เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 133 ผู้หนุนหลัง (1)

บทที่ 133 ผู้หนุนหลัง (1)

บทที่ 133 ผู้หนุนหลัง (1)


[\แปลโดยแฟนเพจ ยักษาแปร\มาติดตามในแฟนเพจ\เพื่อติดตามข่าวสารได้นะ\]

[\Thai-novel \ลงไวกว่าที่อื่น\ทุกที่ 5 ตอน\แต่จะราคาแพงที่สุด\]

[\หลังแปลจบจะมีการแก้ไขคำอ่านใหม่ตั้งแต่ต้นอีกครั้ง จะแก้ไขแบบเทียบคำต่อคำให้ตรงตามหลักไวยากรณ์ อ่านแบบเทียบภาษาต้นฉบับคำต่อคำ ซึ่งถ้าอ่านแบบเถื่อนหรือแชร์กันเป็นคณะ\100คน\ก็อ่านไปครับ เพราะผมจะแก้แบบแปลใหม่อีกรอบแค่ในThai-novel กับเว็บอื่น ๆ และแหล่งที่ผมแปลครับ ซึ่งถ้ารู้ว่าหลุดจากที่ไหนก็จะไม่แก้ไขตรงเว็บนั้นครับ ส่วนคนที่อ่านที่อื่นก็จะได้อ่านแบบเวอร์ชั่นแรกไปนะครับ\]

บทที่ 133 ผู้หนุนหลัง (1)

รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของประธานบริษัทพลางลูบผมของหลานชายที่กลับมาร่าเริงอีกครั้ง แต่กระนั้น…

‘นักแสดงหน้าใหม่ของเกาหลีคนนั้นชื่อ… คังวูจินสินะ?’

ความเข้าใจผิดก็ก่อตัวขึ้นในใจของเขาเพียงลำพัง

‘ในครอบครัวหรือคนสำคัญของเขาคงมีใครสักคนที่คล้ายกับหลานชายของฉันแน่ ๆ การเรียนภาษามือมันยากเกินกว่าจะเรียนเพื่อเป็นงานอดิเรกหรือแค่สนใจหรอก’

สถานการณ์มันชัดเจนราวกับพรหมลิขิตสำหรับประธานบริษัท

‘ภาษาอื่น ๆ มันก็ไม่ได้เรียนง่ายหรอกนะ แต่มันก็ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า แต่ภาษามือไม่ใช่แบบนั้น เมื่อเทียบกับภาษาอื่น ๆ แล้วมันมีข้อจำกัดในการใช้งานและมีคนใช้เพียงบางกลุ่มเท่านั้น’

นั่นหมายความว่าภาษามือไม่ใช่ภาษาที่คนจะเรียนเพื่อพัฒนาอาชีพหรือเพิ่มคุณสมบัติของตัวเอง ประธานบริษัทมองเข้าไปในดวงตาของหลานชายพลางนึกถึงช่วงเวลาที่ยากลำบากแสนสาหัสในอดีต

ภาษามือที่เรียนเพราะเด็กคนนี้เพียงคนเดียว…

‘รู้อะไรไหม ฉันรู้ดีเชียวล่ะ บอกว่าทำเพื่อคนที่รัก แต่มันคงเหมือนตกนรกทั้งเป็นแน่ ๆ’

ถึงแม้จะไม่รู้จักหน้าตาหรือเสียงของนักแสดงจากต่างแดนคนนั้น แต่ประธานบริษัทรู้สึกเห็นอกเห็นใจคังวูจินเป็นอย่างมาก แถมเขายังเป็นนักแสดงได้ทั้ง ๆ ที่เรียนภาษามือแบบนั้น แสดงว่าเขาต้องเก่งมากแน่ ๆ

แต่แล้วเขาก็นึกอะไรขึ้นได้

‘เดี๋ยวก่อนนะ ภาษามือญี่ปุ่น? ทำไมถึงเป็นภาษามือญี่ปุ่น ไม่ใช่ภาษามือเกาหลี?  อ่า… ใช่ คนสำคัญของเขาอาจจะเกี่ยวข้องกับทางญี่ปุ่นก็ได้’

