เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 158 เดียวดาย (5)

บทที่ 158 เดียวดาย (5)

บทที่ 158 เดียวดาย (5)


[แปลโดยฝีมือ...ยัก.ษา.แปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ\]

[Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย]

[หลังแปลจบ คิดว่าจะมีการเกลาคำเบื้องต้น แก้คำผิด ปรับสำนวนให้สละสลวย เทียบคำต่อคำ ขอบคุณที่ให้การสนับสนุนกันเสมอมานะครับ]

บทที่ 158 เดียวดาย (5)

คังวูจินอยู่ในห้องพักของตัวเองที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม เขาเช็คสถานการณ์ปัจจุบันของ ‘พ่อค้ายาเสพติด’

“บ้าไปแล้ว …”

เขารู้สึกทึ่งอย่างแท้จริง ผมเผ้าของเขายุ่งเหยิงเพราะเพิ่งตื่นนอน แต่แววตายังคงเปล่งประกายและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ทั่วร่างสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น

“ล้านหนึ่งเนี่ยนะ ยอดคนดูล้านหนึ่งเลยเรอะ!?”

ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ยอดคนดูทะลุสองแสนห้า หรือตอนไหน ๆ ตัวเลขเหล่านั้นล้วนเป็นตัวเลขที่คังวูจินไม่เคยเห็นมาก่อนและทำให้เขาประหลาดใจ แต่เพราะเขารู้ระดับมิติว่างเปล่า เขาจึงไม่ได้ตื่นเต้นมากนัก แต่การได้เห็นยอดคนดูทะลุหนึ่งล้านด้วยตาตัวเองนั้น มันให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไป

“โอ้โห สุดยอดชะมัด”

ภาพยนตร์เชิงพาณิชย์เรื่องแรก ความสำเร็จถล่มทลายของภาพยนตร์เรื่องนี้ ภาพที่เขาเคยเห็นในข่าวหรือทางทีวีอยู่เสมอ บัดนี้ได้ปรากฏขึ้นในชีวิตจริงแล้ว และหนึ่งในตัวละครหลักของความจริงนั้นก็คือเขาเองในฐานะที่คังวูจินเป็นคนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เขารู้สึกขนลุกอย่างช่วยไม่ได้

หรือว่า เพราะแบบนี้กันนะ?

-สวบ

คังวูจินค่อย ๆ วางโทรศัพท์มือถือลงก่อนจะฉีกยิ้มออกมาอย่างกะทันหัน

“แบบนี้นี่เอง รสชาติแบบนี้สินะ ที่ทำให้คนเป็นนักแสดง”

ความรู้สึกตื่นเต้นหรือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ในที่สุด วูจินก็เข้าใจความรู้สึกของนักแสดงระดับท็อปหลาย ๆ คนรอบตัวเขาขึ้นมาบ้างแล้ว เพราะความเหนื่อยยากทั้งหมดมลายหายไปในชั่วพริบตานี้ จากนั้น วูจินที่หัวเราะหึ ๆ อย่างบ้าคลั่งก็นึกถึงระดับมิติว่างเปล่าของ ‘หนัง’

-[4/บทภาพยนตร์(ชื่อเรื่อง: พ่อค้ายาเสพติด) ระดับ A]

ระดับ A มิติว่างเปล่าได้กำหนดระดับของ ‘พ่อค้ายาเสพติด’ ไว้ที่ระดับ A และเนื่องจากเป็นผลงานภาพยนตร์เชิงพาณิชย์เรื่องแรก จึงยากที่จะคาดการณ์ได้อย่างชัดเจนว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แต่…

“สามล้าน... ไม่สิ หรือว่าห้าล้าน”

คังวูจินนึกภาพตัวเลขผู้ชมห้าล้านคน หรืออาจจะมากกว่านั้น พูดอีกอย่างก็คือมีคนดูการแสดงของเขาเกินหนึ่งล้านไปจนถึงสามหรือห้าล้านคน วูจินคาดเดาอะไรบางอย่างได้จากตรงนี้

‘หรือว่า ‘พ่อค้ายาเสพติด’ ไม่ได้ขึ้นระดับ A เพราะเรทหนังสำหรับผู้ใหญ่’

