เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 168 แตกหัก (7)

บทที่ 168 แตกหัก (7)

บทที่ 168 แตกหัก (7)


[แปลโดยฝีมือ...ยัก.ษา.แปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ\]

[Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย]

[หลังแปลจบ คิดว่าจะมีการเกลาคำเบื้องต้น แก้คำผิด ปรับสำนวนให้สละสลวย เทียบคำต่อคำ ขอบคุณที่ให้การสนับสนุนกันเสมอมานะครับ]

บทที่ 168 แตกหัก (7)

“······ อืม? คุณวูจินพูดว่าอะไรนะครับ ?”

เสียงของซอกูซอบจากโทรศัพท์มือถือเย็นชาลง เมื่อถูกปฏิเสธอย่างทันทีจากคังวูจิน แต่คำตอบของวูจินก็ไม่ได้ต่างจากเดิม

“ตอนนี้คุยด้วยลำบากครับ”

ซอกูซอบหัวเราะในลำคอ มันช่าง...

“คุณคังวูจิน ได้ยินชื่อผมชัดเจนดีนะครับ ? บริษัทสื่อบันเทิงGGO นะครับ?”

“ได้ยินชัดเจนครับ”

“แล้ว?”

แล้วอะไรเล่า คังวูจินถอนหายใจเบา ๆในใจอยากจะตะคอกใส่ไปว่าเป็นมิจฉาชีพแล้วตัดสายทิ้งเสีย แต่ในวงการบันเทิงที่เหมือนกับป่าดงดิบแห่งนี้ ข่าวลือก่อตัวเร็วกว่าแสง การที่เรื่องไร้สาระจะแพร่ออกไปนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ ชเวซองกุนเองก็เคยเตือนเขาเรื่องนี้เช่นกัน

‘บริษัทสื่อบันเทิงGGO เคยได้ยินบ่อย ๆ นี่ เอาไงดี ๆ จะทำยังไงถึงตัดสายได้’

บริษัทบันเทิงยักษ์ใหญ่แบบนั้นอิทธิพลต้องร้ายกาจกว่าที่คิด วูจินเผลอคิดไปถึงภาพลักษณ์ของตัวเองโดยไม่รู้ตัว

ไม่นานคังวูจินก็พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบอีกครั้ง

“ผมต้องเข้าฉากแล้วครับ”

“อ่า งั้นเหรอ? งั้นคุยสั้น ๆ เลยละกัน ผมได้ยินข่าวเรื่องสัญญา1 ปีของคุณ แล้วก็ทางบริษัทสื่อบันเทิงGGOของเราก็สนใจคุณมาก ๆ อยากนัดเจอให้เร็วที่สุด”

“อาทิตย์นี้ผมไม่ว่างครับ”

ถ้าโชคดีก็คงไม่ว่างไปจนถึงปีหน้าเลยล่ะ

“······ไม่ว่าง?”

“ผมมีคิวงานที่ญี่ปุ่นด้วยครับ”

“อ่า ‘บุปผาเร้น’ ?”

ซอกูซอบที่อยู่ปลายสายถอนหายใจอย่างเสียดายปนประหลาดใจ ก่อนจะหัวเราะออกมาทันที

“ฮ่าฮ่า โอเค งั้นไปเที่ยวกลับมาแล้วมาดูกันให้เร็วที่สุด เทศกาลหนังมิสอองแซงจะเป็นการเริ่มต้นที่ไม่สวย แต่ถ้ามองในแง่ธุรกิจก็ถือว่าเป็นโชคชะตานะครับ”

“ครับ ผมจะเช็กแล้วติดต่อกลับไปนะครับ”

“โอเค รออยู่นะ อ๊ะ หรือว่าอย่างนี้ดีกว่า พวกเราเต็มใจจะทำตามเงื่อนไขที่คุณวูจินต้องการทุกอย่างเลย”

“ขอบคุณครับ”

- ตุ๊ด

หลังจากวางสายไปแล้ว คังวูจินก็เพิ่งนึกออกว่าซอกูซอบที่คุยด้วยเป็นใคร คำใบ้คือ ‘เทศกาลหนังมิสอองแซง’ ถึงแม้จะจำหน้าไม่ค่อยได้ แต่ก็เคยเจอผ่าน ๆ ที่เทศกาลหนังมิสอองแซง พัคจองฮยอก ดาราดังที่กำลังตกอับที่พยายามจะกู้ชื่อเสียงด้วยการเป็นนักแสดงเรื่อง ‘สำนักงานนักสืบ’ ก็ผุดขึ้นมาในหัว

‘หรือว่าที่เรื่องมันพังเพราะฉันเข้าไปยุ่ง?’

