เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 160 เดียวดาย (7)

บทที่ 160 เดียวดาย (7)

บทที่ 160 เดียวดาย (7)


[แปลโดยฝีมือ...ยัก.ษา.แปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ\]

[Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย]

[หลังแปลจบ คิดว่าจะมีการเกลาคำเบื้องต้น แก้คำผิด ปรับสำนวนให้สละสลวย เทียบคำต่อคำ ขอบคุณที่ให้การสนับสนุนกันเสมอมานะครับ]

บทที่ 160 เดียวดาย (7)

ขนมันได้ลุกซู่ที่แขนเหี่ยว ๆของผู้กำกับอันกาบก 99 เรื่องที่กำกับภาพยนตร์มา เรื่องแบบนี้หาได้ยากนัก เขาจึงเผยรอยยิ้มชราภาพออกมา

‘20 ปี หรือไม่แน่ อาจจะนานกว่านั้น จำไม่ได้แล้วสินะ’

มุมปากที่ยกขึ้นเผยถึงความสับสนปนความปิติอย่างประหลาด เขาทำงานกับนักแสดงมากหน้าหลายตาจากหลากหลายเชื้อชาติมาแล้วมากมาย นับตั้งแต่เกาหลีไปจนถึงฮอลลีวูด นักแสดงที่ผ่านมือผู้กำกับอันกาบกมานั้นมากมายมหาศาล แต่มีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่ทำให้เขาขนลุกกับการแสดงของพวกเขา

แต่ทว่า...

‘สัมผัสที่ตายด้านไปแล้วกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้จากการแสดงของนักแสดงหน้าใหม่งั้นเหรอ?’

น่าแปลกที่สายตาของเขากลับถูกดึงดูดด้วยนักแสดงดาวรุ่งพุ่งแรงที่มีประสบการณ์เพียงปีเดียว นี่เป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากยิ่งสำหรับผู้กำกับอันกาบก ผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นตำนานของวงการภาพยนตร์เกาหลี ว่าแล้วเชียว ก็ขนาดนี้เองถึงได้ขโมยหัวใจผู้กำกับควอนกีแท็กผู้แกร่งกร้าวคนนั้นไปได้

- สืด

ผู้กำกับอันกาบกจับจ้องไปที่คังวูจิน ซึ่งกำลังถอดหมวกเหล็กออกอย่างช้า ๆ ภายในฉากถ่ายทำ

‘หายากยิ่งนัก’

นักแสดงแบบนี้หาดูได้ยากยิ่งในยุคที่วงการนักแสดงเป็นดั่งโรงงานแบบนี้ อย่างน้อยผู้กำกับอันกาบกก็คิดเช่นนั้น ดุจดังโสมภูเขาที่เติบโตในดินแดนอันแห้งแล้ง

เอาเถอะ

- คัท!

หลังจากเสียง "โอเค" ครั้งแรกสำหรับฉากภาพหมู่ที่เต็มไปด้วยอารมณ์รุนแรงถูกเปล่งออกมาจากปากของผู้กำกับควอนกีแท็กทีมงานกว่าร้อยชีวิตที่กลั้นหายใจดูอยู่ก็กรูกันเข้าไปในฉากถ่ายทำหลายสิบคน สถานที่ที่เคยเงียบสงบพลันคึกคักขึ้นมาในชั่วพริบตา

“ทีมงานฝ่ายศิลป์! ช่วยหน่อยครับ!”

“กำลังไปเดี๋ยวนี้!!”

โอเคผ่าน แล้วก็จริง แต่ฉากนี้ยังไม่จบหรอกนะ ยังต้องเปลี่ยนมุมกล้อง ถ่ายเจาะตัวละครทีละคนการถ่ายทำฉากเดียวกันซ้ำ ๆ หลาย ๆ รอบเป็นเรื่องปกติตอนนี้ทีมงานที่วิ่งออกไปก็ต้องไปจัดเตรียมสถานที่ถ่ายทำใหม่เพื่อถ่ายทำใหม่อีกครั้ง

แต่ก็ไม่ได้ใช้เวลานานนัก

“พร้อมแล้วครับ!!”

