เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17: พลิกผัน (2)

บทที่ 17: พลิกผัน (2)

บทที่ 17: พลิกผัน (2)


บทที่ 17: พลิกผัน (2)

ซีอีโอหยุดเท้าที่ชั้นวางรองเท้า หน้าตาดูอ่อนเพลียอย่างมากหลังได้ยินคำตอบของฮงฮเยยอน

“อ้าว-เฮ้อ  จู่ๆ เธอก็อยากรับบทหนังสั้นซะงั้นเนี่ยนะ?”

ฮงฮเยยอนกอดอกแล้วบ่นอุบอิบ

"ทำไมล่ะ? ก็แค่อยากรู้นิดหน่อยเองไม่ได้เหรอ ฉันไม่ได้บอกสักหน่อยว่าจะไปแสดงหนังสั้น ทำไมพี่ต้องตื่นตูมขนาดนั้นด้วย?"

“······เธอต่างหากล่ะที่กำลังตื่นตูม! เฮ้อ ปกติเวลามีอะไรที่เธออยากทำ เธอก็มักจะยอมแพ้ให้มันตลอดเลยไม่ใช่เหรอ คิดว่าฉันไม่รู้จักเธอหรือไง!?”

กล่าวจบ ซีอีโอก็ถอดรองเท้าที่เขาสวมอยู่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไว้ในตู้เก็บ

“ว่าแต่ทำไมนางเอก ‘ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติจิตวิทยาเสเพล’ ถึงถามถึงเรื่องหนังสั้นกะทันหันแบบนี้? ฉันพอเข้าใจอยู่หรอกนะถ้าเกิดบทใหญ่ ๆ มันไม่มีเข้ามาเลย แต่ว่านี่มันอะไร? หนังฟอร์มกลาง ๆ ไปจนถึงใหญ่ ๆ ก็พร้อมเข้ามายื่นข้อเสนอทุกแนว แต่ทำไมครั้งนี้ถึงต้องเจาะจงหนังสั้นเป็นพิเศษกัน?”

เขาบ่นพึมพำไปด้วยขณะที่ลุกไปนั่งบนโซฟาห้องรับแขก ปฏิกิริยาของซีอีโอไม่ได้รุนแรงอย่างที่คาดไว้ อาจเป็นเพราะเขาชินกับความเอาแต่ใจของฮงฮเยยอนอยู่แล้ว ถึงอย่างนั้น ฮงฮเยยอนในชุดนอนก็เดินไปนั่งข้าง ๆ เขา ซีอีโอจึงได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา

"รอครู่หนึ่ง เดี๋ยวฉันจัดให้การเอง"

ซีอีโอชเวซองกุนได้เริ่มจัดความคิดของตัวเอง เขาเป็นซีอีโอบริษัทเอ็นเตอร์เทนเมนต์สตาร์ทอัพด้านความบันเทิง และเป็นผู้ดูแลนักแสดงสาวแถวหน้าฮงฮเยยอน ดูเหมือนเขาจะอายุ 30 ปลาย ๆ และมีผมยาวรวบไว้ด้านหลัง

เขาสวมแว่นตาไร้กรอบ แต่ใบหน้าของเขาก็ยังดูมีเสน่ห์แบบคนเจ้าเล่ห์นิดหน่อย

“ฮึ่ม-”

แม้จะดูมีเสน่ห์แบบคนเจ้าเล่ห์ แต่ชเวซองกุนก็อยู่ในวงการบันเทิงมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี และเขาก็ฉลาดหลักแหลม ไหวพริบดี ทั้งยังมีทักษะการเอาตัวรอดที่ยอดเยี่ยม

ซึ่งด้วยบุคลิกภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา ชเวซองกุนจึงมีเครือข่ายเส้นสายที่กว้างขวาง

ฮงฮเยยอนกับชเวซองกุนอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เธอแสดงครั้งแรก การพูดได้ว่าเขาเป็นคนปั้นฮงฮเยยอนให้กลายเป็นอย่างที่เธอเป็นทุกวันนี้ก็ไม่ใช่การพูดเกินจริงเลย

ความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นเรื่องราวที่ทุกคนในวงการบันเทิงรู้จักดี

ฮงฮเยยอนรู้ดีถึงความสามารถของเขา ดังนั้นเมื่อเขาก่อตั้งบริษัทเอ็นเตอร์เทนเมนต์สตาร์ทอัพด้านความบันเทิง เธอก็ยินดีเข้าร่วมทันที และเงินทุนจำนวนมากของฮงฮเยยอนก็ถูกนำไปลงทุนในบริษัทเอ็นเตอร์เทนเมนต์สตาร์ทอัพด้านความบันเทิงแห่งนี้ กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ฮงฮเยยอนเป็นทั้งผู้ลงทุนในบริษัทและเป็นดาวเด่นหลักของบริษัทด้วย

มาถึงตอนนี้เอง...

