เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 164 แตกหัก (3)

บทที่ 164 แตกหัก (3)

บทที่ 164 แตกหัก (3)


[แปลโดยฝีมือ...ยัก.ษา.แปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ\]

[Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย]

[หลังแปลจบ คิดว่าจะมีการเกลาคำเบื้องต้น แก้คำผิด ปรับสำนวนให้สละสลวย เทียบคำต่อคำ ขอบคุณที่ให้การสนับสนุนกันเสมอมานะครับ]

บทที่ 164 แตกหัก (3)

“คังวูจินเซ็นสัญญากับบริษัทสื่อบันเทิงbw แค่ปีเดียวเนี่ยนะ!” บรรณาธิการแก้มยุ้ยขมวดคิ้วมุ่น คิ้วที่ย่นอยู่แล้วดูลึกขึ้น ก่อนจะหันไปพูดกับนักข่าวสาวหน้าเคร่งขรึมที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยน้ำเสียงสูงขึ้นเล็กน้อย “หมายความว่ายังไง ปีเดียว? ใครมันจะไปเซ็นแบบนั้น ยัยหนูนี่ ชเวซองกุนน่ะเป็นใคร รู้จักไหม นักปั้นมือทองเชียวนะ คิดว่าคนแบบนั้นจะบ้าจี้เซ็นสัญญากับเพชรเม็ดงามอย่างคังวูจินแค่ปีเดียวเหรอ ไร้สาระ! แค่สัญญาปีเดียวมันไม่มีอยู่จริงหรอก”

สิ่งที่เขาพูดมาก็มีส่วนถูก แต่นักข่าวสาวก็ยังยืนกราน “ดิฉันได้ข้อมูลมาแล้วค่ะ”

“…”

บรรณาธิการผู้ที่กำลังเกาคางอย่างกระวนกระวายปิดปากเงียบ เขากวาดตามองนักข่าวสาวอย่างช้า ๆ ประเมินท่าทางของเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากถาม “ข้อมูลที่ว่าน่ะ แน่นอนแค่ไหน”

“เอ่อ ประมาณ 80% ค่ะ”

“80% เหรอ?”

“ค่ะ”

ดูท่าทางมั่นใจไม่น้อย ท่าทางแบบนี้คงจะปล่อยผ่านไปไม่ได้

“หืม… ถ้าอย่างนั้นก็เป็นเรื่องแปลกใหม่พิลึก สมัยนี้มีค่ายบ้า ๆ ที่ไหนเซ็นสัญญากับนักแสดงหน้าใหม่แค่ปีเดียวกัน”

“นั่นสิคะ ดิฉันก็ว่าอย่างนั้น! แถมยังเป็นคังวูจินอีก ยิ่งไม่น่าเป็นไปได้ คน ๆ นี้น่ะกำลังเป็นกระแส แถมผลงานก็ปัง ๆ ทั้งนั้น”

จริงอย่างที่เธอพูด บรรณาธิการครุ่นคิดเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่เข้าใจ

‘เอาเถอะ ยอม ๆ ไปก่อนว่าเซ็นแค่ปีเดียว แต่ก็นะ คังวูจินดังเป็นพลุแตกตั้งแต่เดบิวต์ ทั้ง ‘มิสอองแซง’ แล้วก็ ‘นิติจิตวิทยาเสเพล’ ถ้าชเวซองกุนไม่ใช่ไอ้โง่ก็น่าจะรีบต่อสัญญาทันทีไม่ใช่เหรอ?’

คังวูจิน เขาคนนั้นตอนนี้ดังไกลไปถึงญี่ปุ่นแล้ว แค่ปีเดียวเองนะ รู้ไหม แล้วชเวซองกุน ปล่อยให้เป็นแบบนั้นได้ยังไง? สมองว่างเปล่าไปแล้วรึไง?