‘พ่อค้ายาเสพติด’ ที่ไม่ใช่เรทหนังสำหรับผู้ใหญ่อาจจะยิ่งใหญ่กว่านี้ก็ได้ ถึงแม้ว่าตอนนี้มันจะทรงพลังมากพออยู่ แล้วก็เถอะ ทันใดนั้นวูจินก็นึกอะไรบางอย่างออก

“ว้าว เดี๋ยวก่อนนะ ถ้าระดับ A ได้มากกว่าห้าล้าน-”

ถ้า ‘พ่อค้ายาเสพติด’ ที่เป็นระดับ A ได้ผู้ชมมากกว่าห้าล้านคน งั้นระดับที่สูงกว่านั้นจะเป็นยังไงนะ วูจินนึกถึงหนังที่เขากำลังถ่ายทำอยู่

-[3/บทภาพยนตร์ (ชื่อเรื่อง: เกาะแห่งผู้สูญหาย) ระดับ S+]

-[7/บทภาพยนตร์ (ชื่อเรื่อง: การสังเวยอันน่าสะพรึงกลัวของคนแปลกหน้า) ระดับ S+]

ตอนนี้หนังพวกนั้นเป็นระดับ S+ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของมิติว่างเปล่า วูจินเบิกตากว้างอย่างไม่รู้ตัวและพึมพำกับตัวเอง

“ระดับ S+จะมีคนดูมากแค่ไหนกันนะ”

คังวูจินพยายามอย่างมากที่จะระงับความตื่นเต้นสุดขีด ก่อนจะออกจากห้องเพื่อไปให้ทันเวลารอถ่ายทำ ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ เขาพบกับชเวซองกุนที่ล็อบบี้โรงแรม ชเวซองกุนกับผมเปียของเขา ฮันเยจอง จางซูฮวาน และทีมงานคนอื่น ๆ กำลังรออยู่ที่นั่นแล้ว

แน่นอนว่าทุกคนเพิ่งจะเห็นข่าวของ ‘พ่อค้ายาเสพติด’ มา

“เอ้า ๆ ๆ ซุปตาร์คังของเรามาแล้ว!”

ทุกคนต่างพากันรุมยินดีกับวูจินที่ยังคงสีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่รู้สึกอะไร

“สุดยอดไปเลยพี่! ยินดีกับหนังร้อยล้านเรื่องแรกด้วยครับ!!”

“ยินดีด้วยนะคะ คุณวูจิน”

“สุดยอด! นี่มันต้องสุดยอดมากแน่ ๆ เลยค่ะ พ่อค้ายาสุดหล่อ!”

พวกเขาต่างก็เต้นกันอย่างสนุกสนาน แน่นอนว่าคังวูจินเองก็อยากจะออกไปสนุกกับทุกคนใจจะขาด แต่เขาก็ได้แต่กลั้นความรู้สึกนั้นเอาไว้ แล้วแสร้งทำเป็นเย็นชา

“ที่หนังประสบความสำเร็จได้แบบนี้ก็เพราะทุกคนทำงานกันอย่างหนักนี่แหละ”

ไม่นานนัก คังวูจินและทีมงานก็ขึ้นรถตู้ที่จอดรออยู่หน้าโรงแรม พวกเขาจะไปที่กองถ่าย ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ ด้วยรถตู้คันนี้ และทันทีที่รถออกตัว สไตลิสต์ที่กำลังทาครีมกันแดดอยู่ก็พูดขึ้น

“คุณวูจินคะ! คุณรู้สึกดีใจบ้างไหมคะเนี่ย? นี่หนังเพิ่งเข้าฉายได้แค่ 3 วันเองนะ ก็ทะลุล้านไปแล้ว!”

“ใช่ค่ะ! ถ้าเป็นฉันนะ ฉันคงถือโทรศัพท์มือถือเช็กยอดวิวทั้งวันทั้งคืนไปแล้ว!”