“หนึ่งนาที! หนึ่งนาที เตรียมตัว!!”

แล้วเวลาก็มาถึง ช่วงเวลาแห่งการถ่ายทำใหม่อีกครั้งเหล่านักแสดงที่กำลังสงบสติอารมณ์อยู่ก็กลับเข้าไปในมุมกล้องอีกครั้งรอบนี้ แม้จะเป็นฉากเดิม แต่จะเน้นไปที่การถ่ายเจาะตัวละครมากกว่าถ่ายแบบเต็มฉาก

“ฮู่ววว”

เริ่มที่คังวูจิน หรือก็คือ ‘สิบโทจินซอนชอล’ นั่นเอง ดังนั้น บนหน้าจอมอนิเตอร์ที่ผู้กำกับควอนกีแท็ก ดูอยู่ก็จะมีทั้งภาพรวมของนักแสดง ภาพจากกล้องที่ถ่ายครึ่งตัว และภาพโคลสอัพใบหน้าของคังวูจินจากนั้น วูจินที่ค่อย ๆ เอาปืนขึ้นพาดบ่าก็

‘ฉันเริ่มก่อน ต้องตั้งใจ’

ดึงเอา ‘สิบโทจินซอนชอล’ ที่สลักอยู่ภายในจิตใจออกมาอีกครั้ง ความรู้สึกที่จิตใจที่เคยผ่อนคลายกลับเต็มไปด้วยสองตัวตนที่ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย แล้วไงล่ะ? รอบนี้ก็จะเล่นแบบเดิมอีกเหรอ?

‘ไม่สิ ถ่ายเจาะแบบนี้ต้องเข้มข้นกว่าเดิม ชัดเจนกว่าเดิม’

ที่ผ่านมา การแสดงของวูจินไม่ได้แย่ กลับกัน มันล้นเหลือด้วยซ้ำ แต่เขาน่ะเป็นมือใหม่ที่ไม่รู้จักคำว่า ‘พอดี’ ไม่รู้จักขอบเขตไม่รู้ว่าขีดจำกัดอยู่ตรงไหน

‘ไม่รู้สิ ไม่รู้จริง ๆ งั้นก็ทำเท่าที่ทำได้ก็แล้วกัน’

มีทางเลือกเดียว คือการก้าวเดินในดินแดนที่ยังไม่เคยมีใครเหยียบย่างต่อไป

ไม่ใช่ในฐานะนักแสดง

ยังไงซะ ประสบการณ์ของเหล่านักแสดงระดับท็อปที่นี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาไล่ตามได้ในวันสองวันอยู่แล้ว คังวูจินจึงเลือกที่จะมุ่งเน้นไปที่การหลอมรวมตัวเองเข้ากับ ‘สิบโทจินซอนชอล’ ให้มากที่สุด

- สึ๊ก

ทันใดนั้นเอง คังวูจินก็ถูกครอบงำโดยเจ้าเด็กขี้ขลาด กล้องจับภาพที่ช่วงอกของวูจิน 'สิบโทจินซอนชอล' ได้ยินเสียงผู้กำกับควอนกีแท็กดังมาจากโทรโข่ง

“เทค แอ็กชัน!”

แม้จะได้ยินเสียงเพื่อนทหารคนอื่น ๆ เลือนลาง แต่สิ่งเดียวที่คังวูจินมองเห็นคือพลทหารที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้าง ๆ เขาจะทำอย่างไรดีนะในฐานะรุ่นพี่ เขารู้สึกว่าควรจะช่วย แต่ถ้าเขาเอ่ยปากพูดออกไป เจ้าเด็กนั่นจะยิ่งตกใจจนวิ่งหนีไปเลยรึเปล่า หรือว่าจะฟังที่เขาพูดหรือเปล่านะ น่ากลัวชะมัด