ไม่ใช่แค่เข้าใจผิด แต่ยังคิดไปไกลกว่าเดิมอีก ในตอนนั้นหลานชายที่กำลังยิ้มร่าก็ทำภาษามือคุยกับเขา

[ “คุณคังวูจินเก่งภาษามือญี่ปุ่นด้วยนะครับ แถมยังพูดญี่ปุ่นเก่งมาก ๆ เลย! คุยกับPD กับทีมงานแบบสบาย ๆ เลยครับ” ]

[ “จริงเหรอ?” ]

ญี่ปุ่นด้วยเหรอ? ประธานบริษัทรู้สึกมั่นใจขึ้นมาอีกนิด แถมยังรู้สึกทึ่งอย่างจริงใจอีกด้วย

‘ภาษามือญี่ปุ่น แถมยังภาษาญี่ปุ่นอีกเหรอ? ดูท่าจะไม่ใช่แค่นักแสดงธรรมดา ๆ ซะแล้วสินะ ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะเป็นที่ฮือฮากันได้ขนาดนี้’

ประธานครุ่นคิดกับตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนความสนใจไปยังรอยยิ้มเปี่ยมสุขของหลานชายที่อยู่ตรงหน้า

‘ยังไงก็ต้องขอบคุณจริง ๆ ที่มอบรอยยิ้มที่หายไปกลับคืนมาให้เจ้าหนูแบบนี้’

นี่เป็นรอยยิ้มแรกในรอบเกือบ 10 ปีของหลานชายของเขา บนโต๊ะด้านหลังมีเอกสารหลายอย่างกองทับซ้อนกันอยู่ บนหน้าปกเอกสารเหล่านั้น ปรากฏชื่อบริษัทอยู่

-คาชิฮิ

‘คาชิฮิกรุ๊ป’ บริษัทมหาชนระดับท็อป 10 ของญี่ปุ่น ‘คาชิฮิกรุ๊ป’ ดำเนินธุรกิจและมีบริษัทในเครือมากมาย ครอบคลุมตั้งแต่เส้นใยเคมี ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ ยา ไปจนถึงอื่น ๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจอย่างลึกซึ้งกับบริษัทในเกาหลีและบริษัทอื่น ๆ อีกหลายแห่ง ส่วนประธานเองก็คือผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ผู้นำและเจ้าของ‘คาชิฮิกรุ๊ป’ แห่งนี้

ชื่อของเขาคือ ประธานฮิเดกิ โยชิมูระ

พูดง่าย ๆ คือ ครอบครัวเศรษฐีระดับประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นถึงประธานบริษัทใหญ่โต แต่ก็ยังคงเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง ไม่มีทางหลีกหนีจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันได้ เหตุการณ์น่าเศร้าสลดใจนั้น เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน

『รองประธานคาชิฮิกรุ๊ป ประสบอุบัติเหตุร้ายแรง ภายในรถมีภรรยาและบุตรชายอยู่ด้วย』

บุตรชายคนโตของประธานฮิเดกิ หรือก็คือลูกชายคนแรกของตระฉันล ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์พร้อมกับภรรยา ภายในรถมีลูกชายวัย 4 ขวบอยู่ด้วย พ่อแม่เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ น่าเศร้าเหลือเกิน…มีเพียงเด็กชายตัวน้อยเท่านั้นที่รอดชีวิตมาได้ราวกับปาฏิหาริย์

เพราะแม่ของเขาโอบกอดเขาเอาไว้

อุบัติเหตุในครั้งนั้น ทำให้หลานชายวัย 4 ขวบของเขา สูญเสียการได้ยินและพูดไม่ได้ แน่นอนว่า ประธานฮิเดกิมีลูกชายด้วยกันถึง 3 คน และยังมีญาติพี่น้องอีกมากมาย แต่การสูญเสียลูกชายคนโตและลูกสะใภ้ที่ทุกคนคาดหวังเอาไว้ บวกกับหลานชายตัวน้อยที่เกิดจากทั้งคู่ต้องกลายเป็นเด็กพิการตั้งแต่อายุ 4 ขวบ มันช่างเป็นเรื่องน่าเศร้าจริง ๆ …