ฮันเยจองที่กำลังเปิดดูสมุดภาพก็พูดแทรกขึ้นมาอย่างเย็นชา

“เดี๋ยวฉันช่วยพูดบทของคุณวูจินเองค่ะ ‘ผมดีใจมากครับ’”

คังวูจินพยักหน้าเห็นด้วยเบา ๆ

“ถูกต้องครับ”

ขณะที่ทุกคนกำลังส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวกันอย่างสนุกสนาน ชเวซองกุนที่นั่งอยู่เบาะหน้าและมองโทรศัพท์มือถือมาตลอดทางก็หันกลับมาหาเขา รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า

“วูจิน ไม่สิ คุณคังวูจิน? ถ่ายทำต่างประเทศเสร็จแล้วกลับเกาหลีไป พวกเราน่าจะต้องไปถ่ายโฆษณาเพิ่มอีกสัก 2-3 ตัวนะ”

“จริงเหรอครับ?”

“จริงสิมีทั้งบริษัทที่ติดต่อเข้ามาและบริษัทที่อยากจะร่วมงานกับนายเต็มไปหมดเลย กลับไปคราวนี้นายคงต้องวุ่นวายกับการเตรียมตัวสำหรับช่วงสิ้นปี ทั้งรายการYoutube อะไรอีกมากมาย คงต้องทำอีกเยอะแยะเลยล่ะ แต่เอาเป็นว่าพักสัก 2-3 วันก่อนแล้วกัน”

‘โอเค’ วูจินพยักหน้าอย่างแรงอยู่ในใจ แต่ภายนอกเขาก็ยังคงแสร้งทำเป็นเข้มแข็ง

“ไม่มีปัญหาครับ เริ่มงานได้เลย”

“ก็คงมีแค่นายนั่นแหละวูจิน ฉันกับเด็ก ๆ ตอนนี้อยู่ในสภาพกึ่งพังไปแล้วนะ ขอพักก่อน”

“ครับ คุณผู้จัดการ”

“แล้วก็ ผู้กำกับคิมโดฮีโทรมาหาฉันตอนเช้าด้วยนะบอกว่าถ้า ‘พ่อค้ายาเสพติด’ ยังคงยอดพุ่งแบบนี้BEP (จุดคุ้มทุน) คงทะลุแบบสบาย ๆ เลยล่ะ แต่จะสนใจ BEP ไปทำไม ฉันว่าถ้า ‘พ่อค้ายาเสพติด’ ไปได้สวยแบบนี้มีหวังได้จัดปาร์ตี้ฉลองเงินกันแน่ ๆ เอาเป็นว่า ผู้กำกับคิมโดฮีเขาจะเคลียร์บัญชีให้เรียบร้อย แล้วนายน่าจะได้ส่วนแบ่งเยอะเลยล่ะ นับเป็นโบนัสคิดว่าอย่างน้อย ๆ ก็น่าจะได้สองเท่าของค่าตัวเดิม นั่นแหละ”

“อ้อ”

“แต่ถึงผู้กำกับคิมโดฮีจะไม่ได้พูด ฉันก็กะจะต่อรองให้เองแหละ”

คังวูจินนึกย้อนไปถึงตอนเซ็นสัญญา ‘พ่อค้ายาเสพติด’ มีการเจรจาเรื่องค่าตัวกัน ซึ่งมันแตกต่างจากสัญญารับเชิญทั่วไปอยู่หน่อยตอนแรก ‘พ่อค้ายาเสพติด’ ค่อนข้างลำบาก วูจินเลยช่วยเหลือไว้ บวกกับตอนนั้นชื่อเสียงของคังวูจินก็กำลังมาแรง จึงตกลงกันแบบนั้นสรุปคือบทมันก็แค่ระดับนักแสดงสมทบ

นั่นหมายความว่าผู้กำกับคิมโดฮีจะให้โบนัสอย่างน้อย ๆ 100% จากค่าตัว

อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีหน่วยเป็นร้อยล้านวอน

คังวูจินจินตนาการถึงเงินจนแทบกลั้นรอยยิ้มไว้ไม่อยู่ แต่ชเวซองกุนไม่รู้เรื่องด้วย เขารีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันทีพร้อมกับทำสีหน้าจริงจังขึ้นมา

“แล้วนี่วูจิน ผู้กำกับอันกาบกน่ะอยู่ ๆ เขาก็มายังเวียดนามแบบนี้ ฉันว่ายังไงเขาก็น่าจะมาหานายนะ”

อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด คังวูจินก็แอบเดาไว้บ้างแล้วทุกอย่างมันชัดเจนมาก

‘หลังจากที่ติดต่อขอพบฉันกับคุณผู้จัดการแล้ว เขาก็มาเวียดนาม’

แต่คังวูจินกลับไม่รู้สึกตื่นเต้นเท่าไหร่นัก ถึงแม้จะเป็นนักแสดงระดับท็อปที่ใคร ๆ ก็รู้จัก หรือจะเป็นผู้กำกับอันกาบกที่วงการภาพยนตร์ให้ความเคารพ แต่สำหรับคังวูจินแล้ว เขาก็เป็นแค่คุณลุงข้างบ้านคนหนึ่งเท่านั้น แถมวูจินยังรู้สึกไม่ค่อยชอบใจผู้กำกับอันกาบกเท่าไหร่ด้วย

‘คนแก่ หรือจะเรียกว่าคุณลุงเจ้าที่นั่นน่ะนะ แววตาเขาชวนขนลุกชะมัด’

คำถามที่เขาถูกถามที่ร้านอาหารวันนั้นก็ชวนให้รู้สึกสงสัย ไม่ผิดแน่ ผู้กำกับคนนี้ต้องเป็นคนอันตราย คังวูจินพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ

“ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นแบบนั้นครับ”

“อืม ผู้กำกับอันกาบกคงคุยกับนายไปแล้วล่ะมั้ง คงพอจะรู้ข่าวลือที่แพร่ไปทั่ววงการแล้วสินะ ผู้กำกับอันกาบกจะมาที่กองถ่ายวันนี้”

“ครับ คุณผู้จัดการ”

“ฉันลองไปสืบเรื่องของผู้กำกับอันกาบกมาจากหลาย ๆ ที่”

ชเวซองกุนพูดด้วยน้ำเสียงเบาลง

“ยังไม่แน่ชัดหรอกนะ แต่เหมือนกับว่าผู้กำกับอันกาบกเล็ง ‘เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์’ ไว้สำหรับภาพยนตร์เรื่องที่100ของเขาน่ะ”

‘เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์’ งานมอบรางวัลภาพยนตร์นานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกงานหนึ่ง เป็นงานที่รวมเอาเหล่ายักษ์ใหญ่แห่งวงการภาพยนตร์ทั่วโลก รวมถึงฮอลลีวูดมารวมตัวกัน

“นายก็รู้ใช่มั้ย ผู้กำกับอันกาบกเคยได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก ‘เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์’ เมื่อช่วงต้นปี 2000 ผลงานของเขาได้เข้าชิงรางวัลหลายเรื่องนักแสดงที่ร่วมงานกับเขาก็ได้รางวัลกันหลายคน เรียกได้ว่าผู้กำกับอันกาบกคือตำนานดี ๆ นี่เอง”

เปล่าเลย ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน แต่คังวูจินก็ยังคงพยักหน้าอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

“เชิญคุณผู้จัดการพูดต่อเลยครับ”

“ผลงานชิ้นที่100ของผู้กำกับอันกาบก บทหรือเนื้อหายังไม่มีข้อมูลอะไรหลุดออกมาเลย แต่ที่แน่ ๆ การที่ไปร่วมงานเทศกาลหนังเมืองคานส์แบบนี้ ก็น่าจะเป็นหนังที่เขาหมายมั่นปั้นมือว่าจะคว้ารางวัลปาล์มทองคำมาครองได้ล่ะมั้ง”

“···ภาษามือ”

“หือ?”

“ผู้กำกับอันกาบกเคยถามผมเรื่องภาษามือน่ะครับ”

“ภาษามือ?”

