เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 132 ออกเดินทาง (6)

บทที่ 132 ออกเดินทาง (6)

บทที่ 132 ออกเดินทาง (6)


[\แปลโดยแฟนเพจ ยักษาแปร\มาติดตามในแฟนเพจ\เพื่อติดตามข่าวสารได้นะ\]

[\Thai-novel \ลงไวกว่าที่อื่น\ทุกที่ 5 ตอน\แต่จะราคาแพงที่สุด\]

[\หลังแปลจบจะมีการแก้ไขคำอ่านใหม่ตั้งแต่ต้นอีกครั้ง จะแก้ไขแบบเทียบคำต่อคำให้ตรงตามหลักไวยากรณ์ อ่านแบบเทียบภาษาต้นฉบับคำต่อคำ ซึ่งถ้าอ่านแบบเถื่อนหรือแชร์กันเป็นคณะ\100คน\ก็อ่านไปครับ เพราะผมจะแก้แบบแปลใหม่อีกรอบแค่ในThai-novel กับเว็บอื่น ๆ และแหล่งที่ผมแปลครับ ซึ่งถ้ารู้ว่าหลุดจากที่ไหนก็จะไม่แก้ไขตรงเว็บนั้นครับ ส่วนคนที่อ่านที่อื่นก็จะได้อ่านแบบเวอร์ชั่นแรกไปนะครับ\]

บทที่ 132 ออกเดินทาง (6)

คนเราบางครั้งก็มีโมเมนต์ที่ต้องหันกลับมาทบทวนตัวเอง ส่วนใหญ่ก็มักจะเผลอหลุดปากออกมาว่า 'เฮ้ย นี่ฉันทำแบบนั้นได้ยังไง? ' อะไรทำนองนั้น ซึ่งคังวูจินเองก็เคยรู้สึกแบบนั้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้งในชีวิต ไหนจะช่วงเวลาที่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำที่บริษัทออกแบบอีก

และตอนนี้ วูจินก็เพิ่งได้สัมผัสกับความรู้สึกแบบนั้นอีกครั้ง

'เมื่อกี้ที่ฉันทำไป นั่นมันภาษาญี่ปุ่นแบบใช้ภาษามือใช่ไหม ใช่ป่ะ? เขาก็ดูเข้าใจนี่นา งั้นก็คงใช่ นั่นแหละ แต่มันยังไงกันวะ? '

มันคือภาษาญี่ปุ่นแบบใช้ภาษามือชัด ๆ ก่อนหน้านั้นเขาก็ไม่ได้คิดอะไร ปล่อยให้ร่างกายขยับไปตามความเคยชิน ทว่าทันทีที่ได้ยินคำถามจากเด็กหนุ่มที่น่าจะอายุราว ๆ สิบกว่าขวบ ถามว่า 'ทำไมถึงใช้ภาษาญี่ปุ่นแบบใช้ภาษามือได้' คำถามนี้ทำให้ในหัวของคังวูจินเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามมากมาย

'เออ นั่นสิ ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน? แล้วนายรู้ได้ไง? '

เรื่องที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ นับประสาอะไรกับเด็กหนุ่มที่ใช้ภาษาญี่ปุ่นแบบใช้ภาษามือคนนั้นจะไปรู้ได้ ยังไงก็เถอะ ช่วงเวลาสั้น ๆ นั้น ในหัวของวูจินเต็มไปด้วยความคิดมากมาย

เขารู้ดีว่าภาษาแบบใช้ภาษามือนั้น แต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน

หรือจะบอกว่าเพิ่งมารู้ตอนนี้ก็คงจะถูกต้องกว่า หลังจากที่ได้รับความสามารถในการใช้ภาษามือผ่านมิติว่างเปล่า เขาก็ลองเสิร์ชหาข้อมูลดูในเมื่อได้รับความสามารถในการใช้ภาษาที่ทั้งแปลกและยากแบบนี้มาโดยไม่ทันตั้งตัว อย่างน้อยเขาก็ควรจะมีข้อมูลพื้นฐานติดตัวไว้บ้าง เพื่อที่จะได้นำไปใช้ได้อย่างถูกกาละเทศะ

เมื่อได้ตรวจสอบข้อมูลแล้ว วูจินก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ

พอคิดดูแล้ว ประเทศต่าง ๆ บนโลกนี้ต่างก็มีภาษาเป็นของตัวเอง การที่ภาษาแบบใช้ภาษามือของทุกประเทศจะเหมือนกันคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นคังวูจินจึงสรุปกับตัวเองว่าภาษาแบบใช้ภาษามือที่เขาได้รับมานั้นน่าจะเป็นภาษาเกาหลีแบบใช้ภาษามือ ทว่าอยู่ ๆ คังวูจินก็กลับใช้ภาษาญี่ปุ่นแบบใช้ภาษามือออกมาในรายการ 'คุยหลังฝน! ' ซะอย่างนั้น

แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญก็เอ่ยชมว่าทักษะภาษามือเกาหลีของเขานั้นยอดเยี่ยม ดังนั้นการที่วูจินจะประหลาดใจก็เป็นเรื่องธรรมดา

