- หน้าแรก
- ฉันถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสุดยอดนักแสดงอัจฉริยะผู้น่าสะพรึง
- บทที่ 161 เดียวดาย (8)
บทที่ 161 เดียวดาย (8)
บทที่ 161 เดียวดาย (8)
[แปลโดยฝีมือ...ยัก.ษา.แปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ\]
[Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย]
[หลังแปลจบ คิดว่าจะมีการเกลาคำเบื้องต้น แก้คำผิด ปรับสำนวนให้สละสลวย เทียบคำต่อคำ ขอบคุณที่ให้การสนับสนุนกันเสมอมานะครับ]
บทที่ 161 เดียวดาย (8)
3 วันหลัง สนามบินนานาชาติดานัง
10 เดือนกำลังจะผ่านพ้นไป เข้าสู่เดือนพฤศจิกายนได้ไม่กี่วัน แต่อากาศที่เวียดนามก็ยังคงร้อนระอุ เช่นเดียวกับความรู้สึกของผู้กำกับอันกาบก ที่เพิ่งจะเสร็จสิ้นการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ ในต่างประเทศ และได้พักผ่อนต่ออีกสองวัน ก่อนจะขึ้นเครื่องบินในวันนี้
แน่นอนว่าเขากำลังมุ่งหน้ากลับเกาหลี
- สวบ
ภายในที่นั่งชั้นธุรกิจอันกว้างขวาง ผู้กำกับอันกาบกในชุดลำลองสบาย ๆ สวมกางเกงขาสั้นและรองเท้าแตะเป็นประจำวันนี้เขาได้ถอดหมวกซาฟารีออก
“……”
ใบหน้าเรียบเฉยของผู้กำกับอันกาบกหยิบกระดาษหนาปึกหนึ่งขึ้นมา มันคือบทภาพยนตร์เรื่อง ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ ที่เขาได้รับจากผู้กำกับควอนกีแท็ก
- ฟึบ
เขาวางแผนว่าจะ อ่านบทภาพยนตร์เรื่อง ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ ตลอดทาง หรือกระทั่งเมื่อเดินทางถึงเกาหลีแล้วก็ตาม
“อืม”
เขาต้องการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสถานที่ถ่ายทำจริงกับบทภาพยนตร์ แต่เหนือสิ่งอื่นใด เขาต้องการจินตนาการถึงการแสดงของสิบโทจินซอนชอล หรือก็คือคังวูจิน ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
- ฟึบ
“……”
ในขณะเดียวกัน ผู้กำกับอันกาบกก็ครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง แน่นอนว่าเขากำลังนึกถึงคังวูจิน
‘บางครั้งก็ดูเป็นคนสบาย ๆ บางครั้งก็ดูแปลกไปดูเหมือนจะปกปิดอะไรบางอย่างเอาไว้ แต่พอนักแสดงคนนี้เริ่มแสดง เขากลับเต็มไปด้วยบทบาทนั้น ๆ ได้อย่างน่าประหลาด แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกตะหงิด ๆ แบบนี้นะ?’
คังวูจินยิ่งพูดคุยด้วยก็ยิ่งมั่นใจ แต่ในทางกลับกันเขาก็รู้สึกเหมือนถูกผลักเข้าไปในม่านหมอก อันกาบกครุ่นคิด มันก็นานมาแล้วที่เขาจะสนใจในตัวนักแสดงคนหนึ่งขนาดนี้ ไม่ใช่แค่ฝีมือการแสดง แต่รวมถึงตัวตนของนักแสดงคนนั้นด้วย เดิมทีอันกาบกก็เป็นผู้กำกับที่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่นักแสดงมี นอกเหนือจากการแสดงอยู่แล้ว
‘ทำไมกันนะ? บรรยากาศแปลกประหลาดที่นักแสดงหน้าใหม่คนนี้ปล่อยออกมา มันหมายความว่ายังไง?’
