดต่อเขาไป”
“ไม่รู้สิ ฉันว่าเขาน่าจะอยู่กับประธานชเวต่อนะ”
ทีมงานส่วนใหญ่ไม่กล้าพูดออกมาตรง ๆ แต่ต่างก็ซุบซิบนินทาในทำนองเดียวกัน
“โห- ถ้าคว้าตัวคุณวูจินมาได้นี่ ถือว่าประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่เลยนะ ยอด SubscribeในYoutubeใกล้จะ 6 ล้านแล้วไม่ใช่เหรอ? บน SNS ก็ด้วย”
“แต่ทั้งสองอย่าง นั่นมันของคุณวูจิน ไม่ใช่เหรอ?”
“ถึงอย่างนั้น อิมแพ็กจากการเป็นที่รู้จัก พลังกระแสตอบรับ พลังประชาสัมพันธ์ ก็เทียบกับนักแสดงคนอื่นไม่ได้นี่ครับ รายการวาไรตี้ หนัง ละคร ก็สนิทกับพวกคนดัง ๆ ทั้งนั้น”
“ว่าไปแล้ว ผลงานที่คุณวูจินเคยร่วมแสดงก็ประสบความสำเร็จทั้งหมดเลยนี่ครับ”
ในทางกลับกัน เหล่านักแสดงรวมถึงผู้กำกับควอนกีแท็ก แม้จะคิดในใจ แต่ก็ไม่มีใครลงมือเอ่ยปากถามคังวูจินออกไป
ช่วงเวลานั้นเอง
-ตืด ๆ
-ตืด ๆ
โทรศัพท์มือถือของคังวูจินที่วางอยู่บนโต๊ะก็สั่นไม่หยุด แสดงว่ามีอะไรบางอย่างส่งเข้ามาตลอดเวลา อาจจะมีทั้งจากคนรู้จัก แต่ที่แน่ ๆ คือข้อความจากบริษัทสื่อบันเทิง นั่นแหละที่กำลังถล่มเข้ามา
ไม่ต้องเห็นด้วยตาก็รู้ ชเวซองกุนผู้คร่ำหวอดในวงการย่อมไม่พลาดเรื่องนี้แน่
“...”
เขากอดอกมองคังวูจินที่อยู่ในโซนถ่ายทำพลางครุ่นคิด หรือจะพูดให้ถูกก็คือกำลังประเมินมูลค่าของคังวูจิน ในตอนนี้อยู่ต่างหาก
‘บริษัทสื่อบันเทิงเจ้าอื่น พวกนี้โง่ชะมัดยาก’
เขาคิดในใจอย่างเหยียดหยัน บริษัทเหล่านั้นไม่รู้อะไรสักอย่าง ถึงได้รุมล้อมคังวูจินราวกับฝูงแมลงวันตอมกองขยะ ข้อเสนอที่พวกนั้นยื่นให้วูจิน แม้จะมูลค่ามหาศาลจนนักแสดงหน้าใหม่ต้องตาลุกวาว แต่สำหรับชเวซองกุนแล้ว มันไร้ค่าสิ้นดี
อย่างแรก พวกนั้นยังไม่รู้เรื่องของผู้กำกับอันกาบก
ถึงแม้จะยังไม่ได้ข้อสรุป แต่แค่การที่คังวูจินเป็นตัวเต็งในผลงานชิ้นที่100ของผู้กำกับระดับตำนาน ก็เพียงพอที่จะทำให้เขามีอำนาจต่อรองมากขึ้น แล้วยังมีอีกอย่าง
‘ไอ้เจ้าคังวูจิน นั่นมันเล็งรางวัลออสการ์เอาไว้’
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่เป้าหมายของคังวูจินที่เหมือนสัตว์ประหลาดตัวนี้คือรางวัลออสการ์ ใครก็ตามที่รู้จักเขาดีคงไม่มีทางพูดคำว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ ออกมาแน่
คุณค่าของอนาคตนั้นช่างมหาศาล
สิ่งที่ชเวซองกุนโลภอยากได้มากที่สุดก็คือความสามารถของคังวูจินนี่แหละ
‘สัมผัสอันบ้าบอของเขา’