จากนั้นคังวูจินก็คิด 'เเต่เแปปนะ ใจเย็นก่อน ลองเช็กดูอีกทีว่ามันเกิดขึ้นได้จริง ๆ หรือเปล่า บังเอิญหรือไม่บังเอิญ'

แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เขาต้องมั่นใจเสียก่อน ไม่นานวูจินก็หันไปมองเด็กหนุ่มในห้องส่งที่กำลังเบิกตากว้าง

- สวบ

เขายกมือขึ้นพยายามนึกถึงความรู้สึกเมื่อครู่ แล้วลองใช้ภาษามือญี่ปุ่นดู คำว่า 'ลอง' คงใช้ไม่ถูกนัก เพราะคังวูจินเริ่มใช้ภาษามือญี่ปุ่นได้อย่างคล่องแคล่ว ราวกับร่างกายจดจำมันเอาไว้ได้

[ “ตอนนี้ผมใช้ภาษามือญี่ปุ่นถูกต้องไหมครับ?” ]

เมื่อวูจินใช้ภาษามืออย่างอ่อนโยน ดวงตาของเด็กหนุ่มก็เบิกกว้างขึ้น จากนั้นเขาก็ยกมือขึ้นเช่นกัน

[ “ครับ ถูกต้องครับ ผมคิดว่าคุณทำได้ดีกว่าผมอีก ผมยังทำพลาดอยู่เลย ทักษะภาษามือของคุณตอนนี้ เหมือนกับอาจารย์สอนภาษามือของผมเลยไม่สิ คุณทำได้ดีกว่า!” ]

[ “ขอบคุณครับ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงใช้ภาษามือญี่ปุ่นได้” ]

[ “หา?” ]

[ “อ๋า ไม่ใช่ครับ ผมล้อเล่น” ]

ทักษะการใช้ภาษามือญี่ปุ่นที่ชำนาญ จริง ๆ แล้วคังวูจินทำได้อย่างเป็นธรรมชาติมากกว่าเด็กหนุ่มเสียอีก ณ จุดนี้ คังวูจินก็ตระหนักได้ว่า

'เมื่อไหร่ก็ตามที่สมองของฉันนึกถึงภาษาญี่ปุ่น ร่างกายของฉันก็จะขยับมือตามไปเองโดยอัตโนมัติ รู้สึกเหมือนกับว่ามันผสานเข้าด้วยกันเลย'

นั่นคือกระบวนการที่ทำให้เขาใช้ภาษามือญี่ปุ่นได้ ขณะเดียวกันภายในห้องส่งกว้างที่ชายสองคนกำลังสนทนากันด้วยภาษามือก็เต็มไปด้วยความเงียบงัน

“······”

“······”

“······”

PDชินโจก็ พิธีกรโซโยก็ ชเวซองกุนก็ รวมถึงผู้ชมสองร้อยกว่าคนที่อยู่ในสตูดิโอนี้ ทีมงานอีกหลายสิบชีวิต... ทุกคนต่างก็ได้แต่มองวูจินกับเด็กชายตัวน้อยสลับกันไปมา ไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ เพราะความตกตะลึงที่ไม่คาดคิด หรืออาจจะเพราะต้องมนตร์สะกดจากภาพเบื้องหน้าที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต

ก็แบบนั้นไม่ใช่หรือไง?

ไม่บ่อยนักที่จะได้เห็นภาภาษามือ แถมตอนนี้ยังเป็นการบันทึกรายการทอล์คโชว์ ยิ่งไปกว่านั้นคนที่ใช้ภาษามือญี่ปุ่นได้อย่างเชี่ยวชาญกลับไม่ใช่คนญี่ปุ่น แต่เป็นนักแสดงหน้าใหม่ชาวเกาหลีเสียอย่างนั้น ทำไมนักแสดงคนนี้ถึงใช้ภาษามือเกาหลีไม่พอ ยังใช้ภาษามือญี่ปุ่นได้อีก?

สมควรแล้วที่จะเหม่อลอย

ณ ตรงนี้...

“อะ... อ๊ะ!”

PDชินโจผอมกะหร่องที่กำลังจ้องมองภาษามือของทั้งคู่อยู่เหม่อ ๆ ก็ได้ สติขึ้นมาฉับพลัน เขารีบหันไปถามล่ามสองคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ซึ่งคนหนึ่งเป็นล่ามภาษามือ

“ที่คุณวูจินใช้ตอนนี้คือภาษามือญี่ปุ่นใช่ไหมครับ? ไม่ใช่ภาษาเกาหลี”

“ใช่ค่ะ... ภาษามือญี่ปุ่น แต่ว่า... คุณบอกว่าเขาเป็นนักแสดงเกาหลีไม่ใช่เหรอคะ? บอกตามตรงว่าฉันแปลกใจมากที่เขาพูดญี่ปุ่นเก่งมาก แต่ไม่คิดว่าจะใช้ภาษามือได้ด้วย”

“ผมก็เหมือนกันครับ”

PDชินโจทำสีหน้าจริงจังขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยกมือขึ้นโพล่งออกไป

“ขอพักการบันทึกชั่วคราวครับ!!”

