- หน้าแรก
- ฉันถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสุดยอดนักแสดงอัจฉริยะผู้น่าสะพรึง
- บทที่ 128 ออกเดินทาง (2)
บทที่ 128 ออกเดินทาง (2)
บทที่ 128 ออกเดินทาง (2)
[\แปลโดยแฟนเพจ ยักษาแปร\มาติดตามในแฟนเพจ\เพื่อติดตามข่าวสารได้นะ\]
[\Thai-novel \ลงไวกว่าที่อื่น\ทุกที่ 5 ตอน\แต่จะราคาแพงที่สุด\]
[\หลังแปลจบจะมีการแก้ไขคำอ่านใหม่ตั้งแต่ต้นอีกครั้ง จะแก้ไขแบบเทียบคำต่อคำให้ตรงตามหลักไวยากรณ์ อ่านแบบเทียบภาษาต้นฉบับคำต่อคำ ซึ่งถ้าอ่านแบบเถื่อนหรือแชร์กันเป็นคณะ\100คน\ก็อ่านไปครับ เพราะผมจะแก้แบบแปลใหม่อีกรอบแค่ในThai-novel กับเว็บอื่น ๆ และแหล่งที่ผมแปลครับ ซึ่งถ้ารู้ว่าหลุดจากที่ไหนก็จะไม่แก้ไขตรงเว็บนั้นครับ ส่วนคนที่อ่านที่อื่นก็จะได้อ่านแบบเวอร์ชั่นแรกไปนะครับ\]
บทที่ 128 ออกเดินทาง (2)
ตอนที่คังวูจินได้ยินบทพูดด้นสดของจองจางฮวานเป็นครั้งแรก เขาก็ถึงกับตัวแข็งทื่อ ความคิดเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวก็คือ
‘แย่แล้ว- ชิบหายเอ้ย ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว’
ตอนนี้สถานการณ์มันบีบบังคับขนาดนี้ แถมสายตานับสิบคู่ก็จับจ้องมาที่เขา ถ้าจะชิ่งหนีตอนนี้ก็คงแปลกพิลึก หรือจะยืนนิ่งเฉย ๆ ไม่ก็เมินใส่ไปเลยก็ดูท่าจะไม่งามเท่าไหร่ พูดได้คำเดียวเลยว่าตอนนี้ วูจินทำหน้านิ่งราวกับโป๊กเกอร์ แต่ภายในใจเขากำลังตกอยู่ในอันตราย
จะทำยังไงดีวะ?
หัวใจของคังวูจินเริ่มเต้นตึกตัก แต่ทันใดนั้นเอง
‘...เออ ว่าแต่ฉันไม่มีบทพูดนี่หว่า?’
ความตึงเครียดที่พุ่งสูงจนทำให้สมองเขามึนงงไปชั่วขณะก็เริ่มคลายลง เมื่อนึกขึ้นได้ว่า ‘ชายลึกลับข้างบ้าน’ ที่เขาได้รับบทมานั้นไม่มีบทพูด หรือให้พูดให้ถูกคือ ‘ชายลึกลับข้างบ้าน’ พูดไม่ได้ต่างหาก
ว่าแต่แบบนี้ก็ไม่ต้อง ‘พูด’ สินะ?
แบบนี้มันก็พอไหวอยู่มั้ง? ถึงอย่างนั้น ความรู้สึกไม่ปลอดภัยก็ไม่ได้หายไปซะทีเดียว เพราะการ ‘แสดง’ มันก็ไม่ได้มีแค่บทพูดเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ภาษามือ...