อันกาบกได้ตรวจสอบประวัติของคังวูจินเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะมาเวียดนาม มันเป็นขั้นตอนปกติที่แคสติ้งไดเร็กเตอร์ทุกคนทำเมื่อต้องคัดเลือกนักแสดง แต่ไม่ว่าอย่างไร ข้อมูลในอดีตของคังวูจินก็มีน้อยมาก ทั้งมหาวิทยาลัย คณะละคร หรือแม้แต่อะคาเดมี ไม่มีร่องรอยของเขาในวงการแสดงของเกาหลีเลย
มีแต่ข่าวลือมากมายที่แพร่สะพัดไปทั่ววงการบันเทิง
‘ได้ยินมาว่าก่อนเดบิวต์ เขาทำงานที่บริษัทออกแบบ?’
และก็มีข่าวลือว่าเขาเคยไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ แต่เรียนการแสดงด้วยตัวเอง ข่าวฉาวล่าสุดของคังวูจินก็ดึงดูดความสนใจเช่นกันมีคนพูดกันว่าบุคลิกในอดีตกับปัจจุบันของเขาต่างกันราวฟ้ากับดินเป็นคนละคนกันเลย บ้างก็ว่าเป็นโรคหลายบุคลิก บ้างก็ว่าเป็นฝาแฝด แต่เรื่องพวกนั้นก็เงียบหายไปอย่างรวดเร็ว
‘คำให้การของคนที่รู้จักอดีตของคังวูจิน’
ส่วนใหญ่คงเป็นเรื่องไร้สาระ แต่อันกาบกก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวจากคำบอกเล่าพวกนั้นได้บ้าง ดูเหมือนคังวูจินจะมีชีวิตที่ธรรมดามาก่อนที่จะเข้าวงการ แต่นั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกแปลกประหลาด ‘อสูรกายแบบนั้นใช้ชีวิตธรรมดา ๆ ได้ยังไง?’ ในตอนนี้ คังวูจินมีดีมากมาย ทั้งทักษะการแสดงที่ยอดเยี่ยม รวมถึงความสามารถด้านภาษาต่าง ๆ ภาษาใบ้ การร้องเพลง และอื่น ๆ
‘เหมือนกับซ่อนมังกรไว้ในอกเสื้อ’
เข็มที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อ ไม่ว่าจะพยายามซ่อนความเฉียบแหลมไว้มากแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องเผยให้เห็นเด่นชัดด้วยตัวมันเอง เช่นเดียวกัน คังวูจินก็คงเป็นแบบนั้น ความสามารถอันร้ายกาจขนาดนั้น หากมีมาตั้งแต่เด็ก คงต้องถูกควักออกไปอย่างแน่นอน การจะใช้ชีวิตอย่างเงียบ ๆ ง่าย ๆ คงเป็นไปไม่ได้
ไม่ว่าจะพยายามปิดบังมากแค่ไหน หรือพยายามใช้ชีวิตอย่างคนทั่วไปมากเท่าไหร่ สุดท้ายก็ต้องถูกเปิดเผยอยู่ดี
แต่ทำไมถึงเพิ่งมาเปล่งประกายเอาตอนนี้?
ทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่มีใครรู้? ทำไมถึงปิดบังตัวเองมาตลอด? แถมยังรอจนกระทั่งได้เป็นนักแสดง ถึงค่อยเผยทุกอย่างออกมาในครั้งเดียว
ทันใดนั้น...
‘...หรือว่า’
ความคิดบางอย่างก็แล่นวาบขึ้นมาในหัวของผู้กำกับอันกาบก
‘ทั้งหมดนี้...ตั้งใจไว้แล้ว ?’
ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะมาเปิดเผยโดยบังเอิญ แต่ตั้งใจรอคอยช่วงเวลาที่เหมาะสม แล้วจึงแสดงมันออกมาอย่างเปิดเผย? ที่ผ่านมาเขาใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดา ปิดบังความพิเศษ เพื่อรอคอยช่วงเวลานี้งั้นเหรอ?