“ชื่อหนังสั้นคือ ‘สำนักงานนักสืบ’ ใช่ไหม?”

ซีอีโอชเวซองกุนถามโดยเอนหลังพิงโซฟา จากนั้นฮงฮเยยอนก็ตอบกลับไปด้วยท่าทางไขว่ห้าง

“อืม 'สำนักงานนักสืบ'”

“เธออยากรู้สถานการณ์ของเรื่องนี้? หรือให้สืบประวัติหนังเรื่องนั้นด้วยล่ะ?”

“เอาหมดเลย ขอแบบละเอียด”

“แค่ไปรวบรวมข้อมูลจากบริษัทหนังสั้นอิสระสักสองสามแห่งก็จบแล้ว แต่แบบนี้มันน่ารำคาญออก ถ้าเกิดมันไม่ดีจริง ที่ฉันไปสืบมาก็เสียเวลาเปล่าไม่ใช่เหรอ?”

“ไม่หรอก ไม่หรอก เพราะ PDซงพูดแบบนั้นเลยนะ มันคงจะมีอะไรดี ๆ แน่นอน อ๋อ แล้วพี่จำคนนี้ได้ไหม? คุณPDชินดงชุนน่ะ”

“ฉันรู้จัก เป็นคนที่เคยทำละครดี ๆ หลายเรื่อง แล้วก็ดันไปประกาศว่าจะทำหนังแล้วหายตัวไปเฉย ๆ… เดี๋ยวก่อน อย่าบอกนะว่า?”

“ใช่แล้ว เขาว่าหนังสั้น ‘สำนักงานนักสืบ’ เป็นผู้กำกับคนนั้นเขียนบท”

ซีอีโอชเวซองกุนถึงกับเบิกตากว้างไป

"จริงเหรอเนี่ย? จะว่าไปคนที่ใกล้ชิดกับPDซงมันวูก็เป็นคนที่ค่อนข้างแปลกทุกคนเลยแฮะ ว่าไหม?”

“ก็ปกติไม่ใช่เหรอ?”

“ว่าแต่เธอจะทำอะไรให้ฉันล่ะ ถ้าฉันไปสืบหาข้อมูลให้?”

“พี่พูดอะไรเนี่ย? ไม่ใช่ว่าตอนนี้ฉันก็กำลังดูแลพี่อยู่เหรอ?”

"ฝีมือเธอคนเดียวหรือไงกัน? จำเรื่องก่อนหน้าไม่ได้เหรอ โฆษณาแชมพูที่เธอทำพังไปคราวนี้ การเซ็นสัญญารอบใหม่ว่ายังไงล่ะ?"

ฮงฮเยยอนบ่นอุบทันที

"โอ๊ย ก็ผู้จัดการฝ่ายการตลาดที่นั่นเป็นพวกบ้าน่ะสิ"

“อืม ก็จริงที่ผู้จัดการฝ่ายการตลาดที่นั่นบ้าจริง เอางี้เป็นไง? ฉันจะผลักดันให้มีการเจรจาต่อรองอีกครั้ง ด้วยเงื่อนไขว่าเราจะไม่รวมผู้จัดการคนนั้นไว้ในคณะกรรมการด้วย”

“จริงดิ! ทำไมซีอีโอของเอเจนซี่ถึงสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจชอบแบบนี้ล่ะ?”

“ก็เพราะว่าศิลปินของเรามีความสามารถมากไง”

ฮงฮเยยอนตบไหล่ซีอีโอแล้วเดาะลิ้นเบา ๆ

“ว่าแต่...เราสามารถไล่ผู้จัดการคนนั้นออกจากสัญญาได้จริง ๆ เหรอ?”

“ได้-เพราะงั้นรีบอธิบายมาให้ฟังตอนนี้เลย”

“อธิบายอะไร?”