‘สีหน้า ท่าทาง ต้องแสดงออกให้ชัดเจนกว่าเดิม’
เพราะไม่มีบทพูด ดังนั้นการแสดงออกทางสีหน้าท่าทางจึงต้องถูกขยายให้มากขึ้น นั่นหมายความว่า ในตอนนี้ เขาไม่ใช่ ‘คังวูจิน’ ที่มีพลังมิติว่างเปล่า แต่ต้องใช้ ‘คังวูจิน’ ในแบบที่ตัวเองเป็นอยู่ รับส่งบทด้นสดกับจองจางฮวานให้ได้
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ
‘แปลกจัง- อืม...จะอธิบายยังไงดีนะ? รู้สึกว่ามันต้องทำได้แน่ ๆ เลย? อืม... ฉันรู้สึกว่าตัวเองต้องทำได้’
เมื่อจัดระเบียบความคิดในหัวได้แล้ว คังวูจินก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด เหมือนกับว่าเขาจะสามารถรับบทด้นสดของจองจางฮวาน นักแสดงระดับท็อปคนนี้ได้ คิดว่านี่เขาแค่คุยโวโอ้อวด? หรือประสาทเขามันชาไปแล้ว ? หรือเพราะความกล้าบ้าบิ่น? เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
แม้จะไม่รู้อะไรเลย แต่วูจินก็ขยับกาย
- สวบ
คังวูจินสบตากับจองจางฮวานที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นอย่างแรก ควบคุมสีหน้า จากนั้นก็ครุ่นคิดว่าจะใช้ภาษามือสื่อสารบทพูดอย่างไร คำตอบผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
‘บทพลิกสถานการณ์ บทหักมุมก็น่าจะดี?’
‘ชายลึกลับข้างบ้าน’ สุดท้ายแล้วเป็นตัวละครที่ทำให้ ‘ซงแทฮยอง’ ซึ่งรับบทโดยจองจางฮวาน เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งแรก เพราะงั้นในสถานการณ์ปัจจุบัน การด้นสดที่ทำให้ ‘ซงแทฮยอง’ พูดไม่ออกจึงเหมาะสมที่สุด ในตอนนี้ซงแทฮยองยังไม่รู้ตัวจริงของ ‘ชายลึกลับข้างบ้าน’ อารมณ์ก็ไม่ได้ดีนัก
ไม่นานคังวูจินก็ค่อย ๆ ยกมือขึ้น
บทพูดตัดสินใจได้คร่าว ๆ แล้ว ภาษามือก็ไร้ที่ติด้วยบุญคุณของมิติว่างเปล่า สิ่งที่เหลือก็คือการแสดงออกทางสีหน้าและท่าทาง ในที่สุดวูจินก็ด้นสดใส่ซงแทฮยอง ท่าทางภาษามือสุดท้ายของเขาคือการกำหมัดแล้วแนบไว้ที่จมูก
‘ผมชอบคุณนะ’
สีหน้าเหรอ? งั้นก็ยิ้มแล้วกัน ‘ชอบ’ เป็นภาษามือที่ต้องยิ้มถึงจะสื่ออารมณ์ได้ชัดเจน วูจินค่อย ๆ ยกมุมปากขึ้น คิดอะไรอยู่นะ? ตอนได้งานแรก? ตอนที่มิติว่างเปล่าปรากฏขึ้น? ตอนที่เจอกับฮงฮเยยอนครั้งแรก? วันถ่ายทำ นิติจิตวิทยา จบ? รถคู่ใจของฉัน? ฉากจูบแรก?
ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำแบบไหน คังวูจินก็สามารถส่งยิ้มที่เปี่ยมสุขได้
แม้การแสดงจะเป็นพื้นฐาน แต่ก็เป็นรอยยิ้มที่ไร้ที่ติโดยสิ้นเชิง ในตอนนี้ไม่อาจหาข้อบกพร่องจากสีหน้าและการแสดงออกของเขาได้เลย สมบูรณ์แบบมากขนาดนั้นเชียว
แบบนั้นเอง คังวูจินในตอนนี้กำลัง 'แสดง' อยู่
จะมองว่าเป็นการแสดงครั้งแรกที่คังวูจินทำขึ้นเองโดยปราศจากพลังของมิติว่างเปล่าก็ไม่ผิดนัก ก็ได้ นี่ ทำได้ด้วยเหรอเนี่ย? แต่มันเป็นไปได้ยังไงกันนะ? วูจินครุ่นคิดถึงกระบวนการแสดงสด 'ชายลึกลับข้างบ้าน' ของตัวเอง แต่เพราะตอนนั้นมัว แต่สับสน เลยจำอะไรไม่ค่อยได้เท่าไหร่
'เพราะฉันทำตัวเป็นคอนเซ็ปต์แบบนั้นมานานเกินไป? หรือเป็นเพราะบทบาทที่ได้รับจากมิติว่างเปล่ามันสะสมกัน? '
คงเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่า คงเร็วเกินไปที่จะสรุปตอนนี้ อะไรก็ว่าไป อย่างน้อยฉันก็พัฒนาขึ้นบ้างแล้วใช่มั้ยล่ะ? แน่นอนว่าถ้าไม่มีมิติว่างเปล่า ฉันก็คงเป็นนักแสดงไม่ได้หรอก คังวูจินตัวเล็ก ๆ ที่เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่มีประสบการณ์เอาซะเลย การได้แสดงในผลงานของผู้กำกับระดับปรมาจารย์อย่าง ควอนกีแท็ก หรือ เคียวทาโร่ ยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่
แต่ถึงอย่างนั้น
'ฉันก็คงเปลี่ยนไปจากเดิมบ้างแล้วล่ะ'
คังวูจินเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ตอนที่เล่นใน 'ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติจิตวิทยาเสเพล' คงเทียบกับตอนนี้ไม่ได้แน่ การแสดงสดที่ไม่ใช่ความผิดพลาดหรือความบังเอิญ แต่เป็นการแสดงสดที่ตั้งใจ และการแสดงที่โพล่งออกมาอย่างกะทันหันนั้น
'เล่นดีนี่ การที่สีหน้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ขนาดนี้ก็น่าขนลุกอยู่นะ? '
'ฉันเองก็ไม่รู้เรื่องภาษามือหรอกนะ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกแปลก ๆ แฮะ ดูเป็นธรรมชาติ เหมือนทำมาตลอดเลย ฝึกมาขนาดไหนกันเนี่ย? '
'รอยยิ้มนั้น... ถ้าซูมเข้าไปใกล้ ๆ แล้วใส่เสียงประกอบกับฟิลเตอร์อีกหน่อย ก็ตัดเป็นฉากในหนังได้เลยนะเนี่ย'
'ไม่แปลกใจเลยที่ใคร ๆ ถึงพากันโหวกเหวกเรื่องนักแสดงหน้าใหม่สัตว์ประหลาด การแสดงสุดยอดไปเลยจริง ๆ '
ความกดดันมหาศาลถาโถมเข้าใส่เหล่านักแสดง
