เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 159 เดียวดาย (6)

บทที่ 159 เดียวดาย (6)

บทที่ 159 เดียวดาย (6)


[แปลโดยฝีมือ...ยัก.ษา.แปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ\]

[Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย]

[หลังแปลจบ คิดว่าจะมีการเกลาคำเบื้องต้น แก้คำผิด ปรับสำนวนให้สละสลวย เทียบคำต่อคำ ขอบคุณที่ให้การสนับสนุนกันเสมอมานะครับ]

บทที่ 159 เดียวดาย (6)

- เกาะแห่งผู้สูญหาย

ชเวซองกุนคุยกับทีมงาน ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ เสร็จ ก็สวมหมวกแก๊ปปิดบังใบหน้า ก่อนจะเดินกลับมาที่เต็นท์พักในมือถือโทรศัพท์เอาไว้แน่น เขาเดินมาถึงหน้าเต็นท์

“เธอสนใจ ‘เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์’ บ้างไหม?”

เสียงชายแก่ดังเล็ดลอดออกมาจากเต็นท์เป็นเสียงที่คุ้นเคย ชเวซองกุนชะงักฝีเท้าทันทีเมื่อรู้ว่าผู้กำกับอันกาบกอยู่ในนั้น

‘ผู้กำกับอันกาบก? มาแล้วเหรอ?’

เขารู้ว่าวันนี้ผู้กำกับจะมา แต่ไม่รู้ว่ามาก่อนหน้านี้แล้ว แถมยังคุยกับคังวูจินอยู่ด้วย ชเวซองกุนจึงถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว

‘เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์? ถามตรง ๆ แบบนี้เลยเหรอ? แม้จะแค่หยั่งเชิง แต่… วูจินคงไม่พูดอะไรออกไปหรอกใช่ไหม? ใช่ ๆ ไม่หรอก’

ชเวซองกุนภาวนาอยู่ในใจ บอกตามตรงว่าเขาพอจะหาวิธีรับมือกับผู้กำกับอูฮยอนฉันได้แต่ถ้าเกิดเรื่องกับผู้กำกับอันกาบกขึ้นมา แม้แต่ชเวซองกุนก็เอาไม่อยู่

แต่ทว่า…

“ไม่ครับ ผมไม่ค่อยสนใจ”

น้ำเสียงเย็นชาของคังวูจินที่ดังมาจากในเต็นท์ ทำความหวังของชเวซองกุนพังทลายในพริบตา ขาของเขาทรุดลงอย่างอ่อนแรง จนต้องใช้มือยันพื้นเอาไว้

‘… เรื่องใหญ่แล้ว!’

บรรยากาศในเต็นท์ตึงเครียดขึ้นมาทันที ทั้งตัวแทนบริษัทภาพยนตร์ ทีมงาน และผู้ที่เดินทางมากับผู้กำกับอันกาบก ต่างขมวดคิ้ว

“นี่ นาย!”

แล้วทั้งหมดก็หันไปขึ้นเสียงใส่คังวูจินที่นั่งนิ่ง ไร้ความรู้สึก

“ไม่มีความใส่ใจเอาซะเลย!”

“คุณคังวูจินในวงการนี้ยิ่งห้าวหาญเท่าไหร่ ยิ่งต้องอ่อนน้อมถ่อมตนเท่านั้น รู้ไหมว่าคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าคือใคร”

“ไม่มีมารยาทต่อหน้าผู้กำกับ!”

“······ฟังนะ วูจิน ตอนนี้นายคิดว่าความนิยมมันจะอยู่กับนายไปตลอดรึไง?”

ถ้อยคำรัวกระหน่ำโจมตี แต่สีหน้าเรียบเฉยของคังวูจินก็ไม่เปลี่ยนไปเลย หรือจะพูดให้ถูกก็คือภายนอกดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะภายในใจเขากำลังตื่นตระหนกอย่างหนัก

‘มะ หมายความว่าไง ว้าว ตกใจเป็นบ้าเลยแฮะ?!’

ยิ่งกว่าครั้งไหน เขาต้องควบคุมสติอารมณ์เอาไว้ ใจเย็น ๆ ไว้ เย็นเข้าไว้! คังวูจินพยายามอย่างหนัก ก่อนจะหันไปมองผู้กำกับอันกาบกที่นั่งนิ่ง แล้วตอบคำถามของทุกคนด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

“มีปัญหาอะไรหรือครับ”

“···มะ หมายความว่าไง?”