สัมผัสราวกับอำนาจเหนือธรรมชาติของวูจิน สามารถบิดผันอนาคตที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้ในระดับหนึ่ง สร้างความตื่นตะลึงจนอ้าปากค้าง เกินกว่าคำว่าน่าทึ่งจะเอื้อมถึง นี่คือสิ่งที่บริษัทบันเทิงในประเทศไม่มี บริษัทของคังวูจินใช้สัมผัสนั้น บุกเบิกตลาดต่างประเทศอย่างญี่ปุ่น จนไปเข้าตาผู้กำกับชั้นครู บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เกาหลีมาแล้ว
ต่อไปก็คานส์ และรางวัลออสการ์
ในตอนนี้มีเพียงชเวซองกุนเท่านั้นที่รู้ทุกอย่าง จึงได้เปรียบในเรื่องการต่อรอง
“ต้องลองเสี่ยงดูสักตั้ง”
เขาตัดสินใจแล้ว ว่าจะทุ่มเทให้มากกว่าที่เคย
ในขณะเดียวกัน ข่าวซุบซิบที่ไม่มีที่มาที่ไปเกี่ยวกับคังวูจินก็เริ่มแพร่สะพัดบนอินเทอร์เน็ต
『[คุยข่าวดารา]คังวูจิน เตรียมตัวเข้าสู่ตลาด FAมีการติดต่อกับบริษัทบันเทิงยักษ์ใหญ่หลายแห่งแล้ว』
『บริษัทสื่อบันเทิง GGO “ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราให้ความสนใจในตัวคังวูจินเป็นอย่างมาก” 』
ทั้งหมดเป็นการตะเกียกตะกายเพื่อเรียกยอดคลิก แต่ก็เป็นภาพที่เห็นได้ทั่วไป
แม้กระทั่งฝั่งญี่ปุ่นก็โผล่มา
『[ประเด็นข่าวเด่น]เอเจนซี่ฝั่งญี่ปุ่นทาบทามคังวูจิน? คาดว่าค่าเซ็นสัญญาอย่างน้อยหลายร้อยล้านวอน』
มีข่าวลือมากมายเช่น ได้ติดต่อกับบริษัทไหนได้พูดคุยอย่างลึกซึ้งกับใคร ค่าเซ็นสัญญามหาศาลที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับนักแสดงหน้าใหม่ การก่อตั้งบริษัทต้นสังกัดของตัวเองเป็นต้น บางอย่างก็เป็นการปล่อยข่าวของสื่อเอง และบางอย่างก็เป็นบทความที่บริษัทบันเทิงตั้งใจปล่อยออกมา
ไม่ว่าทางใด มันก็ช่วยเพิ่มชื่อเสียงให้กับคังวูจิน
เหมือนจะเป็นการตลาดแบบแปลก ๆ อยู่บ้าง และในบรรดาผู้มีอิทธิพลหลายคนที่ได้อ่านบทความ อันกาบก ผู้กำกับที่ส่งบทภาพยนตร์ให้คังวูจินเมื่อประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อน ก็เป็นหนึ่งในนั้น
“อืม วูจินยังไม่ตอบกลับมาอีกเหรอ?”
เขารอคำตอบของนักแสดงหนุ่มอยู่ที่บ้าน นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ของเขา และตัวแทนบริษัทภาพยนตร์ที่อยู่เคียงข้างเขาก็รู้สึกไม่ต่างกัน
“ครับ ผู้กำกับยังเลยครับ เหลือเวลาอีกไม่มาก ผมเริ่มกังวลแล้วครับ”
“คงกำลังอ่านบทอย่างละเอียดอยู่ละมั้ง ยิ่งช่วงนี้คิวงานเขาก็เยอะด้วย รอกันอีกหน่อยเถอะ”
“เผื่อไว้ก่อนน่ะครับ ถึงจะไม่น่าเกิดขึ้นหรอก แต่ถ้าเกิดวูจินปฏิเสธขึ้นมา คุณจะทำยังไงครับ?”