‘······นักแสดงสมทบกับตัวประกอบที่บทน้อยนิด คงได้แต่ช็อกกับความยากของภาษามือ แถมยังส่งผลกระทบต่อการแสดงสุด ๆ ถึงจะบอกว่าเป็นมือใหม่ แต่ถ้าแสดงแบบขอไปทีมีหวังโดนด่าเละแน่ ๆ ไม่มีข้อแม้’
การปรากฏตัวของคังวูจิน เปรียบเสมือนวิกฤตที่ถาโถมเข้าใส่เหล่านักแสดง โดยเฉพาะจองจางฮวานที่ต้องเข้าฉากกับวูจินนั้น ยิ่งรู้สึกกดดันมากกว่าคนอื่นหลายเท่า
‘ช่างเรื่องอยากรู้อยากเห็นไปก่อนเถอะ ตอนนี้ตัวเราก็แย่พออยู่แล้ว จะเอาหน้าไปเทียบกับคนแบบนั้นในฉากเดียวกันได้ยังไง······เดี๋ยวนะ บทของเรา บทต่อไปของเรามันคืออะไร’
และในตอนนั้น นักเขียนอีวอลซอนที่กำลังสำรวจทั่วทั้งห้องอ่านบท ก็พลันเข้าใจได้ในทันที
‘อ๋อ ที่แท้ก็แบบนี้นี่เอง บรรยากาศแบบนี้’
ที่นักเขียนพัคอึนมีบอกว่า ยังไงก็ต้องให้คังวูจินมาร่วมอ่านบทนั้น มันเป็นแบบนี้นี่เอง ในตอนนี้ความตั้งใจของนักแสดงทุกคนเปลี่ยนไปหมด ท่วงท่าและทัศนคติถูกปรับเปลี่ยนใหม่ บนใบหน้าเต็มไปด้วยความจริงจัง
‘แบบนี้มันเทียบกันไม่ได้เลย’
ถ้าถูกนำไปเปรียบเทียบกับมือใหม่อย่างคังวูจินที่สามารถใช้ภาษามือได้อย่างคล่องแคล่วราวกับเป็นเรื่องธรรมดา พวกเขาก็คงไม่ต่างอะไรจากนักโทษประหาร
‘แบบนี้สินะ ถึงไม่มีฉากไหนที่นักแสดงคนอื่นเด่นไปกว่าเลย’
นักเขียนอีวอลซอนอมยิ้มขณะมองวูจิน
‘ไม่ว่าจะเป็นบทบาทไหน หรือผลงานเรื่องอะไร เขาก็สามารถแสดงออร่าความโดดเด่นออกมาได้เสมอ แบบนี้สินะ ถึงเรียกว่าท็อปสตาร์ตัวจริง’
เธอกล่าวถามผู้เชี่ยวชาญภาษามือที่นั่งอยู่ทางขวาเบา ๆ
“คุณวูจิน คุณคิดว่าภาษามือของเขาเป็นยังไงคะ ช่วยประเมินในฐานะผู้เชี่ยวชาญหน่อยค่ะ”
“อย่างที่บอกไปค่ะ ยอดเยี่ยมมาก ไม่มีที่ติเลยค่ะ จริง ๆ แล้วฉันไม่ค่อยรู้เรื่องการแสดงหรอกนะคะ ตอนเห็นคุณวูจินครั้งแรกรู้สึกกังวลนิดหน่อย เพราะเขาดูเรียบเฉย แต่พอเริ่มแสดงเท่านั้นแหละค่ะ เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย”
นั่น นักเขียนอีวอลซอนเองก็สัมผัสมันได้อย่างจัง ๆ เช่นกัน และผู้เชี่ยวชาญภาษามือก็สบตากับเธอ ด้วยสีหน้าตื่นเต้นเล็กน้อย
“เมื่อกี้ คุณเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลใจใช่ไหมครับ? บวกกับท่าทางของ คุณวูจิน ที่นุ่มนวลมาก การเคลื่อนไหวของมือก็ทำสีหน้าได้หลากหลาย อารมณ์มันสัมผัสได้ทันทีเลยล่ะค่ะ เหมือนเขาจะใช้ภาษามือได้ดีกว่าฉันอีกนะคะ?”
