- หน้าแรก
- ฉันถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสุดยอดนักแสดงอัจฉริยะผู้น่าสะพรึง
- บทที่ 165 แตกหัก (4)
บทที่ 165 แตกหัก (4)
บทที่ 165 แตกหัก (4)
[แปลโดยฝีมือ...ยัก.ษา.แปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ\]
[Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย]
[หลังแปลจบ คิดว่าจะมีการเกลาคำเบื้องต้น แก้คำผิด ปรับสำนวนให้สละสลวย เทียบคำต่อคำ ขอบคุณที่ให้การสนับสนุนกันเสมอมานะครับ]
บทที่ 165 แตกหัก (4)
"เขาพูดบ้าอะไรเนี่ย" คังวูจินคิดในใจอย่างสงสัย'อะไรของเขาวะอยู่ ๆ ทำไมพูดถึงรางวัลออสการ์' ไม่ใช่แค่คังวูจินหรอก ใครเจอแบบนี้ก็ต้องงงเป็นธรรมดา เพราะจู่ ๆ ก็พูดขึ้นมาดื้อ ๆ โดยไม่มีปี่มีขลุ่ยอะไรเลย
'รางวัลออสการ์เนี่ยนะ ตอนนี้มันเป็นไปไม่ได้หรอก' เขาคิด 'ไม่สิ ไม่ใช่แค่ตอนนี้หรอก มันเป็นไปไม่ได้ตลอดกาลต่างหาก? '
แน่นอนว่าคังวูจินรู้จักรางวัลออสการ์เป็นอย่างดี ถึงแม้จะเป็นแค่ความรู้แบบคนทั่วไปหรือเอาจริง ๆ ตอนนี้เขาก็ยังเป็นแค่คนธรรมดา ๆ คนหนึ่งอยู่ดี แต่เขาก็เคยผ่านตากับข่าวเกี่ยวกับรางวัลนี้มาบ้าง
ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นข่าวที่เกี่ยวกับเกาหลี
เช่นนักแสดงเชื้อสายเกาหลีคว้ารางวัลออสการ์หรือ หนังเกาหลีได้เข้าฉายในต่างประเทศหลังจากประสบความสำเร็จอย่างงดงามในเทศกาลหนังเมืองคานส์และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์และความทรงจำของคังวูจินก็ไม่ได้ผิดเพี้ยนไปแม้แต่น้อย เพราะในประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์เกาหลี มีหนังเกาหลีที่ได้รับเกียรติให้เข้าชิงรางวัลออสการ์จริง ๆ
2 เรื่อง
เรื่องแรกในปี 2010 และอีกเรื่องในปี 2015โดยหนังทั้งสองเรื่องนี้มีจุดร่วมคือได้รับการยอมรับจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ ซึ่งเป็น1ใน3 เทศกาลภาพยนตร์ระดับโลกและเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสจนทำให้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในเวลาต่อมา แต่ก็น่าเสียดายที่หนังทั้งสองเรื่องต้องอกหักพลาดการเข้ารอบสุดท้ายไปอย่างน่าเสียดาย
ถึงอย่างนั้น การได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ถึงแม้จะเป็นแค่รอบแรก ก็ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของวงการหนังเกาหลี
และแม้ผู้กำกับเกาหลีหลายคนจะพยายามอย่างหนักแค่ไหน แต่จนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีใครสามารถทำลายกำแพงนี้ลงได้เรื่องนี้ทำให้คังวูจินได้ข้อสรุปอย่างหนึ่ง
'รางวัลออสการ์มันคือสุดยอดฝันของคนทำหนังเลยไม่ใช่เหรอวะ' เขาคิด 'แค่คิดก็เปลืองสมองแล้ว เลิกคิดดีกว่า เหมือนเป็นบอสใหญ่ที่ไม่มีวันเอาชนะได้ยังไงอย่างงั้นแหละ'