“ผมก็แค่ตอบคำถาม คุณถามถึงเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ผมก็แค่พูดความคิดของผมออกไป ไม่ทราบว่าทำไมถึงต้องโมโหกันด้วยครับ”

“······”

“อยู่ ๆ ก็โดนรุม ผมก็งงเป็นเหมือนกัน”

ถูกต้อง ผู้กำกับอันกาบกแค่ถามถึงคานส์ วูจินก็แค่ตอบเท่านั้น คนอื่น ๆ ที่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังก็เลยโกรธ แต่สำหรับคังวูจินแล้ว นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่เขาสมควรโดนด่าเลยสักนิด

“แบบนี้ผมต้องเป็นคนโดนตำหนิอย่างนั้นเหรอครับ?”

ตอนนี้เขายังไม่ได้รับข้อเสนออย่างเป็นทางการจากผู้กำกับอันกาบกเลยสักนิด ทันใดนั้นเอง...

-สวบ

ผู้กำกับอันกาบกผมขาวที่นั่งมองคังวูจินเงียบ ๆ ก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ขอโทษซะ”

สิ่งที่เขาโยนออกไปคือทีมงานที่อยู่ด้านหลังและประธานบริษัทภาพยนตร์ก็พูดติดขัด

“ผ ผู้กำกับ!”

“ขอโทษซะ ไม่มีเหตุผลอะไรที่พวกนายต้องขึ้นเสียงแบบนั้น”

“······”

ประธานและทีมงานต่างก็ปิดปากเงียบ แต่แววตาของพวกเขานั้นเต็มไปด้วยความไม่พอใจถึงอย่างนั้น พวกเขาก็คงไม่สามารถขัดคำสั่งของผู้กำกับอันกาบกได้ จึงได้แต่เอ่ยขอโทษวูจินอย่างเสียไม่ได้

“···ขอโทษครับ”

ผู้กำกับอันกาบกสบตากับคังวูจิน

“ขอโทษด้วย พวกเขาแค่เป็นห่วงฉันน่ะ”

คังวูจินถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะส่ายหน้า ปั้นสีหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่เป็นไร”

ผู้กำกับอันกาบกได้ยินคำตอบก็ยิ้มน้อย ๆ แล้วโบกมือให้คนข้างหลัง

“พวกนายออกไปก่อน ฉันมีเรื่องต้องคุยกับเขาเป็นการส่วนตัว”

ไม่นาน ประธานและทีมงานก็หันหลังกลับชเวซองกุนที่ยืนอยู่ด้านนอกเห็น ดังนั้น จึงรีบหลบไปข้าง ๆ เต็นท์อย่างรวดเร็วส่วนประธานและทีมงานที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ก็ยังคงบ่นพึมพำขณะเดินออกจากเต็นท์

- หึ้ย ถึง ยังไงก็ไปพูดแบบนั้นต่อหน้าผู้กำกับมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำเท่าไหร่

- ······ ทำเป็นจองหองก็ตอนนี้กำลังดังนี่นะ

- เดี๋ยวรอดูตอนถ่ายทำก็ได้ จะรอดูว่าจะแสดงได้ดีเลิศเลอแค่ไหนท่ามกลางนักแสดงระดับท็อปแบบนั้น

ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอะไรกัน บรรยากาศภายในเต็นท์ที่คังวูจินและผู้กำกับอันกาบกนั่งอยู่ก็ยังคงเงียบสงบทั้งสองต่างก็จ้องมองดวงตาของกันและกันและผู้ที่เป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนาก่อนก็คือผู้กำกับอันกาบก

“ไม่สนใจรึ - ทำไมถึงไม่สนใจเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ถามแบบนั้นได้หรือเปล่านะ”

“······”

ทำไมงั้นเหรอ ก็เพราะไม่สนใจจริง ๆ นี่นา ยิ่งไปกว่านั้น คังวูจินก็ไม่ค่อยชอบผู้กำกับอันกาบกสักเท่าไหร่ เอาจริง ๆ ก็ไม่ได้คิดถึงเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ด้วยซ้ำ

‘อย่างนั้นเหรอเทศกาลหนังระดับใหญ่แบบนั้น อีกหลายปีถึงจะไปได้นะ’

ในตอนนี้สิ่งที่วูจินให้ความสำคัญมากกว่า คือการหลีกเลี่ยงกับระเบิดมีชีวิตที่อยู่ตรงหน้า เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์น่ะเทียบไม่ได้เลยกับความสนใจของคน ๆ นี้ ถ้าจำไม่ผิด คุณชเวซองกุนเคยบอกว่า คุณปู่คนนี้วางแผนจะไปเทศกาลหนังเมืองคานส์ไม่ใช่เหรอ

ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ บ่ายเบี่ยงไปก็พอแล้ว

คังวูจินตอบกลับไปอย่างจริงใจ ปนการแสดง

“อย่างที่ผมได้บอกไปครับ ผมแค่ไม่สนใจจริง ๆ”

“หืม- คำตอบแบบนี้ ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยแฮะ”

สายตาของชายชราจ้องมองมาอีกครั้งราวกับจะรัดร่างเขาไว้ วูจินสะดุ้งเล็กน้อย แต่ก็ยังคงทำท่าทางสงบนิ่งเอาไว้พลางครุ่นคิดในใจ

‘ตอนนั้นที่ร้านอาหารก็เป็นแบบนี้ มองมาที่ฉันแบบดูถูก นั่นมันประสบการณ์หรือความสามารถกันแน่ จะลองทดสอบดูหน่อยดีไหม?’

