เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 โลกที่ไม่ชอบมาพากล

บทที่ 2 โลกที่ไม่ชอบมาพากล

บทที่ 2 โลกที่ไม่ชอบมาพากล


บีบอัด…

เจ็บปวด…

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดโจวซวี่ก็ได้เห็นแสงสว่างอีกครั้ง

เสียงร้องไห้แหลมแสบแก้วหูของทารกดังลั่นไปทั่วฟ้า

เสียงร้องไห้เช่นนี้เป็นเพราะปอดของทารกแรกเกิดได้สูดอากาศเข้าไปเป็นครั้งแรก

โจวซวี่ไม่มีวันยอมรับเด็ดขาด ว่าที่เขาร้องออกมานั้นเป็นเพราะความเจ็บปวดจากการถูกบีบอัดเมื่อกี้นี้!

ยังไม่ทันที่โจวซวี่จะได้สติ หมอตำแยก็ใช้ผ้าห่อตัวเขาอย่างชำนาญแล้วยื่นให้กับชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง ใบหน้าใหญ่โตนั้นก็โน้มเข้ามาใกล้ในทันที

เนื่องจากเส้นประสาทการมองเห็นของทารกแรกเกิดยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ กว่าที่ใบหน้าใหญ่นั้นจะเข้ามาใกล้มาก โจวซวี่จึงมองเห็นใบหน้าของชายผู้นี้ได้อย่างเลือนราง

ดวงตาที่ลุ่มลึก ใบหน้าที่ขาวสะอาด ผ่านมุมมองที่มืดมัวและเลือนราง โจวซวี่พอจะมองออกว่าเค้าหน้าของคนผู้นี้จัดว่าหล่อเหลาเอาการ

นี่คือบิดาในชาติภพนี้ของเขาหรอ

ขยายใหญ่ขนาดนี้ยังมองไม่เห็นตำหนิที่ชัดเจนบนผิวหนัง ดูท่าว่ารูปโฉมในชาตินี้ของเขาคงไม่เลวร้ายนัก

โจวซวี่รวบรวมสติ พยายามฝืนยิ้มออกมา แล้วยื่นมือทั้งสองข้างไปยังใบหน้าใหญ่ตรงหน้า

ชาตินี้ต้องอยู่ใต้ชายคาของเขา คงต้องเอาใจเขาให้ดี

ไม่ทันที่มือของโจวซวี่จะได้สัมผัส ใบหน้าตรงหน้าก็พลันขมวดคิ้ว หันไปมองสตรีงดงามที่นอนอยู่บนเตียง แล้วกล่าวอย่างรังเกียจว่า: “นิโคล ทำไมลูกของเราถึงได้อัปลักษณ์เช่นนี้ หน้าเหี่ยวย่นเหมือนคนแก่ตัวเล็กๆ”

นี่ นี่ นี่!

สีหน้าของเจ้านั่นมันอะไรกัน

กำลังรังเกียจเขาอยู่หรือ

ถึงเขาจะฟังที่อีกฝ่ายพูดไม่เข้าใจ แต่น้ำเสียงเมื่อกี้ มันคือการรังเกียจเขาอย่างแน่นอน!

แกจบสิ้นแล้ว ฉันขอบอกเลย แกจบสิ้นแน่ แกทำให้ฉันขุ่นเคืองแล้ว!

แพทย์: บิดาของท่านแค่เป็นหวัด...

โจวซวี่: ไม่ต้องแล้ว

แพทย์: ไม่ต้องฉีดยา...

โจวซวี่: เผาเลย

แพทย์: ต้องกินยาสักหน่อย...

โจวซวี่: อืม โปรยเถ้าก็ยิ่งดี

ผมสีน้ำตาลของนิโคลเปียกชุ่มด้วยเหงื่อแนบติดอยู่บนหน้าผาก ใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือด นางเอนกายนั่งอยู่บนเตียง ดูเหนื่อยล้าอย่างยิ่ง แต่ก็ยังฝืนใจตอบกลับไปว่า:

“เดวิด ท่านอุ้มเขามาให้ข้าดูหน่อยสิ”

เมื่อรับทารกมาดูแล้ว นิโคลก็เผยสีหน้าประหลาดใจ

“สวรรค์ ทำไมถึงได้อัปลักษณ์เช่นนี้”

“ใช่หรือไม่ ใช่หรือไม่ ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องคิดเหมือนข้า เราทิ้งเขาไปแล้วมีใหม่กันเถอะ”

จิตคิดร้าย!