รางวัลออสการ์น่ะ มันก็เป็นงานมอบรางวัลในโลกอื่นชัด ๆ นั่นเลยทำให้วูจินไม่เคยคิดถึงมันเลยแม้แต่นิด แม้ว่าเขาจะผันตัวมาเป็นนักแสดงแล้วก็ตามเอาจริง ๆ ต่อไปก็คงไม่คิดหรอกคิดไปก็เท่านั้น
เพราะงั้น สิ่งที่ชเวซองกุนพูดก็คือ
‘และรางวัลออสการ์ ในตอนนี้ก็เป็นไปไม่ได้’
ถึงจะฟังดูไร้สาระ แต่มันก็เป็นเรื่องจริง นั่นแหละด้วยเหตุนี้ วูจินถึงได้แสร้งทำตัวตามน้ำไป แม้จะรู้สึกงง ๆ อยู่บ้าง เขาจะแสดงท่าทีอ่อนแอไม่ได้ต้องเสริมสร้างภาพลักษณ์หน่อย แล้วก็ได้ ตกลงถึงจะเป็นคำตอบที่เตรียมไว้แล้ว แต่การทำตัวเจ๋ง ๆ บ้างก็ไม่เสียหายอะไรหรอก
“แน่นอนปีนี้คงยากหน่อยล่ะนะ”
คำตอบต่อมาของชเวซองกุน ทำเอาวูจินถึงกับมึนงง
“นายเล็งรางวัลออสการ์ไว้ตั้งแต่แรกเลยรึไง ? ฉันเสียใจนะเนี่ยรู้แผนบ้า ๆ นั่นตั้งแต่แรก ฉันจะได้เตรียมใจไว้ก่อน หัวใจวายตายพอดี”
ไม่สิ นี่คุณพูดเรื่องอะไรน่ะจู่ ๆ ความสับสนอย่างรุนแรงก็เข้าครอบงำวูจิน ฉันเคยพูดตอนไหนว่าเล็งรางวัลออสการ์ ไม่เข้าใจจริง ๆ
ความรู้สึกนี้ช่างเหมือนกับตอนที่ก้อนหิมะแห่งความเข้าใจผิดกำลังกลิ้งไปข้างหน้า
‘ตรงไหน ? นี่มันเกิดความเข้าใจผิดขึ้นมาจากตรงไหนกันแน่ ?’
ความเข้าใจผิดในครั้งนี้มันช่างใหญ่หลวงกว่าครั้งไหน ๆ แต่ก็นึกไม่ออกจริง ๆ ว่ามันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ตอนไหน เพราะตั้งแต่แรก วูจินก็ไม่เคยเอ่ยคำว่า ‘รางวัลออสการ์’ หรือ ‘ออสการ์’ ออกมาจากปากสักครั้ง
ทันใดนั้น ชเวซองกุนก็ถอนหายใจยาว ก่อนจะเอ่ยปากขึ้น
“เฮ้อผู้กำกับอันกาบกเนี่ยความสามารถในการหยั่งรู้น่ากลัวจริง ๆ เห็นนายแค่ไม่กี่วัน ก็มองทะลุความในใจของนายได้”
‘ใคร? ท่านผู้กำกับแก่ ๆ คนนั้นน่ะเหรอครับ? ทำไมเขาถึงเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้?’ วูจินคิดพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงต่ำ สีหน้าฉายแววสงสัย
"···ผมไม่ได้บอกอะไรกับเขานะครับ"
"นั่นสินะ แต่นายน่ะชอบเผลอพูดออกไปแบบไม่รู้ตัวอยู่แล้วนี่ ฉันก็เลยรู้สึกผิดนิดหน่อย จริง ๆ ฉันน่าจะรู้ตัวตั้งแต่เมื่อวานแล้วสินะ ว่าตัวเองยังไปได้ไม่ถึงไหน"
ณ จุดนี้ วูจินเริ่มเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้างแล้ว ถึงจะไม่รู้ว่าเรื่องมันไปเป็นแบบนี้ได้ยังไง แต่ต้นเหตุของเรื่องเข้าใจผิดทั้งหมดนี่มันเป็นเพราะผู้กำกับชรานั่นชัด ๆ ถึงจะถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดก็คงไม่มีประโยชน์ ยิ่งไปกว่านั้น ชเวซองกุนเองก็เหมือนจะปักใจเชื่ออะไรบางอย่างจากคำตอบของเขาอีก
'เอาเถอะ ช่างมันละในเมื่อเป็นแบบนี้แล้ว คงต้องแอ๊บเก่งต่อไปให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ล่ะวะ คงได้แค่พยักหน้าหงึกหงักไปตามน้ำเท่านั้นแหละ ยังไงซะรางวัลออสการ์มันก็เป็นเรื่องไกลตัวฉันอยู่นั่นแหละ'