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น วูจินจึงลดการแสดงลงเล็กน้อย พลังที่เคยมีในแววตา ความตึงเครียดที่ครอบงำร่างกาย และการเสแสร้งทำเป็นเข้มแข็งทุกอย่างก็ลดลง

“แล้วทำไมถึงถามถึงเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ล่ะครับ”

จากนั้นก็กลับมาสวมบทบาทอีกครั้งในช่วงเวลาสั้น ๆ มาดของวูจินก็ปรากฏขึ้นและหายไปซ้ำ ๆ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพราะเขาทำแบบนี้เป็นประจำอยู่แล้ว

สิ่งที่แปลกก็คือ

‘อืม?’

วูจินทดลองอะไรบางอย่าง ซึ่งก็ได้ผลลัพธ์อย่างรวดเร็วจากปฏิกิริยาของผู้กำกับอันกาบก

‘ไม่ผิดแน่…’

‘ถึงจะเลือนรางในบางครั้ง… แต่สายตาคู่นั้น…’

‘ไร้เดียงสา…’

‘หรือจะเรียกว่า…เรียบเฉยดีล่ะ?’ คิดในใจก่อนจะเอ่ยปากถามออกไป

“แปลกดีแฮะ”

“ตอนนี้ก็ยังเห็นสิ่งแปลกประหลาดในแววตาของเธอแบบที่เคยเห็นอยู่เลย”

‘โห…’

‘ท่านคนนี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ’

‘ไม่สิ…’

‘ต้องเรียกว่าเหนือธรรมชาติเลยล่ะ!’ คังวูจินคิดในใจพลางสบถออกมาเบา ๆ ก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ผมไม่เข้าใจที่คุณพูดเลยครับ”

“…งั้นเหรอ?”

ฟุ่บ!

ทันใดนั้นเอง…

เต็นท์ก็เปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของชเวซองกุนและนักแสดงร่างยักษ์อย่างจางซูฮวาน

“อ้าว คุณผู้กำกับ!” ชเวซองกุนเอ่ยทักขึ้น

ผู้กำกับอันกาบกค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอย่างอ่อนโยน สายตายังคงจับจ้องไปที่คังวูจิน

“วันนี้ถ่ายทำเหนื่อยหน่อยนะครับ”

หลังจากทักทายกับชเวซองกุนคร่าว ๆ ผู้กำกับอันกาบกก็เดินออกจากเต็นท์ไป ท่ามกลางแสงแดดที่สาดส่อง เขาสวมหมวกปานามาอีกครั้ง พลางพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ขณะนึกถึงคังวูจิน

“เหมือน…ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควันเลยแฮะ”

หนึ่งชั่วโมงต่อมา…

คังวูจินยืนอยู่ในป่าทึบที่แสงแดดส่องไม่ถึง อากาศอบอ้าว ไร้ซึ่งสายลม เสียงแมลงบินหึ่ง ๆ ดังมา แต่ไกล พื้นดินเฉอะแฉะ ต้นไม้ขึ้นรกทึบจนมองไม่เห็นทาง

มีบางอย่างที่น่าขนลุกกำลังจ้องมองมา

ความเงียบเข้าปกคลุม…

กลิ่นเหม็นสาบคลุ้งอยู่ในอากาศ…

คังวูจินอยู่ในชุดทหารที่เปื้อนโคลนและสิ่งปฏิฉันล สวมหมวกเหล็กที่เอียงกะเท่เร่

“แฮ่ก… แฮ่ก…”

วูจินหายใจเข้าออกถี่รัวขณะที่เอาปืนจ่อขมับ พานท้ายปืนแนบแน่นกับไหล่ ทว่าปลายกระบอกปืนที่เล็งไปที่ใดสักแห่งกลับสั่นเล็กน้อย รองเท้าบู๊ทที่เหยียบย่ำพื้นดินเฉอะแฉะขยับเขยื้อน

ปืนที่ประทับบ่าค่อย ๆ เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าไปในอากาศ

"ฮึก..."