แต่วูจินก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย แค่พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมวงการบันเทิงถึงได้ถูกเรียกว่าเป็นป่าดงดิบ สมัยก่อนคนเราก็มักจะโจมตีกัน ตวาดใส่กัน แต่เดี๋ยวนี้กลับหัวเราะร่าใส่กันราวกับเป็นเพื่อนสนิท

คังวูจินรู้สึกไม่ค่อยชอบใจนักที่ความสัมพันธ์ทุกอย่างในที่แห่งนี้ถูกเชื่อมโยงด้วยธุรกิจ

‘เอาเถอะ ทำใจและปรับตัวให้ได้ก็แล้วกัน’

หลังจากพึมพำกับตัวเอง เขาก็ตอบกลับข้อความจากบริษัทบันเทิงต่าง ๆ ที่ติดต่อเข้ามาอย่างล้นหลาม เนื้อความก็คล้าย ๆ กับที่ตอบซอกูซอบ ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องไปสร้างศัตรู ฉะนั้นเขาก็จะวางตัวอย่างสุภาพเอาไว้ หลังจากวางโทรศัพท์มือถือลง คังวูจินก็เผลอไผลไปกับจินตนาการชั่วขณะ

“อืมม-”

- อะไรกันนะ

เหมือนตอนนั้นที่งานอ่านบท 『นิติจิตวิทยา』 ฉันได้รับนามบัตรมากมาย แต่ตอนนี้กลับต่างกันราวฟ้ากับเหว

เป็นเพราะข่าวเรื่องสัญญาของคังวูจินถูกตีแผ่ไปทั่ว แล้วยังมีบริษัทบันเทิงยักษ์ใหญ่อย่าง GGO และบริษัทอื่น ๆ อีกมากมายติดต่อมาโดยตรง

ที่สำคัญ คือ ทุกบริษัทส่งตัวแทนเป็นถึงระดับประธานมาเจรจาด้วยตัวเอง

‘ตอนที่ได้รับนามบัตร พวกนั้นอย่างเก่งก็แค่ระดับผู้จัดการ’

นั่นหมายความว่า ตอนนี้ คังวูจินมีอิทธิพลในวงการบันเทิงมากขนาดไหน พูดง่าย ๆ คือมองข้ามไม่ได้เด็ดขาด เพราะมันหมายถึงสัญญาที่จะกำหนดอนาคตเขาไปอีกหลายปี ดังนั้น คังวูจินที่แม้แต่ประสบการณ์ก็ยังอ่อน ก็เลยต้องขวนขวายหาความรู้ด้วยตัวเอง

ไม่ว่าจะเป็นก่อนนอน หรือวันหยุด

ช่วงเวลาที่อยู่คนเดียวแบบนี้เขาจะใช้มันทบทวนสัญญาฉบับปัจจุบันซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วก็ศึกษาเงื่อนไขของนักแสดงระดับท็อปคนอื่น ๆ จากอินเทอร์เน็ต

และที่สำคัญที่สุด

‘ความแตกต่างระหว่างตัวเขาในอดีตกับปัจจุบัน’

เขาได้รวบรวมและวิเคราะห์ทั้งความสำเร็จในอดีตและสิ่งที่เขาสามารถทำได้ในอนาคต แต่ก็นั่นแหละ มันก็ยังยากอยู่ดีเพราะเขาเพิ่งจะเซ็นสัญญาไปแค่ครั้งเดียว ประสบการณ์แค่ปีเดียวจะให้เชี่ยวชาญได้ยังไง

แต่มีอย่างหนึ่งที่คังวูจินตั้งใจแน่วแน่แล้ว

‘แบบนี้มันจะมากเกินไปหน่อยหรือเปล่านะ’

เขาจะใส่เรื่องคอนเซปต์ลงไปในสัญญาด้วย ในเมื่อภาพลักษณ์ของคังวูจินชัดเจนอยู่แล้ว ต่อให้เรียกร้องอะไรออกไปอีกฝ่ายก็คงไม่แปลกใจ จากนั้นค่อยเจรจาต่อรองให้ได้ข้อตกลงที่เหมาะสม

"หึ ๆ ไม่เลวนี่"

