เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 จุดเปลี่ยนของวีรชน

บทที่ 9 จุดเปลี่ยนของวีรชน

บทที่ 9 จุดเปลี่ยนของวีรชน


###

ฌานพาเขาฝ่าฝูงชนไปจนถึงลานโล่งที่มีคบไฟปักเรียงรายอยู่ เมื่อมองลงไปก็เห็นเปลหามนอนเรียงรายอยู่กว่า 20 เปล บนเปลหามล้วนมีผู้บาดเจ็บนอนครวญคราง บ้างกุมท้อง บ้างกุมอก เสียงครางเบาหวิวแทบไม่ได้ยิน บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดเข้มข้น

"ท่านแม่ทัพ โปรดอย่าห่วงพวกข้า..."

"ใช่แล้ว ท่านรีบหนีไปเถิด ศัตรูอาจตามมาถึงเมื่อไรก็ไม่รู้"

บรรดาผู้บาดเจ็บกัดฟันร้องเตือนเมื่อเห็นฌานเดินเข้ามาใกล้

หญิงสาวกำหมัดแน่น ไม่กล่าวสักคำ

ดูท่าแล้วสถานการณ์คงย่ำแย่จริง ๆ เฉินเสวียนตัดสินใจพูดขึ้นว่า "เลือกผู้บาดเจ็บหนักที่สุดมาเจ็ดคน"

เหล่าทหารมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

"ทำตามที่เขาว่า" ฌานสั่งทันที

พอได้รับคำสั่งจากแม่ทัพ ทุกคนก็เริ่มลงมือ

ในระหว่างนั้น เฉินเสวียนก็เปิดดูประวัติของนักบุญสาวจนจบ

ไม่ถึง15นาที ผู้บาดเจ็บสาหัสทั้งเจ็ดก็ถูกนำมาต่อหน้าเขา ทุกคนล้วนบาดเจ็บสาหัส บางคนโดนหอกแทงทะลุลำตัว บางคนศีรษะแตกเพราะถูกค้อนเหล็กทุบ หากไม่รักษาในตอนนี้ เกรงว่าจะไม่รอดคืนนี้แน่นอน

ตามมาตรฐานทางการแพทย์ของยุคสมัยนั้น ต่อให้รักษาได้ คนพวกนี้ก็คงไม่มีโอกาสกลับไปยืนในสนามรบอีกแล้ว และในสายตาของแม่ทัพส่วนใหญ่ พวกเขาย่อมเป็นแค่ภาระที่ต้องสลัดทิ้งทันที ทว่า ฌานกลับยังพาผู้บาดเจ็บเหล่านี้ร่วมเดินทางด้วย ไม่แปลกใจเลยที่เธอจะได้รับความเคารพนับถืออย่างรวดเร็วในกองทัพ

เฉินเสวียนหยิบ "เสวี่ยเฉิง" ทั้งหมดที่มีออกมา แล้วบี้แบ่งเป็นสองส่วน จากนั้นยื่นให้ฌาน

"กินครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งเอาบดทาแผล ถ้ามีไส้หรืออวัยวะภายในโผล่ออกมา ก็ให้ยัดกลับเข้าไปก่อน"

ฌานก็ยังไม่เคลือบแคลงสักนิด รีบลงมือรักษาทันทีตามคำแนะนำ

ตอนแรกคนรอบข้างยังมองด้วยความไม่เชื่อ แต่ในไม่ช้า ใบหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนเป็นตื่นตะลึงจนพูดไม่ออก

"พระเจ้า... ยานี่ได้ผลจริง!"

"พระเจ้าอวยพรเราแล้ว!"

เสียงอุทานด้วยความตกใจก็ดังขึ้นเป็นระยะ

"แผลเริ่มปิดสนิทแล้ว เป็นไปได้ยังไงกัน!?"