ปฏิเสธงั้นเหรอ? ถ้าเป็นนักแสดงหน้าใหม่คนอื่นคงรีบคว้าไว้แน่ ๆ แต่ไม่รู้ทำไม อันกาบกกลับรู้สึกว่าคังวูจินมีสิทธิ์ปฏิเสธได้เหมือนกัน เขาจึงยิ้มบาง ๆ
“ก็นะคงต้องลองขอร้องเขาดูสักตั้งล่ะ”
ยามค่ำคืน
เวลาล่วงเลยมาถึงห้าทุ่มกว่า ๆ สถานที่คือสตูดิโอถ่ายทำที่คุ้นเคยเป็นสตูดิโอที่ถูกจัดเป็นห้องครัวสำหรับการถ่ายทำโดยเฉพาะ ที่นี่เคยเป็นสถานที่ที่ทีม ‘ครัวเรือนหรรษาของเรา’ ใช้ฝึกซ้อมทำร้านอาหารแบบวันเดียวมาก่อน
และภายในสตูดิโอนี้เอง ปรากฏร่างของคังวูจินในหมวกแก๊ปที่สวมปิดบังใบหน้าเอาไว้จนมิด
ถึงจะเพิ่งถ่ายทำ ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ เสร็จแล้วรีบมาที่นี่ต่อทันที แต่บนใบหน้าเรียบเฉยราวกับเล่นโป๊กเกอร์ของวูจินก็ไม่มีร่องรอยของความเหนื่อยล้าให้เห็น ถึงแม้ใบหน้านั้นจะเป็นการแสดงเพื่อรักษาคอนเซปต์ แต่ภายในใจของเขาก็สดซาบซ่าไม่แพ้กัน
แน่นอนว่าที่นี่ไม่ได้มีแค่เขา แต่ยังมีชเวซองกุนและทีมงานของวูจินอยู่ด้วย
“โอเค! เซ็ตกล้องเสร็จแล้วครับ!”
Youtube ‘ตัวตนอีกด้านของคังวูจิน’ ชาแนล ทีมงานหลักและทีมถ่ายทำกำลังรวมตัวกันอยู่ จำนวนคนก็น่าจะราว ๆ สิบกว่าคนมีการจัดแสงไฟและกล้องต่าง ๆ เอาไว้เรียบร้อย
คืนนี้ที่วูจินกับทีมงานทั้งหมดมารวมตัวกันก็เพราะเหตุผลง่าย ๆ นั่นก็คือ...
“อย่างแรกเลย เราจะถ่ายทำบทสัมภาษณ์จากมุมคุณวูจินเกี่ยวกับคอนเทนต์ ‘ทำอาหาร’ ก่อนนะครับ!”
เพื่อถ่ายทำทดสอบคอนเทนต์ ‘ทำอาหาร’ คอนเทนต์ใหม่ที่จะถูกเพิ่มเข้าไปใน ‘ตัวตนอีกด้านของคังวูจิน’ ในเร็ว ๆ นี้ รวมถึงถ่ายทำวิดีโออินเทอร์วิวคังวูจินและตัวอย่างที่จะถูกนำไปใช้ในวิดีโอหลักด้วย พวกเขาต้องเริ่มถ่ายทำก่อนที่วูจินจะไปญี่ปุ่น เพราะกว่าจะกลับมาก็คงจะได้เวลาอัปโหลดพอดี
ยิ่งช่วงนี้ยอดวิวของวิดีโอที่เพิ่งอัปโหลดไปก็พุ่งสูงเป็นพลุแตก
(ขอเปลี่ยนเพลง ballrarie เป็น อิสรภาพที่แท้จริง นะครับ)
-【(6)ไมลีย์ คาร่า(Miley Cara)/ ‘อิสรภาพที่แท้จริง’ 】ร้องเพลง(Cover) [Korean. Ver]|ตัวตนอีกด้านของคังวูจิน
-ยอดวิว 10.05 ล้านครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็เพิ่งประกาศคอนเทนต์ใหม่ในช่องคอมเมนต์ของแชนแนลไปหมาด ๆ ยิ่งวิดีโอCoverเพลงเก่า ๆใน ‘ตัวตนอีกด้านของคังวูจิน’ ก็มียอดวิวเพิ่มขึ้นทุกวันอยู่แล้ว
เพราะงั้นเขาจึงต้องรีบปล่อยวิดีโอใหม่นี้ออกมา ในขณะที่คนกำลังให้ความสนใจ
เอาล่ะ ...