‘การมีบุคลิกที่เบาบาง กลมกลืนไปกับทุกที่เหมือนกับกิ้งก่า สิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป-’
ถ้าเป็นแบบนั้น ทุกอย่างก็อธิบายได้หมด การทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อแสดงความธรรมดาออกมา เพื่อปกปิดความไม่ธรรมดาเขา ใช้ชีวิตของเด็กคนนั้นราวกับเป็นเวทีฝึกฝนและมันก็ยังคงติดอยู่ในตัวเขา
นั่นก็คือ การพรางตัว
เนื้อในต้องมีอย่างแน่นอน แต่ที่ผ่านมาคงไม่มีใครได้เห็นนักแสดงหน้าใหม่ที่จดจำและบันทึกวิธีการแสดง และสามารถใช้บุคลิกที่หลากหลายได้ในกรณีทั่วไป มันแทบจะเป็นไปไม่ได้แต่ถ้าทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อสิ่งนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
‘บางครั้งก็เห็นแววตาที่เบาบางและแปลกตา หรือสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นแก่นแท้ หรือว่าทั้งหมดนั้นก็เป็นแค่เปลือกนอก’
ช่างเป็นอัจฉริยะจริง ๆ ความสามารถในการมองคนของผู้กำกับอันกาบกอยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยมสัญชาตญาณอันเฉียบคมของจอมเก๋า
‘ใช้เปลือกนอกที่ดูเหมือนจะเป็นแก่นแท้เพื่อทำให้คนอื่นสับสนแล้วซ่อนของจริงเอาไว้’
แต่สรุปคือ ก็เพราะฉลาดเกินไปจึงเข้าใจผิดหนักยิ่งกว่าเดิมไปอีก
วันต่อมา วันพุธที่4 อพาร์ตเมนต์ของคังวูจิน
เช้าวันใหม่ที่แสนขี้เกียจ ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ ปิดกล้องถ่ายทำต่างประเทศเป็นที่เรียบร้อย คังวูจินกลับมาถึงบ้านปุ๊บ
“อ้าาา บ้านฉันนี่มันยอดที่สุด!”
ก็โยนร่างลงบนเตียงทันที กระเป๋าเดินทางใบโตที่กองเต็มไปด้วยสัมภาระก็เรื่องของทีหลังผ้าห่มที่ยับยู่ยี่ก็ปล่อยมันไป วูจินซุกตัวอยู่บนเตียง หลับตาลงอย่างสงบสุข จริง ๆ แล้ว ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ ปิดกล้องถ่ายทำต่างประเทศตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่เมื่อคืนมีปาร์ตี้เลี้ยงปิดกล้อง สถานที่จัดงานคือห้องโถงขนาดใหญ่ของโรงแรม
ไม่ว่าจะเป็นทีมงานกว่าร้อยชีวิตหรือเหล่านักแสดงอีกหลายสิบคน ต่างก็ปลดปล่อยกันอย่างเต็มที่
ทำให้วูจินได้เผาผลาญช่วงเวลาสุดท้ายที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม อย่างคุ้มค่า แน่ล่ะ แอลกอฮอล์น่ะเหรอไม่แตะต้องสักหยด แต่ก็เหนื่อยใช้ได้เลยล่ะ คังวูจินนอนนิ่งไม่ไหวติง แต่จู่ ๆ ก็หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
‘หยุดพักยาว ๆ ถึงพรุ่งนี้ มันฟินสุด ๆ ไปเลย’
เพราะมีวันหยุดต่อเนื่องสองวันไงล่ะในเวลาเดียวกัน ทีมงาน ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ ทั้งหมดก็จะหยุดพักประมาณหนึ่งสัปดาห์ และสัปดาห์ถัดไปก็จะเริ่มถ่ายทำต่อที่ฉากขนาดใหญ่ในเมืองบูยอ
ช่างมันเถอะ เรื่องนั้นค่อยว่ากันทีหลัง
คังวูจินกำลังจะหลับไปทั้งอย่างนั้น แม้แต่ลืมล้างหน้าแปรงฟัน อืม รู้สึกเหมือนกับพนักงานบริษัทที่ลาพักร้อนยังไงยังงั้นเลย? กำลังอินไปกับความรู้สึกแปลกใหม่ที่แสนวิเศษแบบนี้ วูจินก็
“อ่า-”
นึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องต้องทำ
‘รูปถ่ายเช็คอิน ‘พ่อค้ายาเสพติด’ ’
เขาต้องไปดู ‘พ่อค้ายาเสพติด’ หนังที่กำลังทำให้วงการภาพยนตร์ในประเทศสั่นสะเทือนเสียหน่อยแล้ว ถึงแม้ว่าวูจินจะเคยดู ‘พ่อค้ายาเสพติด’ ในรอบฉายลับมาแล้ว แต่นี่มันคนละเรื่องกัน
เป็นการโปรโมทของคังวูจินและการสื่อสารกับแฟน ๆ แหละนะ เรียกแบบนั้นได้หรือเปล่า?