มีจิตคิดร้ายอันรุนแรงแผ่ออกมาจากร่างของชายผู้นั้น!

นิโคลอุ้มทารกขึ้นมา ตบหลังเขาอย่างเบามือและเงอะงะ พลางหัวเราะเบาๆ:

“ท่านพูดอะไรอยู่ ลูกของเราถึงจะอัปลักษณ์ แต่ท่านไม่คิดว่าความอัปลักษณ์นั้นก็น่ารักดีหรือ”

เดวิดพึมพำ: “มีหรือ ข้าไม่เห็นจะรู้สึกเช่นนั้นเลย กลับรู้สึกว่าเขามีเจตนาร้ายต่อข้าเสียอีก”

“ท่านหญิงนิโคล!”

สาวใช้สูงวัยที่รออยู่ข้างๆ รีบขัดจังหวะ นางไม่กล้าฟังต่อไปแล้ว บทสนทนาเหล่านั้น แม้จะเพียงแค่เข้าหู ก็ทำให้นางรู้สึกอับอายอย่างประหลาด

“ทารกแรกเกิดแช่อยู่ในน้ำคร่ำนาน ผิวหนังย่อมต้องเหี่ยวย่นบ้าง เพียงแค่ดูแลให้ดีสักสองสามวัน เมื่อเขาโตขึ้นก็จะดีขึ้นเองเจ้าค่ะ”

“ท่านเดวิด ท่านก็เช่นกัน โปรดอย่าใช้สรรพนาม ‘เขา’ เรียกบุตรชายของท่านเลย นี่คือบุตรชายของท่าน โปรดตั้งชื่อให้เขาด้วย และอย่าได้มีอคติต่อเขาเลยนะเจ้าคะ!”

“เอาเถอะ เอาเถอะ ฟาน่า เจ้าอย่าตื่นเต้นไปเลย ข้าแค่ล้อเล่นกับนิโคลเท่านั้น เจ้ายังคงน่าเบื่อเหมือนเคย วางใจเถอะ ข้าเตรียมชื่อไว้แล้ว ต่อไปนี้ให้เรียกเขาว่ายาร์โรว์ ยาร์โรว์ การ์เนอร์”

โจวซวี่… หรือยาร์โรว์ในตอนนี้ ไม่ได้รับรู้เรื่องราวหลังจากนั้น เพราะเมื่อถูกมารดาอุ้มไว้ในอ้อมอก ได้ยินเสียงหัวใจที่คุ้นเคย เขาก็หลับใหลไปอย่างเป็นสุข

ไม่ว่าจะในยุคสมัยใด การคลอดบุตรเป็นเรื่องที่อันตรายและบั่นทอนร่างกายอย่างยิ่ง และนี่ไม่ได้ส่งผลต่อมารดาเพียงผู้เดียว แต่ยังส่งผลต่อทารกแรกเกิดอย่างยาร์โรว์ด้วยเช่นกัน

ในตอนที่คลอดออกมา ยาร์โรว์รู้สึกเพียงว่าร่างกายของตนถูกขยำจนเป็นก้อนกลม รวมทั้งสมองของเขาด้วย ทั้งหมดถูกบีบอัดจนแบน แม้แต่จิตสำนึกอันเลื่อนลอยก็ราวกับถูกบีบจนแตกเป็นเสี่ยงๆ ตอนนี้เขาต้องการการนอนหลับที่เพียงพอเพื่อฟื้นฟู

ด้วยเหตุนี้ ยาร์โรว์จึงมีกิจวัตรเพียงแค่กินกับนอนในแต่ละวัน ไม่ต่างจากทารกทั่วไปเลย