แล้วเขาก็วิ่งดุ๊กดิ๊กขึ้นไปบนเวที พิธีกรโซโยที่ถือไมโครโฟนแบบมืออยู่ก็ยังคงจ้องมองวูจินด้วยสีหน้าว่างเปล่า แต่PDชินโจไม่สนใจ เขาตรงปรี่เข้าไปหาคังวูจินแล้วถามทันทีด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“คุณวูจิน! คุณใช้ภาษามือญี่ปุ่นได้ด้วยเหรอครับ?? ไม่ใช่แค่พูดญี่ปุ่นได้อย่างเดียว?”

'ใช่ ประมาณนั้น' วูจินตอบในใจ แต่ปากกลับพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ครับ พอใช้ได้ครับ ภาษาเกาหลีก็ได้ครับ”

“...ภาษาเกาหลีก็ได้ด้วย— หรือว่าคุณเคยเตรียมตัวทำงานเกี่ยวกับภาษามือมาก่อนหรือเปล่าครับ?”

“ไม่ใช่เลยครับ”

“เอ่อ แป๊บนึงนะครับ นั่นหมายความว่าตอนนี้คุณใช้ภาษาเกาหลี ภาษาญี่ปุ่น และภาษามือของทั้งสองภาษารวมแล้วเป็น 4 ภาษาได้เลยเหรอ?”

ถ้าจะให้พูดให้ถูกต้องจริง ๆ ต้องรวมภาษาอังกฤษเข้าไปด้วย แต่ว่าวูจินไม่ได้พูดถึงมัน

“ประมาณนั้นครับ ไม่ใช่เรื่องน่าอวดอะไรหรอกครับ”

PDชินโจพูดภาษาญี่ปุ่นออกมาทันที

“อะไรกัน! น่าอวดสิครับ! แค่นี้ก็ควรค่าแก่การอวดแล้ว! ว้าว คุณวูจิน คุณนี่มันสุดยอดจริง ๆ ······ ทั้งพูดได้หลายภาษาขนาดนั้น แถมยังแสดงเก่งอีก ตรง ๆ เลยนะ ถ้าไม่ใช่เกิดมาแล้ว 2 รอบ ก็คงทำไม่ได้หรอก จริงไหมครับ? หรือว่าคุณวูจินเกิดมาแล้ว 2 รอบจริง ๆ!?”

“ไม่มีทางหรอกครับ”

เพราะเป็นคำถามที่หลุดปากออกมาเพราะตกใจ PDชินโจเลยยอมรับคำตอบทันที บรรยากาศที่ค่อย ๆ สงบลงทำให้เขาเริ่มประเมินสถานการณ์ตรงหน้าอีกครั้ง

“คุณวูจินครับ หรือว่าคุณจะไม่บอกใครเรื่องภาษามือเกาหลีกับญี่ปุ่นครับ? ผมหมายถึงว่า ถึงจะออกอากาศไปแบบนั้นก็ไม่เป็นไรใช่ไหมครับ”

“ออกอากาศไปเลยก็ได้ ครับ ผมไม่มีเหตุผลอะไรต้องปิดบังนี่ครับ”

PDชินโจเปลี่ยนเป็นสีหน้าของผู้กำกับรายการทอล์คโชว์ในทันที

“เข้าใจแล้วครับ ผมจะจัดการทุกอย่างเอง เชื่อใจผมได้เลย ยังไงซะตอนนี้ภาพรวมมันก็ดีอยู่แล้ว? เป็นจุดพลิกผันที่ดีเลยล่ะครับ คนดูจะต้องตื่นเต้นกับเรื่องนี้แน่ ๆ ดูคุณโซโยที่ตาแทบถลนออกมา นั่นสิ”

คังวูจินหันไปมองทางขวาตามทิศทางที่PDชินโจผายมือไป พิธีกรโซโยที่ยังคงตกใจไม่หายยกนิ้วโป้งให้เขาโดยไม่มีคำพูดใด ๆ หลุดออกมา PDชินโจเดินเข้าไปหาวูจินอีกก้าวแล้วพูดขึ้นอีกครั้ง

“คนดูก็คงรู้สึกไม่ต่างกันหรอกครับ เพราะงั้นผมจะลองใส่ลูกเล่นเข้าไปอีกหน่อยแล้วกัน”

“ลูกเล่นเหรอครับ?”

“ครับ”

“แบบไหนเหรอครับ?”

“อันนี้ผมต้องขอเวลาคิดอีกหน่อยครับจะลองหาวิธีทำให้ฉากเมื่อกี๊มันดูเจ๋งขึ้นไปอีก”

“······”

คังวูจินจ้องมองใบหน้าของPDชินโจด้วยสายตาไร้อารมณ์อยู่ชั่วครู่ ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหัน

“แบบนี้ดีไหมครับ?”

“ครับ?”