“ครับ โอเค! อินเทอร์วิวเท่านี้ก็โอเคแล้วครับ!”
หลังจากถ่ายทำอินเทอร์วิวคังวูจินเสร็จเรียบร้อย เขาก็เริ่มลงมือทำอาหาร เมนูที่ทำก็คือเมนูที่วูจินอยากทำเป็นคอนเทนต์ที่สอนสูตรอาหารแบบง่าย ๆ ให้กับผู้ติดตาม ต่อมาเขาจะสุ่มเลือกทีมงานสักคนหนึ่ง จากนั้นวูจินก็จะทำอาหารที่คน ๆ นั้นอยากกิน
แน่นอนว่าเขาทำออกมาได้อย่างคล่องแคล่ว
ไม่นานนัก บนโต๊ะที่อยู่ตรงหน้าทีมงานชายคนหนึ่งก็มีเมนูบุลโกกิกลิ่นหอมกรุ่นวางอยู่ เพียงแค่เพิ่มบทสนทนาของแขกรับเชิญเข้าไป คอนเทนต์นี้ก็ถือว่าเสร็จสมบูรณ์
และสุดท้าย...
“‘อวตารทำอาหาร’ ใครอยากทำบ้างครับ?”
“ฉันค่ะ!”
“อ๊ะ! ฉันทำเอง!!”
วูจินได้แต่เป็นคนสั่ง ส่วนอวตารจะเป็นคนลงมือทำอาหาร คอนเทนต์ ‘อวตารทำอาหาร’ กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว ในบรรดาทีมงานมากมาย ฮันเยจอง สาวผมสั้นสีฟ้าก็ได้รับเลือกให้เป็นอวตาร PDตัดสินใจว่าความสดใสร่าเริงของเธอตัดกับความเย็นชาของคังวูจินน่าจะเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ
“เอาล่ะ เริ่มกันเลยสบาย ๆ นะ-”
ไม่นานทีมงานในสตูดิโอครัวก็ทยอยกันออกไป เหลือเพียงคังวูจินที่อยู่นอกครัว และฮันเยจองที่อยู่ในครัว ฮันเยจองที่ยืนทำหน้างงอยู่ในครัวเอ่ยถามวูจินว่า
“พี่คะ เริ่มทำอะไรก่อนดี”
วูจินยังคงทำหน้าเรียบเฉย ในตอนนั้นเขายังไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก
‘ก็น่าสนุกดีนี่’
เขากลับรู้สึกสนใจเสียมากกว่า
“ล้างมือก่อนแล้วก็ใส่ผ้ากันเปื้อน”
“ค่ะ”
“อยากกินอะไรล่ะ”
“อยากกินผัดหมูสามชั้นที่พี่ทำให้กินครั้งก่อนน่ะค่ะ ยากไหมคะ?”