“······ อืม ยังไงก็เถอะ ระหว่างสองคน นั่นคงมีเรื่องอะไรกันสักอย่างแหละ หรือไม่ก็มีข้อตกลงอะไรกัน”

“ยังไงตอนนี้ ถ้าบริษัทสื่อบันเทิงbw ปล่อยคังวูจินหลุดมือไปนี่ บริษัทได้ถูกหาว่าบ้าแน่ ๆ”

“ก็คงงั้นแหละ”

“เอาเถอะ พวกเราก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องนั้นอยู่แล้ว ว่าแต่บก.คิดยังไงกับเรื่องนี้? มันน่าสนใจใช่ไหมล่ะ?”

นักข่าวสาวหัวเราะเบา ๆ บรรณาธิการก็ค่อย ๆ ยิ้มออกมา

“ไม่ต้องพูดเลย แค่ คังวูจิน ตอนนี้ก็แทบจะฮุบตลาดไว้คนเดียวอยู่แล้ว ถ้าเรื่องนี้หลุดออกไป บริษัทเอ็นเตอร์เทนต่าง ๆ คงแตกตื่นกันน่าดู ทุกคนคงพร้อมทุ่มเงินกันเต็มที่แถมกระแสความสนใจจากคนทั่วไปก็ต้องพุ่งสูงแน่ ๆ แค่พล็อตเรื่องก็น่าสนใจแล้ว”

“ในที่สุดก็เจอข่าวเด็ด ๆ สักที แถมยังใกล้งานเลี้ยงปลายปีอีกต่างหาก”

“งั้นเหรอปล่อยเลยไหม?”

“จะรอกันอีกทำไมล่ะ? รีบปล่อยเลยสิ!”

ปกติ บก. น่าจะเห็นด้วย แต่นี่กลับลังเล

“อืม ไม่สิ ลองเช็คข่าวที่เธอได้มาอีกที แล้วค่อยมาคอนเฟิร์มกับฉัน”

นักข่าวสาวขมวดคิ้ว

“··· บก. นี่จะไม่ให้ปล่อยข่าวแล้วเหรอคะ?”

“ใช่”

“ไม่นะ! ทำไมต้องรอก่อนด้วย? ไร้สาระที่สุด”

“แล้วถ้าข่าวที่เธอปล่อยไปมันไม่มีมูลความจริง แล้วมีคนมาโต้แย้ง เธอจะรับผิดชอบคนเดียวไหวเหรอ?”

“เรื่องอะไรจะมาโต้แย้งคะ?”

บรรณาธิการถอนหายใจเบา ๆ

“ตั้งใจฟังให้ดี การที่จะแตะต้องคังวูจิน ในตอนนี้ มันต้องใช้ความกล้าอย่างมากเลยนะเฟ้ย รู้มั้ย เพราะมันไม่จบแค่การเล่นงานแค่หมอนั่นแน่”

“เอ๋?”

“ลองไล่ชื่อคนใหญ่คนโตที่เกาะติดคังวูจินดูสิ”

“อ่า”

“ทั้งฝั่งละคร ภาพยนตร์ วาไรตี้ นักเขียนบทชื่อดัง แม้แต่ฝั่งญี่ปุ่นด้วย ซ้ำร้ายนักลงทุนหลักของ ‘บุปผาเร้น’ ก็คือ ‘คาชิฮิกรุ๊ป’ ตระกูลเศรษฐีของญี่ปุ่น เธอก็รู้ใช่มั้ย”

“...”

“พวกนี้เป็นบุคคลระดับที่นักแสดงหน้าใหม่ทั่วไปไม่มีทางเอื้อมถึงหรอกนะ แต่ไม่ว่าจะยังไง ตอนนี้รอบตัวคังวูจินน่ะ เต็มไปด้วยคนพวกนี้ทั้งนั้น กล่าวคือ เธอต้องเตรียมใจที่จะชนกับคนพวกนี้ทั้งหมดเลยล่ะ”

“แต่มันไม่ใช่คดีอาชญากรรมนี่คะ”

“แล้วไปหาเรื่องให้วุ่นวายทำไม?”