ซีอีโอชเวซองกุนได้คำนวณอะไรบางอย่างในใจเรียบร้อยแล้ว เขาดันแว่นตาขึ้นมาแล้วยิ้มออกมา

“ทำไมอยู่ ๆ เธอถึงสนใจหนังสั้น ‘สำนักงานนักสืบ’ อย่ามาอ้อมค้อมบอกว่าเพราะ PDซงมันวูหรือผู้กำกับชินดงชุนหรอกนะ มันไม่ได้ผล บอกอะไรที่ชัดเจนมากว่านี้หน่อย”

“....ฮึ่ม”

ฮงฮเยยอนหวีผมยาวสลวยของเธอไปด้านหลัง กัดฟันกรอด

"เพราะผู้ชายที่ชื่อคังวูจิน"

"ใครเหรอ แฟนใหม่?"

"บ้าเหรอ! ฉันจะมีแฟนได้ยังไง! เขาเป็นนักแสดง นักแสดงต่างหาก"

"นักแสดงเหรอ? ฉันไม่เคยได้ยินชื่อเขาเลยแฮะ เล่าเพิ่มอีกหน่อยสิ"

จากนั้นฮงฮเยยอนก็เริ่มแถลงไขปมปัญหาต่าง ๆ ที่เธอเก็บซ่อนไว้จนถึงตอนนี้ เธอเล่าตั้งแต่แรกที่เธอได้เจอกับคังวูจิน ผู้แสนแปลกประหลาดคนนี้ จนถึงปัจจุบัน ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ ใบหน้าของซีอีโอชเวซองกุนเต็มไปด้วยความตกตะลึงขณะที่เขากำลังฟัง

ใช้เวลาประมาณ 10 นาที

“พอใจหรือยัง?”

ฮงฮเยยอนได้เล่าเรื่องทั้งหมดจบแล้ว ซีอีโอชเวซองกุนที่กำลังเกาผมยาวที่รวบไว้ก็ส่งเสียงถอนหายใจเบา ๆ ออกมา

"PDซงมันวูกับนักเขียนพัคอึนมีทำทั้งหมดนี้เพื่อคังวูจินงั้นเหรอ? เป็นไปไม่ได้น่า ทำไมกระทั่งนักเขียนพัคอึนมีที่แม้แต่ดาราดังยังต้องมาขอร้อง ถึงได้ทำขนาดนี้กัน?"

“มันไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายอะไรหรอก พวกเขาแค่เป็นพวกคลั่งไคล้อยากผลิตให้ดีที่สุดน่ะ”

"...ก็จริงนะ แต่ว่าไปชักน่าสนใจแล้วแฮะ"

สำหรับซีอีโอชเวซองกุน ผู้บริหารบริษัทบันเทิง ตัวตนของPDซงมันวูและนักเขียนพัคอึนมีก็ไม่ต่างอะไรกับภูเขาสูงชันเลย  ไม่ใช่แค่เขาหรอกที่คิด คนส่วนใหญ่ในวงการต่างก็คิดแบบเดียวกันกับเขา

ดังนั้น ซีอีโอชเวซองกุนจึงยิ่งอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับนักแสดงคังวูจินมากขึ้นไปอีก

“แต่ฟังที่เล่ามาตั้งแต่แรก เขาคนนี้ดูจะแปลก ๆ มากเลยนะ”

“อืม เขาฝึกฝนการแสดงด้วยตัวเอง ตามที่PDซงมันวูบอก เหมือนว่าเขาอาจจะเคยอยู่ต่างประเทศด้วย คงฝึกฝนมาหนักมากเลยล่ะ”

“ต่างประเทศเหรอ? หืม…ถ้าเกิดเขาเคยอยู่คณะละคร ฉันต้องเคยได้ยินชื่อเขาบ้างสิ”

ชเวซองกุนฟังเรื่องราวทั้งหมดจบ ก่อนจะยิ้มพร้อมสบตากับฮงฮเยยอน

“งั้นแสดงว่าเธอสนใจฝีมือการแสดงของคังวูจิน มากกว่าจะสนใจหนังเรื่อง ‘สำนักงานนักสืบ’ สินะ?”

“เปล่า! มันไม่ใช่แบบนั้นนะ!!”