ในตอนนั้นเอง

‘ไอ้โง่เอ๊ยจะมัวลังเลอะไรอยู่วะ ถ้ากลัวว่ามันไม่ได้ยิน ก็ทำให้มันได้ยินให้ได้ก็สิ้นเรื่อง’

เขาได้ยินเสียงห้าว ๆ ดังขึ้นในหัว

‘เอ่อ แล้วจะทำยังไงล่ะ’

‘หลีกไป’

ความคิดของ'สิบโทจินซอนชอล'เปลี่ยนไปในทันทีความสนุกสนาน หรือแม้กระทั่งความยินดี นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงภายในใจของคังวูจิน บทสนทนาระหว่างเขากับตัวตนอีกด้าน แต่มันไม่สามารถถูกบันทึกไว้ในกล้องที่กำลังถ่ายเขาอยู่ตรงหน้าได้ ไม่ได้หรอกนะ เขาไม่อยากโอ้อวดว่าเขามีสองบุคลิกหรอกนะ

แล้วเขาควรจะแสดงมันออกมาอย่างไรดีล่ะ?

ตัวตนของ ‘สิบโทจินซอนชอล’ นั้น คังวูจินอยากจะซ่อนมันจากทหารโดยรอบในที่แห่งนี้ แต่อีกใจหนึ่งก็กลับอยากอวดมันอย่างเปิดเผยให้บุคคลที่สามเห็น มันราวกับว่าในตอนนี้เขามองเพียงทุกอย่างเป็นแค่เกม ดังนั้นเขาจึงครุ่นคิดอย่างหนักว่าจะต้องเสริม แต่งอะไรเข้าไป ถึงจะลดความขุ่นข้องหมองใจของพวกนั้นลงได้?

ณ ที่แห่งนี้เอง เขาก็ตระหนักได้

ภาษามือ ถูกแล้ว ภาษามือนี่เอง

ภาษาที่สามารถทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกถึงอารมณ์อันไร้ขอบเขตได้ โดยไม่ต้องเอ่ยวาจา ไม่ต้องแม้แต่จะเปิดปาก ภาษาที่สามารถถ่ายทอดบทสนทนา อารมณ์ ความรู้สึก รวมไปถึงสัมผัสทั้งห้าได้อย่างเงียบเชียบ

‘สิบโทจินซอนชอล’ ก็เริ่มกลมกลืนและเข้มข้นขึ้น ผ่านการผสานเข้ากับภาษามืออย่างช้า ๆ โดยที่ไม่มีใครลับรู้

ในจังหวะนี้เอง กล้องก็ซูมเข้าไปใกล้ใบหน้าของเขา

เพียงแต่ ‘สิบโทจินซอนชอล’ ที่กำลังถือปืนอยู่ ไม่สามารถขยับมือทั้งสองข้างได้ ดังนั้นเขาจึงต้องใช้เพียงแค่ดวงตา จมูก ปาก ใบหน้า รวมถึงการหดเกร็งของกล้ามเนื้อและเส้นประสาท ร่วมกับสายตาและลมหายใจเท่านั้น

ไม่เป็นไร แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

จากนั้น เขาก็เริ่มเกมขึ้น พร้อมกับมองนายทหารเลวคนนั้นอย่างรวดเร็ว ดวงตาฉายแววขี้ขลาด ริมฝีปากสั่นไหวเล็ก ๆ และมุมปากก็เผยรอยยิ้มแห่งความสุขอย่างน่าขนลุก แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ ถูกส่งออกไปยังหน้าจอมอนิเตอร์โดยไม่ตกหล่นแม้แต่น้อย

ด้วยเหตุนี้เอง

‘······อ-อวดเก่งจริง ๆ’

ผู้กำกับควอนกีแท็ก ผู้ที่ดวงตาเต็มไปด้วยความจริงจัง ถึงกับหายใจแผ่วลง

‘น่าขันสิ้นดี จากสิ่งที่ทำตอนแรก สามารถขยายขอบเขตของอารมณ์อันละเอียดอ่อนได้มากกว่านั้นอีกงั้นรึ? นี่นายกำลังโอ้อวดความลับของบุคลิกภาพสองด้านให้คนดูเห็นอยู่ชัด ๆ เลยนะ’

เขาละสายตาจากการแสดงของคังวูจินไม่ได้เลย

‘ในช่วงเวลาสั้น ๆ แบบนี้ ก็ยังพัฒนาขึ้นอีกงั้นเหรอ?’