นักข่าวสาวเข้าใจความรู้สึกของหัวหน้าบรรณาธิการเป็นอย่างดี จากนั้นหัวหน้าบรรณาธิการก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ช่างเป็นพุงที่ใหญ่โตน่าประทับใจจริง ๆ

“ถ้าเรื่องที่เธอพูดมามันเป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ล่ะก็ ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามันกลายเป็นแค่ข่าวลือไร้สาระหรือข่าวปลอมล่ะก็ เรื่องใหญ่แน่ ถึงมันจะน่าเสียดายที่ต้องปล่อยผ่านก็เถ—”

เขาพูดพึมพำก่อนจะเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าของนักข่าวสาว แล้วพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

“งั้นก็ไปเช็กให้แน่ใจอีกที ค่อยไปพลิกแผ่นดินวงการบันเทิงทีหลังก็ยังไม่สาย”

วันเดียวกัน ช่วงเที่ยง ที่กองถ่ายโฆษณา ‘MxDonald’

คังวูจินยังคงต่อสู้กับแฮมเบอร์เกอร์อย่างเอาเป็นเอาตาย การถ่ายทำที่เริ่มต้นขึ้น ในตอนเช้าดำเนินมาจนถึงตอนนี้ จากสตอรีบอร์ดแล้ว คาดว่าน่าจะเสร็จราว ๆ ช่วงบ่าย

“คุณวูจิน! ช่วยทำท่าทางเหมือนกินแฮมเบอร์เกอร์แล้วมีประกายไฟแล่นในดวงตาได้มั้ยครับ?”

“ประกายไฟเหรอครับ ได้ครับ ลองดูครับ”

“โอเค! งั้นใส่ฟีลลิ่งแล้วไปกันต่อเลย!”

ท่ามกลางทีมของวูจินที่มีสิบกว่าคน ชเวซองกุน ซึ่งมีสีหน้าเคร่งขรึมเป็นพิเศษก็สะดุดตา เขากอดอกนิ่งจ้องคังวูจิน เฉวซองกุนรวบผมหางม้าของเขาอีกครั้งอย่างแน่นหนา ก่อนจะพึมพำเบา ๆ

“ก้าวแรก? ผู้กำกับอันกาบก?”

ในหัวของเฉวซองกุนที่ครุ่นคิด ผู้กำกับอันกาบกเต็มไปหมด เพราะบทสนทนาทางโทรศัพท์ที่คุยกับผู้กำกับอันกาบกเมื่อเช้านี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ

จากนั้น เฉวซองกุนก็

“ฮืม-”

นึกถึงประเด็นสำคัญในการสนทนากับผู้กำกับอันกาบกเริ่มจากเสียงแหบแห้งของผู้กำกับอันกาบกจากโทรศัพท์มือถือ

“ฉันคิดว่า CEO ชเว คงจะรู้แล้ว หนังเรื่องที่100ของฉันต้องการนักแสดงอย่างคังวูจิน จากข่าวลือที่ฉันได้ยินมา ฉันวางแผนที่จะส่งหนังเรื่องนี้ไปที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์”

แม้ว่าชเวซองกุนจะตรวจสอบเรื่องนี้เสร็จแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรมากนัก แค่แสร้งทำเป็นประหลาดใจเล็กน้อย

“อ่า- อย่างนั้นเหรอครับ? จริง ๆ แล้วผมวางแผนที่จะพบคุณหลังจากถ่ายทำในต่างประเทศเสร็จสิ้น ดังนั้นผมจะบอกวูจินและหาเวลานัดหมายให้ครับ แต่ว่า ผู้กำกับครับ ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ?”

“หืม?”

“ผมอยากรู้ว่าทำไมคุณถึงสนใจวูจิน”

“ภาษามือ”

“ภาษามือเหรอครับ?”

“ใช่ มันเริ่มต้นที่ภาษามือ มันเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการกำกับภาพยนตร์ และผมอยากให้นักแสดงมีทักษะนี้มากกว่าที่จะต้องไปเรียนรู้เอาข้างนอก ช่วงนั้นเองที่คังวูจินก็เข้ามาสะดุดตาผมพอดี”

“···เข้าใจแล้วครับ”

“แต่ตอนนี้ ผมสนใจในส่วนของการแสดงและตัวตนของเขามากกว่า”

ตัวตน? ชเวซองกุนทำหน้างง ผู้กำกับอันกาบกจึงพูดต่อ

“คือที่ดานัง ผมลองคุยเรื่องรางวัลคานส์กับคุณวูจิน เขากลับไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ แววตาดูจริงใจมาก ไม่ได้คิดถึงรางวัลคานส์จริง ๆ สินะ”