“อย่าแสร้งทำเป็นไม่ใช่เถอะ! เธอยังไม่ได้อ่านบท ‘สำนักงานนักสืบ’ เลยไม่ใช่หรือไง!”

“······”

ทันใดนั้น

"พี่"

ฮงฮเยยอนที่กำลังจ้องมองซีอีโอชเวซองกุนที่อยู่ข้าง ๆ ก็เปลี่ยนเรื่องอย่างกะทันหัน

"เรามีเงินสดอยู่แค่ไหน?"

"กะทันหันงี้เหรอ? ถามแบบนี้มีอะไรหรือเปล่า?"

“เรามีพื้นที่ว่างเหลือบ้างไหม? ถ้าไม่มีเตรียมไว้สักหน่อยก็ดีนะ เหมือนสุภาษิตที่ว่า ‘ศึกกว่าครึ่งล้วนชนะเพราะการเตรียมการณ์’ ใช่ไหมล่ะ? ถึงปกติมันจะแปลกก็เถอะที่หน้าใหม่จะได้โบนัสพร้อมเซ็นสัญญา แต่นายคนนี้เขาแปลกตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพราะงั้นช่างเถอะ ดูท่าพี่ที่ห่างหายจากหน้าที่ผู้จัดการมานานคงต้องวิ่งวุ่นอีกหน่อยแล้วล่ะ ฉันฝากพี่ดูแลเขาแบบใกล้ชิดหน่อยก็แล้วกัน”

“เฮ้ เฮ้ เธอคงไม่ได้จริงจังอยู่ใช่ไหม?”

ฮงฮเยยอนที่หน้าบึ้งตึงเอ็ดซีอีโอในฐานะนักลงทุนทันที

“พูดจริงสิ ฉันแน่ใจเลยว่าต้องมีใครมาคว้าตัวเขาไปหลังจากการอ่านบทแน่ ๆ”

เช้าวันพฤหัสบดีที่ 20 ใกล้สถานีรถไฟฟ้าออริ โรงภาพยนตร์แห่งหนึ่ง

ประมาณเก้าโมงเช้า โรงภาพยนตร์ยังคงเงียบเหงา คงอาจเป็นเพราะรอบเช้า คังวูจินจึงกำลังนั่งอยู่บนโซฟาในห้องรออยู่คนเดียว เขาใส่เสื้อโค้ทยาวบุนวมและสวมหมวก

อยากรู้เหรอว่าทำไมคังวูจินถึงอยู่คนเดียวในโรงหนังเวลานี้?

คำตอบนั้นง่ายมาก เพราะเขาเพิ่งเริ่มต้นอาชีพนักแสดง เขาจึงสนใจสิ่งต่าง ๆ ที่เขาไม่เคยสนใจมาก่อน ดังนั้นคังวูจินจึงมาดูหนังคนเดียวเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิด ถึงแม้จะเป็นรอบเช้าก็เถอะ

หลังจากนัน้

-ฟึบ

ขณะรอหนังฉาย คังวูจินก็ก้มมองโทรศัพท์มือถือของเขา

“เทศกาลหนังสั้นมิสอองแซงงั้นเหรอ?”

คังวูจินที่ถือโทรศัพท์มือถืออยู่ในมือเริ่มค้นหาบางอย่าง จริง ๆ แล้วคังวูจินเคยลองค้นหามาก่อนแล้วหลังจากที่ได้พบกับผู้กำกับชินดงชุนเมื่อวาน แต่เขารู้สึกว่าเขาควรตรวจสอบเพิ่มเติมอีกครั้ง เพราะเขายังมีเวลาเหลือ

“พิธีมอบรางวัลที่น่าเชื่อถือมากที่สุดในตลาดหนังสั้น-เป็นเทศกาลที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงมากที่สุด”

ขณะที่ค้นหารายละเอียดเกี่ยวกับ 'เทศกาลหนังสั้นมิสอองแซง' คังวูจินก็นึกถึงบทสนทนาของเขากับผู้กำกับชินดงชุนที่เขาไปเยี่ยมเมื่อเช้าวานก่อน

เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นจากผู้จัดการชินดงชุนที่มีดวงตาแดงก่ำ

เป็นตอนที่เขาขอให้คังวูจินรับบทคิมรยูจิน ตัวละครหลักในหนังสั้น ‘สำนักงานนักสืบ’