กล้องจับภาพใบหน้าของคังวูจินโดยเลื่อนตามปลายกระบอกปืนไป

แววตาของคังวูจินที่กวาดมองไปทั่วผืนป่าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวนั้นดูไร้เรี่ยวแรง ขี้ขลาด ซึ่งก็แน่นอนอยู่แล้ว เพราะตอนนี้วูจินคือ 'สิบโทจินซอนชอล' ที่นี่ไม่ใช่กองถ่าย แต่มันคือโลกภายในมิติว่างเปล่าที่เขามีประสบการณ์ผ่าน การอ่านบทของสิบโทจินซอนชอล

อย่างน้อยก็สำหรับคังวูจิน

ทั้งทีมงานกว่าร้อยชีวิต กล้อง อุปกรณ์บันทึกเสียง แผ่นสะท้อนแสงที่อยู่รายล้อมต่างหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงคังวูจิน หรือควรเรียกว่า 'สิบโทจินซอนชอล' ที่มีเพียงความหวาดกลัวฉาบทั่วใบหน้า

'เชี่ยเอ๊ย! เชี่ย เชี่ย! '

มันไม่ใช่เรื่องโกหก วูจินถูกครอบงำโดยทุกสิ่งทุกอย่างของสิบโทจินซอนชอล จิตใจเขาอ่อนแอ บุคลิกก้าวร้าวในตัวเขาอันตรธานหายไป

และ...

'กลัว กลัวจนจะตายอยู่แล้ว'

หัวใจของสิบโทจินซอนชอลเต้นเป็นจังหวะเหมือนลูกสูบที่ใกล้จะระเบิดออกมาตั้งแต่เมื่อกี้ รู้สึกเหมือนขมับที่ดังตุ้บ ๆ กำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ลมหายใจที่กระชั้นและไม่มั่นคงทำให้ปืนที่ประทับบ่าสั่นไหว ราวกับเขากำลังจะร้องไ

ผู้กำกับควอนกีแท็กที่มองดูภาพจากมอนิเตอร์พยักหน้าอย่างช้า ๆ

- ดี อืม ไม่เห็นจะสั่นเลย นี่ฉันกังวลไปเปล่า ๆ หรือเปล่านะ

ผมเหลือบมองไปทางด้านหลังขวาเล็กน้อย ผู้กำกับอันกาบกใบหน้าเรียบเฉยภายใต้หมวกซาฟารีนั่งอยู่ตรงนั้น การถ่ายทำครั้งนี้ เขามานั่งกำกับเองกับตา เป็นที่รู้กันว่าเป้าหมายของผู้กำกับอันกาบกคือคังวูจิน ถึงอย่างนั้นวูจิน ในตอนนี้ก็ดูจะใจเย็นและทรงพลังกว่าปกติ

แต่ลองเทคฉากนี้เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน ผู้กำกับอันกาบกที่กำลังจับจ้องมองคังวูจินในบริเวณถ่ายทำอย่างพิจารณา ก็คาดเดาในใจ

‘อ่อนแอและขี้ขลาดสินะ เป็นตัวละครที่อ่อนแออย่างนั้นหรือ? แม้จะไม่มีบทพูด แต่ก็แสดงออกทางสายตา ลมหายใจ และรายละเอียดของการกระทำได้ดี’

รอบตัวเขามีตัวแทนบริษัทภาพยนตร์ที่มากับเขารวมถึงคนอื่น ๆ อีกสี่ห้าคนที่จดจ่ออยู่กับคังวูจิน การแสดงของเขาก็ถือว่าโอเค แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นน่าประทับใจอะไรมากมาย สายตาของทุกคนก็บ่งบอกเช่นนั้น ซึ่งแน่นอนว่าผู้กำกับอันกาบกเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน

‘ก็รู้น่าว่าแสดงดี แต่นี่มันก็แค่ตัวละครขี้ขลาดที่เห็นกันจนเบื่อแล้ว จะให้ฉันตื่นเต้นได้ยังไง?’

แน่นอนว่าคังวูจินแสดงได้ดี แต่ทุกอย่างมันกลับดูจืดชืดไปหน่อย บทบาทที่เรียบง่ายและขี้ขลาดแบบนี้มันถูกใช้กันจนเกินไปแล้วในโลกภาพยนตร์ ไม่ว่าจะอย่างไร บรรดาทีมงานกว่าร้อยชีวิตที่กำลังจับจ้องไปยังบริเวณถ่ายทำ ต่างก็พากันเงียบกริบมีเพียงกล้องและนักแสดงเท่านั้นที่กำลังเคลื่อนไหว

ทันใดนั้นเอง

- ซวบ

กล้องที่กำลังถ่ายสิบโทจินซอนชอลก็ค่อย ๆ แพนตามสายตาของเขาไปอย่างช้า ๆ ทหารคนอื่น ๆ ที่ไม่เคยปรากฏในมอนิเตอร์ก็ค่อย ๆ ปรากฏตัวออกมา ทุกคนอยู่ในท่าทางเดียวกันกับสิบโทจินซอนชอล