ประธานฮิเดกิแทบขาดใจตายเมื่อลูกชายและลูกสะใภ้เสียชีวิต แต่โชคยังเข้าข้างที่หลานชายยังรอดชีวิตมาได้

ด้วยเหตุนี้ ชินโงะ โยชิมูระ หลานชายจึงมีค่ากับประธานฮิเดกิยิ่งกว่าชีวิต จนทำให้เขาคิดเพียงอย่างเดียวคือ 'ชินโงะต้องรอด'

ประธานฮิเดกิเลี้ยงดูชินโงะ โยชิมูระ หลานชายวัยสี่ขวบด้วยตัวเอง แม้จะเป็นผู้นำบริษัทยักษ์ใหญ่ เขาก็ต้องเรียนภาษามือและศึกษาเกี่ยวกับคนหูหนวก

แต่ชินโงะกลับเฉาซึมลงเรื่อย ๆ เมื่อโตขึ้น

ความริษยาจากคนรอบข้างที่เป็นหลานชายของตระกูลใหญ่ก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่อุปสรรคใหญ่ที่สุดคือความพิการของชินโงะเอง ที่โรงเรียนหรือในสังคม ชินโงะต้องอยู่คนเดียว โดดเดี่ยว จนกระทั่งอายุแปดขวบ ชินโงะก็ไม่มีสีหน้าใด ๆ อีกเลย และเมื่ออายุสิบขวบเขาก็ตัดขาดจากโลกภายนอก หลังจากนั้น เขาก็มีอาการซึมเศร้ารุนแรง ทำให้อาการยิ่งแย่ลงไปอีก

เป็นอย่างนี้เรื่อยมาจนกระทั่งอายุสิบสี่ปี

ชินโงะไม่ยิ้มเลยเกือบสิบปี ใบหน้าเรียบเฉยราวกับหุ่นยนต์ เขาเลิกติดต่อกับผู้คน ยกเว้นครูสอนภาษามือ แน่นอนว่า ประธานฮิเดกิพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยหลานชาย ตั้งแต่การบำบัดทางจิตเวช ไปจนถึงการรักษาต่าง ๆ ที่ต้องใช้เงินมหาศาล เขาศึกษาภาษามือจนเชี่ยวชาญ และดูแลชินโงะเป็นอย่างดีในยามว่าง

แต่ทุกอย่างก็ไร้ความหมาย

แม้จะทุ่มเงินหลายร้อยล้านวอน แต่ก็ไม่สามารถเรียกรอยยิ้มและชีวิตชีวาของชินโงะกลับคืนมาได้ เขาเอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้องและจิตใจก็เหี่ยวเฉาลงทุกวัน เขาใช้เวลาไปกับการเล่นเกมและดูวิดีโอต่าง ๆ จนกระทั่งได้มาเจอกับซีรีส์เรื่อง 'นิติจิตวิทยาเสเพล' ทาง Netflix

จริง ๆ แล้วชินโงะชอบดูละครเกาหลีอยู่แล้ว

ชินโงะเป็นคนเสพย์คอนเทนต์เยอะอยู่แล้ว และเขาก็บอกว่าเบื่อการแสดงกับงานกำกับแบบเดิม ๆ ของญี่ปุ่น ชินโงะอยากจะออกไปจากญี่ปุ่นใจจะขาดไม่ว่าจะยังไง ชินโงะก็สะดุดตากับรองหัวหน้าพัคของคังวูจิน เหตุผลน่ะเหรอ ง่ายมาก

‘อุบัติเหตุทางรถยนต์’