“คือ ผมมองไม่ค่อยชัด เพราะไกลไปหน่อยน่ะครับ”

ว่าจบวูจินก็เดินตรงไปยังกลุ่มผู้ชมกว่าสองร้อยคนที่นั่งอยู่ด้วยท่าทางนิ่งเฉยและไม่ลังเล ทำให้ผู้ชมทุกคนต่างพากันสะดุ้งตกใจ แต่เขาก็ไม่ได้สนใจใยดี

- สวบ

วูจินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าชายหนุ่มที่คุยกันด้วยภาษามือเมื่อครู่ ก่อนจะหันไปถามเขาด้วยภาษามือ

[ “ถ้าคุยกันตรงนี้ ผมจะมองเห็นชัดขึ้น คุณโอเคไหม?” ]

แม้ใบหน้าของชายหนุ่มจะฉายแววตกใจ แต่เขาก็พยักหน้ารัวเป็นการตอบรับด้วยความซาบซึ้ง วูจินจึงหันไปบอกกับPDชินโจด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ เป็นภาษาญี่ปุ่นว่า

“เขาบอกว่าโอเคครับ”

PDชินโจ

“อ่า ออกไปนอกเวทีเลยเหรอเนี่ย? เห็นคำถามของคนดูปุ๊บก็ลุกพรวดพราดไปหาแล้วตอบคำถามแบบนี้เลย! โอ้โห สุดยอดไปเลย!”

เขายิ้มกว้างอย่างพอใจ

สองชั่วโมงต่อมา

ช่วงพักการอัดรายการ ‘รายการคุยหลังฝน!’ หลังจากแจกลายเซ็นและทักทายกับผู้ชมที่มาร่วมรายการเสร็จแล้ว

- แอ๊ด

คังวูจินก็เดินเข้าไปในห้องพักผ่อนเพียงคนเดียว ชเวซองกุนกับทีมงานของเขายังคงอยู่ที่สตูดิโอ สิ่งที่แปลกก็คือทันทีที่เข้ามาในห้อง คังวูจินก็หยิบกระเป๋าเป้ที่เขาชอบพกติดตัวเป็นประจำขึ้นมา สิ่งที่เขาหยิบออกมาจากกระเป๋าคือบทภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้

- ปุ!

มิติว่างเปล่าตอนนี้ อย่าลืมว่ามันไม่ใช่แค่สถานที่สำหรับดูพักผ่อน แต่มีไว้เพื่อสัมผัสประสบการณ์ตัวละครต่างหาก ในชั่วพริบตา วูจินก็ถูกความมืดกลืนกิน แต่คังวูจินไม่ได้ขยับตัวไปที่กรอบสี่เหลี่ยมสีขาวที่ลอยอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขามักจะทำเป็นประจำ

เขาแค่

'โอ้ย ตายจริง ถึงอัดเป็นวิดีโอก็สบายใจได้ไม่ต่างจากเดิมเลย แถมเหนื่อยเหมือนเดิมอีกต่างหาก เอาล่ะ ดูซิว่า–'

เขายืนกอดอกครุ่นคิด หรือจะพูดให้ถูกคือกำลังนึกถึงสิ่งที่หุ่นยนต์สาวพูดหลังจากที่เขาได้เรียนรู้ 'ภาษามือ'

'[ “ตรวจพบภาษาใหม่นอกเหนือจากภาษาพื้นฐานกำลังเรียนรู้ 'ภาษามือ (ภาษากาย)'เป็นลำดับแรก” ]’

ใช่แล้ว พอมาคิดดูตอนนี้ มันก็แปลกอยู่เหมือนกัน ทำไมเสียงหุ่นยนต์ของผู้หญิงคนนั้นถึงพูดแค่ 'ภาษามือ' โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย

' แต่เธอก็พูดแค่ 'ภาษามือ' จริง ๆ นี่นา'

พูดให้ชัดคือ เธอควรจะพูดว่า 'ภาษามือเกาหลี' หรือ 'ภาษามือญี่ปุ่น' สิ การเหมารวมว่าเป็นภาษามือมันกว้างเกินไป มิติว่างเปล่า ที่มีความสามารถล้ำเลิศขนาดนี้ ไม่น่าจะทำพลาดแบบนั้น

หมายความว่า

'ต้องมีบางอย่างที่ฉันไม่รู้'

จริง ๆ แล้ว คังวูจินก็พอจะได้คำตอบในใจอยู่บ้างระหว่างที่อัดวิดีโอ การที่เขาเข้ามาในมิติว่างเปล่าตอนนี้ ก็เพื่อทดสอบบางอย่าง ก่อนอื่นเลย ภาษามือญี่ปุ่นกับเกาหลี เขาใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว ความรู้สึกของทั้งสองภาษาก็เหมือนกัน เพียงแค่คิดในใจว่าอยากจะพูดอะไร แล้วสั่งให้ร่างกายทำภาษามือตามที่คิด แค่นั้นก็พอ

เพียงแต่ว่า

'กับภาษาทั่วโลก มันใช้ไม่ได้ผล'

ใช่ มันไม่ได้วิเศษวิโสขนาดนั้น ยกตัวอย่างเช่น ภาษาฝรั่งเศส พอเขาคิดเป็นภาษาฝรั่งเศสแล้วลองทำภาษามือดู ร่างกายเขากลับไม่ตอบสนองอะไรเลย เหตุผลน่ะเหรอ ง่ายมาก

'เพราะฉันพูดภาษาฝรั่งเศสไม่ได้ยังไงล่ะ'

จากนั้น วูจินก็ผ่อนลมหายใจเบา ๆ

'ถ้าอย่างนั้น...'