นักเขียนอีวอลซอนซึ่งได้ยินคำวิจารณ์ก็ยังคงจ้องมองไปที่วูจินซึ่งกำลังแสดงอยู่ตรงมุมห้อง แววตาของเธอเต็มไปด้วยความสับสน
‘······เขาเป็นใครกันนะ? ภาษามือระดับที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเอ่ยปากชมไม่หยุดเนี่ย เขาไปเรียนรู้มาตอนไหน’
จะว่าไป คังวูจินมักจะมีคุณสมบัติตรงตามที่ผู้กำกับหรือนักเขียนต้องการอยู่เสมอ ปัญหาก็คือ การจะได้มันมานั้นยากสุด ๆ
‘แต่ดูเขาก็ไม่ได้ทุ่มเทอะไรมากมาย แค่ทำออกมาเหมือนเป็นเรื่องปกติ’
จากนั้น นักเขียนอีวอลซอนก็หันกลับไปหาผู้เชี่ยวชาญภาษามืออีกครั้ง
“ถ้าหากผู้ชมได้เห็นฉากเมื่อกี้นี้ พวกเขาจะรู้สึกยังไงคะ”
“ถ้าฉันเป็นผู้ชมคนหนึ่ง ฉันคงตกใจมากกับฝีมือภาษามือของคุณวูจิน และคงจะรู้สึกซาบซึ้งใจตามไปด้วย เพราะรู้ว่าเขาทุ่มเทมากแค่ไหน ถึงแม้จะเป็นบทบาทสั้น ๆ”
“ใช่ค่ะ สั้นมากเลยล่ะ แถมยังสั้นมาก ๆ ด้วย แต่กลับส่งผลกระทบได้ขนาดนี้”
ก็น่าจะเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว นอกจากนี้ นักเขียนอีวอลซอนยังคาดเดาความรู้สึกของผู้ชมทั่วไปด้วย
‘ทุก ๆ รอบที่เขาแสดงจะต้องมีคนทึ่งกับภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงของวูจินเลยสินะ’
เอ๊ะ รองหัวหน้าพัคเปลี่ยนบทเป็นภาษามือเนี่ยนะ? เป็นไปไม่ได้หรอกมั้ง นอกจาก 'รักน้ำค้างแข็ง' แล้ว คุณคังวูจินก็ยังมีผลงานที่รอคิวอย่อีกเพียบ นักเขียนอีวอลซอนผู้โด่งดังขนลุกขึ้นมาเล็กน้อย
'เวทีในประเทศคงคับแคบไปสำหรับเขา การโกอินเตอร์ไปญี่ปุ่นเลยเป็นเรื่องปกติ'
ไม่ว่าบทบาทที่ได้รับจะมีเวลาออกกองกี่วินาทีหรือกี่ชั่วโมง ไอ้เจ้าปีศาจหน้าใหม่คนนี้ก็ต้องแสดงออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมและสะกดคนดูได้อยู่แล้ว
และ...
'อย่างกับเขาคนที่มีพันหน้า'
ในฐานะนักแสดง ไม่มีใครคาดเดาวิถีการแสดงของเขาได้เลย
ด้านหลัง นักเขียนอีวอลซอน
- แซ่ก
เธอขยับตัวไปทางซ้ายแล้วกระซิบกับผู้กำกับ "PD" ทำให้ผู้กำกับกระแอมไอเบา ๆ
"หยุดก่อนครับ! ขอเวลาสักครู่นะครับ"
ผู้กำกับสั่งพักการอ่านบทชั่วคราว ทำให้ดวงตาหลายคู่จ้องมาที่ผู้กำกับเป็นตาเดียว ทั้งนักแสดงหลายสิบชีวิต รวมถึงทีมงาน อย่างไรก็ตาม ผู้กำกับก็ส่งสายตาไปทางนักเขียนอีวอลซอนเป็นเชิงบอกให้ทุกคนหันไปสนใจนักเขียนแทน ไม่นานนักเขียนอีวอลซอนที่กำลังขีด ๆ เขียน ๆ อยู่ก็เอ่ยปากขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงที่เคยประสบเรื่องแบบนี้มาก่อน หรือคนที่เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก ฉันมักจะแค่ดูตอนอ่านบทช่วงแรก เพราะอยากรู้ว่านักแสดงตีความบทของฉันยังไง การด้นสดก็โอเค"
พูดจบเธอก็จ้องตาไปที่นักแสดงชื่อดัง จองจางฮวาน ซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกล
"คุณจางฮวาน"
"···ครับ นักเขียน"
"ด้นสดเมื่อกี้ก็ไม่แย่นะ การตีความก็พอเข้าใจได้"
คำแนะนำของนักเขียนอีวอลซอนฟังดูใจเย็น แต่แฝงไปด้วยความกดดันอย่างเห็นได้ชัด
“แต่ฉันเข้าใจนะว่ามันน่าสงสัย แต่การด้นสดเมื่อกี้นี่มันไม่เหมือนการกระทำที่สมควรของรุ่นพี่เลยนะคะ?”
