เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 137 ผู้หนุนหลัง (5)

บทที่ 137 ผู้หนุนหลัง (5)

บทที่ 137 ผู้หนุนหลัง (5)


[\แปลโดยแฟนเพจ ยักษาแปร\มาติดตามในแฟนเพจ\เพื่อติดตามข่าวสารได้นะ\]

[\Thai-novel \ลงไวกว่าที่อื่น\ทุกที่ 5 ตอน\แต่จะราคาแพงที่สุด\]

[\หลังแปลจบจะมีการแก้ไขคำอ่านใหม่ตั้งแต่ต้นอีกครั้ง จะแก้ไขแบบเทียบคำต่อคำให้ตรงตามหลักไวยากรณ์ อ่านแบบเทียบภาษาต้นฉบับคำต่อคำ ซึ่งถ้าอ่านแบบเถื่อนหรือแชร์กันเป็นคณะ\100คน\ก็อ่านไปครับ เพราะผมจะแก้แบบแปลใหม่อีกรอบแค่ในThai-novel กับเว็บอื่น ๆ และแหล่งที่ผมแปลครับ ซึ่งถ้ารู้ว่าหลุดจากที่ไหนก็จะไม่แก้ไขตรงเว็บนั้นครับ ส่วนคนที่อ่านที่อื่นก็จะได้อ่านแบบเวอร์ชั่นแรกไปนะครับ\]

บทที่ 137 ผู้หนุนหลัง (5)

ภายในรถตู้ PDซงมันวูเอ่ยถึงอาชีพของตัวละครเอกอย่างช้า ๆ ว่าเชฟ ก่อนจะอธิบายเพิ่มเติม

“ถ้าคุณคังวูจินลอง อ่านบทละครไปเรื่อย ๆ ก็คงเข้าใจครับ คือ... พูดให้ถูกก็คือ เชฟที่เคยประสบความสำเร็จในอดีต แต่ปัจจุบันกลับล้มเหลว”

“เหมือนกับเป็นการกลับมายืนหยัดอีกครั้ง?”

“อาจจะเป็นไปได้ครับ แน่นอนว่าทิศทางของเรื่องอาจจะต่างออกไปบ้าง”

คังวูจินพยักหน้ารับช้า ๆ พร้อมกับก้มมองบทละครในมืออีกครั้ง ตั้งแต่บรรทัดแรกก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับการทำอาหาร เขารู้สึกคุ้น ๆ พอได้ฟังที่คุณซงมันวูอธิบาย เขาก็แน่ใจ

‘เชฟงั้นเหรอ... เคยมีซีรีส์เรื่องหนึ่งดังมาก ๆ นี่ เรื่องอะไรนะ จำไม่ได้แล้ว เกี่ยวกับเชฟนี่แหละ’

โดยปกติแล้ว บทละครจะประกอบไปด้วยเรื่องย่อ ภาพรวม โครงเรื่องจุดประสงค์ในการเขียน ตัวละคร และอื่น ๆ ซึ่งบทละครที่วูจินกำลังอ่านอยู่ก็เช่นกัน

‘เท่ดีเหมือนกันนะเนี่ย อาชีพเชฟ โดยเฉพาะตอนหั่นวัตถุดิบ’

คังวูจินนึกถึงวิดีโอที่เคยดูในYoutubeอย่างลับ ๆ เชฟคนนั้นใส่หน้ากากเอาไว้ แต่เขาชอบทักษะการใช้มีดที่คล่องแคล่วมาก ๆ ถึงขนาดเคยลองทำอาหารตามอยู่หลายครั้ง

อย่างไรก็ตาม...