การที่คังวูจินไปดูหนังแล้วถ่ายรูปลง ‘ตัวตนอีกด้านของคังวูจิน’ ‘หัวใจคัง’ คาเฟSNSของวูจิน เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของบริษัทบันเทิง BWเป็นเรื่องง่ายมาก
ส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นคำขอร้องของชเวซองกุน
‘แบบนั้นแฟนคลับถึงจะรู้สึกสนิทกับนายไง ‘พ่อค้ายาเสพติด’ ก็จะดังเป็นพลุแตกด้วย นักข่าวต้องน้ำลายไหลแย่งกันทำข่าวแน่ ๆ ถ่ายรูปเสร็จก็กลับได้ ไม่ต้องดูหนังก็ได้ ’
คำอธิบายของฮันเยจอง
‘พี่คะ รู้ใช่มั้ยคะว่าตอนนี้อีซังมันดังมาก ถ้าพี่ลงรูปตอนนี้ แฟน ๆ จะต้องคลั่งแน่ ๆ’
ดูเหมือนว่าผลลัพธ์ที่ออกมานั้นจะไม่เล็กน้อยเลย นี่สินะความเป็นมืออาชีพ แม้จะลำบาก แต่คังวูจินก็ต้องขยับตัว
-สวบ
“เฮ้อ-”
วูจินถอนหายใจเบา ๆ แล้วดูนาฬิกา ประมาณ 11 โมง จากนั้นก็นั่งลงบนเตียงแล้วครุ่นคิดอย่างจริงจัง
“ไปตอนนี้ดี หรือว่าดึก ๆ ดี”
แบบไหนคนจะน้อยกว่ากัน อยู่ ๆ วูจินก็หัวเราะออกมา เขาหัวเราะเพราะความคิดแบบนี้ของตัวเอง
‘เปลี่ยนไปมากจริง ๆ’
วงจรสมองของเขาค่อย ๆ ทำงานเป็น ‘นักแสดงยอดนิยม’ จากนั้นคังวูจินก็ลุกขึ้นจากเตียงอย่างเชื่องช้า เขาคิดว่าไปตอนนี้น่าจะคนน้อยกว่าไปดึก ๆ คงจะดีกว่ารอบดึก ๆของวันธรรมดา
ผ่านไปหลายสิบนาที
ชายหนุ่มที่ดูมีพิรุธปรากฏตัวขึ้นที่โรงหนังแถวบ้านเป็นคังวูจินนั่นเอง เขาใส่หมวก แมสก์ แว่นตา และใส่เสื้อฮู้ดปิดหน้าอีกชั้น แบบนี้มันจะเวอร์ไปไหมนะ
“ไม่หรอก ผู้จัดการบอกว่า ยิ่งปิดบังยิ่งดูน่าสงสัย”
วูจินพยักหน้ารับ ก่อนจะก้าวเท้าเดินต่อ ความรู้สึกแรกที่แล่นเข้ามาในหัวทันทีที่คังวูจินก้าวเท้าเข้ามาในล็อบบี้โรงหนังก็คือ ความตกใจ
“โห คนอะไรขนาดนี้”
ในล็อบบี้มีคนเยอะกว่าที่เขาคิด ทุกคนล้วนเป็นผู้ใหญ่ หรือจริง ๆ มันก็เป็นแบบนี้? เขาไม่เคยมาโรงหนังวันธรรมดาวันนี้นี่เป็นครั้งแรก วูจินที่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย กวาดสายตามองไปรอบ ๆ โรงหนัง ทั้งทีวีจอใหญ่ที่แขวนอยู่บนเพดาน โปสเตอร์ที่ติดอยู่ทั่วทุกมุมสแตนดี้ที่ตั้งอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไปจนถึงป้ายโฆษณาตรงที่นั่งรอ