- แอ๊ด -

ประตูรถตู้ที่เปิดออก ทำให้คังวูจินที่กำลังหลงใหลในความคิดของตัวเองสะดุ้ง

ชเวซองกุนที่มัดผมทรงหางม้า ชี้ไปด้านหลังด้วยนิ้วโป้ง

"พร้อมแล้วใช่มั้ย ไปกันเถอะ วูจิน"

"ครับ พี่ซองกุน"

คังวูจินในชุดทหารก้าวลงมาจากรถตู้ด้วยท่าทีนิ่งขรึม สายตาเหลือบมองชเวซองกุนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มือก็ยังคงกดโทรศัพท์ไม่หยุด

' อืม...จะให้พูดเรื่องที่คนอื่นโทรมา มันจะดูเหมาะสมหรือเปล่านะ? '

เวลาอาหารกลางวัน ที่สถานีโทรทัศน์ SBC

ตามทางเดินประดับประดาไปด้วยโปสเตอร์ละครดังมากมาย ปลายทางสายตาก็พบกับโปสเตอร์ 'ผู้เชี่ยวชาญนิติจิตวิทยาเสเพล' โปสเตอร์ดูใหม่เอี่ยมราวกับเพิ่งติดได้ไม่นาน เลยเข้าไปด้านในประตูคือห้องประชุมขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย

ดูจากอายุแล้ว ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลระดับสูง

แต่ก็ไม่ใช่มีเพียงผู้บริหารของSBC เท่านั้น ยังมีบุคคลสำคัญในวงการบันเทิงอีกหลายแวดวง เหตุผลนั้นก็ไม่ซับซ้อน พวกเขาทั้งหมดนี้คือ 'คณะกรรมการ' สำหรับงานประกาศรางวัลแดซังของSBC ซึ่งอีกไม่ถึงสองเดือนข้างหน้านี้แล้ว

บรรยากาศภายในห้องดูเคร่งเครียด

บนโต๊ะรูปตัวU ขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบผู้คนมากมายนั้น เต็มไปด้วยเอกสารและแท็บเล็ต รายละเอียดบนนั้นคือรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลที่ได้รับการยืนยันในปีนี้ ผลงานทั้งหมดของSBC และรายชื่อนักแสดงที่ทำให้ผลงานเหล่านั้นเปล่งประกาย คณะกรรมการต่างพิจารณาเอกสารตรงหน้าอย่างจริงจัง

ที่น่าสนใจก็คือ

"อืม... ปีนี้ 'ผู้เชี่ยวชาญนิติจิตวิทยาเสเพล' มาแรงแฮะ"

ไม่ว่าจะเป็นรางวัลประเภทผลงานยอดเยี่ยม หรือรางวัลสำหรับนักแสดง ต่างก็เต็มไปด้วยรายชื่อจาก'ผู้เชี่ยวชาญนิติจิตวิทยาเสเพล' ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่นัก

"ก็ละครเรื่องนี้กวาดเรียบทั้งเรตติ้งกระแส ความนิยม คุณภาพ แถมฝีมือการแสดงของนักแสดงก็ยังยอดเยี่ยมอีก"

"นักแสดงก็สมควรได้รับคำชมแล้วล่ะครับ ฝีมือเยี่ยมกันทุกคน แถมเรตติ้งก็พุ่งกระฉูดขนาดนั้น ถ้าไม่มีชื่อนักแสดงจาก'ผู้เชี่ยวชาญนิติจิตวิทยาเสเพล' ติดโผเข้ามาบ้าง คนดูคงประท้วงกันวุ่นวายแน่ ๆ"

"โอ้ย ปีนี้ขอให้จบแบบไม่มีดราม่าเลยนะ"

"เห็นด้วยอย่างยิ่ง"

ในตอนนั้นเอง ชายหนุ่มที่สวมแว่นตาเลนส์แคบก็พูดแทรกขึ้นมา เขาคือหัวหน้าฝ่ายละคร

“รางวัลนักแสดงหน้าใหม่ ผมว่าปีนี้จะแบ่งกันยังไงก็ดูจะแปลก ๆ นะครับ”

“อ่า ที่เป็นแบบนั้นเพราะคังวูจินงั้นหรือ”

“ใช่ครับ ผู้เข้าชิงรางวัลนักแสดงหน้าใหม่คนอื่น ๆ เทียบกับคังวูจินไม่ได้เลยครับ”

“หืม ก็คงจะเป็นอย่างนั้น”

