เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 161 เดียวดาย (8)

บทที่ 161 เดียวดาย (8)

บทที่ 161 เดียวดาย (8)


[แปลโดยฝีมือ...ยัก.ษา.แปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ\]

[Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย]

[หลังแปลจบ คิดว่าจะมีการเกลาคำเบื้องต้น แก้คำผิด ปรับสำนวนให้สละสลวย เทียบคำต่อคำ ขอบคุณที่ให้การสนับสนุนกันเสมอมานะครับ]

บทที่ 161 เดียวดาย (8)

3 วันหลัง สนามบินนานาชาติดานัง

10 เดือนกำลังจะผ่านพ้นไป เข้าสู่เดือนพฤศจิกายนได้ไม่กี่วัน แต่อากาศที่เวียดนามก็ยังคงร้อนระอุ เช่นเดียวกับความรู้สึกของผู้กำกับอันกาบก ที่เพิ่งจะเสร็จสิ้นการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ ในต่างประเทศ และได้พักผ่อนต่ออีกสองวัน ก่อนจะขึ้นเครื่องบินในวันนี้

แน่นอนว่าเขากำลังมุ่งหน้ากลับเกาหลี

- สวบ

ภายในที่นั่งชั้นธุรกิจอันกว้างขวาง ผู้กำกับอันกาบกในชุดลำลองสบาย ๆ สวมกางเกงขาสั้นและรองเท้าแตะเป็นประจำวันนี้เขาได้ถอดหมวกซาฟารีออก

“……”

ใบหน้าเรียบเฉยของผู้กำกับอันกาบกหยิบกระดาษหนาปึกหนึ่งขึ้นมา มันคือบทภาพยนตร์เรื่อง ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ ที่เขาได้รับจากผู้กำกับควอนกีแท็ก

- ฟึบ

เขาวางแผนว่าจะ อ่านบทภาพยนตร์เรื่อง ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ ตลอดทาง หรือกระทั่งเมื่อเดินทางถึงเกาหลีแล้วก็ตาม

“อืม”

เขาต้องการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสถานที่ถ่ายทำจริงกับบทภาพยนตร์ แต่เหนือสิ่งอื่นใด เขาต้องการจินตนาการถึงการแสดงของสิบโทจินซอนชอล หรือก็คือคังวูจิน ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

- ฟึบ

“……”

ในขณะเดียวกัน ผู้กำกับอันกาบกก็ครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง แน่นอนว่าเขากำลังนึกถึงคังวูจิน

‘บางครั้งก็ดูเป็นคนสบาย ๆ บางครั้งก็ดูแปลกไปดูเหมือนจะปกปิดอะไรบางอย่างเอาไว้ แต่พอนักแสดงคนนี้เริ่มแสดง เขากลับเต็มไปด้วยบทบาทนั้น ๆ ได้อย่างน่าประหลาด แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกตะหงิด ๆ แบบนี้นะ?’

คังวูจินยิ่งพูดคุยด้วยก็ยิ่งมั่นใจ แต่ในทางกลับกันเขาก็รู้สึกเหมือนถูกผลักเข้าไปในม่านหมอก อันกาบกครุ่นคิด มันก็นานมาแล้วที่เขาจะสนใจในตัวนักแสดงคนหนึ่งขนาดนี้ ไม่ใช่แค่ฝีมือการแสดง แต่รวมถึงตัวตนของนักแสดงคนนั้นด้วย เดิมทีอันกาบกก็เป็นผู้กำกับที่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่นักแสดงมี นอกเหนือจากการแสดงอยู่แล้ว

‘ทำไมกันนะ? บรรยากาศแปลกประหลาดที่นักแสดงหน้าใหม่คนนี้ปล่อยออกมา มันหมายความว่ายังไง?’