ผู้กำกับอันกาบกผู้ที่ขนลุกซู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เข้าไปยืนใกล้ ๆ ผู้กำกับควอนกีแท็กเรียบร้อยแล้ว ดวงตาที่เคยหรี่ลงของเขาเบิกกว้างขึ้น ดวงตาทั้งสองข้างเบิกโพลงราวกับจะถลนออกมา

‘อืม ฉันเห็นล่ะ สถานะของบทบาทนี้มันแสดงออกมาแบบหมดเปลือกเลย เขากำลังปิดบังความรู้สึกที่แท้จริงในโลกใบนั้น แต่กลับอยากแสดงมันออกมาให้เรา ซึ่งเป็นคนนอกเห็น’

แต่ไม่รู้ทำไม ความละเอียดอ่อนของคังวูจินถึงค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้น

‘มีอะไรอีกไหม? ยังมีอะไรให้แสดงอีกเยอะหรือไง? นี่มันเหมือนกับ······กำลังอธิบายด้วยสีหน้าเลยนี่นา’

ยิ่งไปกว่านั้น

‘ทำไมถึงได้มีกลิ่นอายของภาษามือแบบที่ฉันต้องการโชยออกมาแบบนี้’

ในขณะนั้นเอง เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด

- ปัง!

สัตว์ประหลาดที่บุกรุกเข้ามา สิ่งมีชีวิตที่เน่าเปื่อยเหมือนกับน้ำส้วมข้น ๆ พลทหารที่ล้มลง ทหารที่พากันแตกตื่น ผู้บังคับบัญชาที่ตื่นตระหนก

เสียงปืนดังขึ้นไม่หยุด

- ปัง ปัง ปัง!!

เหล่าทหารที่กำลังคลุ้มคลั่งต่างพากันวิ่งหนีออกจากสนามรบอย่างอลหม่าน ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและตึงเครียด แต่สถานการณ์กลับดำเนินไปอย่างราบรื่น คังวูจินที่กำลังประคองร่างของพลทหารที่ตายไปแล้วก็ร้องไห้ออกมา

“ฮือ! ฮือ ๆ ๆ!”

แต่ในใจกลับหัวเราะ

‘ครึ่ก! ฮ่า ๆ ๆ ๆ ตายไปหนึ่งแล้ว’

ฉันขอโทษนะ ขอโทษจริง ๆ คราวหน้าฉันจะพยายามขวางไอ้สารเลว นั่นให้ได้เลย ฉันทำได้ไม่ดีเอง ว่าไงนะ? ปิดปากไปเลยน่า แกก็สนุกไม่ใช่เหรอไง? บอกให้สนุกไงล่ะ?

“จินซอนชอล!! ไอ้เวรนี่ ทำบ้าอะไรอยู่!! ไม่ได้ยินเสียงที่บอกให้วิ่งรึไง?!!”

เออ ไอ้เวร หยุดร้องไห้ได้แล้ว แล้วรีบวิ่งไปซะ

“มีสติหน่อย! ตายแล้ว! ตายไปแล้ว!! หุบปากแล้วลุกขึ้นเดี๋ยวนี้!! เร็ว!!”