เฉินเสวียนก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย ก้มลงดูอย่างละเอียด—บริเวณที่ทายาไว้ เริ่มสมานตัวด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ราวกับมีเกล็ดน้ำแข็งบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนผิวหนัง เลือดที่ไหลไม่หยุดก็หยุดลงในทันใด หรือจะพูดให้ถูกคือ... เลือดที่ไหลออกมากลายเป็นวัตถุต้นกำเนิดของเกล็ดน้ำแข็งเหล่านั้น พวกมันซีดจางและแข็งตัวอย่างรวดเร็ว ราวกับน้ำประปาที่ปล่อยทิ้งไว้กลางฤดูหนาว แล้วกลายเป็นน้ำแข็งในเวลาอันสั้น

ประสิทธิภาพนี้เหนือกว่ายารักษาแผลทั่วไปไม่รู้กี่เท่า!

ไม่เสียแรงที่เป็นโอสถของผู้ฝึกตน

อาการของทหารบาดเจ็บดีขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว สีหน้าเจ็บปวดที่บิดเบี้ยวเริ่มผ่อนคลาย เสียงครวญครางก็ค่อย ๆ สงบลง

สายตาของผู้คนที่มองเฉินเสวียนเปลี่ยนไปทันที

บางคนเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง บางคนแสดงความเลื่อมใส และบางคนถึงกับมีแววหวาดเกรง

ฌานเองก็ทึ่งไม่ต่างกัน "ยาแบบนี้... เจ้าหาได้จากที่ไหนกัน? ข้าไม่เคยเห็นยาตัวไหนมีฤทธิ์เร็วและแรงขนาดนี้มาก่อนเลย"

"โอสถเซียน" เฉินเสวียนจงใจกล่าวให้เวอร์เข้าไว้ "ของวิเศษจากสวรรค์ มีแต่คนจากเบื้องบนเท่านั้นถึงจะใช้ได้"

ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายกลับเข้าใจในทันที

"...เจ้าหมายถึงพระผู้เป็นเจ้าหรือ? ถ้าเป็นสิ่งที่พระองค์ประทานให้ ก็ไม่แปลกเลย" ฌานพึมพำเบา ๆ "ขอถามหน่อย ท่านยังมียาแบบนี้อีกไหม? ข้ายินดีจ่ายทุกอย่างเพื่อแลกมันมา!"

ยาอัศจรรย์ขนาดนี้ เปรียบได้กับชีวิตที่สองของนักรบ หากมีไว้ในครอบครอง ย่อมสามารถพลิกสถานการณ์ในสนามรบได้

เฉินเสวียนย่อมเข้าใจดีถึงความต้องการของอีกฝ่าย แต่สำหรับเขาแล้ว ยาเป็นเพียงตัวช่วยในการเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า เป้าหมายหลักจริง ๆ คือต้องการแลกเปลี่ยนความสามารถ

หลังการเจรจากับหลิวชูเยว่ เฉินเสวียนเข้าใจอย่างหนึ่ง นั่นคือปริมาณความสามารถที่อีกฝ่ายยินดีนำออกมาแลก ย่อมขึ้นอยู่กับความรู้สึกและความเต็มใจของลูกค้า การวางใจและทัศนคติของลูกค้าก่อนการเจรจาจึงสำคัญมาก หากลูกค้ายังมีความระแวงสงสัย สิ่งที่ยื่นมาให้แลกเปลี่ยนก็มักเป็นเพียงความสามารถระดับต่ำ

ดังนั้นการทำให้ลูกค้าพึงพอใจก่อน แล้วค่อยเข้าสู่ขั้นตอนเจรจา จึงเป็นทางเลือกที่ได้ผลดีกว่าหลายเท่า

มันก็เหมือนกับที่ตัวแทนฝ่ายผู้ขายชอบชวนตัวแทนฝ่ายผู้ซื้อไปกินข้าว ร้องคาราโอเกะ แล้วก็นวดกระปู๋ก่อนเซ็นสัญญา—หลักการเดียวกันเป๊ะ

อีกอย่างหนึ่ง เฉินเสวียนยังสังเกตเห็นรายละเอียดหนึ่ง

กองทัพนี้ไม่ได้ตั้งค่ายพักแต่อย่างใด

ยามค่ำคืนเช่นนี้ แม้จะมีคบไฟส่องสว่าง แต่การเดินทางด้วยม้าในสภาพแสงน้อยถือว่าเสี่ยงมาก และสภาพโดยรอบก็ไม่ได้เปิดโล่ง ข้างทางมีต้นไม้สูงสองถึงสามเมตรเรียงราย ในยุคอาวุธประชิด การรบในพื้นที่แบบนี้ย่อมไม่เหมาะกับการใช้ทหารม้า