“ฮึบ-”

“ฮาาา ฮึบ-”

พื้นดินเฉอะแฉะ เต็มไปด้วยรอยเท้าที่ประทับลงไปเป็นระยะ ๆ ทุกคนอยู่ในท่าเล็งปืน คอยระแวดระวังสิ่งที่มองไม่เห็น 'เกาะแห่งผู้สูญหาย' คร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว หลายราย นับตั้งแต่พวกเขาย่างกรายเข้ามาเยือนจำนวนคนจึงลดน้อยลง เหลือเพียงสิบกว่าชีวิตเท่านั้น บรรยากาศเช่นนี้ถูกบันทึกไว้ด้วยกล้องหลายตัวรวมถึงโดรนที่บินอยู่บนท้องฟ้า

หน้าจอมอนิเตอร์หลายจอที่ผู้กำกับควอนกีแท็กกำลังจับตาดูอยู่นั้นเผยให้เห็นสีหน้าหลากหลายของนักแสดง แต่ละคนที่ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตรงตามบทที่วางไว้

รยูจองมิน คิมอีวอน ชอนอูชาง ฮายูรา และนักแสดงสมทบอีกหลายคน

หยาดเหงื่อผุดพราย บนใบหน้าทุกคนฉาบไปด้วยความสิ้นหวังแม้บรรยากาศจะแลดูสงบ แต่กลับแฝงไว้ด้วยความเยือกเย็นชวนขนลุก ในบรรดานักแสดงทั้งหมดมีเพียง 'ร้อยโทชเวยูแท' ที่ดูสุขุมกว่าคนอื่นเขาอยู่ในท่าพกปืน

“ฮูวค่อย ๆ ถอย ถอยออกไปช้า ๆ”

ทันใดนั้นก็มี 'เสียง' ดังขึ้น เป็นเสียงที่น่าขนลุกที่สุด เสียงที่พวกเขาหวาดกลัวมากที่สุด นับตั้งแต่เหยียบย่างเข้ามาใน'เกาะแห่งผู้สูญหาย' เสียงของสัตว์ประหลาดที่ไม่อาจรู้ได้ว่าคือตัวอะไร แม้จะไม่เห็นอะไรเลยนอกจากต้นไม้และพุ่มไม้หนาทึบ แต่พวกเขาก็รู้ดีว่า 'มัน' ต้องอยู่ที่ไหนสักแห่งในนั้นเป็นแน่เหล่าทหารกว่าสิบชีวิตจึงค่อย ๆ ก้าวถอยหลังพยายามไม่ส่งเสียงใด ๆ ออกไป

- แฮ่ก แฮ่ก

ทุกคนพยายามกลั้นหายใจหัวใจเต้นระรัวจนแทบจะอาเจียนใบหน้าซีดเผือด ดวงตากลมโตแก้มข้างขวาที่แนบชิดกับปืนสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด

กล้องจับภาพใบหน้าชุ่มเหงื่อของคิมอีวอนที่รับบทเป็น 'สิบโทโชบงซอก'

“เงียบไว้ ค่อย ๆ ออกไประวังตัวไว้”

ชอนอูชาง ผู้รับบทเป็น'สิบเอกนัมแทโอ' พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือตัดกับรูปร่างกำยำสายตาของเขากวาดมองไปด้านหลังอย่างหวาดระแวง

“แล้วถ้าไอ้ตัวประหลาดนั่นอยู่ข้างหลังเราล่ะครับ”

“······ทำตามคำสั่งก่อน เสียงมันดังมาจากข้างหน้านี่”

ร้อยโทชเวยูแททำท่าทางเหมือนกับกำลังบอกให้เบาเสียงลงเล็กน้อย

“พอฉันส่งสัญญาณเมื่อไหร่ ให้วิ่งสุดแรงเกิด คิดซะว่าถ้าวิ่งช้าแม้แต่นิดเดียว พวกแกได้ตายกันหมดแน่”

- กึก กึก

เหล่าทหารค่อย ๆ ถอยหลังกลับไปทีละก้าวทีละก้าว บ้างก็กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก บ้างก็ต้องคอยเช็ดเหงื่อที่ไหลจนบดบังทัศนวิสัย บ้างก็ขยับเท้าอย่างหวาดกลัวจนตัวสั่น

ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วบริเวณราวกับจะกลืนกินทุกสิ่ง อากาศรอบตัวหนักอึ้งไปด้วยความหวาดผวา

สถานการณ์ตอนนี้ช่างเหมือนกับชะตาที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย เพียงแค่มีใครสักคนมาสะกิดเบา ๆ ทุกอย่างก็อาจพังครืนลงมาได้ ท่ามกลางความตึงเครียดเช่นนั้น เหล่าทหารก็ยังคงรักษาขบวนและถอยร่นต่อไปอย่างสุดความสามารถ

ทันใดนั้นเอง กล้องก็จับภาพไปที่สิบโทจินซอนชอล ซึ่งกำลังหายใจหอบถี่

“...”