ทุกอย่างล้วนเต็มไปด้วย ‘พ่อค้ายาเสพติด’
เหตุผลมันก็แสนจะเรียบง่าย เพราะมันคือหนังดังไงล่ะ โรงหนังก็เหมือนตลาด และหนังก็คือสินค้า ย่อมต้องโปรโมทหนังที่ขายดีเป็นธรรมดาที่โรงหนังที่วูจินมายังไม่เท่าไหร่ เชื่อว่าโรงหนังทุกแห่งทั่วประเทศก็น่าจะเป็นแบบนี้เหมือนกัน
ยิ่งคิดคังวูจินก็ยิ่งรู้สึกสนุก
‘พ่อค้ายาเสพติด นี่มันปังไม่หยุดจริง ๆ’
เขารู้สึกแปลกใจนิด ๆ เหมือนกัน ที่ได้เห็นหนังที่ตัวเองแสดง แถมยังเป็นหนังที่ทำให้ อีซังมิน โด่งดังถึงขีดสุด ครอบครองตลาดได้แบบนี้ ถึงแม้เขาจะได้รู้ถึงกระแสตอบรับอันร้อนแรงจากคนรอบข้าง รวมไปถึงกระแสของสื่อมาบ้างแล้ว แต่นี่มันเป็นบรรยากาศแบบออฟไลน์ ที่ให้ความรู้สึกแตกต่างออกไป
สักพัก
-แว้บ
วูจินที่คอยสังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ ค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้ป้ายโฆษณาข้าง ๆ ลิฟต์ ถึงจะมีคนมองเขาแปลก ๆ อยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมายหรอก ขนาดตัวเขายังไม่คิดว่าจะมาเจอคังวูจินที่นี่ในเวลานี้เลย
ด้านหลังป้ายโฆษณา วูจิน
“...”
ยืนเก้ ๆ กัง ๆ ก่อนจะรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาเซลฟี่ตัวเองกับป้ายโฆษณาไม่กี่รูป โดยไม่ได้สนใจมุมกล้องหรือท่าโพสอะไรมากมาย เพราะฉะนั้นทุกอย่างจึงเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว อีกอย่างก็ไม่มีใครจำเขาได้ ทำให้วูจินเริ่มทำตัวตามสบายมากขึ้นเรื่อย ๆ
‘อืม— แบบนี้ดูหนังก็ยังไหวนะ? รอตอนโฆษณาค่อยเข้าไป พอหนังใกล้จบห้านาทีก็ค่อยโฉบออกมาก็ได้นี่’
คังวูจินรู้สึกอยากรู้ปฏิกิริยาของคนดูจริง ๆ รวมถึงภาพลักษณ์ ‘พ่อค้ายาเสพติด’ บนจอยักษ์ด้วยเออ เอาเลยเมื่อตัดสินใจดูหนังแล้ว คังวูจินก็ค่อย ๆ เดินไปทางห้องน้ำระหว่างทางก็เห็นคู่รักกับคนอื่น ๆ นั่งรอเวลาหนังฉายอยู่ที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
ได้ยินเสียงคุยกันแว่ว ๆ
“พี่คะ อีกกี่นาทีคะ?”
“ยี่สิบนาที แต่แบบนี้โอเคแน่เหรอ? เธอดูฉากโหด ๆ ไม่ได้ไม่ใช่เหรอ?”
“‘พ่อค้ายาเสพติด’ มันโหดมากเลยเหรอคะ?”