เพราะอดีตของรองหัวหน้าพัคมีความคล้ายคลึงกับตัวเขา แม้ว่าบทสรุปจะต่างกันมากก็ตาม รองหัวหน้าพัคสูญเสียพ่อแม่จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ชินโงะเองก็เช่นกัน ชินโงะจึงให้ความสนใจกับคังวูจิน ผู้รับบทเป็นรองหัวหน้าพัคเป็นธรรมดา

คังวูจิน นักแสดงเกาหลีคนนี้ สุดยอดมาก

ถึงจะเป็นนักแสดงหน้าใหม่ แต่เขากลับพลิกวงการทั้งในเกาหลีและญี่ปุ่นได้ แถมพอดูช่อง Youtube ของเขา วูจินก็เห็นว่าถึงจะเป็นคนเกาหลี แต่เขาก็ร้องเพลงCoverเป็นภาษาญี่ปุ่นได้อย่างคล่องแคล่วมาก ชินโงะก็เลยได้ไปร่วมรายการ『รายการคุยหลังฝน! 』

พอกลับมา เขาก็หัวเราะออกมาทันที

ไม่ว่าจะทุ่มเงินเท่าไหร่ หรือใช้วิธีไหน ชีวิตที่กำลังจะดับสูญของชินโงะก็กลับมาลุกโชนอีกครั้งในพริบตา ความยินดีที่เกือบจะเหมือนอาการกำเริบของประธานฮิเดกิ จึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่น่าแปลกใจ

เพราะเหมือนกับหลานชายที่เป็นดั่งลมหายใจของเขา ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

เรื่องนี้ทำให้ประธานฮิเดกิมีความหวัง เขารู้สึกขอบคุณคังวูจิน นักแสดงเกาหลีที่เขาไม่เคยเห็นหน้าค่าตามากมาย

ทันใดนั้น

- “คุณปู่!”

ชินโงะ หลานชายของเขา ก็ส่งภาษามือที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นให้กับประธานฮิเดกิ

『คังวูจิน กับ...ผมจะได้คุยกันอีกไหมครับ?』

「โอกาสอำนวยก็คงได้ พูดคุยกันอีกครั้ง  แน่นอนว่า โอกาสนั้นหลานต้องเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเองนะ ขังตัวเองอยู่ในห้องแบบนี้ คงจะยากหน่อยล่ะ」

『ครับ! อีกไม่นานละครเรื่อง ‘เพื่อนชาย’ จะเข้าฉายที่ญี่ปุ่นแล้ว! อยากดูเร็ว ๆ จังเลยครับ แล้วก็... พี่คังวูจิน กำลังจะถ่ายหนังกับผู้กำกับเก่งๆ ของเกาหลีด้วย!』

「หนังญี่ปุ่นเหรอ?」

『ผมไปดูได้ไหมครับ? พอหนังเข้าฉาย เราไปดูด้วยกันนะครับคุณตา!』

「ได้สิ ไปดูกัน หนังเข้าฉายเมื่อไหร่ล่ะ?」

『ผมเห็นข่าวว่า กำลังจะเริ่มถ่ายทำแล้วครับ! ตื่นเต้นจังเลยครับคุณตา! ผมจะเป็นนักแสดงแบบคังวูจินได้ไหมครับ? ถึงผมจะพูดไม่ได้ แต่ผมอยากเป็นนักแสดงภาษามือครับ』

ท่านประธานฮิเดกิ รู้สึกตื้นตันใจขึ้นมาชั่วขณะ แต่ก็พยายามสะกดกลั้นเอาไว้ เพราะตอนนี้สิ่งที่หลานชายตัวน้อยต้องการไม่ใช่น้ำตา แต่เป็นความหวังต่างหาก

「ถ้าหลานคิดว่าหลานทำได้ หลานก็ทำได้ ความคิดแบบนั้นสำคัญมาก ตาจะช่วยหลานเอง」

『ครับ! คุณตา』

หลานชายของเขาที่เคยท้อแท้กับโลกใบนี้ บัดนี้กลับมีทั้งความฝันและเป้าหมาย ช่างเป็นภาพที่งดงามอะไรเช่นนี้ ภายในห้องหนังสือที่ทั้งคู่ใช้ภาษามือในการสื่อสารกัน แม้บรรยากาศจะเงียบสงบ แต่แววตาที่ใสซื่อของชินโงะนั้นกลับเปล่งประกายไปด้วยความกล้าหาญ

