- หน้าแรก
- อาจารย์ข้าคือเซียนตกสวรรค์?
- บทที่ 16 ลักเล็กขโมยน้อย
บทที่ 16 ลักเล็กขโมยน้อย
บทที่ 16 ลักเล็กขโมยน้อย
บทที่ 16 ลักเล็กขโมยน้อย
◉◉◉◉◉
หลี่ชิงสือมองตาเฒ่าผอมแห้งอย่างเคลือบแคลงสงสัย เขาสงสัยอย่างยิ่งว่าเรื่องน่าอายแบบนี้อันที่จริงแล้วเกิดขึ้นกับตัวเอง แต่น่าเสียดายที่ไม่มีหลักฐาน และรู้ดีว่าไม่ว่าจะพยายามหลอกล่อถามอย่างไร เขาก็ไม่มีทางยอมรับ
ในยามปกติที่อยู่ด้วยกัน เฒ่าหลิวเล่าเรื่องราวในอดีตให้เขาฟังมากมาย แต่เรื่องที่เจ๋งเป้งเก่งกาจโดดเด่น ล้วนเป็นเรื่องที่เขาทำด้วยตัวเอง ส่วนเรื่องน่าอับอายขายหน้าที่น่ารังเกียจทั้งหมด ก็ล้วนเป็นเรื่องที่เพื่อนของเขาทำ
ตอนเด็กๆ ยังไร้เดียงสา เขาพูดอะไรก็เชื่ออย่างนั้น ต่อมาค่อยๆ รู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง ลองถามอยู่หลายครั้ง แต่ตาเฒ่าทุกครั้งก็เล่าได้อย่างมีน้ำมีเนื้อ แม้แต่เพื่อนที่น่าอับอายเหล่านั้นก็ยังมีชื่อมีแซ่พร้อมสรรพ ไม่ว่าจะเป็นจางอู๋จี้, เหวยเสี่ยวเป่า, ต้วนอี้, หยางไป่ฮ่วน
ดังนั้นหลี่ชิงสือจึงไม่แน่ใจจริงๆ ว่าเขามีเพื่อนที่เหลวแหลกปานฉะนี้อยู่จริงหรือไม่
"เฒ่าหลิว ท่านแน่ใจนะว่าโจรกลุ่มนั้นคืนนี้จะไม่ลงมาจากภูเขา?"
หลังจากหลี่ชิงสือสังหารชายฉกรรจ์ที่ใช้ดาบคนนั้นแล้ว สองศิษย์อาจารย์ก็กลับมาที่หมู่บ้านไป๋โถว ตาเฒ่าไม่ได้พูดอะไร ทำตัวเหมือนปกติทุกวัน ไปเข้าส้วมถ่ายอุจจาระอย่างสบายอารมณ์ก่อน จากนั้นก็ทอดถั่วลิสงจานหนึ่ง แล้วก็นั่งดื่มเหล้าที่ลานบ้าน
เดิมทีคิดว่าที่เฒ่าหลิวสงบนิ่งได้ขนาดนี้ เป็นเพราะเขาคือยอดฝีมือขั้นเทพ จึงไม่กลัวโจรกลุ่มนั้นจะมาปล้นหมู่บ้าน แต่พอคิดอีกทีก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง ต่อให้สามารถลุยเดี่ยวกวาดล้างโจรกลุ่มนั้นได้ แต่เขาบอกว่าจะเอาโจรเหล่านั้นมาเป็นคู่ซ้อมให้ตัวเองนี่นา หากพวกมันบุกมากันเป็นฝูงแล้วถูกเฒ่าหลิวฆ่าหมด แล้วจะเอาอะไรมาเป็นคู่ซ้อมกันล่ะ!