แม้สีหน้าของเขายังคงดูอ่อนเยาว์ แต่เพียงชั่วครู่หนึ่ง ผู้กำกับอันกาบกก็เห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างบนใบหน้าของเขาผ่านทางมอนิเตอร์ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ในตอนที่เขาหันไปมองทหารยศพลทหารที่ยืนอยู่ข้าง ๆ

‘ยิ้มเหรอ? เมื่อกี้เขายิ้มงั้นเหรอ? มุมปากของเขามัน…’

ในวินาทีนั้นเอง

- ผลั่ก!

สิบโทจินซอนชอลแอบเหยียบรองเท้าบู๊ทของพลทหารที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้าง ๆ อย่างแนบเนียน กล้องก็เคลื่อนจากสิบโทจินซอนชอลไปจับภาพใบหน้าของพลทหารที่สะดุ้งตกใจ

พร้อมกันนั้นเอง ก็มีแสงไฟแลบออกมาจากปลายกระบอกปืนที่พลทหารคนนั้นสะพายอยู่

- ปัง!

เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว เกาะอันเงียบสงบราวกับถูกปลุกให้ตื่นจากฝันร้าย กล้องจับภาพพลทหารที่ทำสีหน้าตื่นตระหนก

“มะ ไม่ ไม่ใช่นะ คือ…”

จ่าสิบตรีโชบงซอกกัดฟันกรอด

“ไอ้เด็กบ้าเอ๊ย”

เหล่าทหารที่ยืนอยู่รอบ ๆ ต่างหันไปจ้องเขม็งที่พลทหารคนนั้นด้วยความตกตะลึง พลทหารผู้น่าสงสารได้แต่ร้องไห้น้ำตาไหลพราก

“ผะ ผม ผมแค่รู้สึกเหมือนมีอะไรมาเหยียบเท้าครับ ฮือ จริง ๆ นะครับ”

ท่ามกลางความโกลาหลนั้นเอง ก็มีเสียงประหลาดดังขึ้น

[ “กุ๊ก กุ๊ก” ]

พลทหารตกใจจนสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะหันกระบอกปืนไปทางต้นเสียงแล้วลั่นไกปืนรัว ๆ

- ปัง! ปัง! ปัง!

เขาขาดสติไปแล้ว

"อ๊าาาาา! ไอ้สารเลว!!"

- ปัง! ปัง!

ความเงียบสงัดแตกกระจายในชั่วพริบตา ร้อยโทชเวยูแทคว้าคอเสื้อจ่าสิบตรีโชบงซอกไว้แล้ว ตะโกน

"หยุดมันไว้!! ทุกคน!มองไปข้างหน้า!"

จ่าสิบตรีโชบงซอกวิ่งไปหาพลทหาร

"หยุดยิง! เฮ้!! ไม่ได้ยินรึไง?!! หยุดยิง!!!"

แต่ทว่า

[ "คร่อก" ]

ตามมาด้วยเสียง

- ฟิ้ว! ฉึก!!

บางอย่างที่ยาวเหยียดพุ่งออกมาจากพุ่มไม้หนาทึบ แทงทะลุอกของพลทหารที่กำลังยิงปืน แน่นอนว่าฉากนี้จะต้องถ่ายทำซ้ำอีกครั้งใน 'กรีนสกรีน' และใส่ซีจีในภายหลัง แต่เหล่านักแสดงก็หยุดนิ่งไปชั่วขณะ

พลทหารน้ำตาไหลพราก เลือดทะลักออกจากปาก

"ฮะ.. แฮ่ก อึก.. จ.. จ่าสิบเอก"

สิ่งของยาวเหยียดที่แทงทะลุอกของเขาถูกดึงกลับเข้าไปในพุ่มไม้ แม้ในความเป็นจริงจะมองไม่เห็น แต่มันปรากฏชัดเจนในสายตาของนักแสดง และมันก็สมควรเป็นเช่นนั้น พลทหารทรุดลงกับพื้นทันทีในเวลาเดียวกัน ทหารทุกคนที่หายใจติดขัดก็

"ไอ้.. ไอ้สารเลว!!"

"ตายซะ! ตายซะ ไอ้ตัวประหลาด!!"

"อ๊าาาาา!"

- ปัง! ปัง! ปัง!!

- ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!!