“······”
“เมื่อกี้ นั่นคือบทพูดที่ออกมาจาก ‘ซงแทฮยอง’ จริง ๆ เหรอ? ฉันว่ามันเหมือนกับการทดลองที่ออกมาจากปากของนักแสดงจองจางฮวานมากกว่า”
ห้องอ่านบทเงียบสงัดขึ้นมาทันตา บรรยากาศแปลกไป วูจินจึง
‘อะไรวะ ทำไมจู่ ๆ ถึงเงียบแบบนี้’
เขาพยายามทำสีหน้าเคร่งขรึมเอาไว้ นักเขียนอีวอลที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยหรอกนะ เล็งตาไปที่จองจางฮวานแล้วใช้นิ้วชี้ไปที่วูจิน
“ฉันถามว่า นั่นมันไม่ใช่การด้นสดที่ออกมาจากความอยากรู้อยากเห็นส่วนตัวของคุณจางฮวานหรอกเหรอ ไม่ใช่ในฐานะ ‘ซงแทฮยอง’”
ความจริงแทงใจดำพุ่งเข้าไปในรูหูของจองจางฮวาน เขายอมรับอย่างรวดเร็ว
“ขอโทษ···ครับ ผมลืมตัวไปหน่อย”
“นั่นสิ ทำไมต้องมาแบบนี้ด้วย ในเมื่อก็เป็นรุ่นพี่แท้ ๆ”
นักเขียนอีวอลพูดขึ้น
“ทุกคนฟังนะ วูจินเขามาร่วมงานนี้ด้วยความสมัครใจล้วน ๆ เลยนะ จริง ๆ แล้วเขาไม่ต้องมาอ่านบทด้วยซ้ำ แต่นี่เขาก็มา ฉันเข้าใจแหละ บทของวูจินมันสั้น แถมยังต้องสงสัยด้วยว่า ‘นี่มันขนาดไหนกันเชียว ถึงได้พลิกวงการบันเทิงเกาหลีได้’ ใช่มั้ยล่ะ?”
เธอพูดกับนักแสดงทุกคนด้วยน้ำเสียงเบา ๆ
“แต่ว่า พอประมาณ พอเหมาะกันหน่อยนะ ความอยากรู้อยากเห็นในฐานะนักแสดงมันจะแปรเปลี่ยนเป็นความอาฆาตก็ได้นะ แต่ถ้ามันกลายเป็นความริษยาอะไรพวกนี้ขึ้นมา ฉันไม่ชอบใจแน่”
จองจางฮวานที่นั่งเกาคางมาสักพักก็หันไปมองตัวเองเมื่อครู่
‘ฉันก็แค่ทั้งอยากรู้ แล้วก็อิจฉาในเวลาเดียวกัน’
คังวูจินแสดงได้นานจนจองจางฮวานอดนึกชื่นชมไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็แอบมีความรู้สึกริษยาแฝงอยู่เล็กน้อย จองจางฮวานที่รู้ตัวว่าเผลอแสดงความรู้สึกแย่ ๆ ออกไปจึงรีบกล่าวขอโทษคังวูจินที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างจริงใจ
“ขอโทษนะคุณวูจิน ผมเผลอทำตัวโอเวอร์ไปหน่อย สงสัยจะตื่นเต้นเกินไปหน่อย”
“ไม่เป็นไรครับ สนุกดี”
สนุกงั้นเหรอ? จองจางฮวานแอบหัวเราะในใจกับคำตอบของวูจิน
‘ใจเย็นชะมัด แสดงว่าที่ด้นสดไปเมื่อกี้คงจิ๊บ ๆ สำหรับเขาสินะ’
คังวูจินพยายามทำสีหน้าเรียบเฉยเอาไว้ ทั้งที่ข้างในใจเต้นแทบไม่เป็นจังหวะ
‘โอ๊ย อะไรก็ไม่รู้ รอดมาได้ก็บุญแล้ว ถ้าด้นสดมากกว่านี้ สมองคงระเบิดตายไปแล้ว’
ตอนนั้นเอง นักเขียนอีวอลซอนก็เรียกคังวูจิน
“คุณวูจินคะ เมื่อกี้ที่คุณด้นสดไป...”