『อ๊ะ! ได้เวลาเรียนภาษามือแล้ว! คุณตา ผมจะตั้งใจเรียนภาษามือให้มากๆ เลยครับ!』

ชินโกะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะวิ่งออกไปจากห้องหนังสือ ประธานฮิเดกิมองตามแผ่นหลังนั้นด้วยความปลื้มปิติ ยิ่งกว่าความรู้สึกยินดีที่ได้รับจากการประสบความสำเร็จในโครงการธุรกิจขนาดใหญ่เสียอีก

- คังวูจินสินะ ขอบใจมากจนอยากจะร้องไห้ออกมาเลย

นั่นคือความจริงใจ วูจินทำในสิ่งที่ประธานฮิเดกิทุ่มเงินมหาศาลเป็นสิบปีก็ไม่สำเร็จได้ภายในวันเดียว แม้ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่มันคงเป็นเหมือนภูเขาที่ถล่มทับประธานฮิเดกิมาตลอด

“ชินโงะคงเหมือนเห็นภาพเขาซ้อนทับกับตัวเอง เลยนึกถึงอดีตที่ตัวเองเคยเรียนภาษาญี่ปุ่นมาก็ได้สินะ”

พูดจบ ประธานฮิเดกิก็หยิบเสื้อสูทที่วางพาดบนเก้าอี้ในห้องทำงานขึ้นมาสวมพลางยิ้มมุมปาก ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำแฝงนัยออกมาว่า

“นักแสดงแบบนั้นต้องยิ่งใหญ่ให้ได้สิ”

ในขณะเดียวกัน ณ บริษัทภาพยนตร์ 『โทเอกะ』

บรรยากาศในห้องประชุมเย็นเยียบลงทันทีหลังผู้กำกับเคียวทาโร่ตอบกลับไปว่า ‘เพราะพวกโง่เง่าหัวแข็งที่กลัวการเปลี่ยนแปลง’ ชเวซองกุนที่สังเกตเห็นได้รีบหันไปกระซิบถามคังวูจินที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ว่า

“เกิดอะไรขึ้น มีเรื่องอะไรน่ะ”

วูจินอธิบายเรื่องปัญหาการลงทุนอย่างไม่ใส่ใจเท่าไหร่นัก ทำเอาชเวซองกุนเบิกตากว้าง

“หมายความว่าการอ่านบทถูกเลื่อนออกไปจนถึงต้นปีหน้าเลยเหรอ?”

“ใช่ครับ”

ชเวซองกุนก้มหน้าลงในทันที ด้วยประสบการณ์มากมาย ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ จึงปรากฏขึ้นในหัวอย่างรวดเร็ว

‘หวังว่าคงไม่ใช่นะ อย่าบอกนะว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นจริง ๆ เพราะวูจินดังเป็นพลุแตกในญี่ปุ่น เลยมีสายตาที่มองแบบหมั่นไส้ไม่น้อยเหมือนกัน’

ความจริงแล้ว คอมเมนต์แย่ ๆ ที่พุ่งเป้าไปที่คังวูจินก็เพิ่มขึ้นไม่น้อย ทั้งในเกาหลีและญี่ปุ่น แต่เจ้าตัวกลับไม่สนใจเลยสักนิด ต่างจากชเวซองกุนที่คอยดูแลและรับรู้เรื่องราวเหล่านั้นเป็นอย่างดี กล่าวคือมีความเป็นไปได้สูงที่นักลงทุนของ ‘การสังเวยอันน่าสะพรึงกลัวของคนแปลกหน้า’ จะเกรงใจกลุ่มคนพวกนั้นอยู่พอสมควร