เขานึกถึงภาษาอังกฤษระดับเจ้าของภาษาที่ซึมซับไว้แล้ว และส่งคำสั่งไปทั่วร่างกายว่า ฉันจะใช้ภาษามืออเมริกัน มือทั้งสองข้างค่อย ๆ ยกขึ้น และ...

-สวบ

ภาษามืออเมริกันไหลลื่นออกมาอย่างไม่ติดขัด

‘ได้ผล’

วินาทีนั้นเอง รอยยิ้มก็ผุดขึ้นที่มุมปากของคังวูจิน

“โอเค เข้าใจแล้ว”

เพราะเขาเข้าใจแล้วว่าทำไมตัวเองถึงใช้ภาษามือญี่ปุ่นและภาษามืออเมริกันได้ นอกเหนือจากภาษามือเกาหลี

“งั้นภาษามือนี่ก็เหมือนสกิลติดตัวสินะ แค่ทำเงื่อนไขสำเร็จก็ใช้ของชาติไหนก็ได้”

ซึ่งเงื่อนไขนั้นแสนเรียบง่าย

‘ต้องรู้ภาษาของชาตินั้น ๆ’

ใช่แล้ว ภาษาของแต่ละประเทศ ภาษาเกาหลี ภาษาญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษ ปัจจุบันคือภาษาที่คังวูจินใช้ได้ และภาษามือของทั้งสามชาตินี้ก็ไหลลื่นเช่นกัน แต่ถ้าเป็นภาษาที่ไม่ได้เรียนมาก็ใช้ไม่ได้

พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ...

“แปลว่าถ้าฉันเรียนภาษาเพิ่ม ภาษามือก็จะตามมาเป็นของแถมสินะ โห เวร มิติว่างเปล่านี่มันโกงชัด ๆ”

ณ ตอนนี้คังวูจินไม่ได้เรียนรู้แค่ 3 ภาษา แต่รวมภาษามือเข้าไปด้วย เท่ากับว่าเขาเชี่ยวชาญภาษาถึง 6 ภาษา นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เสียงผู้หญิงแบบหุ่นยนต์ถึงใช้คำว่า ‘ภาษามือ’ สรุปทุกอย่างไว้ด้วยกัน วูจินคิด

“ต่อไปนี้ถ้าเรียนภาษาหนึ่งก็จะได้เป็นแพ็กคู่ตลอดเลยสินะ”

พลังของมิติว่างเปล่านั้นช่างเหลือเชื่อจริง ๆ จะไม่ให้คิดแบบนั้นได้ยังไง ในเมื่อคน ๆ หนึ่งจะมีชีวิตอยู่ถึงกี่ปีเชียว ถึงจะสามารถเรียนรู้ภาษาได้มากถึง 6 ภาษากัน โดยปกติแล้วการจะเรียนภาษาอื่นเพิ่มอีกสักภาษา นอกเหนือจากภาษาบ้านเกิด ก็ถือเป็นเรื่องยากมากแล้ว

ถึงตอนนี้...

“เอาล่ะ ไปกันเถอะ”

คังวูจินพูดว่า ‘ออกไป’ อย่างสบายอารมณ์ ทันใดนั้นภาพที่เห็นจากมิติว่างเปล่าก็เปลี่ยนเป็นห้องพัก เขานั่งอยู่บนเก้าอี้พักที่อยู่ไม่ไกล วูจินยิ้มมุมปากเล็กน้อย

“ภาษาที่หกงั้นเหรอ-”

‘น่าคาดหวังในอนาคตแล้วสิ’ วูจินคิด ถึงแม้เขาจะไม่ได้ใช้ภาษามือบ่อยนัก แต่มันคงเป็นประโยชน์ในสักวัน โอกาสมักจะปรากฏชัดเจนมากขึ้น เมื่อเขามีความสามารถ

‘แน่นอน มันต้องมีประโยชน์เหมือนภาษามือเกาหลี ไม่ว่าจะเป็นภาษามือญี่ปุ่นหรืออเมริกัน’

วูจินมั่นใจ ภาษามือนั้นพิเศษและไม่เหมือนใคร ด้วยคุณค่าของมันเอง วันหนึ่งเขาจะคว้าโอกาสที่แอบซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งมาได้อย่างแน่นอน

ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง

-แกร็ก!

ประตูห้องพักที่ปิดอยู่ก็เปิดออก วูจินรีบกลืนรอยยิ้มลงไปทันที และสวมวิญญาณไร้อารมณ์ขึ้นมาแทน ชเวซองกุนในทรงผมหางม้าปรากฏตัวขึ้น ทั้งคู่สบตากันโดยไม่มีใครปริปากพูด

“...”