ทุกคนเห็นด้วย เพราะในทุก ๆ ปี รางวัลแดซัง สาขานักแสดงหน้าใหม่ มักจะมีนักแสดงหน้าใหม่หลายคนได้รับรางวัล รวมชายหญิงอย่างน้อย 4 คน แต่ปีนี้ คังวูจินโดดเด่นเกินไป การที่รางวัลนักแสดงหน้าใหม่เหมือนกัน แต่ระดับของนักแสดงต่างกันมากขนาดนี้ ย่อมต้องกลายเป็นประเด็นอย่างแน่นอน

เพราะเป็นข้อมูลที่สะสมมาหลายปี จึงมั่นใจได้

“ถ้าอย่างนั้น ปีนี้รางวัลนักแสดงหน้าใหม่คงต้องให้คนเดียวแล้วล่ะ”

“แต่ว่า เราต้องมอบรางวัลอื่นให้กับคนที่ควรจะได้รางวัลนักแสดงหน้าใหม่ อย่างเช่น รางวัลนักแสดงสมทบชาย-หญิง ยอดเยี่ยม อะไรแบบนี้”

“อืม ทุกคนก็ทำได้ดีแหละ แค่คังวูจินเขาโดดเด่นเกินไปก็เท่านั้น”

ทันใดนั้น ผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งก็พูดแทรกขึ้นมา

“รางวัลนักแสดงหน้าใหม่งั้นเหรอ? แต่การเอาคังวูจินไปอยู่ในแค่ผู้เข้าชิงรางวัลนักแสดงหน้าใหม่ มันจะดูไม่น้อยไปหน่อยเหรอคะ?”

ณ บริษัทบันเทิง BW

ทุกทีมต่างยุ่งวุ่นวาย ทีมประชาสัมพันธ์กำลังประชุมอย่างดุเดือดในห้องประชุม ทีมอื่น ๆ ก็ยุ่งอยู่กับการรับโทรศัพท์และพิมพ์งานในโน้ตบุ๊ก เพราะนักแสดงในสังกัดของพวกเขาทั้ง ๆ ที่มีแค่สองคน แต่ทั้งสองกลับมีอิทธิพลมากเหลือเกิน

โดยเฉพาะคังวูจิน

ยิ่งไปกว่านั้น เพราะข่าวลือเรื่องสัญญา1 ปีของคังวูจิน ทำให้โทรศัพท์ภายในบริษัทบันเทิง BW แทบไม่ได้พัก

-♬♪

โทรศัพท์ดังรบกวนอย่างบ้าคลั่ง ท่ามกลางพนักงานหลายสิบชีวิต ชายหนุ่มคนหนึ่งจากทีมผู้จัดการหยิบแฟ้มใสที่เพิ่งจัดเรียบร้อยลุกขึ้นยืน เขาตรงไปยังหัวหน้าทีมผู้จัดการ

“หัวหน้าครับ เรื่องที่หัวหน้าบอกให้จัดการเรื่องงานประกาศรางวัลของปีนี้ของคุณวูจิน ผมจัดการให้คุณฮเยยอนไปเมื่อวานแล้วครับ”

“อ่า โอเค แล้ววูจินเขาได้เข้าชิงที่ไหนบ้างล่ะ”

“อย่างที่คาดไว้ครับ การทาบทามให้ไปร่วมงานมีมาจากทุกที่เลยครับ ทั้งรางวัลบลูดราก้อน รางวัลแกรนด์เบลล์ รวมถึงสถานีโทรทัศน์สามช่องหลัก ส่วนการประกาศรายชื่อผู้เข้ารอบสุดท้ายมีแค่ของเทศกาลหนังครับ”

หัวหน้าทีมพยักหน้ารับก่อนจะเปิดแฟ้มใสออกดู ข้างในมีตัวหนังสือเขียนไว้มากมาย แต่ใจความสำคัญมีอยู่สองข้อ

-ขอเรียนเชิญจากคณะกรรมการจัดงานรางวัลภาพยนตร์บลูดราก้อน (รอบสุดท้าย/มีชื่อคุณคังวูจินเป็นผู้เข้าชิง)

-ผู้เข้าชิงรางวัลนักแสดงชายหน้าใหม่ (พ่อค้ายาเสพติด/ คังวูจิน)

-ผู้เข้าชิงรางวัลนักแสดงยอดนิยม (คังวูจิน)

นี่มันคุณค่าที่งานประกาศรางวัลภาพยนตร์บลูดราก้อนกับงานเทศกาลภาพยนตร์แกรนด์เบลล์มอบให้กับคังวูจินงั้นเหรอ?

-ทางคณะกรรมการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์แกรนด์เบลล์ ขอแจ้งรายชื่อผู้เข้ารอบสุดท้าย (คุณคังวูจิน)

-ผู้เข้าชิงรางวัลนักแสดงชายหน้าใหม่ (พ่อค้ายาเสพติด คังวูจิน)

-ผู้เข้าชิงรางวัลคลื่นลูกใหม่ (คังวูจิน)

หัวหน้าทีมผู้จัดการวางแฟ้มใสลงบนโต๊ะพลางส่ายหน้าด้วยความตกตะลึง

“นี่มันเรื่องของนักแสดงที่เพิ่งเดบิวต์ปีแรกจริงดิ นี่มันอะไรกันเนี่ย ไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อนเลย”

เขายิ้มเหยียดมุมปากอย่างเหนื่อยใจ

“เดบิวต์ปีแรกก็เป็นแบบนี้ได้ด้วยเหรอ?”

เวลาผ่านไปจนถึงช่วงบ่ายแก่ ๆของวันเดียวกัน ณ เมืองปูยอ

แม้แสงตะวันจะลาลับขอบฟ้าไปแล้ว แต่บรรยากาศภายในกองถ่ายภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ ก็ยังคงร้อนระอุ ผู้กำกับควอนกีแท็กและทีมงานกว่าร้อยชีวิตต่างทุ่มเทให้กับการถ่ายทำอย่างเต็มที่เช่นเดียวกับเหล่านักแสดงที่ปลดปล่อยพลังการแสดงออกมาอย่างไม่มีใครยอมใคร โชคดีที่อากาศร้อนอบอ้าวเริ่มคลายตัวลงบ้างแล้ว?

อย่างน้อยการสวมชุดทหารหนาก็ทำให้รู้สึกสบายตัวขึ้นมาหน่อย

ขณะที่อยู่ในลานจอดรถ คังวูจินในชุดทหารเดินตรงไปยังรถตู้คันหนึ่ง เขาขยับคอไปมาคลายความเมื่อยล้า

“ฮู่ว”

เขาพ่นลมหายใจเบา ๆ ก่อนเปิดประตูรถตู้และก้าวขึ้นไปนั่ง คังวูจินถ่ายทำมาตลอดทั้งวัน เขาได้รับเวลาพักประมาณหนึ่งชั่วโมง และถ้าต้องรอเกิน 30 นาที การรออยู่ที่กองถ่ายก็คงไม่ใช่เรื่องสนุก การกลับมานอนพักที่รถจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า และเป็นเรื่องปกติสำหรับเขา

ไม่นานนัก

-เอี๊ยด

คังวูจินเอนหลังพิงเบาะอย่างผ่อนคลาย ก่อนจะเหยียดขาออกไป สิ่งที่แปลกก็คือ

‘ก็ไม่แย่นี่นา หรือว่าร่างกายเราจะแข็งแรงขึ้นจริง ๆ’

แม้จะถ่ายทำมาทั้งวัน แต่สภาพร่างกายของคังวูจินก็ยังดูดี เมื่อเทียบกับตัวเขาในอดีต เขาดูแข็งแรงกว่ามากคงเป็นเพราะการถ่ายทำและการแสดงซ้ำ ๆ ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นโดยไม่รู้ตัว คังวูจินสรุปกับตัวเอง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็ค

“เยอะแฮะ”

สายที่ไม่ได้รับ ข้อความ แชทมีข้อความแจ้งเตือนมากมายจากการติดต่อที่เขาไม่ได้รับสายขณะถ่ายทำ รวม ๆ แล้วมากถึงหลักสิบ จากคนมากมาย ทั้งบริษัทเอเจนซี่ต่าง ๆ รวมถึงเพื่อนสนิท แต่สายตาของเขากลับหยุดนิ่งอยู่ที่ข้อความของแม่

-คุณแม่: วูจิน ลูกจะไปญี่ปุ่นวันไหนนะ?

หลังจากตอบกลับคุณแม่เรื่องการอ่านบทละครเวทีเรื่อง ‘บุปผาเร้น’ เสร็จ วูจินก็ละสายตาจากโทรศัพท์ มือเลื่อนไปหยิบหนังสือมากมายที่กองอยู่ทางขวา ก็ล้วนแล้วแต่เป็นบทละครเวทีและบทภาพยนตร์ทั้งนั้น พลังงานยังเหลือเฟือขนาดนี้ ทำอะไรสักหน่อยก็ดี วูจินคิดพลางเอื้อมมือออกไป

ถึงจะดู ‘ปลิง’ ก็ได้ แต่ตอนนี้สิ่งที่อยู่ในมือของคังวูจินคือบทภาพยนตร์เรื่อง ‘บุปผาเร้น’