อันกาบกได้ตรวจสอบประวัติของคังวูจินเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะมาเวียดนาม มันเป็นขั้นตอนปกติที่แคสติ้งไดเร็กเตอร์ทุกคนทำเมื่อต้องคัดเลือกนักแสดง แต่ไม่ว่าอย่างไร ข้อมูลในอดีตของคังวูจินก็มีน้อยมาก ทั้งมหาวิทยาลัย คณะละคร หรือแม้แต่อะคาเดมี ไม่มีร่องรอยของเขาในวงการแสดงของเกาหลีเลย

มีแต่ข่าวลือมากมายที่แพร่สะพัดไปทั่ววงการบันเทิง

‘ได้ยินมาว่าก่อนเดบิวต์ เขาทำงานที่บริษัทออกแบบ?’

และก็มีข่าวลือว่าเขาเคยไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ แต่เรียนการแสดงด้วยตัวเอง ข่าวฉาวล่าสุดของคังวูจินก็ดึงดูดความสนใจเช่นกันมีคนพูดกันว่าบุคลิกในอดีตกับปัจจุบันของเขาต่างกันราวฟ้ากับดินเป็นคนละคนกันเลย บ้างก็ว่าเป็นโรคหลายบุคลิก บ้างก็ว่าเป็นฝาแฝด แต่เรื่องพวกนั้นก็เงียบหายไปอย่างรวดเร็ว

‘คำให้การของคนที่รู้จักอดีตของคังวูจิน’

ส่วนใหญ่คงเป็นเรื่องไร้สาระ แต่อันกาบกก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวจากคำบอกเล่าพวกนั้นได้บ้าง ดูเหมือนคังวูจินจะมีชีวิตที่ธรรมดามาก่อนที่จะเข้าวงการ แต่นั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกแปลกประหลาด ‘อสูรกายแบบนั้นใช้ชีวิตธรรมดา ๆ ได้ยังไง?’ ในตอนนี้ คังวูจินมีดีมากมาย ทั้งทักษะการแสดงที่ยอดเยี่ยม รวมถึงความสามารถด้านภาษาต่าง ๆ ภาษาใบ้ การร้องเพลง และอื่น ๆ

‘เหมือนกับซ่อนมังกรไว้ในอกเสื้อ’

เข็มที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อ ไม่ว่าจะพยายามซ่อนความเฉียบแหลมไว้มากแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องเผยให้เห็นเด่นชัดด้วยตัวมันเอง เช่นเดียวกัน คังวูจินก็คงเป็นแบบนั้น ความสามารถอันร้ายกาจขนาดนั้น หากมีมาตั้งแต่เด็ก คงต้องถูกควักออกไปอย่างแน่นอน การจะใช้ชีวิตอย่างเงียบ ๆ ง่าย ๆ คงเป็นไปไม่ได้

ไม่ว่าจะพยายามปิดบังมากแค่ไหน หรือพยายามใช้ชีวิตอย่างคนทั่วไปมากเท่าไหร่ สุดท้ายก็ต้องถูกเปิดเผยอยู่ดี

แต่ทำไมถึงเพิ่งมาเปล่งประกายเอาตอนนี้?

ทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่มีใครรู้? ทำไมถึงปิดบังตัวเองมาตลอด? แถมยังรอจนกระทั่งได้เป็นนักแสดง ถึงค่อยเผยทุกอย่างออกมาในครั้งเดียว

ทันใดนั้น...

‘...หรือว่า’

ความคิดบางอย่างก็แล่นวาบขึ้นมาในหัวของผู้กำกับอันกาบก

‘ทั้งหมดนี้...ตั้งใจไว้แล้ว ?’

ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะมาเปิดเผยโดยบังเอิญ แต่ตั้งใจรอคอยช่วงเวลาที่เหมาะสม แล้วจึงแสดงมันออกมาอย่างเปิดเผย? ที่ผ่านมาเขาใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดา ปิดบังความพิเศษ เพื่อรอคอยช่วงเวลานี้งั้นเหรอ?