- เฮ้อ

คังวูจินพลิกหน้าบทละครอย่างไม่ใส่ใจ พร้อมกับถอนหายใจออกมาเบา ๆ

เหตุผลน่ะเหรอง่ายมาก

‘ก็มันมีหลายอย่างปน ๆ กันไปหมด... บอกตรง ๆ ว่าบทละครพวกนี้ สำหรับฉันมันก็แค่เศษกระดาษ’

น่าเสียดายที่บทละครของหนังและซีรีส์ ไม่มีกรอบสี่เหลี่ยมสีดำปรากฏขึ้นมาเลยสักนิด ไม่มีทางเข้าสู่มิติว่างเปล่า บทละครสองเรื่องในมือของวูจินตอนนี้ ก็ไม่มีอะไรพิเศษไปกว่ากระดาษเปล่า ๆ

ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว...

หากเป็นกระดาษเรื่องย่อหนังหนาหลายหน้า มิติว่างเปล่าจะไม่โผล่มา ต่อให้จะมีเรื่องย่อเป็นร้อยหน้าแล้ว มันก็ยังไม่ปรากฏกรอบสี่เหลี่ยมสีดำ ก็ตามคาดล่ะมั้ง? เพราะเดิมทีบทนำเรื่องก็เป็นแค่สิ่งที่เอาไว้ใช้สรุปเรื่องย่อของผลงานเท่านั้น

ไม่มีบทพูดสักนิด มีแต่คำอธิบายเต็มไปหมด

นักแสดงคนอื่น ๆ มักจะดูเรื่องย่ออย่างละเอียดเพื่อคัดเลือกผลงาน แต่สำหรับคังวูจินแล้วมันไม่ได้น่าสนใจอะไรขนาดนั้น ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังแกล้งทำเป็นอ่านมันอยู่

ทันใดนั้น

‘...ว่าแต่ถ้าฉันเช็คบทละครที่เชฟเป็นตัวเอก- ฉันจะได้ความสามารถในการเป็นเชฟมารึเปล่านะ?’

ความคาดหวังอันน้อยนิดผุดขึ้นในใจคังวูจิน มิติว่างเปล่าน่ะเป็นไปได้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? ในเมื่อมันมอบทั้งความสามารถด้านการร้องเพลงและภาษาต่าง ๆ ให้เขาได้ในพริบตา

‘ฝีมือการทำอาหาร? หรือว่าความรู้? ไม่รู้เหมือนกันว่าความสามารถแบบไหนจะถูกประทับตราลงไป แต่ไม่ว่าจะความสามารถอะไร ก็น่าจะติดตัวมาได้ไม่ใช่เหรอ?’

มิติว่างเปล่ามักมีอะไรแปลก ๆ เกิดขึ้นเสมอ เขาจึงไม่รู้ว่าจะมีเรื่องพลิกผันอะไรอีกรึเปล่า แต่โอกาสเป็นไปได้นั้นสูงมาก ทันใดนั้นเอง เขาก็นึกถึงสิ่งที่เขาจะใช้ความสามารถที่เกี่ยวข้องกับเชฟได้หากเขาได้รับมัน ในตอนนี้

‘ที่คิดออกตอนนี้เลยก็ ‘ครัวเรือนหรรษาของเรา’ นี่แหละ’

รายการวาไรตี้ฟอร์มยักษ์ที่ยุนบยองซอน ผู้กำกับมากฝีมือกำลังเตรียมงานสร้างเป็นรายการที่รวมเหล่าท็อปสตาร์มากมาย รวมถึงคังวูจินด้วย โดยรวม ๆ แล้ว ‘ครัวเรือนหรรษาของเรา’ ก็มีธีมหลักเป็น ‘การทำอาหาร’ นอกจากนั้น มันก็น่าจะมีประโยชน์ในชีวิตประจำวันอีกมาก

ในทางกลับกัน ซงมันวู ผู้กำกับหนวดเคราแพะ มองใบหน้าเรียบเฉยของวูจินพลางกลืนน้ำลายดังเอื๊อก

-เฮ้อ นี่ขนาดไม่พูดอะไร แค่นั่งดูเฉย ๆ ก็น่าเกร็งแล้วนะเนี่ย

คังวูจิน ไม่สิ คุณคังโทเทมผู้ที่เขานับถืออย่างหัวปักหัวปำ แม้แต่บุคคลที่ยิ่งใหญ่ในวงการละครอย่างเขาก็ยังเหงื่อออกมือเลยทีเดียว เพราะนี่ก็เหมือนกับภาพวาดที่กำลังรอคอยการประเมินผลจากคังโทเทม