เงินลงทุนไม่ใช่น้อย ๆ นี่

‘หรือไม่ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า เหล่านักลงทุนอาจจะลังเลใจกับภาพลักษณ์ที่นักแสดงเกาหลีกลายเป็นศูนย์กลาง’ ยังไงซะ เรื่องนี้ก็ค่อนข้างเป็นเรื่องน่าปวดหัวอยู่เหมือนกัน’

ในความคิดของชเวซองกุน การที่แค่เลื่อนไปเป็นต้นปีหน้า ก็เหมือนกับว่ากำหนดการถ่ายทำทั้งหมดของ‘การสังเวยอันน่าสะพรึงกลัวของคนแปลกหน้า’ ต้องเลื่อนออกไปด้วยแบบนั้น แม้จะไม่รู้ว่าการแคสติ้งนักแสดงดำเนินไปถึงไหนแล้ว แต่นักแสดงหลัก ๆ ก็อาจจะถอนตัวก็ได้

รวมไปถึงทีมงานเบื้องหลังมากมายที่ถูกจัดเตรียมไว้ แล้วก็เช่นกัน

แบบนั้นตามธรรมชาติข่าวลือแปลก ๆ ไร้สาระก็จะแพร่สะพัดไปทั่วทั้งวงการและถ้าเกิดว่าสื่อและกระแสสังคมได้รับรู้เรื่องนี้เข้า มันจะส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อผลงาน ‘การสังเวยอันน่าสะพรึงกลัวของคนแปลกหน้า’ นั้นโด่งดังมากอยู่แล้ว พลังทำลายล้างยิ่งทวีคูณเป็นสองเท่า

‘ที่สำคัญต่อให้กระแสของผลงานดีอยู่แล้ว แต่พอมีวูจินพลังในการโปรโมทก็พุ่งสูงสุด แต่ทั้งหมดนั้นกลับกลายเป็นสูญเปล่า’

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ในเกาหลีก็เช่นกัน ในไม่ช้าชเวซองกุนก็ถามผู้กำกับเคียวทาโร่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าเขาพูดเป็นภาษาเกาหลี

“เรื่องนักลงทุน - ถึงยังไงไม่ว่ายังไง ชื่อเสียงของผู้กำกับหรืออาจารย์อากิริก็ไม่ใช่เล่น ๆ การที่เงินลงทุนถูกถอนออกไปง่ายแบบนี้ มันแปลก ๆ ไปหน่อยไม่ใช่เหรอครับ?”

ผู้กำกับเคียวทาโร่หัวเราะอย่างขมขื่นหลังจากฟังคำแปลของคังวูจิน

“แน่นอนว่าชื่อเสียงของพวกเราก็ไม่น้อยหน้าใครหรอกครับ แต่อาจารย์ก็เป็นแค่เจ้าของผลงานต้นฉบับเท่านั้น แล้วผลงานของเราก็มีข่าวลือหนาหูมาตั้งแต่ประกาศเริ่มต้นแล้ว เพราะแฟน ๆ ของผลงานต้นฉบับค่อนข้างมีจำนวนมากและกระจายอยู่ทั่วโลก ทำให้ที่จริงตอนแรกกระแสต่อต้านค่อนข้างรุนแรงกว่า”

“······”

“ถึงอย่างนั้นผมก็ดึงดันจะทำต่อครับ แม้ว่านักลงทุนจะแสดงความกังวลใจออกมา แต่เพราะผมยืนกราน พวกเขาก็เลยยอมให้เดินหน้าโครงการต่อ แต่พอได้คุณวูจินมาร่วมงาน ทุกอย่างก็เริ่มมีปัญหา ผมมั่นใจในตัวเขา แต่นักลงทุนพวกนั้นไม่มั่นใจ”

“หมายความว่าถ้าไม่ได้อย่างใจ ก็จะถอนตัวงั้นเหรอ?”