‘การมีบุคลิกที่เบาบาง กลมกลืนไปกับทุกที่เหมือนกับกิ้งก่า สิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป-’

ถ้าเป็นแบบนั้น ทุกอย่างก็อธิบายได้หมด การทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อแสดงความธรรมดาออกมา เพื่อปกปิดความไม่ธรรมดาเขา ใช้ชีวิตของเด็กคนนั้นราวกับเป็นเวทีฝึกฝนและมันก็ยังคงติดอยู่ในตัวเขา

นั่นก็คือ การพรางตัว

เนื้อในต้องมีอย่างแน่นอน แต่ที่ผ่านมาคงไม่มีใครได้เห็นนักแสดงหน้าใหม่ที่จดจำและบันทึกวิธีการแสดง และสามารถใช้บุคลิกที่หลากหลายได้ในกรณีทั่วไป มันแทบจะเป็นไปไม่ได้แต่ถ้าทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อสิ่งนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร

‘บางครั้งก็เห็นแววตาที่เบาบางและแปลกตา หรือสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นแก่นแท้ หรือว่าทั้งหมดนั้นก็เป็นแค่เปลือกนอก’

ช่างเป็นอัจฉริยะจริง ๆ ความสามารถในการมองคนของผู้กำกับอันกาบกอยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยมสัญชาตญาณอันเฉียบคมของจอมเก๋า

‘ใช้เปลือกนอกที่ดูเหมือนจะเป็นแก่นแท้เพื่อทำให้คนอื่นสับสนแล้วซ่อนของจริงเอาไว้’

แต่สรุปคือ ก็เพราะฉลาดเกินไปจึงเข้าใจผิดหนักยิ่งกว่าเดิมไปอีก

วันต่อมา วันพุธที่4 อพาร์ตเมนต์ของคังวูจิน

เช้าวันใหม่ที่แสนขี้เกียจ ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ ปิดกล้องถ่ายทำต่างประเทศเป็นที่เรียบร้อย คังวูจินกลับมาถึงบ้านปุ๊บ

“อ้าาา บ้านฉันนี่มันยอดที่สุด!”

ก็โยนร่างลงบนเตียงทันที กระเป๋าเดินทางใบโตที่กองเต็มไปด้วยสัมภาระก็เรื่องของทีหลังผ้าห่มที่ยับยู่ยี่ก็ปล่อยมันไป วูจินซุกตัวอยู่บนเตียง หลับตาลงอย่างสงบสุข จริง ๆ แล้ว ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ ปิดกล้องถ่ายทำต่างประเทศตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่เมื่อคืนมีปาร์ตี้เลี้ยงปิดกล้อง สถานที่จัดงานคือห้องโถงขนาดใหญ่ของโรงแรม

ไม่ว่าจะเป็นทีมงานกว่าร้อยชีวิตหรือเหล่านักแสดงอีกหลายสิบคน ต่างก็ปลดปล่อยกันอย่างเต็มที่

ทำให้วูจินได้เผาผลาญช่วงเวลาสุดท้ายที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม อย่างคุ้มค่า แน่ล่ะ แอลกอฮอล์น่ะเหรอไม่แตะต้องสักหยด แต่ก็เหนื่อยใช้ได้เลยล่ะ คังวูจินนอนนิ่งไม่ไหวติง แต่จู่ ๆ ก็หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี

‘หยุดพักยาว ๆ ถึงพรุ่งนี้ มันฟินสุด ๆ ไปเลย’

เพราะมีวันหยุดต่อเนื่องสองวันไงล่ะในเวลาเดียวกัน ทีมงาน ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ ทั้งหมดก็จะหยุดพักประมาณหนึ่งสัปดาห์ และสัปดาห์ถัดไปก็จะเริ่มถ่ายทำต่อที่ฉากขนาดใหญ่ในเมืองบูยอ

ช่างมันเถอะ เรื่องนั้นค่อยว่ากันทีหลัง

คังวูจินกำลังจะหลับไปทั้งอย่างนั้น แม้แต่ลืมล้างหน้าแปรงฟัน อืม รู้สึกเหมือนกับพนักงานบริษัทที่ลาพักร้อนยังไงยังงั้นเลย? กำลังอินไปกับความรู้สึกแปลกใหม่ที่แสนวิเศษแบบนี้ วูจินก็

“อ่า-”

นึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องต้องทำ

‘รูปถ่ายเช็คอิน ‘พ่อค้ายาเสพติด’ ’

เขาต้องไปดู ‘พ่อค้ายาเสพติด’ หนังที่กำลังทำให้วงการภาพยนตร์ในประเทศสั่นสะเทือนเสียหน่อยแล้ว ถึงแม้ว่าวูจินจะเคยดู ‘พ่อค้ายาเสพติด’ ในรอบฉายลับมาแล้ว แต่นี่มันคนละเรื่องกัน

เป็นการโปรโมทของคังวูจินและการสื่อสารกับแฟน ๆ แหละนะ เรียกแบบนั้นได้หรือเปล่า?

การที่คังวูจินไปดูหนังแล้วถ่ายรูปลง ‘ตัวตนอีกด้านของคังวูจิน’  ‘หัวใจคัง’ คาเฟSNSของวูจิน เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของบริษัทบันเทิง BWเป็นเรื่องง่ายมาก

ส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นคำขอร้องของชเวซองกุน

‘แบบนั้นแฟนคลับถึงจะรู้สึกสนิทกับนายไง ‘พ่อค้ายาเสพติด’ ก็จะดังเป็นพลุแตกด้วย นักข่าวต้องน้ำลายไหลแย่งกันทำข่าวแน่ ๆ ถ่ายรูปเสร็จก็กลับได้ ไม่ต้องดูหนังก็ได้ ’

คำอธิบายของฮันเยจอง

‘พี่คะ รู้ใช่มั้ยคะว่าตอนนี้อีซังมันดังมาก ถ้าพี่ลงรูปตอนนี้ แฟน ๆ จะต้องคลั่งแน่ ๆ’

ดูเหมือนว่าผลลัพธ์ที่ออกมานั้นจะไม่เล็กน้อยเลย นี่สินะความเป็นมืออาชีพ แม้จะลำบาก แต่คังวูจินก็ต้องขยับตัว

-สวบ

“เฮ้อ-”

วูจินถอนหายใจเบา ๆ แล้วดูนาฬิกา ประมาณ 11 โมง จากนั้นก็นั่งลงบนเตียงแล้วครุ่นคิดอย่างจริงจัง

“ไปตอนนี้ดี หรือว่าดึก ๆ ดี”

แบบไหนคนจะน้อยกว่ากัน อยู่ ๆ วูจินก็หัวเราะออกมา เขาหัวเราะเพราะความคิดแบบนี้ของตัวเอง

‘เปลี่ยนไปมากจริง ๆ’

วงจรสมองของเขาค่อย ๆ ทำงานเป็น ‘นักแสดงยอดนิยม’ จากนั้นคังวูจินก็ลุกขึ้นจากเตียงอย่างเชื่องช้า เขาคิดว่าไปตอนนี้น่าจะคนน้อยกว่าไปดึก ๆ คงจะดีกว่ารอบดึก ๆของวันธรรมดา

ผ่านไปหลายสิบนาที

ชายหนุ่มที่ดูมีพิรุธปรากฏตัวขึ้นที่โรงหนังแถวบ้านเป็นคังวูจินนั่นเอง เขาใส่หมวก แมสก์ แว่นตา และใส่เสื้อฮู้ดปิดหน้าอีกชั้น แบบนี้มันจะเวอร์ไปไหมนะ

“ไม่หรอก ผู้จัดการบอกว่า ยิ่งปิดบังยิ่งดูน่าสงสัย”

วูจินพยักหน้ารับ ก่อนจะก้าวเท้าเดินต่อ ความรู้สึกแรกที่แล่นเข้ามาในหัวทันทีที่คังวูจินก้าวเท้าเข้ามาในล็อบบี้โรงหนังก็คือ ความตกใจ

“โห คนอะไรขนาดนี้”