ยังมีอะไรต้องทำอีกเยอะ

ทุกวินาที ทุกนาที ใบหน้าของคังวูจินที่ปรากฏบนหน้ากล้องก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ทั้งน้ำน้ำที่ไหลรินก็ดูจริงใจ รอยยิ้มที่งดงามราวกับคันศรก็ดูเป็นของจริง

จากนั้น

“······คัท โอเค”

เมื่อเสียงของผู้กำกับควอนกีแท็กดังก้องไปทั่วกองถ่าย เหล่าทีมงานกว่าร้อยชีวิตก็ได้แต่นิ่งอึ้งกันหมด

“······”

“······”

“······”

ผู้กำกับอันกาบกเท่านั้นที่ไม่ได้รับเชื้อโรคขนลุกชันนี้ ทุกคนในกองถ่ายติดกันไปหมด อากาศร้อนระอุยิ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเข้าไปใหญ่ นี่ฉันเพิ่งดูอะไรไปนะ

‘บทพูดไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงสักนิด······ แต่ทำไมสิบโทจินซอนชอลถึงดูเหมือนคนสองบุคลิกแบบนี้ล่ะ ว้าว ไม่น่าเชื่อ’

ความคิดนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อการถ่ายทำซีนนี้ดำเนินมาถึงเทคที่สองและสาม เห็นได้ชัดว่าคังวูจินพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดภายในระยะเวลาอันสั้น จนในที่สุด ทีมงานและผู้บริหารบริษัทภาพยนตร์ที่ยืนอยู่ด้านหลังผู้กำกับอันกาบกก็เลิกพยายามตัดสินเขาแล้ว

‘นี่เรียกว่าการแสดงได้เต็มปากเหรอ?’

‘ถ้าแบบนี้มันถูกฉายในโรง แล้วคนดูได้เห็น······นี่มันเกินคำว่าแสดงดีไปแล้ว โว้ย!!’

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสีหน้าของผู้บริหารบริษัทภาพยนตร์ที่ผิวแทน ซึ่งดูเหมือนจะช็อกสุดขีด

‘มหัศจรรย์ชะมัด เทคนิคการแสดงแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน สงสารนักแสดงคนอื่น ๆ ที่ต้องมาเข้าฉากด้วยจริง ๆ ยิ่งไปกว่านั้น แต่ละคัทเขายิ่งทำได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีลิมิตเลยแฮะ’

ตัวเขาเองก็เป็นเบอร์ใหญ่ในวงการ ผ่านร้อนผ่านหนาวมานักต่อนัก นักแสดงมากหน้าหลายตาก็ผ่านมือเขามานับไม่ถ้วน แต่ประสบการณ์ ในตอนนี้มันช่างยากจะอธิบายเหลือเกิน ผู้บริหารบริษัทภาพยนตร์ก้มหน้าลงเล็กน้อย เหลือบมองไปที่ด้านหลังศีรษะของผู้กำกับอันกาบก ก่อนจะหันไปเห็นทีมงานข้าง ๆ ที่อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง จากนั้นก็ไล่มองไปยังทีมงานกว่าร้อยชีวิตที่ยืนสงบนิ่งราวกับรูปปั้น พื้นที่กว้างใหญ่กลับคับแคบลงในบัดดล

นั่นเป็นเพราะคังวูจินคนเดียว

สายตาของผู้บริหารบริษัทภาพยนตร์กลับไปจับจ้องที่วูจินที่กำลังพูดคุยกับนักแสดงคนอื่น ๆ อีกครั้ง คังวูจินในสายตาของเขาดูเหมือนวาฬที่หลงไปอยู่ในบึงน้ำจืด ผู้บริหารบริษัทภาพยนตร์หัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้

‘นี่มันไม่ใช่ผู้กำกับที่ต้องมากำกับเขาแล้ว แต่เป็นสัตว์ประหลาดที่เขาต้องควบคุมต่างหาก’

ในไม่ช้าเขาก็เผลอปล่อยจินตนาการล่องลอยไปไกลราวกับเป็นตัวแทนบริษัทภาพยนตร์เสียเอง ท่ามกลางแสงแฟลชที่สาดส่องบนเวทีระดับโลกนั้น ปรากฏแผ่นหลังของ 'ยักษา' ในตำนานอยู่

'ไม่ใช่แค่ในน้ำจืด แต่แม้แต่ในมหาสมุทร เขาก็จะครอบครองทุกสิ่งงั้นเหรอ?'

ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่เขากลับรู้สึกตื่นเต้นอย่างประหลาด

หลังจากนั้น

การถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง'เกาะแห่งผู้สูญหาย' ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว จากเช้าที่ร้อนระอุ ผ่านช่วงเที่ยงจนถึงบ่าย

“คัท โอเค พักสิบนาทีแล้วไปต่อกัน”

“ครับ! พักสิบนาทีแล้วไปต่อครับ!!”

ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับควอนกีแท็ก ทีมงานกว่าร้อยชีวิต หรือแม้แต่นักแสดง ล้วนแล้วแต่ทุ่มเทกันอย่างหนักหน่วงยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ อาจเป็นเพราะผู้กำกับอันกาบกอยู่ในกองถ่ายด้วยก็เป็นได้

“เฮ้อ วันนี้ถ่ายทำหนักชะมัด เหนื่อยแทบขาดใจ”

“ทำไงได้ ก็ฉากรวมมันสำคัญ แถมถ่ายวันนี้เสร็จก็หลุดพ้นจากดงหญ้ารกชัฏนี่แล้วนี่”

“นั่นสิน ตอนนี้ก็ถ่ายฉากหมู่บ้านใน'เกาะแห่งผู้สูญหาย' ซะส่วนใหญ่ คงใกล้จะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้วล่ะมั้ง”

“แสงสว่างบ้านป้าสิ ยังเหลือถ่ายทำต่างประเทศอีกเพียบ พอกลับเกาหลีก็ถ่ายกับถ่าย”

ตามสตอรี่บอร์ด หลังจากฉากรวมนี้ไปจะเป็นฉากในหมู่บ้านมากกว่าในป่า นั่นหมายความว่าพวกเขาจะได้เผชิญหน้ากับชาวบ้านที่แปลกประหลาดใน'เกาะแห่งผู้สูญหาย' แทนที่จะเป็นสัตว์ประหลาดอีกต่อไป

การถ่ายทำในต่างประเทศที่เวียดนาม ดานัง อันแสนทรมานก็ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว

แม้ว่าจะกลับไปเกาหลี แล้วก็ยังคงมีงานรออยู่มากมาย ทั้งถ่ายทำหน้าจอสีเขียวที่สตูดิโอ หรือถ่ายทำที่ฉากในเมืองปูยอ แต่การถ่ายทำต่างประเทศที่เสร็จสิ้นไปก็นับว่าลุล่วงไปแล้ว ถึง 30% เลยทีเดียว

และแล้วในบ่ายแก่ ขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังคล้อยต่ำ...

นักแสดงที่ยืนออกันขวักไขว่ต่างก็พากันเหลือบมองไปยังที่นั่งของผู้กำกับอย่างลับ ๆ แน่นอนว่าพวกเขาเองก็มองควอนกีแท็กเช่นกัน แต่คนที่ดูเหมือนจะมีอิทธิพลกับพวกเขามากกว่าคือผู้กำกับอันกาบก อันที่จริงนักแสดงใน'เกาะแห่งผู้สูญหาย' ทุกคนต่างก็ตื่นเต้นกับผู้กำกับอันกาบกมาตั้งแต่ก่อนถ่ายทำแล้ว

ไม่เว้นแม้แต่รยูจองมินที่ค่อย ๆ ถอดหมวกเหล็กออก

‘เขาจะมองการแสดงของฉันยังไงนะ คงไม่แย่ไปหรอกใช่ไหม?’