ถึงแม้จะอ่านจบไปหลายรอบแล้ว แถมยังเคยลองเล่นจริง ๆ มาแล้วด้วย แต่การทบทวนซ้ำ ๆ ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพราะมันจะทำให้รู้สึกอินมากขึ้น อีกอย่างอีกไม่นานก็ต้องอ่านบทกันแล้ว ทบทวนไว้ก่อนก็คงจะดีคิดได้ ดังนั้น คังวูจินก็เปิดบทภาพยนตร์เรื่อง ‘บุปผาเร้น’ ออก

ทุกอย่างเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด

ถึงแม้จะได้รับบทภาพยนตร์ที่แปลเป็นภาษาเกาหลีแล้ว แต่คังวูจินก็ยืนกรานที่จะใช้บทต้นฉบับ เพราะถ้าอยากเข้าใจความหมายที่แท้จริงของผู้เขียนบทและผู้กำกับก็ต้องศึกษาจากบทต้นฉบับเท่านั้น

‘พอเทียบกับบทแปลแล้ว ก็เห็นความแตกต่างหลายอย่างเหมือนกันนะ’

จริง ๆ แล้วในเมื่อคังวูจินก็พูดภาษาญี่ปุ่นได้เกือบเหมือนเจ้าของภาษาอยู่แล้ว จะอ่านบทไหนก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่ คังวูจินตั้งใจอ่านบทภาพยนตร์ต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ

- ฟึบ ฟับ

‘การสังเวยอันน่าสะพรึงกลัวของคนแปลกหน้า’ ผลงานของอากิระ ทาคิกาวะ นักเขียนชื่อดังชาวญี่ปุ่นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการแก้แค้น แน่นอนว่าบทภาพยนตร์ที่เคียวทาโร่ ผู้กำกับนำมาดัดแปลงก็เช่นกัน แต่ทว่า ความมุทะลุดุดันในการล้างแค้นนั้นกลับหายไป ความรู้สึกเดือดดาลก็ไม่มี

เหลือเพียงการแก้แค้นที่สุภาพ นิ่งเงียบ และโศกเศร้า

แต่ทว่าภาพยนตร์เรื่องนี้กลับไร้ซึ่งความปราณี ปรากฏแต่ความโหดร้ายอันเย็นชาเด่นชัด บทบาทที่นำความโหดร้ายนี้มาสู่สายตาผู้ชมคือ 『อิโยตะ คิโยชิ』 ที่รับบทโดย คังวูจิน 『อิโยตะ คิโยชิ』เป็นชาวญี่ปุ่นเชื้อสายเกาหลี

- ซึ่งตรงจุดนี้แตกต่างจากบทประพันธ์ต้นฉบับ

เป็นการปรับเปลี่ยนบทเมื่อถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ทว่าการจะเอาคังวูจินให้แสดงเป็น『อิโยตะ คิโยชิ』 นั้นนับว่าเหมาะสมลงตัว เพราะเป็นบทที่ถูกออกแบบไว้ล่วงหน้าแล้ว ความดิบเถื่อนใน『บุปผาเร้น』 เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นที่โรงเรียนมัธยมปลายแห่งหนึ่ง กับปัญหาการกลั่นแกล้ง หรือที่ญี่ปุ่นเรียกว่า “อิจิเมะ” ซึ่งเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกทั้งในสังคมเกาหลีและญี่ปุ่นมาเนิ่นนาน

โดยเหยื่อของการ “อิจิเมะ” ในครั้งนี้ก็คือ 『อิโยตะ คิโยชิ』

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่าย เพียงเพราะ คิโยชิเป็นคนเก็บตัวหรือมีใบหน้าที่ดูน่าเกลียดชัง เหตุผลเพียงน้อยนิดกลับถูกขยายความ จนในที่สุดก็ลามไปถึงเรื่องเชื้อชาติ “ชาวญี่ปุ่นเชื้อสายเกาหลี” จนทำให้คิโยชิ กลายเป็นตัวประหลาดในสายตาของทุกคนในโรงเรียน

กระนั้น คิโยชิกลับไม่ไหวติง

ไม่ว่าจะถูกแกล้งด้วยวิธีใด โต๊ะเรียนหายไปบ้าง ตู้รองเท้าเต็มไปด้วยขยะบ้าง ถูกทำร้ายร่างกายโดยไม่ทันตั้งตัวบ้าง ชุดพละ ชุดนักเรียนหายไปบ้าง ถูกปาใส่ด้วยนมกล่องจากร้านค้าบ้าง ถูกขโมยเงินบ้าง