“...”

ชเวซองกุนเป็นฝ่ายทำลายความเงียบลงก่อน เขาหัวเราะหึ ๆ

“มองอะไรเนี่ย นายคิดว่าฉันจะตกใจที่นายพูดภาษามือญี่ปุ่นได้รึไง นายกับฉันก็อยู่ด้วยกันมานาน ไม่ใช่วันสองวันนะ ตอนนี้ฉันทำใจยอมรับได้ทุกอย่างแล้ว”

“...อย่างนั้นเหรอครับ?”

“เออ เรื่องมันน่าตกใจทีละเรื่องสองเรื่อง หัวใจฉันคงวายตายไปก่อนพอดี แน่นอนว่าฉันไม่เข้าใจหรอก แค่คิดว่ามันคืออะไรกันแน่วะ แต่ฉันขอถามอะไรอย่าง”

“ครับ”

“นายเป็นมนุษย์จริง ๆ ใช่ไหม?”

“...ท่านประธาน”

“ไม่ ๆ ๆ ตอบฉันมาตามตรง เป็นมนุษย์ใช่ไหม?”

“แน่นอนสิครับ”

ชเวซองกุนเกาหัว เหมือนรู้ตัวว่าคำถามของตัวเองมันช่างไร้สาระ

“ถ้าอย่างนั้นก็แล้วไป ฝืนกลืนในสิ่งที่ย่อยยากลงไป มีหวังได้เป็นอะไรขึ้นมา อดีตของนายก็หล่อหลอมให้นายเป็นนายในวันนี้ ก็ตกลงตามนั้น สู้เขาเลยวูจิน ฉันรับได้ทุกอย่าง”

วูจินหัวเราะกับมุกตลกที่ถูกปล่อยออกมา ก่อนตอบกลับอย่างจริงจัง

“ครับ งั้นผมไม่เกรงใจแล้วนะครับ”

“อ่าาา- แต่ก็ต้องเว้นจังหวะบ้างสิ! เตตริสก็เหมือนกันนะ? มันก็ต้องมีเวลาให้บล็อกตกลงมาสิวะ การจะให้มันลงเรียงกันต่อเนื่องมันเป็นไปไม่ได้หรอก อ่า ฉันบอกพวกทีมงานอย่าง เยจอง ซูฮาน ไปแล้วล่ะ ให้ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไป”

“อ่า- ขอบคุณครับ”

“โอเค ไปกันเถอะ เริ่มถ่ายเทปรอบสองกันได้แล้ว”

วูจินพยักหน้ารับ ก่อนเดินตามหลังชเวซองกุนที่เดินนำออกมา ชเวซองกุนหวนคิดถึงการถ่ายทำเมื่อครู่ ก่อนเอ่ยขึ้น

“ก็นะ คนที่มาดูการถ่ายทำวันนี้ก็ตกใจแบบนั้นแทบทุกคนแหละ แล้วก็เด็กคนนั้นน่ะ ที่คุยภาษามือกับนาย”

“ครับ”

“ดูท่าทางจะเป็นแฟนคลับนายมากเลยนะ นาน ๆ ทีจะได้เห็นคนดีใจขนาดนั้นตอนที่ได้รับลายเซ็น สีหน้า นั่นมันล้ำค่ามากเลยล่ะ”

มันก็จริงอย่างที่ชเวซองกุนพูด เด็กหนุ่มคนนั้นถึงกับน้ำคลอ ๆ เลยทีเดียว แต่พอคิดดูดี ๆ วูจินก็เข้าใจได้เพราะมันก็คล้าย ๆ กับตัวเขาเอง นั่นแหละ ที่ต้องดิ้นรนต่อสู้กับภาพลักษณ์และความเข้าใจผิดอยู่เพียงลำพัง

‘โอกาสที่ฉันจะได้คุยภาษามือกับนักแสดงที่ฉันชอบ หรือสนใจเนี่ย มันจะมีสักแค่ไหนกันนะ?’

‘······ก็นะ มันไม่ใช่นักแสดงญี่ปุ่น แต่นี่เป็นนักแสดงเกาหลีไม่สิ ไม่ต้องถึงขั้นนักแสดงหรอก แค่โอกาสที่จะได้คุยภาษามือในชีวิตประจำวันมันก็แทบจะไม่มีอยู่แล้ว ยิ่งยังเด็ก ๆ อีก’

‘การที่ต้องโดดเดี่ยวโดยไม่ทันตั้งตัว มันหนักหนากว่าที่คิดนะ’

จริงอย่างที่พูดเลย ชเวซองกุนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างช้า ๆ ก่อนจะโอบไหล่วูจินที่ยืนนิ่งเฉยอยู่

“ก็นะ สำหรับเด็กคนนั้น วันนี้คงเป็นวันที่น่าจดจำไปชั่วชีวิตเลยล่ะ”

เช้าวันรุ่งขึ้น วันที่30 บริษัทภาพยนตร์ โทเอกะ

บริษัทภาพยนตร์ ‘โทเอกะ’ ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง ‘การสังเวยอันน่าสะพรึงกลัวของคนแปลกหน้า’ ภายในห้องประชุมขนาดใหญ่ของบริษัท มีโต๊ะประชุมรูปตัว ‘<’ ตั้งอยู่และคังวูจินก็นั่งอยู่ที่โต๊ะตัวนั้นแน่นอนว่าชเวซองกุนก็เช่นกัน

ส่วนฝั่งตรงข้ามของทั้งคู่คือ...