ในตอนนี้PDซงมันวูลาออกจากสถานีโทรทัศน์แล้ว

แม้ว่างานด้านนิติจิตวิทยาเสเพลจะยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ แต่เขาก็ได้ ส่งมอบงานและตกลงที่จะร่วมงานกันต่อไปหากจำเป็นกล่าวคือ PDซงมันวูเป็นอิสระแล้ว และเขากลายเป็นประธานบริษัทผู้ผลิตรายการน้องใหม่ แน่นอนว่าเป็นเพียงแค่ในนามเท่านั้น เขาเป็นเพียงแค่หุ่นเชิด

เหมือนกับมีประธานสองคน

PDซงมันวูทำหน้าที่เป็นทั้งภาพลักษณ์และPDหลัก และนี่คือผลงานชิ้นแรกของเขาหลังจากผันตัวมาเป็นอิสระ เขาตั้งใจนำบทละครที่คัดสรรมาแล้วมาให้คังวูจินดูเป็นคนแรกตามที่เคยสัญญากันไว้ในงานเลี้ยงปิดกล้องละครเรื่อง‘นิติจิตวิทยาเสเพล’ PDซงมันวูรู้ดีว่าคังวูจินยุ่งมาก จึงเดินทางมาหาเขาถึงกองถ่ายโฆษณาด้วยตัวเอง ถึงจะเป็นคนดังแค่ไหน ก็ต้องรู้จักมารยาท

‘แค่เขายอมสละเวลามาเจอในตารางงานสุดบ้าคลั่งนี้ ฉันก็ซาบซึ้งจะแย่แล้ว’

แน่นอนว่า นั่นรวมไปถึงความเลื่อมใสที่เขามีต่อคังวูจินด้วย

ณ ตอนนี้

-กึก

หลังจากแกล้งทำเป็น อ่านบทละครสองเรื่องจนจบ คังวูจินก็เปิดปากพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“คุณPDครับ”

“เอ่อ ฟังอยู่ครับ คุณวูจิน”

“บทละครสองเรื่องนี้ ยังไม่มีแบบบทโทรทัศน์ออกมาเหรอครับ?”

PDซงมันวูผู้มีหนวดเคราเฟิ้ม ส่ายหน้าตอบคำถามนั้น

“มีครับ แต่มันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ทั้งสองเรื่องมีบทออกมาแค่ตอนแรกเพราะยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเอาเรื่องไหนเลยพักโปรเจกต์ไปก่อน”

“อย่างนั้นเหรอครับ อืม-”

คังวูจินครางในลำคอเบา ๆ พลางวางบทละครสองเล่มซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

“ถ้าอย่างนั้น ผมขอรับบทที่ยังเขียนไม่เสร็จพวกนั้นไว้ได้ไหมครับ?”

“อืม ไม่มีปัญหาหรอก แต่ไม่ลำบากคุณเหรอ แค่ดูบทนำคร่าว ๆ ผมก็โอเคแล้วนะ แค่คิดว่ามันอาจจะวุ่นวายน่ะ”

“ไม่เป็นไรครับ ส่งมาให้ผมเถอะ”

ใบหน้าของPDซงมันวูก็ดูเบิกบานขึ้นในทันที

“เข้าใจแล้ว! หมายถึงให้ส่งบททั้งสองเรื่องเลยใช่ไหม?”