“ใช่ครับ ตอนนั้นเขาก็ถามขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยอะไร ผมเลยจำได้”

“ภาษามือนี่นะ ภาษามือ ······ อืม”

ชเวซองกุนผู้ไว้ผมหางม้า ลูบคางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก

“ผู้กำกับอันกาบกไม่มีทางถามอะไรที่ไม่มีความหมายหรอก”

พูดไปได้ครู่หนึ่ง ชเวซองกุนก็เหมือนนึกอะไรบางอย่างออก

“ช่วงนี้ไม่ว่าจะเกาหลีหรือญี่ปุ่น สื่อก็เอาแต่เล่นข่าวเรื่องที่วูจินใช้ภาษามือได้ไม่ใช่เหรอ? ถึงจะบอกว่าเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงก็เถอะ แต่นายคิดว่าเป็นไปได้ไหมว่าผู้กำกับอันกาบกอาจจะสะดุดตากับเรื่องนี้เข้า เลยอยากจะเอาไปใส่ในผลงานชิ้นใหม่ของเขา? ถ้าเป็นอย่างที่ฉันคิด ผลงานชิ้นนี้ก็น่าจะมีบางส่วนที่ต้องใช้ภาษามือด้วยความเป็นไปได้สูงเลยล่ะ”

“······”

“ก็นะ นักแสดงที่ใช้ภาษามือได้มันก็ดูแปลกใหม่ดีนี่ ในเกาหลีแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ ยิ่งผู้กำกับอันกาบกเป็นคนที่ทุ่มเทกับทุกอย่างในผลงานแบบนั้นด้วย ถ้าให้ฉันเดา ผลงานของผู้กำกับอันกาบกน่าจะเป็นงานที่วูจินควรคว้าไว้เลยล่ะ”

'ไม่ล่ะ ฉันไม่ค่อยอยากเล่นเท่าไร' ในทางกลับกัน คังวูจินกลับไม่รู้สึกอยากเล่นผลงานของผู้กำกับอันกาบกเลยแม้แต่น้อย จะเรียกว่าอย่างไรดี ถึงเขาจะยังไม่เคยเห็นบทภาพยนตร์มาก่อน แต่สัญชาตญาณของเขามันร้องเตือนว่า ผู้กำกับอันกาบกร้ายกาจเกินไป

'ช่างหัวมันเถอะ ทั้งคานส์ทั้งรางวัลอะไร นั่น ฉันไม่สนหรอก ขออยู่ห่าง ๆ ท่านยมทูตคนนั้นไว้ก่อนแล้วกัน รู้สึกเหมือนโดนอ่านใจยังไงไม่รู้ ไม่ชอบเลย'

นักแสดงคนอื่นได้ยินคงหาว่าเขาเพี้ยน แต่ตอนนี้สำหรับคังวูจินแล้ว คอนเซ็ปต์สำคัญกว่าเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์เป็นไหน ๆ

หนี? ใช่ ถูกแล้ว

คังวูจินเริ่มรู้สึกอยากเลี่ยงผู้กำกับอันกาบกขึ้นมา ไม่รู้ทำไมเหมือนกันชเวซองกุนที่กำลังจับตาดูวูจินอยู่กระแอมไอพลางรวบผมมัดใหม่

“อืม! วูจิน ฉันแค่ถามเผื่อไว้ นายก็อยากไปเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ใช่ไหมล่ะ?”

วูจินมองชเวซองกุนนิ่ง ๆ ก่อนจะตอบเสียงเบาเป็นคำตอบที่แปลกพิลึก

“ไม่รู้สิครับ”

“มีอะไรที่นายไม่รู้ด้วยเหรอ?”

“ก็มีสิครับ”

“...”

ชเวซองกุนปิดปากพลางคิดในใจ

‘เฮ้อ ถ้าเกิดโอกาสแค่ในล้าน แต่วูจินมันกล้าหักหน้าผู้กำกับอันกาบกขึ้นมาจริง ๆ งานนี้เรื่องใหญ่แน่’

ความรู้สึกกังวลผสมปนเปอยู่ในนั้น

ตัดไปที่อีกด้านในเวลาเดียวกัน

รถตู้ของทีมงานคังวูจินกำลังมุ่งหน้าไปยังกองถ่าย ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ ในรถมีชายชราแปลกหน้าคนหนึ่ง ผู้กำกับอันกาบกในกางเกงขาสั้นตัวเดิมแต่วันนี้เขาไม่ได้ใส่รองเท้าแตะ แต่ใส่รองเท้าผ้าใบแทน

“...”