ฮายูรา คิมอีวอน ชอนอูชาง ต่างก็ปัดฝุ่นเสื้อผ้าทหารเหล่านักแสดงสมทบต่างก็พากันเหลือบมองผู้กำกับอันกาบกเป็นระยะ

‘ฉากเมื่อกี้ จังหวะวิ่งฉันช้าไปหน่อย โอ้ยทำไมต้องเป็นวันนี้ด้วยนะ เอาเถอะ ไม่เป็นไร คัตหน้าต้องทำให้ได้ใจเย็น ๆ ฮายูรา’

‘ตื่นเต้นจนจำบทไม่ได้เลย’

‘ผู้กำกับอันกาบก อ่านสีหน้ายากจัง ขอให้ท่านเมตตาพวกเราด้วยเถิด’

แม้กระทั่งฮงฮเยยอนที่แค่มาเยี่ยมกองถ่ายในฐานะเพื่อนก็ยังเป็นแบบนั้น

‘วันนี้อยู่ดูถึงเมื่อไหร่กันนะ เฮ้อ อย่างน้อยก็ต้องแก้ไขสิ่งที่เขาตำหนิให้ได้’

ก็คงจะอยากเด่นดังกันทั้งนั้นแหละถึงจะมาแค่เยี่ยมกอง แต่ถ้าเข้าตาผู้กำกับอันกาบกได้เล่นหนังของเขาอาชีพนักแสดงก็พุ่งพรวดแน่มันเป็นเหมือนโอกาสอันน้อยนิดสำหรับนักแสดง

ทว่ามีนักแสดงอยู่หนึ่งคนที่แตกต่างออกไป

‘วันนี้วิ่งทั้งวันเลย แย่ชะมัด โอ้ย หิวแล้ว หาจังหวะไปขอช็อกโกแลตแท่งสองสามอันจากซูฮวานดีกว่า’

คังวูจินเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่ไม่สนใจใยดีผู้กำกับอันกาบก น้ำเสียงท่าทางของเขาดูราวกับพยายามเมินเฉยสุดชีวิต ไม่แยแสต่อสิ่งรอบข้าง ก่อนจะเดินไปนั่งลงตรงหน้าจอมอนิเตอร์หลายจอ ผู้กำกับควอนกีแท็กจึงหันกลับมามอง

ผู้กำกับอันกาบกรุ่นเดอะ แม้จะเดาความคิดไม่ออก แต่สีหน้าบ่งบอกชัดว่าอารมณ์ขุ่นมัว ผู้กำกับควอนกีแท็กจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“เป็นยังไงบ้างครับ ผู้กำกับ”

ผู้กำกับอันกาบกค่อย ๆ หันกลับมาตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำอย่างคนสูงวัย

“ดีมาก ขอบใจนะ นานแล้วนะที่ไม่ได้ดูการถ่ายทำดี ๆ แบบนี้ ฝีมือการกำกับของนายไม่เคยทำให้ผิดหวังจริง ๆ”

“ชมเกินไปแล้วครับ”

“ไม่เลยสักนิด”

ผู้กำกับควอนกีแท็กที่ยิ้มอย่างเป็นมิตร เดินเข้าไปกระซิบกระซาบข้าง ๆ ผู้กำกับอันกาบกเปลี่ยนเรื่องคุย

“บทของวูจิน คุณรู้สึกยังไงบ้างครับ”

“ถ้าดูไม่ออกว่าแสดงเป็นคนสองบุคลิก ก็เลิกกำกับไปเถอะ”

ผู้กำกับอันกาบกตอบ ก่อนจะหันไปมองนักแสดงที่สวมชุดทหารกำลังแก้ไขเครื่อง แต่งกายสายตาทอดไปหยุดที่คังวูจิน ผู้มีสีหน้าเรียบเฉย

“กลุ่มคนที่ถูกจัดอยู่ในระเบียบแบบแผน คอยรับคำสั่ง ปลาไหลที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มที่แข็งแกร่ง แต่กลับไม่แสดงถึงเป้าหมายที่แท้จริง ทำให้ดูน่าสนใจ และเติมเต็มสีสันให้กับฉาก เป็นตัวละครที่คนดูดูแล้วต้องเพลิดเพลินแน่นอน”

แน่นอนว่าในใจของผู้กำกับอันกาบกอยากจะวิเคราะห์ให้มากไปกว่านี้ แต่เขากลับเลือกที่จะเงียบไว้ เพราะตัวเองก็เป็นแค่คนดูเท่านั้น ผู้กำกับควอนกีแท็กที่เหมือนจะเห็นด้วยกับเรื่องนี้ก็ยิ้มกว้างขึ้น ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า

“เป็นความสามารถส่วนตัวของวูจินครับ”

“หืม?”