วันเวลาเช่นนี้ดำเนินต่อไปเกือบหกเดือน จนกระทั่งสายตาของเขาค่อยๆ พัฒนาขึ้น จนสามารถมองเห็นสภาพแวดล้อมรอบตัวได้คร่าวๆ…

เดี๋ยวสิ ทำไมสีผมของคนรอบข้างถึงได้แปลกประหลาดแบบนี้

แล้วบ้านที่เขาอยู่นี่มันปราสาทไม่ใช่หรอ

ยาร์โรว์มองไปยังภารกิจหลักแรกที่ปรากฏขึ้นในสายตา อดไม่ได้ที่จะตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิด

[ภารกิจหลักเริ่มต้น——เป็นดาวรุ่งแห่งยุทธภพ]

ช่วยบอกเขาทีได้หรือไม่ว่าที่นี้...จะมียุทธภพด้วยหรือ

เงยหน้ามองเหล่าสาวใช้และทหารองครักษ์ที่เดินไปมา แต่ละคนมีดวงตาลึก ผิวขาวซีด และสีผมหลากสีสัน นี่มันล้วนเป็นใบหน้าของชาวตะวันตกทั้งนั้น!

ระบบ แกคงไม่ได้ส่งฉันมาเกิดใหม่ไกลนับหมื่นลี้ เพื่อให้ฉันเติบใหญ่แล้วต้องเดินเท้าหมื่นลี้ตามหายุทธภพหรอกใช่ไหม

ไม่ชอบมาพากลแล้ว!

เพิ่งจะเกิด ก็เตรียมภารกิจเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกทางทิศตะวันออกให้เขาแล้วหรือนี้

ยาร์โรว์รู้สึกหดหู่ใจ รู้สึกเพียงว่าอนาคตของตนช่างมืดมนยิ่งนัก

และสิ่งที่ทำให้เขาสิ้นหวังยิ่งกว่าคือความเบื่อหน่าย

ทุกวันนอกจากกินกับนอนแล้ว อย่าว่าแต่เดินเลย แม้แต่จะพลิกตัวยังลำบาก ชีวิตเช่นนี้มันทุกข์ทรมานยิ่งกว่าติดคุกซะอีก!

โดยเฉพาะบิดาของเขา ที่ทุกวันจะนำของเล่นน่าสนใจมาเล่นเอง พอเล่นจนพังแล้วก็ค่อยนำมาแกล้งยาร์โรว์

ทำตัวเหมือนคนปกติหน่อยได้ไหม

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ทารกแรกเกิดชอบร้องไห้ ยาร์โรว์เองก็แทบจะร้องไห้ออกมาแล้ว!

หลังจากปลดปล่อยความกังวลในใจและอาละวาดอย่างหนักอยู่หลายวัน ในที่สุดยาร์โรว์ก็บรรลุข้อตกลงบางอย่างกับบิดาได้

ทุกวันตอนกลางวันต้องอุ้มเขาไปดูทิวทัศน์ที่หน้าต่าง มิฉะนั้นเขาจะร้องไห้โวยวายในตอนกลางคืน! อย่างไรเสียเมื่อไม่มีอะไรทำ นอกจากนอนแล้ว เขาก็ทำได้แค่ร้องไห้

เรื่องเช่นนี้จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสาวใช้ก็ไม่ดีนัก

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีใครรับประกันได้ว่าเหล่าสาวใช้จะไม่ ‘มือลื่น’ ขึ้นมาโดยพลการ จนทำให้เขาตกจากหน้าต่าง

เหล่าสาวใช้เองก็ไม่กล้าเสี่ยงเช่นกัน

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการร้องไห้ทั้งวันทั้งคืนอันน่าสะพรึงกลัวของยาร์โรว์น้อย ในที่สุดเดวิดก็ต้องยอมจำนน

“นี่มันเรื่องโง่เขลาสิ้นดี ที่ต้องมายืนอุ้มเขาที่หน้าต่างเหมือนหุ่นไล่กาทุกวัน”

“ข้าคิดไม่ออกเลยจริงๆ ว่าจะมีเรื่องอะไรที่โง่เขลากว่านี้อีก”