“ได้โปรดรับบทคิมรยูจิน ตัวละครหลักในหนังสั้น ‘สำนักงานนักสืบ’ ทีเถอะนะครับ”

ตอนนั้นคังวูจินรู้สึกสับสนไปหมด ชายที่กำลังร้องไห้อยู่จู่ ๆ ก็ขอให้เขารับบทตัวละครหลักอย่างกะทันหัน เพราะอย่างนั้นคังวูจินจึงได้แต่ต้องเงียบไว้ ผู้กำกับชินดงชุนจึงยังคงอธิบายต่อเอง

“จริง ๆ แล้วหนังสั้น ‘สำนักงานนักสืบ’ ไม่ใช่หนังที่สร้างมาเพื่อฉายให้คนทั่วไปดู มันเป็นผลงานที่ตั้งใจจะเอาเข้าไปฉายตามเทศกาลหนัง”

“สำหรับเทศกาลหนังเหรอครับ?”

“ใช่ครับ มันชื่อว่า ‘เทศกาลหนังสั้นมิสอองแซง’ เหมือนกับรางวัลมังกรทองหรือรางวัลแพ็กซังของหนังตลาด ส่วน ‘เทศกาลหนังสั้นมิสอองแซง’ ถือว่าเป็นรางวัลที่ดีที่สุดสำหรับหนังสั้น มันเป็นประเพณีที่จัดมาอย่างยาวนาน มักจะจัดขึ้นในกลางเดือนเมษายน คงอีกสองเดือนข้างหน้า ผมตั้งเป้าหมายไว้ที่นั่น หลาย ๆ อย่างตอนนี้จึงค่อนข้างเร่งรีบอยู่พอควร”

“……….”

“ในหมู่คนทำหนัง ชื่อเสียงของรางวัลนี้มันเกือบจะเทียบเท่ากับรางวัลมังกรทอง ดังนั้นแทบจะไม่มีใครไม่รู้จัก อ่า แน่นอนว่าคุณคังวูจินคงจะรู้จักอยู่แล้วสินะครับ?”

ไม่มีใครเคยพูดถึงเทศกาลหนังอะไรนี้มาก่อนเลย แต่คังวูจินก็ยังทำเป็นพยักหน้า เห็นด้วยอย่างจริงจังที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ครับ ประมาณนั้นครับ”

"อย่างที่คุณรู้ กรรมการของ 'เทศกาลหนังสั้นมิสอองแซง' ประกอบด้วยผู้กำกับชื่อดังในประเทศ และผู้กำกับหน้าใหม่ที่ได้รับรางวัลจากเทศกาลนี้ ถือว่าเป็นเส้นทางที่สดใสเลย ผู้กำกับที่เป็นกรรมการและประสบความสำเร็จหลายคน ต่างก็ได้รับชื่อเสียงมาจาก 'เทศกาลหนังสั้นมิสอองแซง' นี่แหละ"

คังวูจินเข้าใจคร่าว ๆ แล้วว่ามันเหมือนกับเป็นงานแสดงความสามารถพิเศษในการคัดเลือกนักแสดงของวงการหนัง คนดังส่วนใหญ่ก็ไปโผล่ตัวในรายการคัดเลือกนักแสดงจนตอนนี้เป็นดาราชั้นนำทั้งนั้นแล้ว

ช่วงเวลานี้เอง สีหน้าของผู้กำกับชินดงชุนก็ดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย

“แต่การแข่งขันมันดุเดือดมาก มีผลงานส่งเข้าชิงทุกปีมากกว่า 600 เรื่อง มันรุนแรงขนาดที่หนังสั้นดี ๆ ยังโดนกลบ แค่จะติดอันดับ 40 แรกในรอบประกวดหลักก็เหมือนเสี่ยงโชคเลย แทบเหมือนจับสลากด้วยซ้ำไป”

“มันคือสงครามเลยสินะครับ”

“ก็แบบนั่นเลยแหละครับ มันเป็นสนามรบของผู้ที่เรียกตัวเองว่าผู้กำกับ มันเป็นประตูสู่วงการผู้กำกับภาพยนตร์ นักแสดงดังหลายคนต่างมาร่วมงานเป็นกรรมการกิตติมศักดิ์ และคนดังในวงการหลายคนก็เข้ามามีส่วนร่วมมากมายด้วย ดังนั้นถ้าเกิดชนะได้รางวัลชนะเลิศ ก็จะกลายเป็นดาวเด่นในฐานะผู้กำกับหน้าใหม่ได้ในพริบตา”