เขานั่งกอดอกมองออกไปนอกหน้าต่างที่เห็นได้ชัดว่าอากาศร้อนอบอ้าวดูเหมือนจะอึดอัดเลยถอดหมวกซาฟารีออกเผยให้เห็นผมสั้นขาวโพลนรอบ ๆ ผู้กำกับอันกาบกมีประธานบริษัทภาพยนตร์และพนักงานอีก 5 คนนั่งหน้าแดงก่ำอยู่

บรรยากาศภายในรถเงียบสงัด

ทุกคนในรถต่างทำธุระส่วนตัวกันไป บ้างก็ก้มหน้าก้มตาจ้องโทรศัพท์มือถือ บ้างก็เปิดแฟ้มใส อ่านเอกสาร ท่ามกลางความเงียบสงบนั้นเอง เสียงของผู้บริหารค่ายหนังก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ

“ผู้กำกับครับ”

อันกาบก ผู้กำกับหนังที่นั่งมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างหันกลับมามองผู้บริหารที่เอ่ยเรียก ก่อนจะเอื้อนเอ่ยเสียงเรียบ

“ว่าไง?”

“วันนี้หลังจากที่ได้เห็นการแสดงของคุณคังวูจินแล้ว คุณผู้กำกับจะคุยเรื่องหนังของเรากับเขาเลยไหมครับ?”

“ก็คงงั้น”

“อย่างน้อยก็น่าจะลองให้เขาแสดงภาษามือดูหน่อยนะครับ บรรยากาศ ท่าทาง หรืออะไรหลาย ๆ อย่าง ผมว่าถ้าได้เห็นกับตาอาจจะไม่ตรงกับที่คุณผู้กำกับคิดไว้ก็ได้”

แม้จะไม่ใช่คำพูดที่ผิด แต่ในใจของอันกาบกเขากลับคิดต่างออกไป

“นี่ นาย”

อันกาบกเอ่ยเรียกผู้บริหารด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยบรรยากาศของผู้กำกับรุ่นเก๋า

“ฉันเข้าใจในสิ่งที่นายคิดนะ แต่ตั้งแต่คราวก่อน นายก็เร่งรัดมากเกินไป ฉันบอกนายไปกี่ครั้งแล้วให้แก้ตรงนี้”

“อ่า… ขอโทษครับ พอคิดว่าจะได้เจอคุณคังวูจิน ผมก็เลยรีบร้อนไปหน่อย”

“ผู้กำกับควอนเขาก็ให้ความร่วมมือดีอยู่แล้ว แล้วนี่จะให้ไปขอเขาให้แสดงภาษามือในกองถ่าย นี่มันคิดว่ากองถ่ายเป็นที่แคสติ้งนักแสดงรึไง?”

“ผะ… ผมขอโทษครับ”

“ถ้าแค่ถามคำถามง่าย ๆ มันก็ไม่เป็นไรหรอก แต่นี่จะให้ลงลึกขนาดนั้นมันก็เสียมารยาทเกินไป”

“ครับ คุณผู้กำกับ”

อันกาบกมองผู้บริหารที่ก้มหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง ก่อนจะนุ้งคิดในใจ

‘วันนี้แค่ดูความสามารถของคังวูจินว่าจะรับมือกับเหล่านักแสดงระดับท็อปไหวไหม แล้วก็ลองเต้าดูหน่อยก็คงเพียงพอ ส่วนเรื่องความสามารถพิเศษ นั่นค่อยว่ากัน’

ผู้บริหารกระแอมไอเบา ๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย

“คังวูจินน่าจะพอรู้ตัวอยู่บ้างหรอก เพราะฉันส่งซิกไปก่อนแล้วค่อยเจอหน้ากันที่เวียดนาม อีกอย่าง ชเวซองกุนก็อยู่ที่นั่นด้วยนี่”

“คนอย่างเขาน่ะหายากในวงการนี้”

“ข้อมูลหนังของเราก็ดำเนินไปแบบเร่งรีบแหละนะ แต่เขาก็น่าจะพอเดาได้ว่าเรากำลังเล็งเทศกาลหนังเมืองคานส์ คุณชเวมันเส้นใหญ่จะตาย”

“ไม่เป็นไรหรอก ปล่อยให้เป็นข่าวบ้างก็ดี”