เอาล่ะในเมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ถึงเป้าหมายจะใหญ่โตโอฬารแค่ไหนมันก็คงไม่เป็นไรหรอก จริงไหม? ยังไงซะมันก็เป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด วูจินเลือกที่จะมุ่งไปข้างหน้าโดยไม่ลังเลเช่นเคย และยอมรับกับความเข้าใจผิดแปลก ๆ นี่ด้วยท่าทีที่ไม่ยี่หระ เพราะการจะแก้ไขอะไรตอนนี้ มันคงไม่มีประโยชน์และเสียเวลาเปล่า ๆ
"ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมแค่คิดไปเอง"
"···"
ชเวซองกุนมองวูจินที่ตอบกลับมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยพลางเกาหัวที่มัดเป็นจุกอย่างคนหัวเสีย
"เอาล่ะ เรื่องนี้ให้เรารู้กันแค่สองคนก็พอ ผู้กำกับอันกาบกก็คงไม่เอาเรื่องนี้ไปพูดที่ไหนหรอก เพราะถ้าปากสว่างขนาดนั้นคงขึ้นมาอยู่จุดนี้ไม่ได้หรอก"
"ครับ คุณผู้จัดการ"
"เอาเป็นว่า เฮ้อ- ถ้านายวางแผนเรื่องนี้มาตั้งแต่แรก นายก็คงรู้อยู่แล้วสินะว่ากับศักยภาพของนาย ในตอนนี้ รางวัลออสการ์มันเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก ถึงจะบอกว่าเทียบกับการไปดังที่ญี่ปุ่นมันคนละเลเวลกันเลยก็ว่าได้ ไม่สิ นี่มันต่างกันระดับคนละดาวเคราะห์เลยต่างหาก"
"···ผมทราบครับ"
"เอาเป็นว่าในเมื่อนายก็เป็นมืออาชีพอยู่แล้ว เรื่องรางวัลออสการ์ฉันก็คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากสินะ"
“ไม่จำเป็นต้องขนาดนั้นหรอก”
วูจินได้แต่คิดในใจ แต่ชเวซองกุนไม่รู้หรอกว่าเขาต้องการแค่ไหน
“นายคงกำลังคิดเรื่องจัดการโปรไฟล์อยู่สินะ บอกตามตรงเลยนะ ช่วงเวลาสั้น ๆ แบบนี้ แทบไม่มีอะไรที่ฮอลลีวูดจะให้ความสนใจได้เท่ากับเมืองคานหรอก ทางเลือกอื่นก็คือไปออดิชั่นที่ฮอลลีวูด ซึ่งบอกเลยว่ายากกว่างมเข็มในมหาสมุทรซะอีก ดูอย่างฮายูราได้ ระดับท็อปแท้ ๆ ยังต้องวนเวียนอยู่ที่นั่น สุดท้ายก็ต้องกลับเกาหลี นั่นแหละคำตอบ”
“……”
“การไต่เต้าจากจุดต่ำสุดก็เป็นเรื่องยากอีก ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี แต่ถ้าใช้เมืองคานเป็นบันไดขั้นแรก มันจะเป็นทางลัดให้ แน่นอนว่าการจะสร้างผลงานที่โดดเด่นในเมืองคานก็เป็นเรื่องยากสุด ๆ เหมือนกัน”
วูจินนั่งฟังเงียบ ๆ ข้อมูลใหม่ทั้งหมดถูกบันทึกไว้ในหัว ‘สรุปก็คือหาทางเลือกอื่นที่ใกล้เคียงก่อนสินะ’ ดูเหมือนเขาจะเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้างแล้ว ทันใดนั้นชเวซองกุนก็ถามขึ้น
“นายมีเส้นทางที่คิดไว้ในใจรึยัง หรือว่ามี…คอนเน็กชั่นที่ฮอลลีวูด?”
ไม่มีสักนิด แม้แต่ประเทศอเมริกาก็เพิ่งเคยเห็นผ่านทีวีจะมีคอนเน็กชั่นที่ฮอลลีวูดได้ยังไง แต่ก็พูดแบบนั้นออกไปไม่ได้ วูจินจึงตอบเลี่ยง ๆ
“อะไรทำให้คิดอย่างนั้นครับ?”
“อืม…เอาเป็นว่าตอนนี้ ผู้กำกับอันกาบก อาสาเป็นบันไดขั้นแรกให้แล้ว เขาดูเหมือนจะยึดนายไว้เลยล่ะ เมื่อวานเขาโทรมาหาฉันเองเลย ขอให้นัดเจอ ขอคุยกับนายโดยตรง บอกว่าจะเอาบทไปให้ดูด้วยตัวเอง”
“อย่างนั้นเหรอครับ?”