แม้ว่าผู้กำกับชินดงชุนจะไม่ได้ลงลึกรายละเอียด แต่ก็มีหลายกรณีที่นักแสดงจะกลายเป็นคนดังจากเทศกาลหนังนี้ เพราะหนังสั้นหลายเรื่องจะถูกนำไปสร้างใหม่เป็นหนังตลาดลงโรงใหญ่

ทว่า หากผลงานไม่ดีมาก มันก็จะไม่ได้รับรางวัลใหญ่

ถึงจะมีประวัติการจัดเทศกาลยาวนานกว่า 20 ปี แต่จำนวนผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศมีเพียง 10 เรื่องเท่านั้น ดังนั้นหากเกิดชนะรางวัลชนะเลิศที่ 'เทศกาลหนังสั้นมิสอองแซง' ก็จะได้รับชื่อเสียงในวงการเป็นอย่างสูง แต่ว่ามันไม่ใช่เทศกาลกระแสหลัก

หลายคนไม่รู้จักเทศกาลหนังสั้นนี้

“เกณฑ์การประเมินเข้มงวดมาก ซึ่งมันเป็นธรรมดาอยู่แล้ว เพราะกรรมการเป็นผู้กำกับระดับมือฉมัง โดยจะมีการประเมินบทภาพยนตร์ การกำกับ การแสดงของนักแสดง ฯลฯ ในบรรดาสิ่งเหล่านี้ การกำกับและการแสดงของนักแสดงนั้นจะเป็นตัวได้คะแนนสูงสุด”

แค่ฟังดูเผิน ๆ ก็รู้เลยว่ามันยากอย่างไม่น่าเชื่อ ในความคิดของคังวูจิน มันเหมือนกับการร้อยเข็มที่รูเล็ก ๆ คังวูจินคิดเลยว่าการโดนลูกค้าปฏิเสธงานออกแบบหลายสิบครั้งดูน่าจะดีกว่าเป็นร้อยเท่า

'เป็นเทศกาลหนังอันทรงเกียรติสินะ'

ในช่วงเวลานี้เอง ผู้กำกับชินดงชุนซึ่งมีตาแดงก่ำก็กล่าวว่า

“จริง ๆ แล้ว สถานการณ์การผลิตของหนังสั้น ‘สำนักงานนักสืบ’ ตอนนี้ไม่ค่อยดีนัก”

เขาได้สรุปทุกอย่างเกี่ยวกับหนังสั้นเรื่อง ‘สำนักงานนักสืบ’ ทันที

แล้วก็....

“แต่ตอนนี้ มันไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้วครับ ผมจะยอมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบริษัทหนังที่ผมเคยพูดถึง การลงทุน นักแสดง ผมจะเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ต้น แน่นอนว่ามันขึ้นอยู่กับคุณคังวูจินแล้ว เพราะงั้นได้โปรดรับบทเป็นคิมรยูจินด้วยนะครับ”

“……….”

อะไรนะ จะเริ่มต้นใหม่หมดเลยเหรอ? เป็นเพราะฉันเนี่ยนะ? สถานการณ์ชักเลวร้ายแล้วสิ คังวูจินพยายามห้ามปรามเขา ขณะพยายามประคองหน้านิ่งไว้ ดูเหมือนว่าผู้กำกับคางเหลี่ยมจะตื่นเต้นเกินไปหน่อแล้วมั้ง

“ผู้กำกับ คุณไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองมากขนาดนั้นหรอกครับ”

“มันไม่ใช่การกดดันตัวเองนะครับ!”

แต่กลับกลายเป็นว่ามันส่งผลตรงกันข้าม ผู้กำกับชินดงชุนยิ่งมุ่งมั่นมากขึ้นจากการห้ามปรามของคังวูจิน อะดรีนาลีนคล้ายพุ่งพล่านจนถึงขีดสุด

“ผมต้องทำแบบนี้ เพราะผมจะได้ไม่ต้องรู้สึกอึดอัดใจและไม่ต้องกังวลอะไรอีก เดี๋ยวผมจะรีเซ็ตทุกอย่างให้มันกลับไปที่จุดเริ่มต้นเอง เพราะงั้นสิ่งเดียวที่ผมอยากขอจากคุณคังวูจินคือเรื่องการมาแสดงครับ”