ดูเหมือนคงจะพยายามเปลี่ยนบรรยากาศ ตัวแทนบริษัทหนังจึงหัวเราะหึ ๆ ออกมา

“ถึงอย่างนั้น ถ้าได้ยินว่าผู้กำกับให้ความสนใจอยากได้ตัวไปเล่นหนัง คังวูจิน ดาราหน้าใหม่ นั่น คงช็อกตาตั้งไปเลยล่ะมั้งจะรีบคว้าโอกาสไว้แน่ ๆ ฮ่า ๆ ๆ ๆ”

เขาส่งสายตาไปยังพนักงานคนอื่นเป็นเชิงบอกว่าให้พูดต่อ พวกพนักงานบริษัทหนังก็รีบพูดขึ้นมาทันที

“แน่นอนอยู่แล้ว! ไม่สิ ขนาด รยูจองมิน ฮายูรา ฮงฮเยยอน ดาราเบอร์ต้น ๆ ยังแย่งกันรับบทแทบตาย นี่แค่ดาราหน้าใหม่จะไปเหลืออะไร”

“ฮ่า ๆ ๆ ว่าไป คังวูจินปีนี้ดวงพุ่งแรงจนระเบิดเลยนะเนี่ย เพิ่งเดบิวต์ไม่ถึงปี ก็ได้ ร่วมงานกับผู้กำกับควอนกีแท็ก ตามด้วย ผู้กำกับเคียวทาโร่ แถมยังได้ ผู้กำกับอันกาบก มาให้ความสนใจอีก”

“- คังวูจิน ถึงตอนนี้เขาจะดังแค่ไหน แต่นี่มันหนังเรื่องที่100ของผู้กำกับอันกาบก นะเฟ้ย เสียเวลาคิดทำไม!”

ดูเหมือนลูกน้องจะช่วยส่งประเด็นได้ดี ตัวแทนบริษัทหนังเลยตบท้าย

“เป็นหนังที่จะไปเข้าชิงในคานส์เชียวนะ ถ้าคังวูจินจะไปเป็นทหาร นั่นแหละถึงน่าเป็นห่วง ฮ่าฮ่าฮ่า”

ไม่กี่สิบนาทีต่อมา ที่กองถ่าย ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’

ป่าทึบในเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม เสียงนกร้องระงม แมลงน้อยใหญ่บินว่อนไปมา รายล้อมด้วยต้นไม้สูงใหญ่และพืชพันธุ์นานาชนิด บนพื้นดินชื้นแฉะ

คังวูจินเพิ่งมาถึงกองถ่าย

ตอนนี้เวลาสิบโมงเช้า วูจินเป็นนักแสดงคนแรกที่มาถึงกอง แน่นอนว่าทีมงานหลายร้อยชีวิตต่างก็กำลังวิ่งวุ่นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการถ่ายทำในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น ผู้กำกับควอนกีแท็กท่าทางใจดีก็ปรากฏตัวขึ้น

“นั่นไง รางมันเบี้ยว! ตั้งสติหน่อย!”

“ขอโทษครับ!”

“ผู้กำกับ! ผู้กำกับ! ช่วยมาดูพื้นตรงนี้หน่อยครับ!”

“เออกำลังไป”

“โอ้ย ร้อนชิบ! ทดสอบโดรนได้!”

“โอเค!”

“อีกหนึ่งชั่วโมงเริ่มถ่ายทำแล้ว! รีบหน่อย!”

เพราะสถานการณ์วุ่นวายราวกับสงคราม วูจินจึงตัดสินใจทักทายทีหลังเพราะแจ้งทีมงานที่อยู่บริเวณทางเข้าแล้ว อีกอย่างนี่ก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ไม่นาน คังวูจินและทีมงานของเขาก็แยกย้ายกันไป ชเวซองกุนมุ่งหน้าไปรวมกับทีมงาน ฮันเยจองกับสไตลิสต์คนอื่น ๆ ไปที่ทีมฝ่ายศิลป์เหลือเพียงจางซูฮวานที่อยู่ข้าง ๆ วูจิน แต่ไม่นานนัก เขาก็พูดขึ้น

“พี่ครับ! ชุดเตรียมไว้ให้แล้ว ไปเรียกทีม แต่งหน้าก่อนนะครับ!”