ในล็อบบี้มีคนเยอะกว่าที่เขาคิด ทุกคนล้วนเป็นผู้ใหญ่ หรือจริง ๆ มันก็เป็นแบบนี้? เขาไม่เคยมาโรงหนังวันธรรมดาวันนี้นี่เป็นครั้งแรก วูจินที่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย กวาดสายตามองไปรอบ ๆ โรงหนัง ทั้งทีวีจอใหญ่ที่แขวนอยู่บนเพดาน โปสเตอร์ที่ติดอยู่ทั่วทุกมุมสแตนดี้ที่ตั้งอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไปจนถึงป้ายโฆษณาตรงที่นั่งรอ

ทุกอย่างล้วนเต็มไปด้วย ‘พ่อค้ายาเสพติด’

เหตุผลมันก็แสนจะเรียบง่าย เพราะมันคือหนังดังไงล่ะ โรงหนังก็เหมือนตลาด และหนังก็คือสินค้า ย่อมต้องโปรโมทหนังที่ขายดีเป็นธรรมดาที่โรงหนังที่วูจินมายังไม่เท่าไหร่ เชื่อว่าโรงหนังทุกแห่งทั่วประเทศก็น่าจะเป็นแบบนี้เหมือนกัน

ยิ่งคิดคังวูจินก็ยิ่งรู้สึกสนุก

‘พ่อค้ายาเสพติด นี่มันปังไม่หยุดจริง ๆ’

เขารู้สึกแปลกใจนิด ๆ เหมือนกัน ที่ได้เห็นหนังที่ตัวเองแสดง แถมยังเป็นหนังที่ทำให้ อีซังมิน โด่งดังถึงขีดสุด ครอบครองตลาดได้แบบนี้ ถึงแม้เขาจะได้รู้ถึงกระแสตอบรับอันร้อนแรงจากคนรอบข้าง รวมไปถึงกระแสของสื่อมาบ้างแล้ว แต่นี่มันเป็นบรรยากาศแบบออฟไลน์ ที่ให้ความรู้สึกแตกต่างออกไป

สักพัก

-แว้บ

วูจินที่คอยสังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ ค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้ป้ายโฆษณาข้าง ๆ ลิฟต์ ถึงจะมีคนมองเขาแปลก ๆ อยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมายหรอก ขนาดตัวเขายังไม่คิดว่าจะมาเจอคังวูจินที่นี่ในเวลานี้เลย

ด้านหลังป้ายโฆษณา วูจิน

“...”

ยืนเก้ ๆ กัง ๆ ก่อนจะรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาเซลฟี่ตัวเองกับป้ายโฆษณาไม่กี่รูป โดยไม่ได้สนใจมุมกล้องหรือท่าโพสอะไรมากมาย เพราะฉะนั้นทุกอย่างจึงเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว อีกอย่างก็ไม่มีใครจำเขาได้ ทำให้วูจินเริ่มทำตัวตามสบายมากขึ้นเรื่อย ๆ

‘อืม— แบบนี้ดูหนังก็ยังไหวนะ? รอตอนโฆษณาค่อยเข้าไป พอหนังใกล้จบห้านาทีก็ค่อยโฉบออกมาก็ได้นี่’

คังวูจินรู้สึกอยากรู้ปฏิกิริยาของคนดูจริง ๆ รวมถึงภาพลักษณ์ ‘พ่อค้ายาเสพติด’ บนจอยักษ์ด้วยเออ เอาเลยเมื่อตัดสินใจดูหนังแล้ว คังวูจินก็ค่อย ๆ เดินไปทางห้องน้ำระหว่างทางก็เห็นคู่รักกับคนอื่น ๆ นั่งรอเวลาหนังฉายอยู่ที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

ได้ยินเสียงคุยกันแว่ว ๆ

“พี่คะ อีกกี่นาทีคะ?”

“ยี่สิบนาที แต่แบบนี้โอเคแน่เหรอ? เธอดูฉากโหด ๆ ไม่ได้ไม่ใช่เหรอ?”

“‘พ่อค้ายาเสพติด’ มันโหดมากเลยเหรอคะ?”