ก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว คังวูจินพยักหน้ารับอย่างเคร่งขรึม

“ครับ ทั้งสองเรื่องเลย”

“โอเค! ฮ่า ๆ ๆ คังโทเทม นี่ถ้าไม่ติดว่ายุ่งอยู่ล่ะก็ ผมได้ออกไปเต้นโชว์ตรงนี้แล้ว รู้สึกเป็นเกียรติจริง ๆ เอาเป็นว่าผมจะรีบจัดการ แล้วส่งบทไปให้ที่บริษัทคุณวูจินนะครับ”

“ไม่เอาน่ะครับ ถ้าเป็นไปได้ ขอรบกวนส่งไปที่บ้านผมแทน”

“อย่างนั้นเหรอ? เอ่อ งั้นผมจะส่งไปที่บ้านให้นะ วันนี้คุณมีถ่าย...อา ใช่แล้ว ถ่ายถึงดึก ๆ เลยใช่ไหม?”

“ใช่ครับ”

ในตอนนั้นเอง

-ก๊อก ๆ

เสียงเคาะดังขึ้นที่หน้าต่างรถตู้ ไม่นานนัก ประตูหลังรถตู้ก็เปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ยิ้มแย้มของชเวซองกุน ที่มัดผมทรงหางม้าอยู่

“PDครับ ขอโทษนะครับ คือว่า ถึงเวลาถ่ายโฆษณาของคุณวูจินแล้วครับ”

“อ๊ะ จริงด้วย คุณวูจิน ขอบคุณมาก ๆ นะครับที่สละเวลามา รีบไปเถอะครับ!”

PDซงมันวูกล่าวลาอย่างรวบรัด ก่อนจะวิ่งไปที่รถของตัวเอง ซึ่งจอดอยู่ไม่ไกล วูจินเดินตามชเวซองกุนไปยังกองถ่ายโฆษณา ชเวซองกุนพูดขึ้นระหว่างทาง

“PDซงว่าไงบ้าง”

“เขาให้เรื่องย่อมาครับ”

“อ่า อย่างนั้นเอง ได้ข่าวว่าเขาออกมาเป็นฟรีแลนซ์แล้วนี่ ได้ยินมาว่าทั้งเป็นคนดัง แถมนิติจิตวิทยาก็ดังเป็นพลุแตกอีก เงินทุนเลยไหลมาเทมาเลยล่ะ หึหึ พวกเราก็ต้องหาเงินทุนมาลงทุนให้ได้เยอะ ๆ บ้างแล้ว”

ชเวซองกุน ไม่สิ บริษัทสื่อบันเทิง BWกำลังอยู่ในช่วงเตรียมพร้อมสำหรับการขยายกิจการ พวกเขากำลังคัดเลือกนักลงทุนหลายรายและประเมินมูลค่าในอนาคตของบริษัท ซึ่งพอได้ยินคำว่า ‘เงินลงทุน’ ก็ทำให้วูจินนึกถึง ‘บุปผาเร้น’

“‘บุปผาเร้น’ ที่ญี่ปุ่นเป็นยังไงบ้างครับ”

“ฉันกำลังติดต่อและติดตามสถานการณ์อยู่”

ชเวซองกุนหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเกาคางอย่างลำบากใจ

“พูดตามตรง สถานการณ์มันแย่ลงมาก ภาพลักษณ์ก็เสียหายไปเยอะ คงไม่พลิกกลับมาเป็นแบบเดิมได้ง่าย ๆ หรอก ตอนนี้ยังถอนตัวทันนะ ไม่มีใครว่านายหรอก ตัดสินใจตามที่สบายใจเลย”

“ไม่ครับ ผมจะรอ”

“······นายเป็นคนที่แยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกันอย่างชัดเจน คงไม่ใช่เรื่องความภักดีหรืออะไรแบบนั้นหรอกนะ มีเหตุผลอื่นรึเปล่า”

‘บุปผาเร้น’ จะขึ้นเป็นระดับ S+ ไงล่ะจะให้พูดแบบนั้นได้ยังไงกัน วูจินเลยตอบเลี่ยง ๆ ไป

“ผมแค่อยากทำ ‘บุปผาเร้น’ ครับ”