“ครับ”
“ฉันว่าจะลองแก้บทส่วนก่อนหน้าและหลังฉากนี้ดูน่ะค่ะ คือซงแทฮยองไม่รู้ว่าชายลึกลับข้างบ้านพูดได้แค่ภาษามือ ส่วนชายลึกลับข้างบ้านก็ฟังซงแทฮยองพูดไม่รู้เรื่อง ฉันอยากจะใส่ภาษามือที่สื่อถึงความรู้สึกขัดแย้งนี้ลงไปให้ชัดเจน โดยเฉพาะประโยคที่คุณพูดว่า ‘ผมชอบคุณนะ’ อยากใส่ลงไปในบทจริง ๆ ค่ะ คุณวูจินว่าไงคะ”
นักเขียนอีวอลซอนบอกว่าอยากจะใส่ภาษามือที่คังวูจินแสดงแบบสด ๆ เมื่อครู่ลงไปในบทจริง ๆ คังวูจินตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ถ้าคุณนักเขียนต้องการ ผมก็ไม่มีปัญหาครับ”
เช้าวันรุ่งขึ้น วันที่22 บริษัทสื่อบันเทิงbw
สถานที่ในห้องทำงาน ชเวซองกุนและพนักงานหลายคนรวมถึงคังวูจินนั่งประจันหน้ากันเป็นการประชุมสรุปตารางงานก่อนเริ่มต้น กำหนดการเดินทางไปญี่ปุ่นในอีกไม่กี่วันก็รวมอยู่ด้วย
ระหว่างนั้น ชเวซองกุนมองไปยังคังวูจินที่สวมหมวกนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ก็พลันนึกถึงบทสนทนากับผู้กำกับคิมโดฮี เกี่ยวกับเรื่อง ‘พ่อค้ายาเสพติด’ เมื่อวานนี้ โดยเฉพาะในส่วนของกำหนดฉายที่ใกล้เข้ามา
ชเวซองกุนเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนาผ่านโทรศัพท์มือถือ
“ถ้าเป็นรอบปฐมทัศน์แบบปิด หมายความว่า ‘พ่อค้ายาเสพติด’ ตัดต่อเสร็จแล้วเหรอครับ?”
เสียงตอบกลับมาจากผู้กำกับคิมโดฮี ปลายสาย
“ไม่ใช่ค่ะ ยังไม่เสร็จทั้งหมด แต่ก็ 90% แล้วล่ะค่ะ จริง ๆ วางแผนไว้ว่าจะตัดต่อให้เสร็จกลางเดือนกันยายนแล้วค่อยเปิดปฐมทัศน์แบบปิด แต่ตารางงานของนักแสดงมันยุ่งเหยิงไปหมด เลยหาเวลาที่ตรงกันได้เร็วสุดคืออาทิตย์หน้าค่ะ”
“อ่า งั้นแสดงว่าจะเอาหนังที่ตัดต่อเสร็จแล้ว 90% มาฉายในรอบปฐมทัศน์แบบปิดงั้นเหรอครับ?”
“ค่ะ พูดว่า 90% ก็จริง แต่เนื้อหาหลัก ๆ ก็ดูได้แบบไม่มีสะดุดแล้วล่ะค่ะ เหลือแค่พวกเสียงประกอบหรือชื่อนักแสดงตอนท้ายเรื่องนิด ๆ หน่อย ๆ”
‘พ่อค้ายาเสพติด’ ปิดกล้องไปเมื่อเดือนมิถุนายน กลางเดือนกันยายนเท่ากับว่าใช้เวลาประมาณ 4 เดือน ซึ่งไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ถือว่าเร็วมาก
“โอ้โห เร็วมากเลยนะครับเนี่ย ตอนแรกตั้งเป้าไว้ว่าจะเข้าฉายต้นปีหน้าไม่ใช่เหรอครับ?”