“นักลงทุนพวกนี้ไม่ชอบความเสี่ยงครับ ยิ่งที่ญี่ปุ่นยิ่งแล้วใหญ่ ตอนนี้คุณวูจินโด่งดังมากที่นั่น แถมความสนใจที่นั่นก็เรียกได้ว่าคลั่งไคล้เลยล่ะครับ”

ผู้กำกับเคียวทาโร่กอดอก

“ที่พวกเขากลัวก็คือ ถ้าหนังเรื่องนี้แป้กขึ้นมา แฟน ๆ รวมถึงคนอื่น ๆ จะผิดหวังแล้วมาโทษว่าเป็นความผิดที่เลือกนักแสดงเกาหลี พวกนั้นมันขี้ขลาด”

คังวูจิน...

-สวบ

[ผูแปล:บุปผาเร้น ขอเอาเป็นชื่อย่อของหนังการสังเวยนะครับ]

เขายื่นมือไปหยิบบทภาพยนตร์เรื่อง ‘บุปผาเร้น’ ( ‘การสังเวยอันน่าสะพรึงกลัวของคนแปลกหน้า’ ) ที่วางอยู่ตรงหน้า ซึ่งจริง ๆ แล้วเตรียมไว้สำหรับการประชุม แต่คังวูจินกลับใช้มันเป็นประตูมิติ

-ฟุ่บ!

ทันทีที่เข้าสู่มิติว่างเปล่า คังวูจินก็เดินตรงไปยังสี่เหลี่ยมสีขาวทั้งเจ็ด ที่ลอยอยู่กลางอากาศ เขามองไปที่ช่องสี่เหลี่ยมแรก

“โอ้ย! บ้าจริง รู้งี้เป็นแบบนี้”

-[7/บทภาพยนตร์(ชื่อเรื่อง: การสังเวยอันน่าสะพรึงกลัวของคนแปลกหน้า) C]

ระดับของ‘บุปผาเร้น’ ที่เคยเป็นA+ ตอนนี้เหลือแค่ C ซึ่ง A+ ถือว่าดีเลิศ ส่วน C นั้นอยู่ในระดับกลาง ๆ คังวูจินถอนหายใจออกมาอย่างกลัดกลุ้ม

“เฮ้อ คะแนนระดับกลางมันก็น่าเศร้านิดหน่อยนะเนี่ย ถ้าหาเงินจากนักลงทุนพวกนั้นได้ คะแนนมันจะเพิ่มขึ้นอีกรึเปล่านะ”

แต่ปีหน้าต้น ๆ ก็ยังอีกนาน เกิดอะไรขึ้นก็ยังไม่รู้ คังวูจินจะไปคาดเดาได้อย่างไรกัน

'ก็ยังคงเลือนลางอยู่หน่อย ๆ สินะ'

“ก็นี่มันวงการบันเทิงนี่นา อุปสรรคเยอะแยะไปหมด”

ที่บอกแบบนั้นก็เพราะเริ่มมีเงาของผู้อยู่เบื้องหลังโผล่ออกมาแล้ว

หลังจากนั้น

คังวูจินที่เพิ่งเสร็จสิ้นการพบปะกับผู้กำกับเคียวทาโร่ ก็ขึ้นเครื่องบินกลับเกาหลีในช่วงบ่ายของวันที่30

อนึ่ง ฮวาลินที่เพิ่งถ่ายทำรายการ'คุยหลังฝน! 'ในฐานะแขกรับเชิญของวูจินเสร็จสิ้น ก็ได้เดินทางกลับเกาหลีก่อนคังวูจินหนึ่งวัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่พอคังวูจินกลับมาถึงเกาหลี สนามบินก็เงียบสงบ เหตุผลน่ะเหรอ ง่ายมาก ก็เพราะเขากลับมาแบบเงียบ ๆ ยังไงล่ะ ด้วยเหตุนี้วูจินที่ขึ้นรถตู้มาได้อย่างเงียบสงบ ก็...