“รีวิวหนังดีมากเลยนะ แต่ก็มีคอมเมนต์แอบบ่นว่าน่าขยะแขยงอยู่เหมือนกัน”

“ฮ่า— แต่ฉันแบบ ปล่อยคังวูจินไปไม่ได้จริง ๆ นะเค้าบอกว่าพ่อค้ายาเสพติดแสดงดีเว่อร์ ๆ เลย”

“······ อะไรเล่า? มินจี? พี่อยู่นี่ไง?”

“ทำไมล่ะ! พี่ก็ชอบดูเวลาไอดอลหญิงออกเหมือนกัน ไอ้นั่นไง ฮวาลินยืนหนึ่งใช่ไหมล่ะ?”

เหมือนทุกคนจะตั้งตารอ ‘พ่อค้ายาเสพติด’ คังวูจินที่อยู่หลังหน้ากากจึงยิ้มมุมปากอย่างเอร็ดอร่อยก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไป

-แคว่ก

จากนั้นก็เข้าไปอยู่ในช่องว่าง ๆ เรียบร้อย

‘เอออย่ายิ้มดิ ไอ้เวร ยิ้มกริ่มอยู่ได้’

คังวูจินยังรู้สึกเขินอายและไม่ชินกับปฏิกิริยาของแฟน ๆ อยู่เช่นเดิม เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาฆ่าเวลา แล้วก็นึกอะไรบางอย่างออก

‘อ๊ะ จริงสิ’

เขาเปิดดูข้อความที่ผู้กำกับคิมโดฮีส่งมาให้อีกครั้งเมื่อหลายวันก่อนให้ชัด ๆ ก็คือลิงก์ที่ผู้กำกับส่งมาต่างหาก

-[ระบบเครือข่ายตั๋วหนัง KOPIC]

เมื่อกดเข้าไปที่ลิงก์บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือของคังวูจินก็ปรากฏตัวเลขมากมายขึ้นมาในทันที

『พ่อค้ายาเสพติด (พ่อค้ายาเสพติด)』/ วันที่เข้าฉาย: 28 ตุลาคม/ จำนวนผู้ชม: 277,124 คน/ จำนวนโรง: 1,002 จอ/ จำนวนผู้ชมสะสม: 2,500,227 คน

『นักบวชมือปราบผี (นักบวชมือปราบผี)』/ วันที่เข้าฉาย: 28 ตุลาคม/ จำนวนผู้ชม: 77,005 คน/ จำนวนโรง: 998 จอ/ จำนวนผู้ชมสะสม: 901,787 คน

『แสงตะวันคลั่ง (แสงตะวันคลั่ง)』/ วันที่เข้าฉาย: 1 ตุลาคม/ จำนวนผู้ชม: 32,018 คน/ จำนวนโรง: 1,011 จอ/ จำนวนผู้ชมสะสม: 3,399,358 คน

.

.

.

หนึ่งล้านคนกลายเป็นเรื่องในอดีตไปแล้ว ช่วงสุดสัปดาห์ผ่านไป บัดนี้ พ่อค้ายาเสพติดมียอดผู้ชมทะลุ 2.5 ล้านคนไปแล้ว ภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์

“สองล้านห้าแสน!? นี่มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่?”

สถิติใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับภาพยนตร์เรทผู้ใหญ่

ณ เวลาเดียวกัน ภายในรถตู้คันใหญ่

ก่อนที่คังวูจินจะได้ดูหนัง ใบหน้าที่คุ้นเคยในรถตู้ต่างก็ได้ดูพ่อค้ายาเสพติดจบไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับอันกาบกที่มีผมหงอกขาว ไปจนถึงตัวแทนบริษัทภาพยนตร์และพนักงาน

ในบรรดาคนเหล่านั้น ตัวแทนบริษัทภาพยนตร์เอ่ยปากพูดกับผู้กำกับอันกาบกที่มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความเงียบงัน

“เอ่อ ผู้กำกับครับ คุณตัดสินใจเรื่องคังวูจินแล้วหรือยังครับ?”