ดังนั้นคิดไปคิดมา ก็ได้ข้อสรุปเพียงอย่างเดียว เฒ่าหลิวกินขาดแล้วว่าโจรกลุ่มนั้นไม่กล้าลงมาจากภูเขา
ตาเฒ่าไม่สนใจเขา เพียงแต่เหลือบมองเขาอย่างตำหนิว่าไม่เอาไหน แม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่หลี่ชิงสือก็เข้าใจความหมายของเขา เห็นได้ชัดว่ากำลังพูดว่า "โง่เง่าสิ้นดี"
หลี่ชิงสือจำต้องคิดเอง พลันคิดขึ้นมาได้ก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเฒ่าหลิวถึงได้มั่นใจขนาดนี้
จ้าวเฟิงหู่ส่งคนออกมาลาดตระเวน แต่ผลกลับคือหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ย่อมต้องสงสัยว่าเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น พวกเขาเพิ่งจะมาถึง ไม่คุ้นเคยกับสถานที่ เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ย่อมต้องระมัดระวังเป็นสองเท่า ไม่กล้าผลีผลามเคลื่อนไหวอีกเป็นแน่
หลี่ชิงสือไม่ใช่คนโง่ ตรงกันข้าม เขาฉลาดมาก เพียงแต่ไม่รู้ว่าทำไม เวลาอยู่กับเฒ่าหลิวแล้วถึงไม่ชอบใช้สมองตัวเอง
หลี่ชิงสือเปลี่ยนเรื่อง กลัวว่าตาเฒ่าจะไม่สนใจเขาอีก จึงยิ้มประจบประแจงอย่างระมัดระวัง ถามว่า "เฒ่าหลิว วรยุทธ์ของท่านสูงส่งเพียงใดกันแน่? หรือว่าจะเป็นยอดฝีมือระดับแดนหงเหมิง?"
ตาเฒ่ากลับมาด้วยสายตาตำหนิเช่นเคย พูดอย่างไม่สบอารมณ์ "เจ้ารู้จักแต่แดนหงเหมิงรึไง? ข้าจะกระจอกขนาดนั้นได้รึ? วันนี้จะบอกความลับให้เจ้าฟัง ข้าน่ะคือยอดฝีมือขั้นสุดยอดระดับแดนโลกย่อยของแท้เลยนะ!"
หลี่ชิงสือตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็กลอกตา
เริ่มโม้อีกแล้ว
ก่อนหน้านี้เฒ่าหลิวเคยบอกเขาว่า วิถียุทธ์มีทั้งหมดสี่ระดับ จากต่ำไปสูงคือ แดนหงเหมิง, แดนเฉียนคุน, แดนโลกย่อย และแดนเซียน
ตอนแรกเขาย่อมไม่สงสัยว่าตาเฒ่ากำลังหลอกเขา ต่อมาเมื่อไปเที่ยวเมืองชิงสุ่ย บังเอิญได้ยินนักเล่านิทานคนหนึ่งบอกว่า วิถียุทธ์มีเพียงสองระดับ คือแดนหงเหมิงและแดนเฉียนคุน ต่อมาเขาก็ไปสอบถามนักเล่านิทานผู้รอบรู้อีกหลายคนเพื่อยืนยัน ผลก็คือทุกคนต่างก็บอกว่าวิถียุทธ์มีเพียงสองระดับนี้จริงๆ
ว่ากันว่าบรรดาผู้อาวุโสสูงสุดในสามขุนเขาห้ายอดบรรพตสิบสองถ้ำสวรรค์ที่ไม่ค่อยปรากฏตัวในโลกภายนอก ล้วนเป็นยอดฝีมือระดับสูงสุดในแดนเฉียนคุน
ผลกลับกลายเป็นว่าพอมาอยู่ในปากของเฒ่าหลิว กลับมีแดนโลกย่อยกับแดนเซียนเพิ่มขึ้นมา
ยังจะยอดฝีมือขั้นสุดยอดระดับแดนโลกย่อยอีก ตั้งให้ตัวเองล่ะสิ!
หลี่ชิงสือก็ไม่ได้เปิดโปงเขา ตาเฒ่าชอบฝันกลางวัน ก็ปล่อยให้เขาฝันไป
เขากล่าว "ในเมื่อท่านเก่งกาจขนาดนี้ วิชาตรวจสอบรากฐานกระดูกของท่านเจ้าสำนักเฒ่าหนิวแห่งหมู่บ้านวายุคราม ท่านก็ต้องทำเป็นแน่ จะสอนข้าหน่อยได้หรือไม่?"