พวกเขายิงปืนไปยังจุดที่สิ่งนั้นโผล่ออกมา เหล่าทหารทุกคนสติแตกกระเจิง ร้อยโทชเวยูแทตะคอกใส่หูของจ่าสิบตรีโชบงซอก

"เคลื่อนย้าย! จ่า! วิ่ง!!"

"จ่าสิบเอก! เราต้องจัดการมัน! พวกเรากำลังจะตายกันหมด!"

- ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!!

"วิ่ง!! วิ่ง!!"

โดยรอบอลหม่าน จ่าสิบตรีโชบงซอกกัดฟันแน่น ก่อนจะคว้าคอเสื้อสิบเอกนัมแทโออย่างแรง

"หยุดยิง!! ลงไปข้างล่าง! ไอ้พวกเวร วิ่ง!"

- ปัง! ปัง! ปัง!!

กล้องจับภาพจากด้านบน ลงมายังร่างของพลทหารคนหนึ่งที่มีรูกระสุนเจาะทะลุที่หน้าอก เขาหายใจรวยรินอยู่ข้าง ๆ พลทหารโทจินซอนชอลกำลังพยายามห้ามเลือดที่ไหลทะลักออกมาจากบาดแผลอย่างสิ้นหวัง

“อย่าตายนะ”

“สิบโท...”

“อย่าพูด”

“ผม...อยาก...มีชีวิตอยู่...”

“อย่าพูด อย่าพูด”

“...”

ดวงตาของพลทหารคนนั้นที่จ้องมองขึ้นไปบนฟ้า ไร้แววชีวิตลงในที่สุด จอมอนิเตอร์ที่ฉายภาพร่างไร้วิญญาณของพลทหารคนนั้นเปลี่ยนเป็นใบหน้าของสิบโทจินซอนชอลกล้ามเนื้อบนใบหน้าของเขายังคงสั่นเทา แต่อีกมุมหนึ่งของริมฝีปากกลับยกยิ้มขึ้นอย่างน่าประหลาด

ผู้กำกับอันกาบก เอาใบหน้าเข้าไปใกล้กับจอมอนิเตอร์มากขึ้นเรื่อย ๆ

‘อีกแล้ว นั่นไม่ใช่สีหน้าของความโศกเศร้า แต่มันคือความยินดี ใช่แล้ว ความยินดีแบบเจ็บปวด แต่มีความสุข ทำไม ทำไมหมอนั่นถึงได้อ่อนแอที่สุด แต่กลับตื่นเต้นที่สุด’

คำถามของเขาอยู่ได้ไม่นาน เพราะผ่านงานกำกับมานับสิบปีผู้กำกับอันกาบก ผู้ชาญฉลาด ก็เข้าใจได้ในเวลาไม่นาน

“ใช่แล้ว โรคหลายบุคลิก อัตตาสองด้าน แสดงออกมาผ่านทางสีหน้าเท่านั้น”

ในฉากรวมตอนนี้ คังวูจินไม่ค่อยมีบทพูดสักเท่าไหร่ มีเพียงการแสดงออกทางสีหน้าที่เฉียบคมเท่านั้น

‘ในฉากนี้ การควบคุมจังหวะ ความตึงเครียด และความสมบูรณ์แบบของอารมณ์ คังวูจินเป็นคนควบคุมทั้งหมด’

หมายความว่า เขากำลังทำหน้าที่สำคัญที่สุดอยู่

‘สถานการณ์ที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย แม้เพียงเสี้ยววินาทีก็อาจดูน่าเบื่อได้ เพราะเป็นภาพที่เคยเห็นกันมาแล้ว แต่คังวูจินกลับเปลี่ยนมันให้มีสีสันที่หลากหลาย เหมือนกับว่าเด็กหนุ่มที่ยังอ่อนหัดคนนี้กำลังยืนอยู่ท่ามกลางนักแสดงมากฝีมือที่สั่งสมประสบการณ์กันมานับสิบปี’

ในขณะเดียวกัน ผู้กำกับควอนกีแท็กที่จ้องมองไปที่จอมอนิเตอร์อย่างไม่ละสายตา ก็กลืนน้ำลายลงคอเบา ๆ

- ดี ไปต่อ

ฉากสุดยอดของเรื่องราวกำลังดำเนินไป เบื้องหลังการถ่ายทำเหล่าทีมงานกว่าร้อยชีวิตต่างพากันตะลึงพรึงเพริด จนแทบหยุดหายใจ พวกเขาผ่านการถ่ายทำมานับครั้งไม่ถ้วน แต่...

“···โอ้โห ดูดคนดูได้อยู่หมัดเลย พูดไม่ออกเลย”

“สิบโทจินซอนชอล ยิ้มแบบ ขนลุกว่ะ”

“ทุกคนแสดงสุดยอดมาก สุด ๆ ไปเลย······”

พวกเขาอดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมาอย่างตื่นเต้น ระหว่างนั้นเอง

-ปังปังปังปังปัง!!