“ฝากด้วย”

จางซูฮวานผละออกไปพร้อมกับร่างกายกำยำ

‘เฮ้อ ร้อนชิบ’

วูจินสบถในใจพลางปาดเหงื่อ ก่อนจะก้าวขาไปยังเต็นท์ขนาดใหญ่ที่จัดไว้สำหรับนักแสดง

‘รอดตายแล้วเรา’

โชคยังดีที่ในเต็นท์มีเครื่องปรับอากาศที่เปิดทำงานอยู่ เลยทำให้พอรู้สึกเย็นสบายบ้างซักพักวูจินที่สวมชุดทหารก็มานั่งบนเก้าอี้ในเต็นท์

- ตัดภาพไป

ตอนนี้เป็นแค่ชุดทหารธรรมดา แต่พอถ่ายทำเสร็จ มันจะกลายเป็นชุดที่เปื้อนทั้งเลือดและโคลน คังวูจินวางบทภาพยนตร์ 'เกาะแห่งผู้สูญหาย' ฉบับหนาลงบนโต๊ะ

'พักผ่อนก่อนเริ่มงานเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้แน่นอนอยู่แล้ว'

ตอนนั้นเอง

- ซู่ก

ผ้าเต็นท์ถูกเปิดออกอย่างกะทันหัน เผยให้เห็นใบหน้าชายชราที่คุ้นเคยโผล่เข้ามา

"หืม? มีแค่เธอเหรอ?"

ผู้กำกับอันกาบกในชุดเสื้อซาฟารีกับกางเกงขาสั้น ปรากฏตัวอย่างไม่ทันตั้งตัว คังวูจินถึงกับชะงักและร้องออกมาในใจ

'อะไรเนี่ย! คุณปู่คนนี้อีกแล้วเหรอ! ที่ร้านอาหารก็ทีนึงแล้ว! ไม่รู้จักคำว่าหายหัวไปเลยหรือไงนะ?! '

ภายนอกเขายังคงสีหน้าเรียบเฉย ลุกขึ้นอย่างใจเย็นและโค้งหัวให้เล็กน้อย

"สวัสดีครับ ผู้กำกับ"

"อืม สวัสดี ดีใจที่ได้เจอกันอีกนะ"

เมื่อเขายิ้มมุมปาก ผู้กำกับอันกาบกก็เดินนำชายอีกหลายคนเข้ามาในเต็นท์ ประมาณ 4 คนได้เป็นตัวแทนบริษัทภาพยนตร์และพนักงาน แน่นอนว่าคังวูจินได้ทักทายกับพวกเขาอย่างเหมาะสม ในขณะเดียวกันวูจินคิดในใจว่า

' อ่า- บ้าเอ้ย ไม่ได้การละ อันตราย ต้องหนีแล้ว'

เขาจึงแสร้งทำเป็นพูดอย่างเคร่งขรึมเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงผู้กำกับอันกาบก

"เชิญพักผ่อนก่อนเลยครับ เดี๋ยวผมไปเรียนผู้กำกับควอนกีแท็กเอง อีกอย่างผมต้องไปแต่งหน้าด้วย"

ทว่า

"นี่"

ผู้กำกับอันกาบกเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยน ทำให้คังวูจินที่กำลังจะก้าวขาออกไปต้องหยุดชะงัก ริมฝีปากของเขามีรอยยิ้มแบบผู้ใหญ่ใจดีปรากฏอยู่

“คุณวูจิน เธอสนใจ ‘เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์’ บ้างไหม?”

จังหวะของคำถามแบบนี้ มันต้องเป็นโอกาสดีแน่ ๆ แต่ทำไมไม่รู้ สีหน้าของคังวูจินกลับนิ่งเฉย แข็งกร้าว คำตอบก็ดูเย็นชาและรวดเร็ว

“ไม่ครับ ผมไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษ”

ทันใดนั้น คิ้วของอันกาบก ผู้กำกับหนังระดับตำนานก็ขมวดเข้าหากัน

จบ

ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_

จบบทที่ บทที่ 158 เดียวดาย (5)

คัดลอกลิงก์แล้ว