ยอมเสี่ยงเดินทัพยามค่ำคืนก็ยังดีกว่าหยุดพัก จุดนี้บวกกับคำเตือนของเหล่าทหารบาดเจ็บ บ่งบอกชัดเจนว่ากองทัพนี้กำลังอยู่ในสภาพถูกไล่ล่าอย่างหนัก

เฉินเสวียนที่เพิ่งอ่านจบประวัติของนักบุญสาว ก็เริ่มมีข้อสันนิษฐานในใจ

"ยาในมือผมมีแค่นี้... แล้วก็ผลิตใหม่ได้ไม่ง่ายด้วย" เขามองตรงไปยังฌาน ไม่รอให้เธอแสดงอาการผิดหวัง ก็พูดต่อทันที "แต่การเอาชนะศัตรูน่ะ มันไม่ได้มีแค่วิธีเดียว... ว่าแต่ คุณเคยไปเมืองกงเปียญไหม หรือเพิ่งหนีออกมาจากที่นั่น?"

ครั้งนี้ ฌานถึงกับตกตะลึงอย่างแท้จริง "เจ้ารู้ได้ยังไง——"

ในชั่วพริบตานั้น เธอกำหมัดแน่น สีหน้าที่เคยสงบเยือกเย็นพลันเปลี่ยนไป เปลวเพลิงแห่งความมืดหม่นฉายชัดในดวงตาสีมรกต

เป็นอย่างที่คาดไว้

เฉินเสวียนนึกในใจ จากประวัติที่เขาอ่านมา การศึกใกล้เมืองกงเปียญถือเป็นศึกสุดท้ายในชีวิตของโจนออฟอาร์ก ถ้าคราวนั้นเธอไม่แพ้และถูกจับ เหตุการณ์ในวันนั้นคงแทบไม่มีใครพูดถึง

มันควรเป็นเพียงแค่ศึกเล็ก ๆ ไร้ความสำคัญ ทว่าโจนออฟอาร์กกลับถูกฝ่ายเบอร์กันดีที่เป็นพันธมิตรของอังกฤษใช้กลยุทธ์ตีโอบจากด้านหลัง แม้เธอจะสั่งถอยทัพกลับเมืองกงเปียญทันที แต่กองทหารในเมืองกลับปิดประตูก่อนทุกคนจะเข้ามาถึง เพราะกลัวศัตรูตามเข้ามา ฌานที่อยู่แนวหลังจึงติดอยู่ข้างนอกและถูกจับตัวในที่สุด

ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตมีเพียงไม่กี่บรรทัด ทว่าท่าทีของฌานกลับทำให้เฉินเสวียนตระหนักขึ้นว่า สำหรับเจ้าตัวแล้ว วันนั้นไม่ใช่วันที่เรียบง่ายเลยแม้แต่น้อย

เธอใช้เวลาหลายวินาทีจึงสงบใจลงได้ "เส้นทางเคลื่อนพลของพวกเราควรเป็นความลับ แล้วเหตุใดท่านถึงรู้อะไรขนาดนี้?"

แม้แต่เขาก็รู้?

เฉินเสวียนจับความนัยในคำพูดได้ทันที—คนอย่างเขาแค่เป็นเจ้าของร้านธรรมดา ถ้าขนาดเขายังรู้รายละเอียดขนาดนี้ แล้วศัตรูจะไม่รู้อะไรเลยได้อย่างไร?

"สิ่งที่ผมมองเห็น มีมากกว่าที่คุณคิดเยอะ" เขาตอบเรียบเฉย "ภารกิจครั้งนี้ลำบากตั้งแต่เริ่มใช่ไหม? เหมือนกับศัตรูรู้ทุกอย่างรอพวกคุณอยู่กลางทุ่ง พวกคุณแม้จะสู้สุดใจแต่ศัตรูกลับมีจำนวนมากกว่า แถมยังโอบล้อมหัวท้าย ทำให้คุณต้องตัดสินใจถอยกลับ และในใจคุณก็เริ่มสงสัยว่าในกองทัพอาจมีคนทรยศ... จนกระทั่งประตูเมืองถูกปิดใส่หน้า แม้แต่แม่ทัพอย่างคุณยังไม่ทันกลับเข้าไป คุณถึงได้เข้าใจว่านี่ไม่ใช่แค่ศึกธรรมดา แต่มันคือกับดัก..."