“รีวิวหนังดีมากเลยนะ แต่ก็มีคอมเมนต์แอบบ่นว่าน่าขยะแขยงอยู่เหมือนกัน”
“ฮ่า— แต่ฉันแบบ ปล่อยคังวูจินไปไม่ได้จริง ๆ นะเค้าบอกว่าพ่อค้ายาเสพติดแสดงดีเว่อร์ ๆ เลย”
“······ อะไรเล่า? มินจี? พี่อยู่นี่ไง?”
“ทำไมล่ะ! พี่ก็ชอบดูเวลาไอดอลหญิงออกเหมือนกัน ไอ้นั่นไง ฮวาลินยืนหนึ่งใช่ไหมล่ะ?”
เหมือนทุกคนจะตั้งตารอ ‘พ่อค้ายาเสพติด’ คังวูจินที่อยู่หลังหน้ากากจึงยิ้มมุมปากอย่างเอร็ดอร่อยก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไป
-แคว่ก
จากนั้นก็เข้าไปอยู่ในช่องว่าง ๆ เรียบร้อย
‘เอออย่ายิ้มดิ ไอ้เวร ยิ้มกริ่มอยู่ได้’
คังวูจินยังรู้สึกเขินอายและไม่ชินกับปฏิกิริยาของแฟน ๆ อยู่เช่นเดิม เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาฆ่าเวลา แล้วก็นึกอะไรบางอย่างออก
‘อ๊ะ จริงสิ’
เขาเปิดดูข้อความที่ผู้กำกับคิมโดฮีส่งมาให้อีกครั้งเมื่อหลายวันก่อนให้ชัด ๆ ก็คือลิงก์ที่ผู้กำกับส่งมาต่างหาก
-[ระบบเครือข่ายตั๋วหนัง KOPIC]
เมื่อกดเข้าไปที่ลิงก์บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือของคังวูจินก็ปรากฏตัวเลขมากมายขึ้นมาในทันที
『พ่อค้ายาเสพติด (พ่อค้ายาเสพติด)』/ วันที่เข้าฉาย: 28 ตุลาคม/ จำนวนผู้ชม: 277,124 คน/ จำนวนโรง: 1,002 จอ/ จำนวนผู้ชมสะสม: 2,500,227 คน
『นักบวชมือปราบผี (นักบวชมือปราบผี)』/ วันที่เข้าฉาย: 28 ตุลาคม/ จำนวนผู้ชม: 77,005 คน/ จำนวนโรง: 998 จอ/ จำนวนผู้ชมสะสม: 901,787 คน
『แสงตะวันคลั่ง (แสงตะวันคลั่ง)』/ วันที่เข้าฉาย: 1 ตุลาคม/ จำนวนผู้ชม: 32,018 คน/ จำนวนโรง: 1,011 จอ/ จำนวนผู้ชมสะสม: 3,399,358 คน
.
.
.
หนึ่งล้านคนกลายเป็นเรื่องในอดีตไปแล้ว ช่วงสุดสัปดาห์ผ่านไป บัดนี้ พ่อค้ายาเสพติดมียอดผู้ชมทะลุ 2.5 ล้านคนไปแล้ว ภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์
“สองล้านห้าแสน!? นี่มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่?”
สถิติใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับภาพยนตร์เรทผู้ใหญ่
ณ เวลาเดียวกัน ภายในรถตู้คันใหญ่
ก่อนที่คังวูจินจะได้ดูหนัง ใบหน้าที่คุ้นเคยในรถตู้ต่างก็ได้ดูพ่อค้ายาเสพติดจบไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับอันกาบกที่มีผมหงอกขาว ไปจนถึงตัวแทนบริษัทภาพยนตร์และพนักงาน
ในบรรดาคนเหล่านั้น ตัวแทนบริษัทภาพยนตร์เอ่ยปากพูดกับผู้กำกับอันกาบกที่มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความเงียบงัน
“เอ่อ ผู้กำกับครับ คุณตัดสินใจเรื่องคังวูจินแล้วหรือยังครับ?”