“······”

“หรือว่าคุณชเวรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว”

จะว่ารู้ก็ไม่เชิง เพราะชเวซองกุนแค่แอบได้ยินมาเท่านั้น แต่ตอนนี้ต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง

“ไม่ครับ เขาน่ะเดาใจยาก”

“อืม ถ้าอย่างนั้น คุณก็คงไม่รู้สินะว่าสิ่งที่คุณวูจินต้องการไม่ใช่รางวัลคานส์ แต่เป็น ‘ออสการ์’”

อะไรนะ ออสการ์?

“หา? ไม่ใช่ ไม่ใช่มั้งครับ นั่นมันอะไรกัน”

โทรศัพท์มือถือก็เหมือนสัตว์ประหลาดล้ำค่า ที่คอยบอกความจริงอันน่าตกใจ แทนที่เจ้าของรุ่นเดอะจะเข้าใจ

“ออสการ์ หมายถึง งานประกาศผลรางวัลออสการ์ คุณวูจินเขากำลังพยายามเพื่อที่จะได้ขึ้นไปรับรางวัลบนเวทีนั้น จากคำพูดและแววตาของเขา ฉันรู้สึกได้อย่างชัดเจน”

ชเวซองกุนรู้สึกลำบากใจมาก ออสการ์เนี่ยนะ? งานประกาศผลรางวัลออสการ์งั้นเหรอ แน่นอนว่ามันคือโลกใบใหญ่ที่วันหนึ่งเขาต้องเจออยู่แล้ว แต่นี่มันเร็วเกินไป แม้แต่ระดับท็อปสตาร์ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสิบปี ถึงจะพยายามไปให้ถึงจุดนั้นได้ แถมส่วนใหญ่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่คังวูจินพึ่งจะเริ่มต้นได้แค่ปีเดียว มันเป็นไปไม่ได้หรอก

ชเวซองกุนนึกถึงนิสัยและเส้นทางการเดินของคังวูจิน รวมไปถึงความสามารถทั้งหมดของเขา

และนั่นทำให้เขาไม่อาจปฏิเสธได้เลยจริง ๆ

‘······ไม่สิ ตั้งแต่แรกก็มีภาษาอังกฤษระดับเจ้าของภาษาอยู่แล้ว รวมถึงภาษาอื่น ๆ อีกมากมาย ‘บุปผาเร้น’ ก็กำลังลำบาก แต่ก็ยังรักษาตำแหน่งเอาไว้ได้ เหมือนกับความปรารถนาที่จะเข้าสู่ตลาดต่างประเทศรวมถึงญี่ปุ่น บุคคลสำคัญที่อยู่รายล้อม’

พอได้ลองพิจารณาดูแล้ว ทั้งผู้กำกับควอนกีแท็กและผู้กำกับทาเคชิ ก็ล้วนแต่เป็นที่รู้จักในต่างประเทศ

และสุดท้าย

‘ข้อตกลงพิเศษที่ระบุว่าห้ามยุ่งในผลงานที่เลือก’

เมื่อนำทุกอย่างมารวมกันก็ได้คำตอบ คังวูจินกำลังมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายอย่างเงียบ ๆ โดยที่ไม่มีใครรู้ เป้าหมายนั้นก็คือ ‘รางวัลออสการ์’ ใช่แล้วเป็นแบบนี้นี่เอง ชเวซองกุนค่อย ๆ มั่นใจมากขึ้น

‘ตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้ ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามแผนที่วางไว้อย่างนั้นหรือ? เพื่อไปให้ถึง รางวัลออสการ์ โดยใช้เส้นทางลัด??’