“ใช่ค่ะ ทีมตัดต่อก็เยอะ แถมตัวฉันเองก็ทุ่มเทสุดตัวเลยล่ะค่ะ ทำงานแทบทุกคืนเลย ก็เลยคิดว่าน่าจะฉายเร็วกว่าช่วงต้นฤดูหนาว ถ้าโชคดีก็น่าจะราว ๆ กลางเดือนตุลาคม หรือปลายเดือน? อย่างช้าสุดก็ต้นเดือนพฤศจิกายนค่ะ”
ผู้กำกับคิมโดฮีที่ตอบคำถามอยู่ก็เอ่ยแสดงความยินดีขึ้นมากะทันหัน
“อ้อ! จริงสิ! วูจินน่ะ! ฉันส่งข้อความไปแล้ว แต่ฝากบอกเขาด้วยนะคะว่ายินดีด้วยจริง ๆ บุกญี่ปุ่นแล้วเหรอเนี่ย แถมยังได้ร่วมงานกับผู้กำกับเคียวทาโร่ แถมยังเป็นนักแสดงนำอีก? รู้มั้ยว่าฉันตกใจแค่ไหนตอนที่เห็นข่าว?”
“ฮ่า ๆ ขอบคุณครับ ผมจะบอกให้เขานะครับ”
“ต้องบอกให้ด้วยล่ะ ทีม ‘พ่อค้ายาเสพติด’ ของเรานี่ฮือฮากันใหญ่เลยนะคะ วูจินกำลังสร้างประวัติศาสตร์ บอกเลยว่าเป็นตำนาน สุดยอด จริง ๆ พวกเราก็พลอยได้รับผลดีไปด้วยก็เพราะวูจิน นั่นแหละ”
“ครับ ผมเห็นว่ามีคนพูดถึงผลงานบ่อยขึ้นครับ”
“แค่นั้นเหรอ? แบบนี้ตอนที่‘พ่อค้ายาเสพติด’ เข้าฉาย ความคาดหวังของคนดูต้องพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าแน่ ๆ”
“แต่ว่า ผู้กำกับ ‘พ่อค้ายาเสพติด’ จะเข้าฉายประมาณกลางเดือนตุลาคม หรือปลายเดือนไม่ใช่เหรอครับ? หรืออย่างช้าสุดก็ต้นเดือนพฤศจิกายน?”
“ใช่ค่ะ ตอนนี้คิดแบบนั้นไว้ก่อน ก็ยังมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง”
จากบทสนทนานั้นกลับสู่โลกแห่งความจริง ชเวซองกุนที่เดินกลับมาที่ห้องทำงานของประธานบริษัทก็จ้องมองวูจินพลางยิ้มเยาะออกมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
‘··· ‘เพื่อนชาย’ ก็ถ่ายทำเสร็จแล้ว ถ้าให้เวลาตัดต่อประมาณหนึ่งเดือน คิดรวมเวลาโปรโมตและเรื่องจุกจิกอื่น ๆ การเปิดตัว ‘เพื่อนชาย’ ก็น่าจะอยู่ราว ๆ เดือนตุลาคมเหมือนกันแหละ’
ชเวซองกุนที่คิดในใจเสร็จ แล้วก็หันไปเรียกคังวูจินที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
“วูจิน”
“ครับ ท่านประธาน”
วูจินตอบรับ จากนั้นชเวซองกุนก็พูดประโยคปิดท้ายออกมา
“บางที ‘เพื่อนชาย’ กับ ‘พ่อค้ายาเสพติด’ อาจจะออนแอร์ชนกันก็ได้นะ”
อีซังมันกับฮันอินโฮในหน้าฉากละครกำลังปะทะกันเสียแล้ว…
จบ