“ใช่ บอกตามตรงนะ ผู้กำกับอันกาบกไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน นายต้องเป็นคนสำคัญสำหรับเขาแน่ ๆ เขาพูดถึงเรื่องภาษามือ คาดว่าในหนังเรื่องใหม่ของเขาน่าจะมีฉากที่ใช้ภาษามืออยู่”
‘ภาษาอะไรนะ?’ วูจินคิดในใจพร้อมกับเอียงคออย่างสงสัย ชเวซองกุนจึงพูดต่อ
“แน่นอนล่ะ ถ้าไม่ชอบใจผู้กำกับนั่น นายจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ปล่อยผ่านไปเลยก็ได้ ใครจะทำไมในเมื่อฉันอยู่ข้างนาย แต่ถ้าทำแบบนั้นมันก็ดูจะออกนอกหน้าไปหน่อย ยังไงก็ต้องวางแผนกันบ้างล่ะ ว่าแต่บริษัทภาพยนตร์ที่ผู้กำกับคนนั้นสังกัด รวมถึงบริษัทอื่น ๆ ที่ร่วมงานด้วย ล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทระดับมืออาชีพที่ไปไกลถึงต่างประเทศมีทั้งประสบการณ์และผลงาน ถ้าเทียบกันในประเทศแล้ว พวกเขาถือว่าเป็นอันดับต้น ๆ เลยนะ”
“อย่างนี้นี่เอง”
“ลองนัดเจอ อ่านบทภาพยนตร์ดูสักครั้งเป็นไง ถือโอกาสตามน้ำเรื่องที่ผู้กำกับคนนั้นเป็นคนเสนอตัวขึ้นมาเองด้วย”
เรื่องแค่นี้น่ะไม่ยากเย็นอะไร แม้จะรู้สึกขัดใจกับผู้กำกับคนนั้น แต่พอพิจารณาสถานการณ์แล้ว การเมินเฉยคงไม่ใช่คำตอบที่ดีนัก
‘ถ้าฉันชนะตาแก่เจ้าเล่ห์คนนั้นได้ก็จบ! ถือโอกาสฝึกปรือฝีมือไปในตัว’
ถ้าสามารถเอาชนะปรมาจารย์ระดับแม็กซ์ได้ ชื่อเสียงของคังวูจินก็จะแข็งแกร่งดุจกำแพงเหล็กแน่นอน
‘บทภาพยนตร์ก็น่าสนใจดีเหมือนกันนะ ตำนานแห่งวงการภาพยนตร์เกาหลีอย่างเขานี่จะเขียนบทออกมาเกรดไหนกันเชียว’
วูจินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างองอาจพร้อมกับตอบตกลง
“ตกลงครับ ช่วยนัดหมายให้ผมด้วย”
ชเวซองกุนชูหัวแม่มือให้เป็นสัญญาณตอบรับ ก่อนจะเปิดสมุดบันทึกประจำวัน
“โอเค”
วูจินแอบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาอย่างเงียบ ๆ แล้วแอบค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับรางวัลออสการ์ ข้อมูลมากมายปรากฏขึ้นบนหน้าจอ วูจินเลื่อน อ่านหน้าประวัติศาสตร์ของรางวัลออสการ์ ก่อนจะตะโกนในใจอย่างหัวเสีย
‘บ้าไปแล้ว! แบบนี้มันจะเป็นไปได้จริง ๆ เหรอวะเนี่ย’
ขนาดเจ้าตัวยังมองว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
ณ เวลาเดียวกัน ที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
สถานที่คือโรงแรมขนาดใหญ่ณ โถงแห่งหนึ่งของโรงแรมที่แม้ในตอนนี้ก็ยังคงมีผู้คนมากมายพลุกพล่านไปหมดมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งราวสิบห้าคนยืนรวมตัวกันอยู่โดยมีชายชราผู้หนึ่งยืนอยู่แถวหน้าสุดใบหน้าของเขาดูคุ้นเคยยิ่งนัก
ประธานฮิเดกิในชุดสูทเรียบหรูไรหนวดของเขาแซมด้วยสีดอกเลา
“อืม-”
ริริ เลขาผู้มีผมยาวสลวยมัดรวบเป็นหางม้าวันนี้เธอก็ยังคงดูเรียบร้อยและงดงามเช่นเคยเธอยืนอยู่เคียงข้างเขาด้านหลังก็มีเลขาและพนักงานคนอื่น ๆ ตามมาด้วยเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วเพราะโรงแรมแห่งนี้คือสมบัติของคาชิฮิกรุ๊ป