ต่อให้ถูกรังแกด้วยวิธีใด คิโยชิก็ไม่ตอบโต้

หรือไม่แม้แต่เพียงสะทกสะท้าน

ใบหน้าของเขาไร้ซึ่งอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด แม้กระทั่งความเจ็บปวด ใบหน้าของคิโยชิ นั้นว่างเปล่า ไร้ซึ่งทุกสิ่งราวกับหุ่นยนต์ที่พังเสีย

ปฏิกิริยาเช่นนั้นของคิโยชิ ยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟให้การกลั่นแกล้งมีความรุนแรงมากขึ้น

คิโยชิ ถูกปฏิบัติเยี่ยงสัตว์เดรัจฉานในโรงเรียน แต่กระนั้น คิโยชิ ผู้ถูกกระทำเยี่ยงสัตว์เดรัจฉานตัวนั้นก็ได้แต่ปิดปากเงียบ ไม่มีกระทั่งเสียงร้อง และยังคงมาโรงเรียนทุกวันโดยไม่ขาด ฝ่ายผู้รังแกก็เริ่มที่จะสนุกกับการกลั่นแกล้ง และเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

กระทั่งเด็กสาวคนหนึ่งทนเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นต่อไปไม่ไหว…

ชื่อของเธอคือ ‘มิซากิ โทกะ’ โทกะเป็นเด็กใหม่ พอเห็นบรรยากาศในโรงเรียนก็ไม่รู้ว่าเอาความกล้าแบบนั้นมาจากไหน ถึงได้กล้าเข้ามาปกป้องคิโยชิ เธอพูดกับทุกคนอย่างองอาจว่า พอกันที จากนั้นก็หันไปถามคิโยชิว่าเป็นอะไรไหม นั่นเป็นประโยคที่คิโยชิไม่เคยได้ยินจากใครมาก่อนเลย

ทำไม ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงมาปกป้องผมนะ?

ถึงแม้คิโยชิจะยังคงนิ่งเฉยเช่นเดิม แต่เขาก็เริ่มสนใจในตัวโทกะ มันไม่ใช่ความรู้สึกแบบคนรัก แต่เป็นความรู้สึกเคารพในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง คิโยชิเฝ้ามองโทกะอยู่เงียบ ๆ โชคดีที่การปรากฏตัวของเธอทำให้การกลั่นแกล้งคิโยชิหยุดลงชั่วคราว

นั่นทำให้คิโยชิมีเวลาอยู่กับโทกะ

พวกเขากินข้าวกลางวันและคุยกัน โทกะมองเห็นเขาเป็นคนคนหนึ่ง เวลาอยู่กับโทกะ คิโยชิรู้สึกเหมือนมีสายลมเย็นพัดผ่านเข้ามาในใจที่แห้งผากของเขา

แต่ช่วงเวลานั้นก็ไม่นานนัก

เพราะการกลั่นแกล้งไม่ได้หายไปไหน และแล้วเป้าหมายก็เปลี่ยนเป็นโทกะอย่างไม่ทันตั้งตัว คิโยชิรู้เรื่องนี้ก็ตอนที่เธอไม่มาโรงเรียนหลายวันแล้ว พอเธอกลับมาโรงเรียน เขาก็เห็นรอยแผลเป็นบนใบหน้าของเธอ

เพียงแต่ว่าโทกะไม่สามารถทำตัวนิ่งเฉยได้เหมือนกับเขา

น่าเศร้าที่คิโยชิเป็นคนเห็นวาระสุดท้ายของเธอ แน่นอนว่าคังวูจินได้เห็นจุดจบของโทกะแบบจะ ๆ ไม่ใช่แค่ผ่านตัวหนังสือ

-[7/บทภาพยนตร์ (ชื่อเรื่อง: การสังเวยอันน่าสะพรึงกลัวของคนแปลกหน้า) ระดับ S+]

-[*บทภาพยนตร์คุณภาพสูงอ่านเข้าใจได้ 100%]

เขาคือคิโยชิ

[ “‘A:อิโยตะ คิโยชิ’ อ่านทวนบทอยู่······” ]

[ “······พร้อมสำหรับการอ่านแล้ว เป็นบทและภาพยนตร์ที่มีความสมบูรณ์แบบมาก ระดับการแสดงผล 100% เริ่มอ่านบทได้” ]