ตาเฒ่าเบ้ปาก พูดอย่างโอ้อวด "ระดับของข้า ตรวจสอบรากฐานกระดูกคนอื่นแค่เหลือบมองก็รู้แล้ว วิธีการระดับต่ำอย่างการลูบหัวคนน่ะ เลิกใช้ไปนานแล้ว"
"ท่านไม่ใช้แต่ข้าใช้นะ ข้าไม่ได้อยู่ระดับเดียวกับท่าน วิธีการระดับต่ำแบบนี้เหมาะกับข้าพอดี เร็วเข้า เร็วเข้า สอนข้าหน่อย" หลี่ชิงสือยิ้มอย่างจริงใจ เหมือนกำลังปลอบเด็ก
ตาเฒ่าเหลือบมองเขา "วิธีการลูบหัวคนมันทิ้งร่องรอยไว้มากเกินไป เราเป็นหมอ ก็จะสอนวิธีการตรวจสอบรากฐานกระดูกตอนจับชีพจรให้เจ้าก็แล้วกัน"
หลี่ชิงสือเลิกทำหน้าทะเล้น ตั้งใจฟังอย่างจริงจัง
พอแผลดาบบนตัวหายสนิท การสอนของตาเฒ่าก็เสร็จสิ้น
หลี่ชิงสือออกมาจากถังยา เดินไปข้างๆ หลิวเป่ยโต่วอย่างเป็นธรรมชาติ ยื่นมือไปจับข้อมือของตาเฒ่าอย่างเงียบๆ
ตาเฒ่าเตะเข้าที่ก้นเขา "ไสหัวไป ไสหัวไป ถ้าข้าจะให้เจ้าหยั่งเชิงได้ง่ายๆ ขนาดนี้ ชีวิตนี้ก็อยู่มาเสียเปล่าแล้ว"
หลี่ชิงสือหัวเราะหึๆ ฉวยโอกาสที่ตาเฒ่าไม่ทันระวัง ลูบข้อมือเขาไปทีหนึ่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะรีบร้อนเกินไปหรือไม่ แน่นอนว่าหยั่งเชิงความลึกตื้นไม่ได้
เขาเดินไปฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ ตั้งท่าม้าในท่าที่แปลกประหลาดนั้น รินเหล้าให้ตัวเองถ้วยหนึ่ง แล้วถามถึงประสบการณ์การท่องยุทธภพในอดีตของตาเฒ่า
อันที่จริงเมื่อก่อนหลิวเป่ยโต่วก็เคยเล่าเรื่องในอดีตให้เขาฟังบ่อยๆ เพียงแต่เขาคิดว่าเป็นการโม้ ไม่เคยจริงจังนัก บัดนี้เมื่อรู้ว่าตาเฒ่าเป็นวรยุทธ์จริงๆ พอนึกถึงเรื่องเล่าในอดีตเหล่านั้น ก็เริ่มรู้สึกว่านั่นอาจจะเป็นประสบการณ์จริงของเขาก็ได้
พอเมาได้ที่ หลี่ชิงสือก็พลันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ กล่าวว่า "ในเมื่อโจรกลุ่มนั้นจะไม่เข้าหมู่บ้านแล้ว จะเรียกชาวบ้านกลับมาดีหรือไม่ บนภูเขายุงเยอะ อยู่บนนั้นลำบากน่าดู"
ตาเฒ่าจ้องมองด้วยดวงตาเฒ่าที่พร่ามัว เหม่อลอยเล็กน้อย ทุกครั้งที่เขาดื่มจนเมามาย ก็มักจะมีท่าทางแบบนี้ ไม่รู้ว่าในใจกำลังคิดอะไรอยู่ หลี่ชิงสือเคยถามอยู่หลายครั้ง เขาไม่เคยบอก
ตอนนี้เขาได้สติกลับมา กล่าวว่า "เพื่อความปลอดภัย ให้พวกเขาอยู่บนภูเขาอีกสักสองสามวันเถอะ"
หลี่ชิงสือคิดดูก็ใช่ โจรกลุ่มนั้นโหดเหี้ยมอำมหิต ใครจะรู้ว่าการกระทำของพวกเขาจะคาดเดาได้หรือไม่ หากบุกมาโดยไม่สนใจอะไรเลย ต่อให้เฒ่าหลิวมีวรยุทธ์สูงส่งเพียงใด เกรงว่าก็ยากที่จะปกป้องทุกคนให้ปลอดภัยได้
วันรุ่งขึ้น เพราะการต่อสู้อย่างดุเดือดเมื่อวาน หลี่ชิงสือจึงตื่นสายไปหน่อย ออกจากห้องมา ก็เห็นเฒ่าหลิวกำลังถอนขนแม่ไก่อยู่
เขาถาม "ไก่มาจากไหน?"