เขาติดกับดักความคิดของอันกาบกเข้าอย่างจัง ในขณะที่คังวูจินผู้เป็นตัวเอกกำลังเอร็ดอร่อยกับแฮมเบอร์เกอร์ ชเวซองกุนกับผู้กำกับอันกาบกกลับจริงจังกันแค่สองคน จากนั้น อันกาบกที่อยู่อีกฟากของโทรศัพท์มือถือก็พูดขึ้นอีกครั้ง

“บรรยากาศที่วูจินแผ่ออกมานั้น ไม่ใช่มาจากความหยิ่งผยองหรอกนะ แต่มันมาจากท่าทางต่างหาก เขาตั้งใจจริง ๆ แต่ว่า CEO ชเวเองก็คงรู้ รางวัลออสการ์มีเงื่อนไขมากมาย”

“······สิ่งที่คุณพูดถึง มันคือบันไดสินะครับ”

“ใช่ครับ แน่นอน คุณวูจินเขามีดีพอจะทำให้ฮอลลีวูดสะเทือนได้ แต่มันช่างยากเย็นกว่าจะแสดงให้พวกนั้นเห็น แถมพวกนั้นยังไม่รู้จักคุณวูจินเอาเสียเลย บนโลกนี้น่ะมีนักแสดงที่ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อให้ได้ตั๋วนั้นมากมายนัก”

“ครับ อย่างนั้นแหละครับ”

“แต่ผมว่าคุณวูจินคงไม่ได้สนใจแค่การได้ไปร่วมงานประกาศรางวัลออสการ์หรอก จุดประสงค์ของเขาคือต้องคว้ารางวัลมาให้ได้ ซึ่งนั่นหมายความว่า…”

“ผมทราบครับ ต้องมีผลงานที่น่าเชื่อถือและความสำเร็จที่คนยอมรับได้อยู่ในประวัติเขาด้วย”

“นั่นล่ะคือพื้นฐานเบื้องต้น ระบบของรางวัลออสการ์มันเป็นแบบนั้น”

ผู้กำกับอันกาบกหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่หนักแน่นขึ้น

“ไม่มีอะไรดีไปกว่าเมืองคานส์ที่จะใช้เป็นเวทีสำหรับก้าวแรก เพราะมันมอบความน่าเชื่อถือให้กับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับรางวัลออสการ์”

เพียงเท่านี้ ชเวซองกุนก็กลับมาสู่โลกแห่งความจริงหลังจากหวนนึกถึงบทสนทนากับผู้กำกับอันกาบก สายตาของเขาจับจ้องไปที่คังวูจิน ซึ่งอยู่ในโซนถ่ายทำ จากนั้นไม่นานชเวซองกุนก็ครุ่นคิดด้วยแววตาเฉียบคม

‘ตอนนี้นักแสดงคังวูจินมีจุดด้อยเพียงอย่างเดียวคือเรื่องประสบการณ์ ผลงานที่ผ่านมายังโล่งโจ้ง ระบบของรางวัลออสการ์มันซับซ้อน มีเรื่องของผลประโยชน์และเส้นสายที่แข็งแกร่งจนเอาชนะได้ยาก’

สิ่งที่ชเวซองกุนคิดอยู่นี้เป็นเรื่องพื้นฐานที่สุด หากเจาะลึกลงไปในรางวัลออสการ์จะพบกับระบบและขั้นตอนการตรวจสอบที่ซับซ้อนจนน่าตกใจ หนึ่งในนั้นก็คือเส้นทางอาชีพและชื่อเสียงของนักแสดงนั่นเอง

ประวัติผลงานเป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครก็มองข้ามไม่ได้

มันคือ รางวัลออสการ์ และสำหรับคังวูจินในตอนนี้ มันเป็นเรื่องยาก เกินกว่าจะฝ่าฟันไปได้ด้วยความพยายามหรือความมุ่งมั่นใด ๆ มันเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริงเลย

แต่ทว่า...

‘ถ้ามือใหม่อายุงานหนึ่งปี พลิกเวทีคานส์ได้ล่ะ?’

มันอาจจุดประกายความเป็นไปได้ ทำให้ผู้คนสนใจใคร่รู้ เพราะตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีมือใหม่ที่คร่ำหวอดในวงการเพียงปีเดียว สามารถครองใจเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ได้เลย และนั่นคือสิ่งสำคัญที่จะพลิกสถานการณ์

ทันใดนั้นเอง...