แต่คำตอบนี้กลับทำให้ชเวซองกุน

‘อย่างนี้นี่เอง วูจินมันต้องมีเซ้นส์สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างใน ‘บุปผาเร้น’ แน่ ๆ ถึงได้ยืนกรานจะทำต่อทั้งที่เป็นแบบนี้ ถ้าสัญชาตญาณเพี้ยน ๆของเขาทำงานละก็···’

คิดเข้าข้างตัวเองไปไกล

ขณะเดียวกันที่ญี่ปุ่น

บริษัทภาพยนตร์ ‘โทเอกะ’ของ ‘บุปผาเร้น’ ในโตเกียวกำลังวุ่นวาย เพราะสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ยิ่งไปกว่านั้น นับตั้งแต่มีข่าวฉาวออกมาในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ก็ยิ่งแย่ลงกว่าเดิม

『เงินทุนรั่วไหล 「บุปผาเร้น」 ผู้กำกับเคียวทาโร่ ทาโนะงูจิ จวนตัวแล้วหรือ』

อะไรนะ ‘บุปผาเร้น’ น่ะดังเป็นพลุแตกก็จริง แต่ในทางกลับกันข่าวลือแย่ ๆ และการเปิดโปงต่าง ๆ ก็มีออกมาไม่หยุดหย่อน บริษัทภาพยนตร์ ‘โทเอกะ’ รีบออกมาแก้ข่าวแทบไม่ทัน

『โทเอกะ ออกมาชี้แจง “เงินทุนลดลงจริง แต่ข่าวอื่น ๆ ไม่มีมูลความจริง” 』

แต่เหมือนยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง เพราะไฟไม่ยอมมอดลงง่าย ๆ สิ แถมยังลามไปถึงตัวนักแสดงใน ‘บุปผาเร้น’ และคนในวงการบันเทิงญี่ปุ่นที่ต่างก็พากันซุบซิบนินทาไปต่าง ๆ นานา

“ผู้กำกับครับ! มีคนขอถอนทุนเพิ่มอีกแล้วครับ!”

“······คราวนี้ใครอีกล่ะ”

เอาแค่พวกที่ถอนทุนไปแล้วก็ปวดหัวจะแย่ ตอนนี้พวกที่เหลืออยู่ก็เริ่มหวั่นใจอยากจะถอนตามกันไปอีก เงินทุนเกือบ 60%หายวับไปกับตา แน่นอนว่าทั้งผู้กำกับเคียวทาโร่และทีมงานก็พยายามวิ่งเต้นหาทุนเพิ่มอยู่ แต่มันก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด

ก็นะตอนนี้สถานการณ์มันเป็นแบบนี้ไปแล้ว

ใคร ๆ ก็ดูออกว่าหนังเรื่องนี้อนาคตมืดมน จะมีนักลงทุนที่ไหนหน้ามืดเอาเงินมาทิ้งลงไปอีกล่ะ สุดท้ายช่องทางหาทุนก็ยิ่งแคบลงทุกที สถานการณ์บีบบังคับให้ผู้กำกับเคียวทาโร่กับทางค่ายหนังต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง

“ผู้กำกับครับ···หรือเราจะลองลดสเกลหนังลง โดยใช้ทุนที่เหลืออยู่ดีครับ”

ลดขนาดการสร้างลง นั่นเป็นทางออกเดียวที่ผู้กำกับเคียวทาโร่คิดว่า “ไม่มีทาง”

“ไม่ได้หรอก ถ้าต้องทำแบบนั้น ผมยอมยกเลิกการสร้างไปเลยดีกว่า อีกอย่างทุนที่เหลืออยู่ตอนนี้ก็ไม่แน่ว่าจะอยู่ครบหรือเปล่า”

“··· อืม ถึงอย่างนั้นเราก็ต้องตัดสินใจอะไรสักอย่างแล้วครับ ทั้งหนังของเรารวมถึงคุณวูจินก็ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์แบบไร้เหตุผลอยู่เรื่อย ๆ แถมนักแสดงคนอื่น ๆ นอกจากคุณวูจินก็ดูมีพิรุธแปลก ๆ ถ้ายังพอมีเงินทุนเหลืออยู่ เราก็น่าจะทำอะไรสักอย่างนะครับ”

“······”

“อย่างแรกเลยคือรีบเปิดกล้องถ่ายทำไปก่อน แล้วค่อย ๆ หาเงินทุนไปเรื่อย ๆ เป็นไงครับ?”