พูดอีกอย่างก็คือเป็นของประธานฮิเดกิ
ประธานฮิเดกิผู้ดูสง่าราวกับสิงห์ชรากวาดสายตามองไปทั่วทั้งโถงกว้างอย่างเชื่องช้ามือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋าเสื้อเอาไว้ แต่แววตายังคงดูมุ่งมั่นโถงที่เขากำลังมองอยู่นี้เดิมทีแล้วถูกสร้างขึ้นมาให้มีบรรยากาศคล้ายกับสวนดอกไม้
แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปมาก
มันไม่เหมือนกับสถานที่จัดงานเลี้ยง แต่กลับให้ความรู้สึกที่ค่อนข้างแข็งกระด้าง อาจจะเรียกได้ว่าเป็นทางการมีโต๊ะรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลางโดยมีเก้าอี้กว่าร้อยตัวล้อมรอบแน่นอนว่าเก้าอี้ทุกตัวในโถงแห่งนี้ล้วนแต่มีราคาแพง ประธานฮิเดกิสำรวจโถงแห่งนี้เงียบ ๆ ก่อนจะขยับตัวอย่างเชื่องช้า
-สวบ
เขาใช้นิ้วแตะไปบนโต๊ะรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่อยู่ตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ เพื่อตรวจสอบความสะอาดพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบเล็กน้อย
“ไม่มีอะไรต้องเตรียมมากกว่านี้อีกแล้วใช่ไหม?”
ริริเลขาเป็นคนตอบกลับเป็นภาษาญี่ปุ่นทันที เธอเดินเข้าไปหาประธานฮิเดกิ ก่อนจะตอบว่า
“ค่ะท่านประธาน พวกเราเตรียมทุกอย่างเอาไว้เรียบร้อยแล้วค่ะหลังจากที่ได้พูดคุยกับทางบริษัทภาพยนตร์ 『โทเอกะ』”
“การอ่านบทแบบนี้ไม่น่าจะมีอะไรต้องเตรียมมากมายนักหรอก จัดเตรียมที่นั่งให้เพียงพอก็พอ อย่ามัวแต่ไปเตรียมกันแบบลนลานในวันงาน”
“รับทราบค่ะ”
ประธานฮิเดกิ ดึงเก้าอี้ที่ถูกจัดวางอย่างเรียบร้อยข้างโต๊ะออกมาแล้วนั่งลง ท่าทางนั้นดูเหมือนเป็นการนั่งลงตามปกติ แต่แท้จริงแล้วคือการทดสอบความสะดวกสบายของเก้าอี้ที่เตรียมไว้ต่างหาก เมื่อเห็นว่าไม่เลวร้าย ประธานฮิเดกิก็ค่อย ๆ เหยียดขาออกไป ก่อนเอ่ยปากถามขึ้นอีกครั้ง
“จำนวนคนล่ะ คนที่จะมาอ่านบทมีมากแค่ไหน”
ริริโค้งตัวลงเล็กน้อย ก่อนตอบอย่างรวดเร็ว
“รวมถึง อากิระ ทากิกาวะนักเขียนต้นฉบับ เคียวทาโร่ ทาโนะงูจิ ผู้กำกับและทีมงานสร้าง ‘บุปผาเร้น’ นักแสดง ทีมงานของนักแสดง บุคคลากรจากบริษัทภาพยนตร์นักข่าว น่าจะมีประมาณ 200 คนเข้าร่วมค่ะ”
“เยอะใช้ได้เลยนะ”
“คงเป็นเพราะ ‘บุปผาเร้น’ เป็นหนังเรื่องใหญ่ด้วยน่ะค่ะ”
ประธานฮิเดกิพยักหน้าช้า ๆ กวาดตามองไปทั่วโถงอีกครั้ง ก่อนเผยรอยยิ้มออกมา
“ถ้าจัดงานอ่านบทที่โรงแรมนี้ สื่อคงตื่นเต้นกันน่าดู”
“ค่ะ ‘บุปผาเร้น’ กับเราจะเป็นประเด็นร้อนแรงอีกแน่ ๆ ค่ะ”
“หืมม”
ประธานฮิเดกิส่งเสียงครางในลำคอ ก่อนลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินทอดน่องไปทั่วโถงอย่างเชื่องช้า ริริ เลขาของเขารีบเดินตามไปติด ๆ เมื่อแน่ใจว่าอยู่ห่างจากพนักงานสิบกว่าคนที่ยืนอยู่พอสมควรแล้ว ประธานฮิเดกิก็เอ่ยถามขึ้น ริมฝีปากที่เต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่นคลายออก