“ฮ่าฮ่า”

ชเวซองกุน ที่ครุ่นคิดอย่างหนัก พลันหัวเราะออกมา

“บ้าจริง นี่ฉันกำลังหวังพึ่งเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์อยู่เหมือนกันเหรอเนี่ย”

การที่นักแสดงหน้าใหม่จะก้าวไปถึงเวทีคานส์ได้ นับเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งในอดีตและอนาคต ยกเว้นแต่...ก่อนที่คังวูจินจะปรากฏตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ก็กลายเป็นเพียงตัวเลือกเสริมไปแล้ว

ในตอนนั้นเอง...

- ซึก

วูจิน ซึ่งอยู่ในช่วงพักผ่อน เดินกลับมานั่งที่เดิม ใบหน้าเรียบเฉย

‘อะไรกัน? ทำไมดูอารมณ์ดีจัง?’

จากนั้นเขาก็เอ่ยถาม

“ผู้จัดการครับ มีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นหรือครับ”

คำถามเรียบ ๆ นั้น ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของชเวซองกุน ผู้มีผมทรงหางม้า ยิ่งเด่นชัดขึ้น

“ก็น่าจะประมาณนั้นล่ะ ฉันกำลังจินตนาการถึงเรื่องดี ๆ น่ะ”

เขาปฏิญาณกับตัวเองอยู่ในใจ ว่าจะเฝ้ามองความเป็นไปไม่ได้ที่อยู่ตรงหน้าด้วยตาตัวเอง

‘เอาล่ะ ลองสร้างประวัติศาสตร์กันดูสัก แต่ก่อนอื่นต้องจัดการเรื่องสัญญาก่อน’

เขาไม่รู้ตัวเลยว่า ความคิดอันแสนว่องไวของตัวเองกำลังนำไปสู่ความเข้าใจผิดมหันต์

วันรุ่งขึ้น วันที่10 ที่สตูดิโอของนักเขียนอีวอลซอน...

ในห้องที่เงียบสงัด นักเขียนอีวอลซอนกำลังจ้องมองแล็ปท็อป วันนี้เธอดูสบาย ๆ ต่างจากทุกที เธอจ้องหน้าจออยู่หลายนาที ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ

“เอาล่ะ”

นักเขียนอีวอลซอนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา โทรหาPDของละครเรื่อง ‘รักน้ำค้างแข็ง’ ถึงแม้ตอนนี้น่าจะกำลังถ่ายทำอยู่ แต่PD ก็รับสายอย่างรวดเร็ว

“ครับ ๆ ครับ คุณนักเขียน”

นักเขียนอีวอลซอนกล่าวขึ้นอย่างรวบรัด

“ฉันเขียนบทตอนจบเสร็จแล้วค่ะ”

หมายความว่า บทละครเรื่อง ‘รักน้ำค้างแข็ง’ ที่ใกล้จะออนแอร์ตอนแรกแล้ว เสร็จสมบูรณ์ เสียงของPD ดังขึ้นจากปลายสาย

“เยี่ยม! คุณนักเขียนทำงานหนักมากเลยครับ! เอ่อ วันนี้ไม่ว่างแล้ว! พรุ่งนี้! พรุ่งนี้เช้าผมจะเข้าไปรับนะครับ!”

“ค่ะ แต่บทตอนจบมีสองเวอร์ชั่นค่ะ”

“หือ? สองเวอร์ชั่น?”

“ใช่ค่ะ ช่วงนี้ฉันเอาแต่คิดถึงเรื่อง ‘ชายลึกลับข้างบ้าน’ ที่คุณ PD พูดถึงน่ะค่ะ”

“อืม? คุณก็เขียนจบไปแล้ว ไม่ใช่เหรอครับ? ก็ใส่ฉากย้อนอดีต ใส่บทพูดเรื่องที่เขาย้ายบ้านไปแล้ว ด้วย”

“แต่ฉันเสียดายตัวละครนี้ค่ะ คุณวูจินเล่นได้ดีมาก ๆ เลยนะ”

“···ก็นั่นสินะครับ แล้วสองเวอร์ชั่นนี้ต่างกันยังไงครับ?”