“ขอโทษนะที่ต้องเปลี่ยนกำหนดการกะทันหัน เกิดเรื่องด่วนน่ะ”

ผู้กำกับเคียวทาโร่ผู้มีผมสีดอกเลาประปรายปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับทีมงานจากบริษัทภาพยนตร์อีกประมาณหกเจ็ดคน นี่เป็นการพบกันครั้งสุดท้ายของวูจินกับผู้กำกับเคียวทาโร่ระหว่างทริปญี่ปุ่น พวกเขามีเรื่องต้องคุยกันอีกเยอะ ทั้งเรื่องตารางงานเตรียมตัวถ่ายทำ กำหนดการถ่ายทำ การประชาสัมพันธ์ ฯลฯ

แต่ไม่รู้ทำไมสีหน้าของผู้กำกับเคียวทาโร่ถึงดูเศร้าหมอง อย่างน้อยคังวูจินก็รู้สึกแบบนั้น

‘เขามีเรื่องไม่สบายใจหรือเปล่านะ ดูหม่น ๆ ยังไงชอบกล’

ผู้กำกับเคียวทาโร่พยายามฝืนยิ้ม ก่อนเอ่ยเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า

“ได้ข่าวเรื่อง ‘เพื่อนชาย’ ทาง Youtube กับแฟนของคุณแล้วนะ ยินดีด้วยนะ ช่วงที่ผ่านมาคุณไม่มีชื่อเสียงมานาน ตอนนี้เหมือนได้เปล่งประกายเสียที ผมเองก็ดีใจด้วย”

วูจินได้แต่ตอบกลับไปตามมารยาท เพราะมันเป็นความเข้าใจผิดที่แก้ไขอะไรไม่ได้

“ขอบคุณครับ คุณผู้ผู้กำกับ คือว่า...เกิดเรื่องอะไรรึเปล่าครับ”

เมื่อถูกถามกลับ ผู้กำกับเคียวทาโร่ก็ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยปากอีกครั้ง

“......จริง ๆ แล้ว เราวางแผนกันไว้ว่าอย่างช้า ๆ จะเริ่มอ่านบทกันในเดือนตุลาคม แต่ดูเหมือนจะมีปัญหาเกิดขึ้นนิดหน่อย”

“ปัญหา?”

“อืม... การซ้อมบทอาจจะต้องเลื่อนออกไปเป็นต้นปีหน้า ประมาณครึ่งปีน่ะ”

ต้นปีหน้า? ทันทีแบบนี้เลย? มันช้ากว่าที่คิดไว้มาก แถมยังเป็นแค่การซ้อมบท ไม่ใช่การถ่ายทำด้วยซ้ำ หรือว่าจะมีเหตุผลอะไร? เมื่อเห็นวูจินจ้องมองมา ผู้กำกับเคียวทาโร่ก็เกาผมสีดอกเลาของตัวเองพลางพึมพำ

“เงินทุนเกือบครึ่งหนึ่งของหนังเรื่องนี้กำลังจะถูกถอนออกไป อีกอย่าง...จริง ๆ มันก็ถูกถอนออกไปแล้ว 30%”

การลงทุนถูกถอนออกไปงั้นเหรอ? ‘การสังเวยอันน่าสะพรึงกลัวของคนแปลกหน้า’ เป็นหนังทุนสร้างมหาศาล การลงทุนก็น่าจะมากโขอยู่ ถ้างั้น นี่หนังเรื่องนี้กำลังจะล่มสลายงั้นหรือ? ถึงตอนนี้จะยังไม่รู้รายละเอียดแน่ชัด แต่การหาคำตอบในสถานการณ์เช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นสำหรับวูจินเท่าไหร่นัก

คำตอบนั้น คังวูจินเอ่ยออกมาเบา ๆ

“หรือว่า สาเหตุมันเกี่ยวข้องกับผม?”

สีหน้าของผู้กำกับเคียวทาโร่ไม่เหลือเค้าความยิ้มแย้มอีกต่อไป

“ไม่ใช่หรอก แค่พวกงี่เง่าหัวแข็งที่หวาดกลัวการเปลี่ยนแปลงต่างหากล่ะ”

ณ คฤหาสน์หลังหนึ่งในโตเกียว

แค่เห็นแวบเดียวก็สัมผัสได้ถึงความอลังการจนต้องร้องว้าวออกมา มันเป็นคฤหาสน์หลังเบิ้มสุดอลังการ แน่นอนว่าต้องมาพร้อมกับสวนอันแสนกว้างขวาง ตัวบ้านเองก็มีขนาดมหึมา คฤหาสน์หลังใหญ่นี้ แม้ว่าให้คนอยู่ร้อยคนก็คงไม่มีปัญหาสินะ?