"บ้านหวังต้าเกิน เอาไปตุ๋นก่อน ตอนเที่ยงกลับมาจะได้กินกับเหล้าพอดี" ตาเฒ่าถอนขนไก่อย่างคล่องแคล่ว ควักไส้ควักพุง
"ท่านกล้าขโมยไก่บ้านเขารึ? รอให้พวกเขากลับมา เมียเขาจางชุ่ยเอ๋อจะไม่ด่าท่านจนตายรึ?" หลี่ชิงสือชื่นชมความกล้าของเฒ่าหลิว ขณะเดียวกันก็สงสัยว่าพฤติกรรมฉวยโอกาสของเฒ่าหลิวนี้เป็นการแก้แค้น
ก่อนหน้านี้มีครั้งหนึ่ง ตาเฒ่าคงจะเบื่อถั่วลิสงทอดแล้ว ปากอยากกินของอร่อย ก็เลยฉวยโอกาสที่คนอื่นลงไปทำนาไม่มีใครอยู่บ้าน ขโมยไก่บ้านหวังต้าเกินมาตัวหนึ่ง แต่ผลคือฝีมือไม่ค่อยเก๋า ทิ้งร่องรอยไว้ ถูกจางชุ่ยเอ๋อจับได้คาหนังคาเขา
จางชุ่ยเอ๋อเป็นหญิงดุร้ายที่ขึ้นชื่อในหมู่บ้าน ยืนด่าตาเฒ่าผอมแห้งที่หน้าประตูอยู่ทั้งวัน ตาเฒ่าที่ปกติเวลาโม้โอ้อวดมักจะมีท่าทางของยอดคน กลับซ่อนตัวอยู่ในห้องไม่กล้าออกมา ไม่กล้าแม้แต่จะผายลมออกมาสักปู้ด สุดท้ายก็เป็นหลี่ชิงสือที่ควักเงินทองแดงไม่กี่เหรียญที่อุตส่าห์เก็บมาได้ออกมา เรื่องนี้ถึงได้จบลง
"ไก่ตัวนี้ทิ้งไว้ไม่สนใจ เห็นได้ชัดว่าไม่เอาแล้ว ข้าเก็บมากิน จะกลัวอะไร?" ตาเฒ่าเถียงคอเป็นเอ็น
แล้วก็สั่งว่า "เอาขนไก่อะไรพวกนี้ไปหาที่ฝังซะ ทำให้สะอาดๆ อย่าทิ้งร่องรอยไว้เด็ดขาด"
หลี่ชิงสือตะลึงงันพูดไม่ออก ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าคำพูดของตาเฒ่าเมื่อวานที่ว่า "เพื่อความปลอดภัย" ความหมายที่แท้จริงคือการไม่เรียกชาวบ้านกลับมา ก็เพื่อความปลอดภัยในการลักเล็กขโมยน้อยของเขานั่นเอง...
นี่มันตาเฒ่าประเภทไหนกัน อายุขนาดนี้แล้วยังจะเจ้าคิดเจ้าแค้นอีก?
หลิวเป่ยโต่วตุ๋นไก่อย่างมีความสุข สองศิษย์อาจารย์ก็เดินออกจากประตูไปอย่างสบายอารมณ์
หลายวันต่อมา ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้าย ภูเขาปีศาจใหญ่โตขนาดนั้น ตามเฒ่าหลิวเดินมั่วซั่วไป แต่กลับมักจะเจอโจรที่ออกมาลาดตระเวนอยู่เสมอ
หลังจากผ่านการต่อสู้อย่างดุเดือดหลายครั้ง วิชาดาบของหลี่ชิงสือก็ยิ่งชำนาญขึ้น ร่ายรำกระบี่ยาวได้อย่างคล่องแคล่วมากขึ้นเรื่อยๆ
ภายในสี่วัน ก็สังหารโจรโหดเหี้ยมไปอีกเก้าคน
เพียงไม่ถึงห้าวัน ก็สังหารไปทั้งหมดสิบคน เปิดจุดชีพจรใหญ่ได้สิบจุด
◉◉◉◉◉ [จบแล้ว]