“ช่วงนี้ คังวูจินเป็นยังไงบ้าง”
“หลังจาก ‘เพื่อนชาย’ ประสบความสำเร็จ ภาพยนตร์เรื่อง ‘พ่อค้ายาเสพติด’ ที่เขาแสดงก็ทำรายได้อย่างถล่มทลายที่เกาหลีค่ะ”
“โอ้ จริงเหรอ? งั้นแสดงว่าหลังจากกลับเกาหลีไป ก็ประสบความสำเร็จมากเลยสินะ”
“ไม่ใช่แค่เท่านั้นค่ะ ช่อง Youtube และSNSของเขาก็ใหญ่ขึ้นมาก ต่างจากเมื่อก่อนราวกับฟ้ากับเหวที่เกาหลีถึงกับพูดกันว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ภายใน1 ปีเลยล่ะค่ะ”
ริริรายงานเสร็จสิ้น เธอส่งแฟ้มใสที่หนีบอยู่ข้างลำตัวให้ประธานฮิเดกิ ซึ่งแน่นอนว่ามันคือเอกสารรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคังวูจิน
-ฟึบ
ประธานฮิเดกิตรวจสอบเนื้อหาอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะพึมพำออกมาเบา ๆ
“ผู้กำกับเคียวทาโร่ ทาโนะงูจิบอกผมว่า เขาเป็นหนี้บุญคุณคังวูจิน”
“คะ?”
“ผมก็เหมือนกัน นักแสดงคนนี้นี่แปลกจริง ๆในเมื่อไม่ใช่ประเทศตัวเองแท้ ๆ ทำไมถึงปล่อยให้ตัวเองเป็นหนี้บุญคุณคนอื่นได้มากมายขนาดนั้นในเวลาสั้น ๆ”
ริริชะงัก เธอไม่เข้าใจในสิ่งที่ประธานฮิเดกิพูด พลันประธานฮิเดกิก็ปิดแฟ้มใสแล้วพึมพำกับตัวเอง
“อยากเจอตัวจริงเร็ว ๆ แล้วสิ”
ประธานฮิเดกิเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบสบตากับริริ
“โปรเจกต์ 『บุปผาเร้น』 นี่มันได้ผลลัพธ์เทียบเท่ากับการทำแบรนด์คอนเทนต์เลยสินะ?”
“ยังอยู่ในช่วงดำเนินการค่ะ”
“ถ้ากระแสในเกาหลีกับญี่ปุ่นดีขนาดนี้ ก็น่าจะมีชื่อเสียงในระดับหนึ่งแล้วนะ ลองเช็คบริษัทในเครือดูว่ามีตำแหน่งพรีเซนเตอร์โฆษณารับสมัครอยู่บ้างไหม?”
ซึ่งแน่นอนว่าเขากำลังพูดถึงคังวูจิน
อีกด้านหนึ่ง ณ บริษัทภาพยนตร์ 『โทเอกะ』ในโตเกียว
การประชุมเตรียมงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง『บุปผาเร้น』 ซึ่งมีผู้กำกับเคียวทาโร่เป็นแกนนำกำลังดำเนินไปอย่างคึกคัก บรรดาผู้ร่วมงานนั่งล้อมรอบโต๊ะตัวใหญ่รูปตัวดี โดยมีผู้กำกับเคียวทาโร่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะ
ดูเหมือนการประชุมจะดำเนินมาได้สักพักแล้ว บรรยากาศโดยรวมจึงดูผ่อนคลาย
“โห ไม่คิดเลยว่าจะได้ไป อ่านบทกันที่โรงแรมหรูขนาดนั้น”
“นั่นสิ ผมก็นึกว่าต้อง อ่านกันที่บริษัทเราซะอีก ที่นั่นมันโรงแรมที่จัดแต่ปาร์ตี้ของพวกเศรษฐีไม่ใช่เหรอ?”
“ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีงานใหญ่ ๆ ที่ทุ่มทุนสร้างอีกมากมาย การอ่านบทของหนังเรานี่ ถือเป็นครั้งแรกเลยนะไม่สิเรื่องแบบนี้ต่อไปคงไม่มีอีกแล้วล่ะ”
“เรื่องนี้ถ้าหลุดไปถึงนักข่าวได้ คงได้เป็นเรื่องราวใหญ่โตอีกแน่”
“แน่นอนอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้หนังของเรากับคาชิฮิกรุ๊ปกำลังเป็นประเด็นร้อน ๆ อยู่ด้วย แต่ การอ่านบทมันจะหรูหราขนาดนี้เลยเหรอ?”