“อ่า”

“ได้โปรดรับบทเป็นคิมรยูจินด้วยเถอะนะครับ ตัวละครจะมีชีวิตขึ้นมาก็ต่อเมื่อนักแสดงที่รักและผูกพันกับตัวละครนั้นมารับบทบาท โปรดลองดูสักครั้งนะครับ คุณคังวูจิน”

มันมากเกินไปแล้ว ผู้กำกับชินดงชุนคล้ายกำลังหลั่งอะดรีนาลีนจนล้นทะลัก เมื่อสักครู่เขายังสะอื้นอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับดูดื้อรั้นออกนอกหน้านอกตา จนคังวูจินรู้สึกว่าห้ามปรามเขาไม่อยู่แล้ว

อืม ตอบรับไปจะเสียอะไรหรือเปล่านะ?

แม้สถานการณ์จะเลวร้ายไปกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ถึงกระนั้น คังวูจินก็สามารถทำตามเป้าหมายเบื้องต้นของเขาสำเร็จแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทศกาลหนัง รางวัลชนะเลิศหรืออะไรก็มาเถอะ เขาขอแค่แสดงพอ

หลังจากได้ข้อสรุป คังวูจินก็ยื่นมือไปหาผู้กำกับชินดงชุนอย่างใจเย็น

“ผมรอคอยที่จะได้ร่วมงานกับคุณอยู่นะครับ ผู้กำกับ”

ขณะนึกถึงเรื่องก่อนหน้านี้ คังวูจินก็ออกจาห้วงภวังค์กลับคืนสู่โลกความเป็นจริงในโรงหนัง และเช็คเวลาทันที

“อ่า ถึงเวลาแล้วสินะ”

ถึงเวลาต้องไปแล้ว เพราะหนังกำลังใกล้ฉาย ในไม่ช้า เมื่อคังวูจินกำลังจะขยับไปที่ห้องฉายหนัง...

"เอ่อ-แต่ว่า..."

ทันใดนั้น เขาที่กำลังคิดเกี่ยวกับเรื่อง 'สำนักงานนักสืบ' ก็เพิ่งนึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้

"สงสัยแฮะว่าพัคจองฮยอก นักแสดงที่ถูกเลือกเป็นตัวละครหลักในตอนแรกให้มาฟอกตัวด้วยหนังเรื่องนี้จะโกรธไหมนะ? คงโกรธแหง"

เขาพึมพำอย่างไม่ใส่ใจ

"ช่างเถอะ มันไม่ใช่เรื่องของฉันสักหน่อย"

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ณ นอนฮยอน จีจีโอเอนเตอร์เทนเมนต์

ตอนใกล้เที่ยงวัน ที่สำนักงานใหญ่ของจีจีโอเอนเตอร์เทนเมนต์ บริษัทบันเทิงขนาดใหญ่แห่งนี้ตกแต่งด้วยกระถางต้นไม้นานาพันธุ์

เสียงตะโกนดังลั่นขึ้นอย่างกะทันหันภายในสำนักงาน

"อะไร?! พวกเขาปฏิเสธเราเหรอ?!"

คนที่ตะโกนโวยวายออกมาคือซอกูซอบ ซีอีโอของจีจีโอเอนเตอร์เทนเมนต์ ชายร่างเตี้ยผู้มีใบหน้าคล้ายสุนัขพันธุ์บูลด็อก เขาตอนนี้กำลังตะโกนใส่พนักงานชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา

"แกพูดอะไรบ้า ๆ กัน! ทุกอย่างราบรื่นดีจนถึงเมื่อวันก่อนนี้ไม่ใช่เหรอ!"

พนักงานตัวแทบหดลงเพราะเสียงตะโกนของอีกฝ่าย พนักงานคนนี้พยายามตอบกลับอย่างทุลักทุเล

"เอ่อ...คือผมเพิ่งได้รับโทรศัพท์ บริษัทภาพยนตร์บลูวิชั่นฟิล์มเพิ่งตัดสินใจในเช้าวันนี้ครับ"

"อะไรนะ?!"