ภายในคฤหาสน์ยิ่งใหญ่โตหรูหรา

เพดานสูงตระหง่าน ไหนจะสู้เฟอร์นิเจอร์ราคาแพงระยับที่ถูกจัดวางอย่างหรูหรา ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีพนักงานรับใช้ในบ้านมากกว่าห้าคนเสียอีก ในหมู่พวกเขามีพนักงานชายคนหนึ่ง ซึ่งทำความสะอาดบ้านกำลังเคาะประตูที่ปิดอยู่

-ก๊อก ก๊อก

ทันใดนั้นก็มีเสียงทุ้มต่ำแบบคนญี่ปุ่นดังเล็ดลอดออกมาจากด้านในเป็นเสียงของชายชรา

“เข้ามา”

เมื่อได้ยินดังนั้น พนักงานชายก็เปิดประตูเข้าไป เป็นห้องหนังสือขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยหนังสือมากมาย ตรงกลางห้องมีชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่ คิ้วของเขามีผมสีขาวแซมอยู่ ดู ๆ ไปแล้วก็คล้ายกับสิงโตขนสีขาวอยู่เหมือนกัน

จากนั้น พนักงานชายก็โค้งคำนับเขา

“จะให้ผมทำความสะอาดห้องหนังสือเลยมั้ยครับท่านประธาน”

ชายชราที่ถูกเรียกว่าท่านประธานส่ายหน้าพลางปิดหนังสือในมือลง

“ไม่ต้องหรอก ไปทำที่อื่นก่อนเถอะ”

“ครับ”

ในตอนนั้นเอง

-ปัง!

ชายหนุ่มพนักงานมองตามแผ่นหลังใครบางคนที่วิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มอายุราว ๆ 14 ปี วิ่งตรงไปหาชายชราที่ถูกเรียกว่าประธานบริษัทที่ยืนอยู่ด้านในชั้นวางหนังสือ

-ฟุ่บ.

เด็กหนุ่มยกสองมือขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นภาษามือญี่ปุ่น

『คุณปู่ครับ เมื่อวานมีเรื่องมหัศจรรย์มาก ๆ เกิดขึ้นด้วยครับ! 』

ประธานบริษัทรู้สึกประหลาดใจปนตื้นตันใจกับท่าทางของหลานชาย

‘หลานยิ้มเหรอเนี่ย ปกติเห็นแต่หน้าบึ้งตึงไร้อารมณ์ตลอดนี่’

เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ประธานบริษัทพยายามเก็บซ่อนความประหลาดใจ ก่อนจะผลิรอยยิ้มสดใสออกมาอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มที่เปี่ยมล้นไปด้วยความปลื้มปิติ ยกมือขึ้นลูบหัวหลานชายอย่างอ่อนโยน ยกมือทั้งสองข้างขึ้นเป็นภาษามือ

『เล่าให้ปู่ฟังหน่อยสิ ว่าเกิดอะไรขึ้น? 』

『ผมเคยเล่าให้ฟังว่าผมได้ไปเป็นคนดูรายการ 'คุยหลังฝัน! ' ใช่มั้ยครับ ผมไปมาแล้วนะครับ! แล้วปรากฏว่า... นักแสดงคนนั้นพูดภาษามือญี่ปุ่นได้คล่องมาก ๆ เลยครับ! 』

『นักแสดงคนนั้นเป็นคนเกาหลีไม่ใช่รึ? ทำไมถึงพูดภาษามือญี่ปุ่นได้? เขาชื่อ...อะไรนะ? ขอโทษที ปู่จำไม่ได้แล้วว่าชื่ออะไร』

เด็กชายคนนั้นก็คือเด็กชายที่ได้สนทนาภาษามือกับคังวูจินในรายการ 'คุยหลังฝัน! 'นั่นเอง

『คังวูจินครับ! ผมทั้งประหลาดใจและดีใจมาก ๆ เลยครับที่นักแสดงสุดเท่แบบนั้นสามารถสื่อสารภาษามือได้ แถมยังคุยกับผมด้วย! 』

ชายชราผู้นี้ก็คือคุณปู่ของเด็กชายคนนี้เอง เขาจ้องมองใบหน้าที่เปล่งประกายของหลานชายที่ไม่ได้เห็นมานานเกือบ 10 ปี

‘พูดภาษามือเหรอ? อย่างนี้นี่เอง... นักแสดงชาวเกาหลีคนนั้นคงมีเหตุผลบางอย่างเหมือนกับฉัน ถึงได้เรียนรู้ภาษามือ เพราะถ้าไม่มีเหตุผลอะไร คงไม่มีใครอยากเรียนหรอก’

เขาคิดไปเองโดยไม่รู้ตัว

จบ

\ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร\ลงแบบราคาถูกแค่ในMy-NovelและThai-novel\เท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับ\หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก\ ;-;_

จบบทที่ บทที่ 132 ออกเดินทาง (6)

คัดลอกลิงก์แล้ว