“ฮ่า ๆ ๆ จะอะไรล่ะเป็นประเด็นดังก็ดีแล้วนี่ นักแสดงก็จะได้ดังไปด้วยเออ แต่ว่าประธานฮิเดกิ โยชิมุระจะมาในวันอ่านบทด้วยรึเปล่า”
“อย่าบอกนะว่า... คงไม่หรอกมั้ง”
“ใช่คงไม่มาหรอก”
ผู้กำกับเคียวทาโร่ ที่ผมหงอกครึ่งหัวเปลี่ยนเรื่องสนทนา
“เอาล่ะ เอาล่ะ เรื่องตื่นเต้นไว้ทีหลังวันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่ต้องรีบบอกนักแสดง โดยเฉพาะเรื่องสถานที่และวันเวลาของ การอ่านบท”
- 16 พฤศจิกายน คงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม
“ถ้าเกิดวันที่16 พฤศจิกายน ใครติดธุระขึ้นมาจะทำยังไง?”
“เลื่อนได้วันสองวันไม่น่ามีปัญหาหรอก”
“เข้าใจแล้วงั้นจะแจ้งนักแสดงไปว่า การอ่านบทนัดหมายวันที่16ทันที”
ผู้กำกับเคียวทาโร่ พยักหน้า ก่อนจะชี้ไปที่นักแสดงคนหนึ่งเป็นพิเศษ
“บอก คังวูจินเป็นคนแรกเลย เขาอยู่ไกลที่สุด”
การอ่านบทของ ‘บุปผาเร้น’ คือวันจันทร์หน้า
เช้าวันต่อมาวันที่11ที่บริษัท บริษัทสื่อบันเทิงbw
เวลาประมาณ 8 โมงเช้ายังไม่ถึงเวลาเข้างาน บริษัทสื่อบันเทิงbw จึงเงียบสงัด พนักงานยังไม่มีใครมาทำงาน แต่บนโต๊ะทำงานที่ว่างเปล่ากลับดูวุ่นวายราวกับเป็นสมรภูมิรบเหมือนกับสถานที่ที่พายุพึ่งพัดผ่านไป
ที่บริษัทสื่อบันเทิง bwมีผู้คนมาเยือนแต่เช้า
เหตุผลนั้นแสนเรียบง่าย
“ขอโทษที่มารบกวนแต่เช้าตรู่นะ”
“ไม่เป็นไรครับ ผู้กำกับ”
บนโต๊ะในห้องทำงานของประธานบริษัท คังวูจินนั่งเผชิญหน้ากับผู้กำกับอันกาบก ผมสีดอกเลื้อยขาวโพลน แน่นอนว่ายังมีประธานบริษัทภาพยนตร์กับชเวซองกุนนั่งร่วมวงสนทนาด้วย
มีกันสี่คน
แม้จะเป็นการพูดคุยกันแบบกันเอง แต่เอกสารที่ผู้กำกับอันกาบกยื่นมานั้นกลับแฝงไปด้วยความหมายอันยิ่งใหญ่
“ที่ดานังมันกะทันหันไปหน่อย ก่อนอื่นเลย ดูสิ่งนี้ก่อนแล้วค่อยคุยรายละเอียดกัน”
- วืด
มันคือบทภาพยนตร์เรื่องที่100ของผู้กำกับอันกาบก สายตาของชเวซองกุนมองตามเอกสารที่ถูกส่งไปยังวูจิน ก่อนจะกลืนน้ำลายดังอึก
‘นั่นมัน… บทที่ส่งให้แจ้งเกิด…’
ในทางกลับกัน
“ครับ ผู้กำกับขอบคุณครับ”
ใบหน้าของวูจินที่รับบทภาพยนตร์มานั้นเรียบเฉย สภาพจิตใจของคังวูจินก็สงบนิ่งเช่นกัน
‘คุณปู่ใจร้อนดีจัง รีบยื่นบทให้เลย’
นับตั้งแต่ที่ดานัง คังวูจินก็มองว่าผู้กำกับอันกาบกเป็นเพียงคุณปู่ข้างบ้าน มิใช่ผู้กำกับระดับตำนาน แต่อย่างใด แต่ตอนนี้เขาเป็นดั่งเทพที่หยิบยื่นโอกาสทอง
นั่นเป็นผลลัพธ์จากพลังของการสะกดจิตตัวเอง
อย่างไรก็ตาม คังวูจินก็ตรวจสอบหน้าปกบทภาพยนตร์ด้วยสีหน้าเฉยชา บนนั้นมีเพียงแค่ชื่อเรื่องเท่านั้น เพราะเป็นบทภาพยนตร์แบบร่าง
- ‘ปลิง’
ผู้กำกับอันกาบกตั้งชื่อหนังเรื่องที่100ของเขาว่า 'ปลิง' แต่สำหรับคังวูจินแล้ว นอกจากชื่อเรื่องเขายังมองเห็นอย่างอื่นอีก นั่นคืออะไรน่ะหรือ? ก็รูปสี่เหลี่ยมสีดำที่หมุนวนอยู่ข้าง ๆ บทภาพยนตร์ไงล่ะ!