ผู้กำกับอันกาบกที่ยังคงมองออกไปนอกหน้าต่างตอบกลับเสียงเบา

“แล้วนายคิดยังไงกับการแสดงของคังวูจินล่ะ ทั้ง เกาะแห่งผู้สูญหาย และพ่อค้ายาเสพติด”

ตัวแทนบริษัทภาพยนตร์เกาหัวพร้อมกับถอนหายใจเบา ๆ

“······พูดตามตรง ผมคิดว่าตอนนี้ คังวูจินขึ้นแท่นเป็นนักแสดงอันดับหนึ่งของประเทศแล้วในเรื่องความเก่งของการแสดง”

สำหรับตัวแทนบริษัทภาพยนตร์แล้ว บารมีของคังวูจินนั้นยิ่งใหญ่เหลือเกิน และมันยิ่งเพิ่มทวีคูณมากขึ้นด้วยอีซังมัน

“จะว่าไงดีล่ะ ในบรรดานักแสดงระดับท็อป เขาก็โดดเด่นสะดุดตาขนาดนั้น การแสดงที่ดานังก็ยัง…… ยังตราตรึงอยู่เลย”

“ก็นะ แบบนั้นไม่ใช่ว่าจะเห็นกันได้บ่อย ๆ”

ผู้กำกับที่สวมหน้ากากเงยหน้าขึ้นมาแล้วกอดอก ส่วนตัวแทนบริษัทภาพยนตร์ก็ถอนหายใจยาวอย่างเสียดาย

“แต่นายคังวูจินคนนั้นทำไมถึงบอกว่า 『ไม่ค่อยสนใจเมืองคานส์เท่าไหร่』 ล่ะ ในสายตาผม เขาน่าจะไปโลดแล่นในระดับโลกได้สบาย ๆ”

ผู้กำกับที่สวมหน้ากากถอนหายใจเบา ๆ พลางเอียงคอคิดถึงน้ำเสียงของคังวูจิน

‘นายสนใจ 「เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์」 บ้างไหม?’

‘ไม่ครับ ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่’

เขาเริ่มพูดสิ่งที่ตัวเองคาดเดาขึ้นมาเอง

“แต่ผมประหลาดใจในความทะเยอทะยานของเขานะ”

“ทะ ทะเยอทะยาน? หมายความว่ายังไงครับ”

“เขาคงไม่ได้สนใจจริง ๆ นั่นแหละ เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์น่ะไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ ประเด็นสำคัญที่ต้องดูคือคำว่า 『ไม่ค่อย』 พูดง่าย ๆ ก็คือ เขายังสนใจสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าคานส์ แต่ไม่ได้คิดอะไรกับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส หรืออะไรที่ต่ำกว่านั้น”

“รวมคานส์ด้วย…… นั่นมันเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ 3 อันดับแรกของโลกเลยไม่ใช่เหรอครับ นักแสดงระดับท็อปส่วนใหญ่แทบจะลงไปชักดิ้นชักงอเพื่อที่จะได้ไปเชียวนะครับ”

ผู้กำกับที่สวมหน้ากากยิ้มมุมปาก เหมือนจะรู้ดีอยู่แล้ว

“ก็นั่นน่ะสิ อย่างที่นายพูด ถ้ายิ่งใหญ่กว่าคานส์ ซึ่งเป็นเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ 3 อันดับแรกของโลก มันจะมีอะไรอีกล่ะ”

“ห หรือว่าจะเป็นรางวัลออสการ์!”

“อืม ออสการ์ หรือไม่ก็งานประกาศรางวัลออสการ์ ก็คงมีแค่นั้นแหละ”

ออสการ์ หรือก็คือรางวัลออสการ์ พิธีมอบรางวัลที่ทรงเกียรติที่สุดในโลก และถือได้ว่าเป็นอันดับ 1ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติก็ไม่ผิดนัก เวทีแห่งความฝันของคนทำหนังทั่วโลก ผู้กำกับอันกาบกครุ่นคิดถึงภาพความอล่ามของพิธีมอบรางวัล ก่อนจะสบตากับตัวแทนบริษัทภาพยนตร์

“คังวูจิน ไอ้เด็กนั่น เพิ่งเดบิวต์ได้ปีเดียวก็ประกาศว่าสนใจแต่รางวัลออสการ์ นั่นมันไม่ใช่ความทะเยอทะยานแล้วมันคืออะไร?”