“ง่าย”
“ดีเลยค่ะ เบื่ออาหารเดลิเวอรีแล้ว อยากทำกินเองที่บ้านบ้าง”
“อืม”
คังวูจินที่ยืนอยู่นอกครัวชี้ไปที่ตู้เย็น
“หยิบวัตถุดิบก่อนเลย”
“หยิบอะไรบ้างคะ”
คังวูจินเริ่มรู้สึกว่ามันจะวุ่นวายเล็กน้อย แต่ก็ยังคงบอกรายชื่อวัตถุดิบอย่างใจเย็น ฮันเยจองก็ทำตามที่เขาบอกอย่างว่าง่าย แต่ก็ไม่เพอร์เฟกต์
คังวูจินจึงท้วงขึ้นมา
“ไม่ใช่นะ นั่นไม่ใช่กระเทียม แต่มันคือขิง”
“จริงเหรอคะ งั้นเหรอ?”
นี่คุณครับ นั่นมันแยกไม่ออกจริง ๆ เหรอความน่ากลัวของคอนเทนต์นี้เริ่มกัดกินวูจินเข้าไปทีละน้อย
“หยิบพริกหวานออกมาทำไม”
“ไม่ต้องใช้เหรอคะ?”
“······เก็บไป”
“ค่ะพี่ โกรธเหรอคะ?”
“ไม่ได้โกรธหรอก แต่เอาของไปผัดก่อนที”
“ผัดยังไงคะ เหมือนทอดไข่เหรอ?”
เธอคือเด็กน้อยไร้เดียงสาในโลกแห่งการทำอาหาร และนั่นแหละหมายถึงขุมนรกของคังวูจินกำลังจะเปิดออก
“มันไหม้แล้ว จองอา เบาไฟหน่อย”
“อ้าว แบบนี้มันจะไม่หอมกลิ่นไหม้เหรอคะ?”
“...มันไหม้ ไม่ใช่หอมกลิ่นไหม้ ทำไมต้องหอมกลิ่นไหม้”
“ในYoutubeเขาก็จงใจทำให้ไหม้แบบนี้นี่คะ”
เธอกำลังเล่นกับไฟอยู่รู้ตัวไหมเนี่ย
เธอคิดจะเอาอาหารมาเป็นเชื้อเพลิงหรือไงกัน? คังวูจินกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัวก่อนจะตระหนักได้อย่างเจ็บปวด
“ถ้าไม่ได้จะทำถ่านก็เบาไฟหน่อย”
“ค่ะ”
“ไม่ใช่ปิดเตา เบาไฟ”
“เอ๊ะ ทำไมดับล่ะ”
โอ้ย อีแบบนี้มันน่าโมโหจริง ๆ ฮันเยจองทำวัตถุดิบไหม้ ส่วนคังวูจินก็เดือดปุด ๆ เหมือนโดนจู่โจมคอนเซ็ปต์แบบไม่ทันตั้งตัว มันน่าอึดอัดจนแทบบ้า ความโกรธแล่นขึ้นมาถึงคอหอย แม้พยายามควบคุมสติแค่ไหน ก็ไม่ง่ายเลย
‘ใจเย็น ๆ วูจิน นี่ก็ถือเป็นบทเรียนอย่างหนึ่ง’
วูจินปลอบใจตัวเองด้วยคำโกหกคำว่า ‘การเติบโต’
และแล้ว
“ดีนี่ วูจิน ฉันว่าอันนี้อาจจะดังเป็นพลุแตกก็ได้นะ น่าสนใจดี”
PD ชเวซองกุน และทีมงานคนอื่น ๆ ต่างพากันหัวเราะคิกคัก ความลำบากของคังวูจินนี่แหละ คือหัวใจสำคัญของคอนเทนต์ ‘อวตารทำอาหาร’ นี้
เอาเป็นว่า
“เสร็จแล้วค่ะ”
ผัดหมูสามชั้นของฮันเยจอง หรือจะเรียกว่าอะไรดำ ๆ ที่มีหน้าตาคล้ายผัดหมูสามชั้นถูกตักใส่จาน ภารกิจสุดท้ายตกเป็นของวูจิน ผู้ที่ต้องเป็นคนชิม
“...”