ผู้กำกับอันกาบกที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ได้เอ่ยปากขึ้น
“ลอง อ่านดูคร่าว ๆ ก่อนก็ได้นะ”
วูจินที่เปิดผ่านหน้าแรกไปแล้ว ได้แอบยกนิ้วชี้ขึ้น มิติว่างเปล่าปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
ไม่นานหลังจากนั้น
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่สิบวินาทีสำหรับผู้กำกับอันกาบกที่มองวูจินอยู่ฝั่งตรงข้าม แต่สำหรับคังวูจินแล้ว เวลาได้ผ่านไปอย่างน้อยสิบนาที เห็นได้ชัดว่าเกิดช่องว่างของเวลาขึ้น ระหว่างนั้นสีหน้าของวูจินก็ดูจริงจังขึ้น ทำให้ผู้กำกับอันกาบกเอียงคอเล็กน้อยด้วยความสงสัย
“ทำไมเหรอมีตรงไหนไม่ถูกใจรึเปล่า?”
“...”
คังวูจินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจยาวในใจ
'มันไม่ใช่อย่างนั้น แต่มันแบบ... นี่มันระดับ S ตั้งแต่เริ่มเลย จริงดิ? '
ในขณะนั้นเอง
- ตืดด ตืดด ตืดด
โทรศัพท์มือถือของชเวซองกุนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ คังวูจินดังขึ้น เขาสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นยืนพร้อมกับก้มหน้าลงเล็กน้อยเขาเดินออกจากห้องทำงานของประธานบริษัทและมองไปที่ชื่อผู้โทรเข้า
อีกฝ่ายคือหัวหน้าทีมประชาสัมพันธ์
“ฮัลโหล หัวหน้าครับ”
เสียงของหัวหน้าทีมประชาสัมพันธ์ที่ดังมาจากปลายสาย แสดงถึงความตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด
“ท่านประธาน! บทความ! ลองดูบทความที่เพิ่งโพสต์ไปสิครับ!”
จากนั้นเขาก็ส่งลิงก์มาให้ชเวซองกุนทางแชทพาดหัวข่าวที่ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน
『[ข่าวเด็ด] ‘คังวูจิน’ นักแสดงหน้าใหม่สุดปัง แท้จริงแล้วเซ็นสัญญา 1 ปี กับบริษัทสื่อบันเทิง BW หรือเขาจะเข้าร่วมตลาด FA ต้นปีหน้า? 』
ดวงตาของหัวหน้าชเวซองกุนเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อสายตาหลังอ่านบทความข่าวจบ
“บ้า บ้าไปแล้ว!!”
แต่ในเวลานี้ ไม่ใช่แค่หัวหน้าชเวซองกุนคนเดียวเท่านั้นที่ตาโตราวกับจะถลนออกมานอกเบ้า
“ท่าน ท่านประธานครับ!! ไม่ทราบว่าได้เห็นข่าวเรื่องคังวูจิน เซ็นสัญญา 1 ปี รึยังครับ??!”
“อะไรนะ? สัญญา 1 ปี? นั่นมันเรื่องบ้าอะไร?”
“ข่าวออกแล้วครับ!! แต่เนื้อหาไม่น่าใช่ข่าวลือทั่วไปนะครับ!! คังวูจินอาจจะย้ายออกจากเราต้นปีหน้าก็ได้ครับ!”
“มันจะเป็นไปได้ยังไง······รอแป๊บนึง!! เดี๋ยวฉันเช็กข่าวก่อนแล้วจะโทรกลับไป!!”
บริษัทเอเจนซี่มากมายในประเทศต่างเริ่มสั่นคลอน
จบ