ทุกครั้งที่บิดาอุ้มเขามาที่หน้าต่าง ยาร์โรว์จะรีบหันความสนใจไปโดยรอบ เขาสังเกตเห็นตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วว่ารอบๆ ปราสาทเล็กๆ แห่งนี้มีเมืองเล็กๆ อยู่แห่งหนึ่ง ทิวทัศน์ป่าทึบที่อยู่ไกลออกไปเขาเบื่อที่จะมองแล้ว มีเพียงเมืองเล็กๆ ที่มีเรื่องราวใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลาเท่านั้นที่สามารถดึงดูดความสนใจของเขาได้อย่างต่อเนื่อง

ดูจากสถานการณ์แล้ว ครอบครัวในชาตินี้ของเขาดูเหมือนจะเป็นเจ้าผู้ครองเมืองเล็กๆ แห่งนี้สินะ

แบบนั้นแล้ว ในอนาคตเขาควรจะพัฒนาเมืองเล็กๆ แห่งนี้อย่างจริงจังดีไหม

เดินตามเส้นทางวรยุทธ์ อาศัยนิ้วทองคำถ่ายทอดวิทยายุทธ์ให้พวกเขา ทำให้ที่แห่งนี้กลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งยุทธภพ รอจนถึงวันที่เขาต้องทำภารกิจหลักให้สำเร็จ ก็จะมีผู้ช่วยไม่น้อย

หากเดินตามเส้นทางเทคโนโลยี ก็ต้องเผยแพร่ความรู้ทางเทคโนโลยีจากชาติก่อนของข้าออกไป พัฒนาเมืองเล็กๆ แห่งนี้ตามแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีในชาติก่อน หากพัฒนาไปในทิศทางนี้ ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีประโยชน์ต่อการทำภารกิจหลักให้สำเร็จมากนัก

แล้วควรจะพัฒนาไปในทิศทางใดกันแน่

บางที เขาควรเปลี่ยนมุมมองความคิดซะใหม่ ทิศทางการพัฒนาใดที่จะเป็นประโยชน์ต่อตนเองมากที่สุด และมีความเสี่ยงน้อยที่สุด

อืม... จากมุมมองนี้ เขาเก็บไพ่ตายไว้สักใบจะดีกว่า

เบื้องหน้าก็พัฒนาวรยุทธ์ รวบรวมผู้ภักดีที่ยอมตายถวายชีวิต แล้วแอบวิจัยเทคโนโลยีเพื่อตนเองอย่างลับๆ

ขณะที่ยาร์โรว์กำลังวางแผนอนาคตของตนเอง เวลาก็ผ่านไปอย่างเงียบเชียบ

หนึ่งวัน สองวัน...

หลังจากผ่านไปหลายวันติดต่อกัน ยาร์โรว์ก็พลันพบว่า ในวันที่เขาออกมาสูดอากาศ มีผู้คนในเมืองไม่น้อยสังเกตเห็นทางหน้าต่างนี้ พวกเขามีสีหน้าเคร่งขรึมและยำเกรง แอบซ่อนตัวอยู่ตามมุมต่างๆ อย่างเงียบเชียบ พลางแสร้งทำเป็นระมัดระวังลอบมองมา

แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าสีหน้าท่าทางของพวกเขานั้นอยู่ในสายตาของยาร์โรว์ทั้งหมด

ที่แท้นี่คือมุมมองของปรมาจารย์หรือนี้

คิดว่าท่าทีระมัดระวังยังงั้น คนอื่นไม่มีทางสังเกตเห็นได้ แต่ความจริงแล้วสิ่งที่คิดว่าตัวเองคิดนั้น มันก็เป็นเพียงสิ่งที่คิดไปเองเท่านั้น

ยาร์โรว์ไม่ได้มีความเห็นใดๆ กับเรื่องนี้ อย่างน้อยการมองดูกิริยาอันน่าขันของคนเหล่านี้ ก็ยังน่าสนใจกว่าการมองเพดานเป็นไหนๆ

แต่บิดาของเขา เดวิด กลับยากที่จะยอมรับสายตาเช่นนั้นได้

“นิโคล ข้าอุ้มยาร์โรว์น้อยกลับมาได้หรือไม่ ข้าทนสายตาโง่ๆ ของชาวเมืองพวกนั้นไม่ไหวแล้ว!”