แต่มันไม่ใช่ความทะเยอทะยาน หากแต่เป็นความเข้าใจผิด ความผิดพลาดที่ร้ายแรง ตัวแทนบริษัทภาพยนตร์ที่ไม่รู้เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังก็ได้แต่พูดตะกุกตะกัก

“อะ เอ่อ... นั่นมันบ้าไปแล้วชัด ๆ”

“ปกติแล้ว คนบ้าแบบนั้นมักจะสร้างเรื่องหรือไม่ก็ก่อเรื่องขึ้นมานิครับ”

“ใช่ครับ... ดูยังไง มันก็เป็นไปไม่ได้อยู่ดี”

ผู้กำกับอันกาบกเผยรอยยิ้มเหี่ยวย่น มือเท้าคางพลางเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

“ใช่ มันก็จริง เพราะงั้นฉันถึงได้แนะนำให้ใช้คานส์เป็นบันไดไงล่ะ-”

แล้วเขาก็พูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งปนความงุนงง

“เฮอะ ๆ คานส์เป็นบันไดเรอะ ดูเหมือนฉันจะบ้าตามไอ้เด็กนั่นไปแล้วสินะ”

ในห้องประชุมกว้างที่ไม่คุ้นเคย

มีคนนั่งอยู่ประมาณ 10 คนในห้องประชุมที่จุคนได้ถึง 50 คน ชายชราผมหงอกนั่งอยู่บนเก้าอี้หัวโต๊ะ ขนาบข้างด้วยคนหนุ่มสาว บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม ทุกคนจ้องมองไปที่แท็บเล็ตที่วางอยู่ตรงหน้า

ทันใดนั้น

“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้น เอ่อ-”

ชายชราเงยหน้าขึ้นพูดกับทุกคน

“ปีนี้เราก็เริ่มติดต่อทาบทามผู้เข้าชิงรางวัลเหมือนปีที่แล้วก็แล้วกัน”

“รับทราบครับ/ค่ะ”

แท้จริงแล้วพวกเขาคือคณะกรรมการจัดงาน ‘รางวัลภาพยนตร์บลูดราก้อน’ ชายชราที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หัวโต๊ะคือประธานคณะกรรมการจัดงาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทน บัดนี้ปลายปีก็ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว

รางวัลภาพยนตร์บลูดราก้อน มักจะจัดขึ้นประมาณปลายเดือนธันวาคม

"เพราะงั้น การติดต่อเหล่านักแสดง รวมถึงพวกท็อปสตาร์ ถึงได้เริ่มกันตั้งแต่ตอนนี้ยังไงล่ะ" ประธานพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะพูดขึ้นมาลอย ๆ

"อ่า ใช่"

เขาเหมือนเพิ่งคิดอะไรบางอย่างออก จึงหันไปบอกกับเจ้าหน้าที่ในคณะกรรมการจัดงาน

"คังวูจินน่ะ รีบติดต่อไปหาเขาเลยนะ"

ทันใดนั้นเอง เจ้าหน้าที่ทุกคนก็ดูจะประหลาดใจเล็กน้อย ไหนจะเหล่าท็อปสตาร์ชื่อดังทั้งหลาย แต่กลับให้ติดต่อคังวูจินก่อน? ไม่รู้ว่าประธานคิดอะไรอยู่ แต่เขาก็ยังคงกอดอกอย่างเชื่องช้าพลางเอ่ยขึ้นว่า

"เรื่องการติดต่อคังวูจินน่ะ ห้ามให้พลาดเชียวล่ะ เขาต้องมาให้ได้"

ดวงตาของเขาเป็นประกาย

"ปีนี้ คังวูจินต้องกวาดรางวัลไปหมดอย่างแน่นอน"

จบ

ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_

จบบทที่ บทที่ 161 เดียวดาย (8)

คัดลอกลิงก์แล้ว