ผู้กำกับอันกาบกที่ยังคงมองออกไปนอกหน้าต่างตอบกลับเสียงเบา
“แล้วนายคิดยังไงกับการแสดงของคังวูจินล่ะ ทั้ง เกาะแห่งผู้สูญหาย และพ่อค้ายาเสพติด”
ตัวแทนบริษัทภาพยนตร์เกาหัวพร้อมกับถอนหายใจเบา ๆ
“······พูดตามตรง ผมคิดว่าตอนนี้ คังวูจินขึ้นแท่นเป็นนักแสดงอันดับหนึ่งของประเทศแล้วในเรื่องความเก่งของการแสดง”
สำหรับตัวแทนบริษัทภาพยนตร์แล้ว บารมีของคังวูจินนั้นยิ่งใหญ่เหลือเกิน และมันยิ่งเพิ่มทวีคูณมากขึ้นด้วยอีซังมัน
“จะว่าไงดีล่ะ ในบรรดานักแสดงระดับท็อป เขาก็โดดเด่นสะดุดตาขนาดนั้น การแสดงที่ดานังก็ยัง…… ยังตราตรึงอยู่เลย”
“ก็นะ แบบนั้นไม่ใช่ว่าจะเห็นกันได้บ่อย ๆ”
ผู้กำกับที่สวมหน้ากากเงยหน้าขึ้นมาแล้วกอดอก ส่วนตัวแทนบริษัทภาพยนตร์ก็ถอนหายใจยาวอย่างเสียดาย
“แต่นายคังวูจินคนนั้นทำไมถึงบอกว่า 『ไม่ค่อยสนใจเมืองคานส์เท่าไหร่』 ล่ะ ในสายตาผม เขาน่าจะไปโลดแล่นในระดับโลกได้สบาย ๆ”
ผู้กำกับที่สวมหน้ากากถอนหายใจเบา ๆ พลางเอียงคอคิดถึงน้ำเสียงของคังวูจิน
‘นายสนใจ 「เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์」 บ้างไหม?’
‘ไม่ครับ ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่’
เขาเริ่มพูดสิ่งที่ตัวเองคาดเดาขึ้นมาเอง
“แต่ผมประหลาดใจในความทะเยอทะยานของเขานะ”
“ทะ ทะเยอทะยาน? หมายความว่ายังไงครับ”
“เขาคงไม่ได้สนใจจริง ๆ นั่นแหละ เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์น่ะไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ ประเด็นสำคัญที่ต้องดูคือคำว่า 『ไม่ค่อย』 พูดง่าย ๆ ก็คือ เขายังสนใจสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าคานส์ แต่ไม่ได้คิดอะไรกับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส หรืออะไรที่ต่ำกว่านั้น”
“รวมคานส์ด้วย…… นั่นมันเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ 3 อันดับแรกของโลกเลยไม่ใช่เหรอครับ นักแสดงระดับท็อปส่วนใหญ่แทบจะลงไปชักดิ้นชักงอเพื่อที่จะได้ไปเชียวนะครับ”
ผู้กำกับที่สวมหน้ากากยิ้มมุมปาก เหมือนจะรู้ดีอยู่แล้ว
“ก็นั่นน่ะสิ อย่างที่นายพูด ถ้ายิ่งใหญ่กว่าคานส์ ซึ่งเป็นเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ 3 อันดับแรกของโลก มันจะมีอะไรอีกล่ะ”
“ห หรือว่าจะเป็นรางวัลออสการ์!”
“อืม ออสการ์ หรือไม่ก็งานประกาศรางวัลออสการ์ ก็คงมีแค่นั้นแหละ”
ออสการ์ หรือก็คือรางวัลออสการ์ พิธีมอบรางวัลที่ทรงเกียรติที่สุดในโลก และถือได้ว่าเป็นอันดับ 1ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติก็ไม่ผิดนัก เวทีแห่งความฝันของคนทำหนังทั่วโลก ผู้กำกับอันกาบกครุ่นคิดถึงภาพความอล่ามของพิธีมอบรางวัล ก่อนจะสบตากับตัวแทนบริษัทภาพยนตร์
“คังวูจิน ไอ้เด็กนั่น เพิ่งเดบิวต์ได้ปีเดียวก็ประกาศว่าสนใจแต่รางวัลออสการ์ นั่นมันไม่ใช่ความทะเยอทะยานแล้วมันคืออะไร?”