ในปราสาทอันกว้างใหญ่ เสียงของนิโคลดังมาจากที่ใดก็ไม่ทราบ

“ขออภัย เดวิด ตอนนี้ข้าช่วยท่านไม่ได้ ท่านอาจจะต้องไปปรึกษากับยาร์โรว์น้อยเอง”

“ปรึกษากับเขาน่ะหรือ เช่นนั้นข้าไปปรึกษากับสุนัขสักตัวยังจะดีเสียกว่า อย่างน้อยข้าก็รู้ว่าสุนัขไม่มีทางฟังข้ารู้เรื่อง” บิดาเดวิดบ่นพึมพำ

“ขอให้ท่านอดทนต่อไปอีกหน่อย รอให้ข้าย่อยสลายยาถอนพิษเสร็จแล้ว จะรีบไปช่วยท่าน”

เสียงของมารดานิโคลค่อยๆ เลือนหายไป สายตาของบิดาเดวิดก็เริ่มสั่นไหว ราวกับนึกวิธีอะไรบางอย่างออก

มองซ้ายมองขวา มุมปากของเดวิดกระตุกเล็กน้อย ร่างกายของเขาพลันเลือนรางลง แล้วค่อยๆ กลายเป็นโปร่งใส

เหลือเพียงยาร์โรว์น้อยลอยคว้างอยู่กลางอากาศ

หลังจากมองอยู่นาน ยาร์โรว์น้อยก็รู้สึกเหนื่อยล้าเล็กน้อย ขณะที่กำลังจะหันศีรษะ เขาก็พลันชะงักงัน

เกิดอะไรขึ้น

ท่านพ่อข้าเล่า

คนตัวโตขนาดนั้นหายไปไหนเสียแล้ว

ตอนนี้ข้าลอยอยู่ที่หน้าต่างได้อย่างไร

ข้าจะตกตายหรือไม่

“อูว๊า~!”

“ยาร์โรว์!”

เสียงร้องตกใจของยาร์โรว์น้อยเพิ่งจะดังขึ้น เสียงอันตื่นตระหนกของหัวหน้าสาวใช้ก็ดังมาจากเบื้องล่างทันที

ฟุ่บ!

ยาร์โรว์น้อยเพิ่งจะก้มศีรษะลง ก็พบว่าอัญมณีที่หัวหน้าสาวใช้ฟาน่าสวมใส่อยู่นั้นส่องประกายแสงสีขาวออกมาสายหนึ่ง กระแสลมรวมตัวกันที่ด้านหลังของนาง ก่อตัวขึ้นเป็นปีกแห่งลมหนึ่งคู่อย่างรวดเร็ว

“อย่าเพิ่งร้อนใจ! ฟาน่าอย่าเพิ่งร้อนใจ! ข้ายังอยู่ที่นี่!”

ร่างของบิดาเดวิดปรากฏขึ้นอีกครั้ง ตำแหน่งของเขาไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ที่ยาร์โรว์ลอยอยู่ได้นั้น แท้จริงแล้วเป็นเพราะถูกเดวิดที่ล่องหนอยู่โอบอุ้มไว้ในอ้อมแขน

แต่ว่า…

การล่องหนของบิดา และปีกอากาศที่อยู่ด้านหลังของสาวใช้สูงวัยผู้นั้น… มันดูไม่ค่อยเหมือนวรยุทธ์เลยใช่ไหม

หรือว่า… นี่จะเป็น[1]โลกแห่งการต่อสู้ขั้นสูง

ยาร์โรว์ครุ่นคิดอย่างสงสัย

(จบบท)

[1]โลกแห่งการต่อสู้ขั้นสูง คือโลกเกาหวู่ เป็นโลกที่มีพลังเหนือธรรมชาติ พวกเทพเซียนก็นับเป็นโลกเกาหวู่เหมือนกัน

จบบทที่ บทที่ 2 โลกที่ไม่ชอบมาพากล

คัดลอกลิงก์แล้ว