“ก็นี่คุณก็รู้จักบรรยากาศในหนังของผมดีนี่ครับ บทพูดของ『สิบโทจินซอนชอล』มันสั้นมาก ๆ การที่มันออกมาดูดีได้แบบนี้ ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับฝีมือของวูจินล้วน ๆ เลยครับ”

ผู้กำกับอันกาบกมองหน้าผู้กำกับควอนกีแท็กอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มแห่งวัยชราออกมา

“งั้นเหรอ ถึงว่าทำไมนายถึงรักและเอ็นดูเจ้าหนูนี่นัก”

“บทหนัง『เกาะแห่งผู้สูญหาย』ผมเอามาให้ด้วยนะครับ ลอง อ่านดูตอนเดินทางกลับก็ได้ครับ คุณจะได้เข้าใจชัดเจนขึ้น”

“ขอบใจนะ”

ผู้กำกับควอนกีแท็กโค้งตัวเล็กน้อย แล้วเดินอย่างใจเย็นกลับเข้าไปในกองถ่ายที่กำลังวุ่นวาย สายตาของผู้กำกับอันกาบกมองตามแผ่นหลังของเขาไป

ที่น่าสนใจก็คือ

“หืม?”

คังวูจินที่สบตากับเขาเพียงชั่วครู่ รีบหลบสายตาไปทันที ผู้กำกับอันกาบกเห็นแบบนั้นก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ ก่อนจะพูดพึมพำกับตัวเองพลางกอดอก

- ดูท่าทางจะโดนเกลียดซะแล้วสิ

สองวันถัดมา

วันที่3 พฤศจิกายน ณ กองถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง『เกาะแห่งผู้สูญหาย』ในเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม เสียงของผู้กำกับควอนกีแท็กดังขึ้นเป็นสัญญาณเริ่มต้นการถ่ายทำ

“สแตนด์บาย- แอ็กชัน”

นักแสดงที่กำลังมีสมาธิจดจ่ออยู่กับบทบาท ได้แก่ คังวูจิน ฮายูรา และรยูจองมิน ทั้งสามคนสวมชุดทหารและกำลังทุ่มเทแสดงอย่างเต็มที่เป็นเวลากว่า 3 ชั่วโมง

จนกระทั่ง

“คัท โอเค ทุกคนทำงานกันเหนื่อยมากครับ”

สามวันต่อมา ช่วงเวลาอาหารกลางวัน เสียงตะโกนว่า "โอเค!" ดังก้องไปทั่ว บ่งบอกถึงการสิ้นสุดการถ่ายทำ เหล่าทีมงานกว่าร้อยชีวิตต่างโยนหมวกซาฟารีที่สวมใส่อยู่ขึ้นฟ้า

“โว้ว!ในที่สุดก็เป็นอิสระ!!”

“ทุกเหนื่อยกันมากเลยนะครับ!”

“ทำงานกันเหนื่อยเลยนะคะ! นักแสดงทุกท่านด้วย!!”

“โหววว นี่ฉันคงไม่คิดอยากมาเวียดนามอีกเป็นสิบปีแน่!”

“ใครเห็นก็ต้องคิดว่าถ่ายทำกันเสร็จแล้วแน่ ๆ! ฮ่า ๆ ๆ”

ก็การถ่ายทำฉากต่างประเทศของ ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ มันจบลงแล้วนี่นา

จบ

ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_

จบบทที่ บทที่ 160 เดียวดาย (7)

คัดลอกลิงก์แล้ว