ไม่ว่าวิธีไหนก็ดูสุดโต่งไปเสียหมด ผู้กำกับเคียวทาโร่เริ่มรู้สึกว่า หรือที่จริงแล้วการยึดมั่นในแบบของตัวเองอาจจะเป็นการฝืนเกินไปญี่ปุ่นยังไม่พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงงั้นเหรอ? ไม่ว่าจะยังไง การปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปแบบนี้มีแต่จะทำให้ทุกคนรวมถึงคังวูจินต้องเจอกับความเสียหาย

ผู้กำกับเคียวทาโร่ครุ่นคิดอย่างหนักใจ

เขาพยายามดิ้นรนมาเป็นอาทิตย์แล้ว แต่ก็ยังหาทางออกไม่ได้

‘ต้องตัดสินใจได้แล้วว่าจะเดินหน้าต่อหรือพอแค่นี้’

ถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจระหว่าง GO หรือ STOP

ทันใดนั้นเอง

-♬♪

โทรศัพท์มือถือของผู้กำกับเคียวทาโร่ที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้นสายที่โทรเข้ามาเป็นเบอร์ที่ไม่ได้บันทึกไว้ช่วงนี้เขามักจะได้รับโทรศัพท์จากสื่อต่าง ๆ แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยอยู่บ่อยครั้ง เขาจึงเกือบจะกดตัดสายทิ้ง

“ฟู่-”

แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจรับสาย เพราะกลัวว่าจะมีข่าวลือแปลก ๆ ออกไป

“ฮัลโหล ผมทาโนะงูจิ เคียวทาโร่ครับ”

ปลายสายเป็นเสียงผู้หญิง และไม่ใช่ผู้สื่อข่าวอย่างที่เขาคิด

“สวัสดีค่ะ ผู้กำกับ ดิฉัน เท็ตสึกาวะ ริริ จากคาชิฮิกรุ๊ปค่ะ”

ผู้กำกับเคียวทาโร่เบิกตากว้างทันที

“······คาชิฮิกรุ๊ป? หมายถึงคาชิฮิกรุ๊ปที่ผมรู้จักหรือเปล่าครับ?”

บริษัทชั้นนำที่ติดอันดับ 1ใน10ของญี่ปุ่น

“ใช่แล้วค่ะ ผู้กำกับ”

เป็นคู่สนทนาที่ชวนอึ้งอย่างบอกไม่ถูก

“มีผู้ต้องการพบผู้กำกับค่ะ”

“หมายถึงผมเหรอ? ใคร?”

แต่เสียงผู้หญิงจากโทรศัพท์มือถือกลับราบเรียบอย่างไม่น่าเชื่อ

“ผู้ที่จะลงทุนให้ ‘บุปผาเร้น’ ทั้งหมดค่ะ”

ยามค่ำคืน อพาร์ตเมนต์ของคังวูจิน

รถตู้ที่เพิ่งไปส่งคังวูจินค่อย ๆ เลื่อนตัวออกจากลานจอดรถใต้ดิน วูจินมองตามรถคันนั้นนิ่ง ๆ

“...”

จนกระทั่งรถตู้หายลับตาไป เขาถึงได้ปลดเปลื้องท่าทางที่เสแสร้งมาตลอดทาง

“เฮ้อ จะเป็นจะตายอยู่แล้ว ไม่สิ ตอนนี้อาจจะตายไปแล้ว ด้วยซ้ำ”

ตอนนี้เวลา 23.40 น. แม้จะมองคร่าว ๆ ก็รู้ว่าดึกแล้ว แต่สำหรับคังวูจิน วันนี้นับว่าเลิกงานเร็วกว่าปกติ ดวงตาของเขาจึงฉายชัดถึงความเหนื่อยล้า ไม่นานเขาก็หันหลังแล้วเดินต่อไปพลางนึกถึงตารางงานที่ผ่านมา