สายตาของคังวูจินร่วมกับ ‘อิโยตะ คิโยชิ’ ความรู้สึกกำกวมที่ไม่ร้อนแรงนักแผ่ซ่านไปทั่วใจ รู้สึกแย่ เหมือนหัวใจกลายเป็นทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพศาล แต่สายลมที่พัดผ่านผิวแก้มและแสงแดดที่สาดส่องกลับอบอุ่น

เบื้องหน้าไกลออกไปมีกลีบดอกซากุระปลิวร่วงหล่น

-ซา…

ฤดูใบไม้ผลิสินะ คิโยชิของคังวูจินผู้ไร้ซึ่งความรู้สึกบนใบหน้า ดวงตาที่ว่างเปล่าเคลื่อนไหว สถานที่ที่วูจินยืนอยู่คือดาดฟ้าของโรงเรียน และเบื้องหน้าที่ราวบันไดก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งในชุดนักเรียน กระโปรงถูกลมพัดปลิวไสว ผมสั้นบ็อบ รูปร่างกำลังดี

‘มิซากิ โทกะ’

เธอนั่งอยู่บนราวบันไดของดาดฟ้าที่ดูน่าหวาดเสียว พร้อมกับจ้องมองไปเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย อันตราย แต่คังวูจินกลับไม่ขยับเขยื้อน เพียงจ้องมองไปที่ด้านหลังของโทกะด้วยใบหน้าเรียบเฉย พร้อมกับสำรวจเสื้อนักเรียนของเธอไปด้วย ทำไมกระดุมถึงหลุด ทำไมถึงมีฝุ่นเกาะเยอะขนาดนี้ แล้วทำไมบาดแผลถึงเพิ่มมากขึ้น

ทันใดนั้น

“คิโยชิ”

โทกะที่จ้องมองไปเบื้องหน้าหันกลับมาเอ่ยเรียกคิโยชิ ใบหน้าเรียบเฉย แต่แฝงไปด้วยความอาลัยอาวรณ์

“ฉันไม่เสียใจเลยนะที่ได้พบกับนาย”

คังวูจินผู้ยืนนิ่งในท่าเดิมเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์

“ได้เวลากินข้าวเที่ยงแล้วนะ”

ทว่าโทกะที่ไม่มีทีท่าว่าจะลงมาจากราวบันไดกลับยิ้มให้วูจิน

เธอหายไปแล้ว

แต่ทว่า

“······”

คังวูจินยังคงไร้สีหน้า สายตาจับจ้องไปที่ราวบันไดที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งความตื่นเต้น แม้แต่ลมหายใจก็ยังคงสม่ำเสมอ

จากนั้น

- สวบ

เขายืนนิ่ง ใช้มือขวางอนิ้วทีละนิ้วพลางพึมพำชื่อออกมาเบา ๆ หนึ่ง สอง สาม ราวกับกำลังเขียนรายชื่อ

- ผลัวะ!

ทันใดนั้นก็มีใครบางคนกระโดดขึ้นมาบนดาดฟ้า เด็กหนุ่มหน้าแหลม หนึ่งในรายชื่อที่เขาเพิ่งเอ่ยถึง เด็กหนุ่มสำรวจดาดฟ้า ก่อนจะหันไปถามคิโยชิที่ยืนอยู่ข้าง ๆ

“เห็นไหม?”

“อืม”

“ฮ่า ๆ น่าจะรีบมาหน่อย”

เด็กหนุ่มยิ้มกริ่ม เดินตรงไปที่ราวบันได ซึ่งโทกะเพิ่งยืนอยู่เมื่อครู่ ก่อนจะโน้มตัวลงไปมองเบื้องล่าง

“เฮ้ สูงขนาดนี้กระโดดลงไปได้ยังไงเนี่ย โอ๊ะ!!!”

ทันใดนั้นเด็กหนุ่มก็ส่งเสียงร้องประหลาด ก่อนจะร่วงลงไปเบื้องล่าง เสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้ง คังวูจินมองตามด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะเดินออกจากดาดฟ้าอย่างเชื่องช้า เขาเอ่ยตอบโทกะที่อยู่ข้างล่างอย่างไม่ยี่หระ

“ฉันเสียใจด้วยนะ”

คังวูจินกางนิ้วทั้งสิบ ก่อนจะใช้นิ้วโป้งขวากดลง พึมพำด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“เอาล่ะ หนึ่ง”

จบ

ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_

จบบทที่ บทที่ 168 แตกหัก (7)

คัดลอกลิงก์แล้ว