กองกำลังทหารที่กำลังถอยร่นเริ่มวิ่งหนีตายกันอย่างอลหม่าน

“ถอย!! ถอย บอกให้ถอยไง!!”

“ไปทางไหน! จะให้ถอยไปทางไหน!!”

“หมู่บ้าน! ไปทางหมู่บ้าน!”

“ทางหมู่บ้านก็อันตรายไม่ใช่เหรอครับ!!”

“เชี่ย! งั้นจะอยู่ให้ตายตรงนี้รึไง!!”

“อึก! หยุดยิง!!ไปทางหมู่บ้าน!!”

จ่าสิบตรีโชบงซอก ผู้เป็นหัวหน้าหน่วยตะโกนก้องสั่งลูกน้อง ก่อนที่เหล่าทหารจะวิ่งกรูกันออกจากเฟรมกล้องไปทีละคน ทว่า...

มีเพียงสิบโทจินซอนชอลที่ถอดหมวกเหล็กออก นั่งร้องไห้กอดร่างของพลทหารที่เสียชีวิตอยู่ร้อยโทชเวยูแทที่กำลังถอยร่นหันมาเห็นเข้าพอดี

“จินซอนชอล!! แกจะทำบ้าอะไร! ไม่ได้ยินรึไงว่าให้ถอย!!”

“ฮ ฮึก! แต่แดวอน! พัคแดวอน!!”

เพี๊ยะ! ร้อยโทชเวยูแท ตบหน้าสิบโทจินซอนชอลเข้าเต็มแรง

-เพี๊ยะ!!

“มีสติหน่อย! มันตายแล้ว! ตายไปแล้ว!! หุบปากแล้วลุกขึ้นมา! เร็วเข้า!!”

“ค······ครับ-”

สิบโทจินซอนชอลได้สติ รีบสวมหมวกเหล็กแล้วลุกขึ้นวิ่งอย่างงุ่มง่าม ร้อยโทชเวยูแทเห็น ดังนั้นจึงรีบคว้าป้ายชื่อของพลทหารคนนั้นแล้ววิ่งตามไปอย่างไม่คิดชีวิต

กล้องเคลื่อนภาพตามทั้งสองคนที่วิ่งหนีไป

หน้าจอฉายภาพใบหน้าของสิบโทจินซอนชอล ทางด้านหน้า ส่วนด้านหลังคือร้อยโทชเวยูแทที่ถูกจับไว้ด้วยกันสีหน้าของทั้งคู่ช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว สิบโทจินซอนชอล...มุมปากของคังวูจินนั้นยกขึ้นเป็นรูปคล้ายคันธนูตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ปากของเขาคล้ายรูปพระจันทร์ครึ่งดวง ดวงตากลมโตเป็นประกายด้วยความสนุกสนานและบ้าบิ่น ราวกับว่าความขี้ขลาดนั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอย

แม้จะไม่มีเสียง แต่กลับเหมือนได้ยินเสียงหัวเราะ "คิก ๆ ๆ" ราวกับเป็นความยินดีที่ไม่มีเสียงใดเอื้อนเอ่ยออกมา

สิบโทจินซอนชอลคนใดคนหนึ่งในจอนั้นกำลังเล่นเกมอยู่

เป็นไปไม่ได้ที่ร้อยโทชเวยูแทจะรู้ เพราะสิ่งที่เขามองเห็นมีเพียงแค่ด้านหลังของสิบโทจินซอนชอลเท่านั้น

ในที่สุด ภาพของทั้งคู่ก็หายไปจากกล้อง

“······”

“······”

ความเงียบปกคลุมไปชั่วขณะ หลังจากนั้น เสียงทุ้มต่ำของผู้กำกับควอนกีแท็กก็ดังขึ้น

“คัท โอเค”

ถัดจากผู้กำกับควอนกีแท็กผู้กำกับอันกาบกมองคังวูจิน หรือควรจะเรียกว่าสิบโทจินซอนชอลด้วยสายตาที่นิ่งเฉย ก่อนจะเอ่ยเสียงแหบพร่า

“หืม-”

ชายชราค่อย ๆ ก้มมองแขนตัวเอง เพราะรู้สึกได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ

‘แบบนี้มัน...’

กี่ปีแล้วนะที่แขนเหี่ยว ๆ แห้ง ๆของเขาที่เหมือนกับความแห้งแล้ง ไร้ซึ่งความชุ่มชื้นกลับมีตุ่มเล็ก ๆ ผุดขึ้นมาแบบนี้

“แก่ปูนนี้แล้ว ขนลุกซู่เลยแฮะ”

จบ

ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_

จบบทที่ บทที่ 159 เดียวดาย (6)

คัดลอกลิงก์แล้ว