‘วันนี้ฉันทำอะไรไปบ้างนะ จำไม่ได้จริง ๆ ด้วย’

แต่เพราะยุ่งมากจริง ๆ เขาเลยจำไม่ค่อยได้ นี่ก็ผ่านมา 3 อาทิตย์แล้วสินะ นับตั้งแต่กลับมาจากญี่ปุ่น วูจินพึมพำกับตัวเองเบา ๆ แล้วก้าวขึ้นลิฟต์ กดชั้น 1 เหตุผลที่เขาไม่กลับบ้านตรง ๆ นั้นเรียบง่ายมาก

‘เหมือนเขาบอกว่าจะเอาไว้ที่ตู้รับพัสดุไม่ใช่เหรอ?’

เพราะPDซงมันวู ผู้มีหนวดเคราแพะที่เขาเจอกันตอนเช้าบอกว่าส่งบทมาให้ แล้วก็จริงอย่างว่า ในตู้รับพัสดุมีซองเอกสารสีน้ำตาลขนาดค่อนข้างหนาวางอยู่ เขาหยิบมันขึ้นมาแล้วเดินกลับเข้าไปในลิฟต์ ระหว่างที่ลิฟต์กำลังเลื่อนขึ้นพร้อมกับเสียงหวีดหวิว คังวูจินก็ฉีกซองเอกสารออก

- ตุบ!

แม้จะเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่เขาก็อดรู้สึกคาดหวังขึ้นมาไม่ได้ แน่นอนว่าเป็นเพราะเรื่องที่เขาคิดมาตอนเช้าเกี่ยวกับการได้รับความสามารถ

“มาดูกัน-”

ซองสีน้ำตาลมีบทอยู่สองชุด ทันใดนั้นลิฟต์ก็มาถึงชั้นและเปิดประตูออก วูจิน ซึ่งเพิ่งกลับถึงบ้านถอดรองเท้าออกอย่างลวก ๆ จากนั้นก็หยิบบทสองชุดจากซองสีน้ำตาลออกมา แม้ว่าเขาจะต้องตรวจสอบทั้งสองชุด แต่สิ่งที่คังวูจินกำลังมองหา ในตอนนี้มีเพียงชุดเดียว

“เชฟเหรอ? จะเป็นยังไงนะ?”

เขาไม่จำเป็นต้องตรวจสอบนานนัก เพราะเขาเห็นชื่อบทที่กำลังมองหาอยู่ทนโท่

- ‘เชฟผู้ได้รับการยกย่อง’

วูจินยิ้มออกมาเบา ๆ หลังจากที่ยืนยันชื่อเรื่องแล้ว

“นี่ไง เจอแล้ว”

จากนั้นวูจินก็วางซองสีน้ำตาลลงบนโต๊ะอาหารที่อยู่ใกล้ ๆ แล้วหยิบบท ‘เชฟผู้ได้รับการยกย่อง’ ขึ้นมา แน่นอนว่ามันแตกต่างจากเรื่องย่อที่เขาเห็น ในตอนเช้า ตรงข้าง ๆ บทมีรูปสี่เหลี่ยมสีดำที่เขาคุ้นเคยปรากฏขึ้น

คังวูจินใช้นิ้วชี้แตะมันอย่างไม่ใส่ใจ

- ฟุบ!