แต่มันไม่ใช่ความทะเยอทะยาน หากแต่เป็นความเข้าใจผิด ความผิดพลาดที่ร้ายแรง ตัวแทนบริษัทภาพยนตร์ที่ไม่รู้เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังก็ได้แต่พูดตะกุกตะกัก
“อะ เอ่อ... นั่นมันบ้าไปแล้วชัด ๆ”
“ปกติแล้ว คนบ้าแบบนั้นมักจะสร้างเรื่องหรือไม่ก็ก่อเรื่องขึ้นมานิครับ”
“ใช่ครับ... ดูยังไง มันก็เป็นไปไม่ได้อยู่ดี”
ผู้กำกับอันกาบกเผยรอยยิ้มเหี่ยวย่น มือเท้าคางพลางเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ใช่ มันก็จริง เพราะงั้นฉันถึงได้แนะนำให้ใช้คานส์เป็นบันไดไงล่ะ-”
แล้วเขาก็พูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งปนความงุนงง
“เฮอะ ๆ คานส์เป็นบันไดเรอะ ดูเหมือนฉันจะบ้าตามไอ้เด็กนั่นไปแล้วสินะ”
ในห้องประชุมกว้างที่ไม่คุ้นเคย
มีคนนั่งอยู่ประมาณ 10 คนในห้องประชุมที่จุคนได้ถึง 50 คน ชายชราผมหงอกนั่งอยู่บนเก้าอี้หัวโต๊ะ ขนาบข้างด้วยคนหนุ่มสาว บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม ทุกคนจ้องมองไปที่แท็บเล็ตที่วางอยู่ตรงหน้า
ทันใดนั้น
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้น เอ่อ-”
ชายชราเงยหน้าขึ้นพูดกับทุกคน
“ปีนี้เราก็เริ่มติดต่อทาบทามผู้เข้าชิงรางวัลเหมือนปีที่แล้วก็แล้วกัน”
“รับทราบครับ/ค่ะ”
แท้จริงแล้วพวกเขาคือคณะกรรมการจัดงาน ‘รางวัลภาพยนตร์บลูดราก้อน’ ชายชราที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หัวโต๊ะคือประธานคณะกรรมการจัดงาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทน บัดนี้ปลายปีก็ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว
รางวัลภาพยนตร์บลูดราก้อน มักจะจัดขึ้นประมาณปลายเดือนธันวาคม
"เพราะงั้น การติดต่อเหล่านักแสดง รวมถึงพวกท็อปสตาร์ ถึงได้เริ่มกันตั้งแต่ตอนนี้ยังไงล่ะ" ประธานพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะพูดขึ้นมาลอย ๆ
"อ่า ใช่"
เขาเหมือนเพิ่งคิดอะไรบางอย่างออก จึงหันไปบอกกับเจ้าหน้าที่ในคณะกรรมการจัดงาน
"คังวูจินน่ะ รีบติดต่อไปหาเขาเลยนะ"
ทันใดนั้นเอง เจ้าหน้าที่ทุกคนก็ดูจะประหลาดใจเล็กน้อย ไหนจะเหล่าท็อปสตาร์ชื่อดังทั้งหลาย แต่กลับให้ติดต่อคังวูจินก่อน? ไม่รู้ว่าประธานคิดอะไรอยู่ แต่เขาก็ยังคงกอดอกอย่างเชื่องช้าพลางเอ่ยขึ้นว่า
"เรื่องการติดต่อคังวูจินน่ะ ห้ามให้พลาดเชียวล่ะ เขาต้องมาให้ได้"
ดวงตาของเขาเป็นประกาย
"ปีนี้ คังวูจินต้องกวาดรางวัลไปหมดอย่างแน่นอน"
จบ