เขายกตะเกียบขึ้นด้วยสีหน้าครุ่นคิด
‘นี่มันไม่ใช่หมู แต่เป็นสาหร่ายทอดกรอบหรือเปล่า ไม่ได้นะ กินเข้าไปมีหวังตายแน่’
เนื้อไหม้ ๆ นั้นเขาขอผ่าน คังวูจินคีบเอาแต่หอมใหญ่ที่ยังดูพอไหวได้สองสามชิ้นเข้าปากทันใดนั้นฮันเยจองก็เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เป็นไงบ้างคะพี่”
คังวูจินตอบกลับไปตามตรง
“ต่อไปสั่งมากินดีกว่า”
“แย่ขนาดนั้นเลยเหรอคะ?”
“รสชาติทำลายสุขภาพชัด ๆ”
“โอ๊ย”
ทุกคนพากันหัวเราะลั่นยกเว้นคังวูจิน ตอนนี้เขาต้องการให้ทั้งกายและใจสงบลง แม้ว่าตัวอย่างที่ถ่ายทำออกมานั้นจะยอดเยี่ยมก็ตาม หลังจากนั้น วูจินนั่งลงบนเก้าอี้ในมุมหนึ่ง ระหว่างรอทีมงานจัดเก็บอุปกรณ์ในสตูดิโอ
‘วันนี้ช่างยาวนาน’
ตอนนี้เวลาล่วงเลยมาจนถึงเที่ยงคืน แม้จะเป็นอีกวันที่อัดแน่นไปด้วยงาน แต่ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกถึงความสำเร็จ
ในตอนนั้นเอง
“เหนื่อยหน่อยนะ”
ชเวซองกุน เจ้าของผมทรงหางม้าเดินเข้ามาหาพร้อมกับยื่นขวดน้ำให้วูจิน
“เยจองกับฉันชิมแล้ว นั่นไม่ใช่ผัดหมูหรอก เป็นฆาตกรรมหมูชัด ๆ”
“สาหร่ายชุบแป้งทอดต่างหาก”
“จริงด้วย ใช่เลย ใช่จริง ๆ”
“กรอบนอกนุ่มในดีนะครับ”
ชเวซองกุนหัวเราะชอบใจ วูจินผู้ที่กำลังกระดกน้ำดื่มอย่างกระหาย พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ว่าแต่เรื่อง ‘ปลิง’ จะเอาไหม?”
ทันใดนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของชเวซองกุนก็หายวับไป
“อ่านจบแล้วหรือยัง?”
“ครึ่งเล่มครับ แต่สนุกดี”
“······อย่าบอกนะว่าสัญชาตญาณนายมันทำงาน หรือเพราะผู้กำกับอันกาบก?”
“ต่อให้เป็นผู้กำกับอันกาบก แต่ถ้าไม่ถูกใจผมก็ไม่รับหรอกครับ”
“ก็นั่นสินะ เป็นนายนี่นะ”
“ผมรู้สึกดีกับเรื่องนี้ บอกคุณผู้กำกับให้ผมด้วยนะครับว่ารับ”
ชเวซองกุนเบิกตากว้างเล็กน้อย
“อ่า โอเค ตอนนี้ดึกมากแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าฉันแจ้งให้เขาทราบเลย”
วูจินพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้
“ผู้กำกับอันกาบกบอกว่าเทศกาลหนังเมืองคานส์ปีหน้าจัดขึ้นเดือนกันยายนครับ”
- อ้อ เรื่องสัญญาของคังวูจินที่หมดเดือนมีนาคมสินะ
“ใช่ ฉันก็ได้ยินมาเหมือนกัน ว่ามันค่อนข้างจะรัดตัวเลยล่ะ”
“ครับ”
- หรือว่าจะเป็นจังหวะเหมาะเจาะพอดี ในขณะที่ชเวซองกุนกำลังเรียบเรียงประโยคในใจ คังวูจินก็ก้มหน้าลงเล็กน้อยพร้อมกับพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“ปีหน้าก็ฝากเรื่อง ‘คานส์’ ด้วยนะครับ”
- จบ