"ผู้กำกับหนังสั้น 'สำนักงานนักสืบ' ต้องการที่จะยกเลิกทุกอย่างที่กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งไม่เพียงแค่เรื่องดาราและการลงทุนที่ว่าเท่านั้น แต่ดูเหมือนเขาตัดความสัมพันธ์กับบริษัทบลูวิชั่นฟิล์มด้วยครับ"

สิ่งที่พนักงานกล่าวมาโดยสรุปคือ แผนธุรกิจที่พวกเขาดำเนินอยู่ทั้งหมดตอนนี้ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ทุกอย่างเป็นเพราะคำพูดของผู้กำกับ 'สำนักงานนักสืบ' กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ จีจีโอเอนเตอร์เทนเมนต์กำลังถูกผู้กำกับชินดงชุนปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซอกูซอบ ซีอีโอผู้มีหน้าตาคล้ายสุนัขพันธุ์บูลด็อกก็กัดฟันแน่น

“ไอ้นี่มันกล้า...ปฏิเสธฉัน ปฏิเสธจีจีโอเอนเตอร์เทนเมนต์งั้นเหรอ?”

ซีอีโอซอกูซอบโกรธแค้นมากที่เขาและจีจีโอเอนเตอร์เทนเมนต์ถูกปฏิเสธ มากกว่าแผนธุรกิจที่ยื่นไปถูกล้มเลิก สาเหตุคงเป็นเพราะเขาภาคภูมิใจในตนเองมากกระมัง

"ฉันรู้จักชินดงชุนตั้งแต่สมัยเป็น PD และเคยสนใจบทของเขาด้วย แต่ไอ้นี่มันเลวร้ายเหลือเกินนะ"

“…”

“ถึงกับกล้าเรียกร้องความสนใจด้วยบทภาพยนตร์ที่ไร้สาระแบบนั้น เหอะ!”

ในไม่ช้า ซีอีโอซอกูซอบก็ทุบโต๊ะอย่างแรง หันหน้าไปทางขวา มีชายรูปร่างค่อนข้างน่าเกรงขามนั่งอยู่บนโซฟาห้าที่นั่งอันหรูหรา เขาตะโกนใส่ชายคนนั้นทันที

“เฮ้ย พัคจองฮยอก! ลืมเรื่องหนังสั้น ‘สำนักงานนักสืบ’ ไปซะ! เลือกบทหนังเรื่องอื่น! ให้ตายเถอะ หนังสั้นที่จะไป 'เทศกาลหนังมิสอองแซง' มีแต่หนังเล็ก ๆ ไม่สำคัญหรอก!”

ชายตรงหน้าคือพัคจองฮยอก ผู้วางแผนการฟอกตัวเองด้วยหนังสั้น ‘สำนักงานนักสืบ’ อดีตนักแสดงระดับแนวหน้า แม้ความนิยมจะไม่สูงเท่าแต่ก่อน แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง

เขาตอบขณะไขว่ห้าง

“ผมรู้ว่ามีหนังสั้นเรื่องอื่นให้เลือกเยอะแยะ คุณซีอีโอ แต่มันแปลกไปหน่อยไหมที่เราโดนปฏิเสธ? เมื่อวันก่อนคงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม?”

“…”

ซีอีโอซอกูซอบที่สบตากับพัคจองฮยอก ทันใดนั้นก็มองกลับไปด้วยสีหน้าจริงจัง จากนั้นเขาก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ หยิบเอาซองบุหรี่บนโต๊ะขึ้นมา

“ผู้กำกับชินดงชุนที่จนมุม แทบจะจนตรอก แต่กลับเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาอย่างกะทันหันภายในคืนเดียว ถึงขนาดยกเลิกทุกอย่างที่กำลังดำเนินการอยู่อย่างเร่งรีบ รวมถึงเรื่องการลงทุนและพัคจองฮยอกด้วย…”

หลังจากคิดอยู่นานประมาณ 10 วินาที ซีอีโอซอกูซอบผู้กำลังครุ่นคิดก็ได้ข้อสรุปขณะที่สูบบุหรี่

“ผู้กำกับชินดงชุนคงหาตัวแสดงนำชายคนอื่นมาแทนได้แล้วหรือเปล่า?”

เขาเริ่มสันนิษฐานต่อทันที

“อย่างน้อยก็คงเป็นนักแสดงระดับ A หรืออาจจะถึงขั้นระดับแนวหน้าเป็นแน่”

จบบทที่ บทที่ 17: พลิกผัน (2)

คัดลอกลิงก์แล้ว