'ฮู่ว'

สูดอากาศของเกาหลีที่ไม่ได้สัมผัสมานานเข้าเต็มปอด ทันใดนั้น ชเวซองกุนที่นั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับก็พูดให้กำลังใจ

“'บุปผาเร้น' ต้องออกมาดีแน่ ๆ ผู้กำกับชื่อดังขนาดนั้น คงไม่มีทางแป้กหรอก”

“ครับ คุณผู้จัดการ ไม่เป็นไรหรอกครับ”

“โอเค น่าเสียดายที่พวกเราก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้แล้ว ทั้งเรื่องคอนเนคชั่นหรือการสร้างกระแส พวกเราก็จัดให้เต็มที่แล้ว บอกตรง ๆ ตอนนี้นายไม่ควรไปกังวลกับเรื่องนั้นหรอก”

“ผมรู้ครับ”

“พวกเรารอดูกันต่อไปก็พอ ยังไงซะ วูจิน นายเพิ่งกลับจากญี่ปุ่น ก็น่าจะได้พักสักสองสามวัน แต่น่าเสียดายที่ตารางงานแน่นเอี๊ยดไม่มีเวลาว่างเลย กลับถึงบ้านวันนี้อย่าเพิ่งทำอะไรทั้งนั้น นอนพักซะ”

จากนั้นชเวซองกุนก็ปิดสมุดบันทึกพร้อมกับบอกตารางงานที่แน่นเอี๊ยด

“เพราะนายยังมีหลายอย่างรออยู่ เริ่มตั้งแต่การฉายรอบปฐมทัศน์แบบปิดของ'พ่อค้ายาเสพติด' ไปจนถึงการถ่ายโปสเตอร์ตัวอย่างของ'เกาะแห่งผู้สูญหาย' เลยล่ะ”

วันรุ่งขึ้น ยามเช้าตรู่ของวันที่31 สิงหาคม ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

วันจันทร์สุดท้ายของเดือนสิงหาคม ผ่านพ้นวันนี้ไปก็จะเข้าสู่เดือนกันยายนแล้ว ถึงอย่างนั้นอากาศที่ญี่ปุ่นก็ยังคงร้อนระอุไม่ต่างจากเกาหลี

เช้าวันนี้ก็เช่นกัน

แต่ทว่าแม้อากาศจะร้อนเพียงใด รถซีดานสุดหรูก็ยังคงแล่นออกมาจากบ้านหลังใหญ่โตอย่างช้า ๆ รถของประธานฮิเดกิด้านหลังมีรถยนต์อีกคันแล่นตามมาในรถคันหลังคือเหล่าบอดี้การ์ด ส่วนรถคันหน้า บริเวณเบาะหลังคือร่างของประธานฮิเดกิคิ้วสีดอกเลา ดวงตาที่แฝงไปด้วยความเฉียบคม บนร่างสวมชุดสูทอย่างเป็นทางการ

- ฟึบ

ประธานฮิเดกิกางหนังสือพิมพ์ที่เตรียมไว้พลางเอ่ยเรียกเลขาที่นั่งอยู่เบาะข้าง ๆ

“เธอรู้จักนักแสดงเกาหลีที่ชื่อคังวูจินบ้างไหม?”

คำถามที่ไม่ทันตั้งตัวทำให้เธอหันกลับไปตอบทันที

“ช่วงนี้ที่ญี่ปุ่นค่อนข้างวุ่นวายเกี่ยวกับเรื่องของนักแสดงท่านนั้นค่ะ ดิฉันก็เลยพอจะทราบอยู่บ้าง”

“งั้นรึ”

“มีเรื่องอะไรหรือคะ”

“ลองสืบเรื่องของคังวูจินมาให้ฉันหน่อย เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”

“เอ๋?”

เมื่อถูกถามกลับ ประธานฮิเดกิก็พึมพำเบา ๆ

“ฉันมีเรื่องต้องขอบคุณเขาน่ะ แค่นั้นแหละที่เธอต้องรู้”

จบ

\ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร\ลงแบบราคาถูกแค่ในMy-NovelและThai-novel\เท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับ\หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก\ ;-;_

จบบทที่ บทที่ 133 ผู้หนุนหลัง (1)

คัดลอกลิงก์แล้ว