“ตอนจบจะมีหรือไม่มีฉากที่ ‘ซงแทฮยอง’ พระเอกของเรื่องได้เจอกับ ‘ชายลึกลับข้างบ้าน’ อีกครั้ง แค่นั้นเองค่ะ”

“อ่า”

นักเขียนอีวอลซอนไขว้ขาอย่างช้า ๆ ก่อนจะอธิบายต่อ

“จากบทแล้วจะรู้ว่า ‘ชายลึกลับข้างบ้าน’ ได้พบกับซงแทฮยองโดยบังเอิญ ‘ชายลึกลับข้างบ้าน’ พยายามเลี่ยงสายตา แต่ซงแทฮยองที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงก็ทักทายด้วยภาษามือ ‘ชายลึกลับข้างบ้าน’ ที่แปลกใจก็ยิ้มและตอบกลับด้วยภาษามือเช่นกัน”

“โอ้โห! แน่นอนว่าภาพของตอนแรกกับตอนสุดท้ายที่ตัดสลับกันต้องดูอบอุ่นหัวใจมากแน่ ๆ เลยใช่ไหมล่ะคะ??”

“แต่ถ้าคุณวูจินไม่ทำให้ก็ทำไม่ได้หรอกนะคะ”

“······ค่ะ จริง ๆ แล้วเห็นคุณวูจินออกสื่อบ่อย ๆ ก็ดูยุ่งมากอยู่เหมือนกัน”

“การถ่ายทำใช้เวลาแค่ครึ่งวันก็เสร็จค่ะ งั้นให้ PD ลองติดต่อไปทางคุณวูจินดูก่อนไหมคะ?”

“ครับ คุณนักเขียน”

สิ่งที่แปลกก็คือ คำตอบจากข้อความที่PD ส่งไปนั้นรวดเร็วมาก แน่นอนว่าอีกฝ่ายคือชเวซองกุน

-[ครับ คุณ PD วูจินก็อยากทำครับ เดี๋ยวผมขอบอกล่วงหน้าสักหนึ่งอาทิตย์ได้ไหมครับ ผมจะลองเคลียร์เวลาดู]

และในเวลาไล่เลี่ยกัน ทาง ‘รักน้ำค้างแข็ง’ ก็ได้ ปล่อยตัวอย่างอย่างเป็นทางการออกมาสู่สาธารณะ ทาง Youtube และแพลตฟอร์มวิดีโออื่น ๆ

- ‘รักน้ำค้างแข็ง’ |ตัวอย่างอย่างเป็นทางการที่1|KBC

เป็นตัวอย่างความยาว 15 วินาที 30 วินาที และตัวอย่างอย่างเป็นทางการที่1 เนื่องจากเหลือเวลาอีกเพียง 2 สัปดาห์ก่อนออกอากาศตอนแรก นี่จึงเป็นขั้นตอนปกติ แน่นอนว่าในวิดีโอทั้งสองต่างก็มีภาพลักษณ์อันทรงพลัง แม้จะปรากฏตัวเพียงสั้น ๆของ ‘ชายลึกลับข้างบ้าน’ รวมถึงภาษามือด้วยเช่นกัน การปรากฏตัวของคังวูจินนั้นช่างทรงพลังอย่างประหลาด

แน่นอนว่าได้รับเสียงตอบรับจากสาธารณชนอย่างรวดเร็ว

-คุณคังวูจิน จากพ่อค้ายาเสพติด สายตาและลมหายใจของเขากินขาดทุกการแสดงเลย โอ้ยกลัว…. น่ากลัวมาก….เป็นโรคจิตที่เซ็กซี่และน่ากลัวจริง ๆ …. แต่การแสดงภาษามือเป็นอะไรที่แปลกใหม่นะ??

- คังวูจินโผล่มาเยอะไหมเนี่ย??

- คังวูจินนี่เล่นบทแบบไหนก็ดีไปหมดเลย! เดาใจไม่ถูกเลยสักนิด! ทีแบบนี้ โอ้ย ใจฟู!

- อุแงงงงงงรู้สึกว่าจะไม่สนุกยังไงไม่รู้สิ…..