ในชั่วพริบตาวูจินก็เข้าสู่มิติว่างเปล่าที่เขาไปบ่อยกว่าบ้านที่เต็มไปด้วยความมืดมิดนับร้อยเท่า เขายืดเส้นยืดสายอย่างเต็มที่และเดินไปยังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีขาวที่ลอยอยู่เหนืออกเล็กน้อย

บทที่เพิ่งได้มาถูกเพิ่มเป็นรูปสี่เหลี่ยมสีขาว

คังวูจินตรวจสอบสิ่งที่เขาทำเป็นประจำทุกครั้งที่เข้าสู่มิติว่างเปล่า

- [7/บทภาพยนตร์ (ชื่อเรื่อง:การสังเวยอันน่าสะพรึงกลัวของคนแปลกหน้า) ระดับ S+]

ระดับของ ‘บุปผาเร้น’

“อืม ยังเป็นระดับ S+ เหมือนเดิม”

ระดับ S+ของ ‘บุปผาเร้น’ ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันยังคงอยู่ คังวูจินพอใจและเบือนสายตาไปที่รูปสี่เหลี่ยมสีขาวอันสุดท้าย

- [8/บทละคร (ชื่อเรื่อง: ‘เชฟผู้ได้รับการยกย่อง’ ) ระดับ C]

น่าเสียดายที่'เชฟผู้ได้รับการยกย่อง'เป็นระดับ C นั่นก็คือธรรมดา ในตอนนั้น วูจินก็ส่ายหัวอย่างกะทันหัน

“ระดับ C ก็ไม่ได้แย่นี่หว่า ไอ้บ้า นี่ฉันเรื่องมากไปแล้ว รึไง-”

เขาด่าทอตัวเอง ก่อนจะกดลงไปที่กรอบสี่เหลี่ยมสีขาวของ 'เชฟผู้ได้รับการยกย่อง' ไม่นานนัก ข้อความที่ปรากฏก็เปลี่ยนไป

-[8/บทละคร(ชื่อเรื่อง: 'เชฟผู้ได้รับการยกย่อง') ได้รับเลือกแล้ว]

-[กำลังแสดงรายชื่อตัวละครที่สามารถ อ่าน(ประสบการณ์)ได้]

-[A:จางฮยอนแจ······]

เขาไม่จำเป็นต้องสนใจตัวละครที่อยู่ด้านหลัง วูจินต้องการแค่ตัวเอกเท่านั้น คังวูจิน ไม่ลังเลใจที่จะแตะที่ตัวละครตัวแรกที่ปรากฏขึ้นมา นั่นก็คือตัวเอก เขาภาวนาอยู่ในใจ

'ออกมา ออกมาสิ ออกมา! ออกมา! '

ถ้าเสียงผู้หญิงแบบหุ่นยนต์ บอกว่าจะทำการอ่านบทบาท นั่นก็คือล้ม แต่ถ้าเธอพูดอะไรที่ต่างออกไปจากปกติ นั่นแหละคือผ่าน

และแล้ว

[ “ตรวจพบความสามารถที่เหนือกว่าค่าสถานะพื้นฐาน กำลังเรียนรู้ ‘ทักษะของเชฟ’ เป็นอันดับแรก” ]

ผลลัพธ์ที่เขาอยากจะเต้นฉลองกระจายไปทั่วมิติว่างเปล่าทันใดนั้น คังวูจินก็ตบมือด้วยความดีใจ เพราะเขาสอบผ่านแล้ว แต่ว่า 'ทักษะของเชฟ'งั้นเหรอ? ในช่วงเวลาสั้น ๆ เขาเกิดความอยากรู้เกี่ยวกับความสามารถที่จะถูกสลักไว้

[ “······” ]

หลังจากเเงียบไปครู่หนึ่ง เสียงผู้หญิงแบบหุ่นยนต์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง

[ “ตรวจพบความสามารถที่เหนือกว่าค่าสถานะพื้นฐาน กำลังเรียนรู้ ‘สูตรอาหารของเชฟ’ เป็นอันดับแรก” ]

ทันทีที่ได้ยิน ดวงตาทั้งสองข้างของคังวูจินก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย

“หา? สองอย่างเลยเหรอ?”

เพราะว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาเจอแบบนี้

\ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร\ลงแบบราคาถูกแค่ในMy-NovelและThai-novel\เท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับ\หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก\ ;-;_

จบบทที่ บทที่ 137 ผู้หนุนหลัง (5)

คัดลอกลิงก์แล้ว