- อีวอลซอน? 5555จะสู้คนเขียนบทอย่าง พัคอึนมี ได้จริงดิ? 55555

- คังวูจิน55555 เดี๋ยวก็เป็นหนุ่มคลั่งรัก เดี๋ยวก็ติดยาคราวนี้เล่นเป็นคนใช้ภาษามืออีก 55555 เหมือนเป็นคนละคนเลยเว้ย 555

- จองจางฮวานเล่น แต่ซีรีส์อีกแล้วเหรอเนี่ย 555 ไม่รับงานหนังบ้างรึไง??

- โอ้โหหหหห คังวูจินโผล่มาแป๊บเดียว แต่เท่มาก… ไม่ว่าจะสีหน้า แววตาท่าทางคือดีงามทุกอย่าง…. แค่ตัวอย่างก็สนุกแล้วโว้ย….

สเปกตรัมการแสดงของคังวูจินนั้นกว้างไกลไร้ขีดจำกัด

ณ ช่วงเวลาเดียวกัน ร้านเสริมสวยย่านชองดัมดง

รถตู้ของคังวูจินจอดเด่นอยู่กลางลานจอดรถกว้างของร้านไม่นานนัก วูจินในลุคแต่งหน้าจัดเต็ม ก็ก้าวออกมาจากร้าน ก่อนจะขึ้นไปบนรถภายในรถมีเพียง ชเวซองกุน ผู้จัดการส่วนตัว นั่งอยู่ที่เบาะข้างคนขับส่วน ฮันเยจอง สไตล์ลิสต์ และจางซูฮวาน ช่างทำผม รวมถึงทีมงานคนอื่น ๆ ยังคงอยู่ที่ร้าน

วันนี้วูจินมีคิวให้สัมภาษณ์สองที่ในช่วงเช้าและต้องกลับไปถ่ายทำ ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ ตั้งแต่ช่วงบ่ายยันค่ำ

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม

- ซวบ

ชเวซองกุนที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับ ยื่นแฟ้มใสให้คังวูจิน

“นี่ แฟ้มข้อมูลเกี่ยวกับงานปลายปีพวกงานประกาศรางวัลที่ติดต่อเข้ามาทั้งหมดน่ะ บอกไว้ก่อนเลยว่างานประกาศรางวัลเนี่ย ไม่ว่างานอะไรก็ต้องไปให้หมดเข้าใจไหม?”

คังวูจินเพียงพยักหน้ารับพลางรับแฟ้มมาเปิดดูด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ครับ รู้แล้วครับ”

วูจินก้มมองแฟ้มใสอยู่ในมือ ชเวซองกุนมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุยกระทันหัน

“และรางวัลออสการ์ ตอนนี้น่ะเป็นไปไม่ได้หรอก”

คังวูจินเงยหน้าขึ้นสบตาชเวซองกุนช้า ๆ เขาเงียบไปพักหนึ่ง

“...”

ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก แต่เหมือนมีบางอย่างสั่นไหว หรือว่าจะเป็นเครื่องหมายคำถาม? เวลาผ่านไปหลายสิบวินาที คังวูจินจึงตอบเสียงเรียบ

“แน่นอนครับว่า ปีนี้คงยาก”

ทันทีที่เขาพูดจบ ชเวซองกุนก็หัวเราะ

“หึ ลึก ๆ แล้วก็แอบหวังสินะ ว่าแต่รางวัลออสการ์เนี่ยน่ะ ยิ่งใหญ่เกินไปแล้ว เกินเอื้อมสุด ๆ สามัญสำนึกของฉันพังทลายหมดเลยนะ”

เขายังบ่นพึมพำต่อราวกับขุ่นเคืองใจ

“นายหมายมั่นปั้นมือกับรางวัลออสการ์มาตั้งแต่แรกเลยหรือไง? น้อยใจชะมัด! แผนบ้า ๆ แบบนี้ น่าจะบอกกันบ้าง ฉันจะได้เตรียมใจหัวใจจะวายอยู่แล้ว”

ใบหน้าเรียบเฉยของคังวูจิน แข็งกร้าวขึ้นกว่าที่เคย

‘...อะไรวะ?’

จบ

ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_

จบบทที่ บทที่ 164 แตกหัก (3)

คัดลอกลิงก์แล้ว