"ข้าไม่เคยพูดแบบนั้น!" ฌานตะโกนขัดขึ้นทันที

ท่าทีแปลกประหลาดของเธอ ทำให้เหล่าทหารรอบข้างหันมามองด้วยความสงสัย

"แน่นอนว่าคุณจะไม่พูด เพราะมันไม่มีหลักฐาน และอาจทำให้คนเสียขวัญ"

เฉินเสวียนรู้ได้ทันทีว่าเธอไม่ได้โต้แย้งเรื่องกระบวนการ แต่โต้แย้งที่ผลสรุป นั่นยิ่งยืนยันว่าข้อมูลของเขาถูกต้อง เธอหนีมาจากเมืองกงเปียญแน่นอน แม้จะพ่ายแพ้ แต่เธอก็ไม่ยอมจำนน พยายามฝ่ากองทัพศัตรูออกมา จนกระทั่งถูกไล่ล่ามาถึงที่นี่

และนั่นหมายความว่า ขณะนี้กองทัพเบอร์กันดีกำลังไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด

"สิ่งที่คุณกลัวที่สุดไม่ใช่คนทรยศ แต่เป็นความคิดที่ว่า... ใครกันแน่ที่อยากให้คุณล้มเหลว และหายไปจากโลกนี้ คุณภาวนาให้มีใครสักคนมาไขข้อข้องใจ มาให้ความช่วยเหลือ... และคุณก็มาเจอร้านแห่งหนึ่งกลางป่า ร้านที่ไม่น่าจะมีอยู่ได้ มันส่องแสงอ่อน ๆ ที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน และทำให้ค่ำคืนอันสิ้นหวังของคุณไม่มืดมนอีกต่อไป ดังนั้น แม้สถานการณ์จะอันตราย คุณก็ยังตัดสินใจหยุดเท้า และเดินเข้ามา..."

เฉินเสวียนหยุดเว้นจังหวะ

"ตอนนี้คุณคงรู้แล้วล่ะ ว่าผมเป็นใคร และทำไมถึงรู้อะไรมากมายขนาดนี้"

ฌานมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า "เป็นไปไม่ได้..."

"มันสำคัญเหรอว่าจะเป็นไปได้หรือเปล่า? ที่สำคัญคือผมช่วยคุณพลิกสถานการณ์ได้" เฉินเสวียนหยิบเครื่องสแกนบาร์โค้ดออกจากกระเป๋า—อุปกรณ์ไร้สายชิ้นนี้ยังใช้การได้ตราบใดที่ไม่หลุดระยะ Wi-Fi—เขาสแกนใส่หญิงสาวทันที

หน้าจอควบคุมที่เชื่อมกับมือถือมีปฏิกิริยาทันที

เขาลาก "กระบวนท่ากระบี่วิญญาณ" ลงช่องเสนอแลกเปลี่ยน

ในขณะเดียวกัน ฌานก็ตาเบิกโพลงราวกับเห็นสิ่งมหัศจรรย์!

"พระผู้เป็นเจ้า... ตัวอักษรลอยได้... ยังเรืองแสงอีก!?"

"เห็นพลังนี้ไหม? มันคือคำตอบของการเอาชนะศัตรูที่ผมพูดถึง" เฉินเสวียนค่อย ๆ โน้มน้าว "แต่การได้บางสิ่ง ก็ต้องเสียบางสิ่งเช่นกัน แม้แต่นักบุญก็ไม่มีข้อยกเว้น มาเถอะ ให้ผมดูหน่อยสิ ว่าคุณยอมแลกอะไรเพื่อชัยชนะได้บ้าง..."

ยังไม่ทันพูดจบ ช่องทั้งสี่บนหน้าจอก็สว่างพรึ่บขึ้นพร้อมกัน!

จบบทที่ บทที่ 9 จุดเปลี่ยนของวีรชน

คัดลอกลิงก์แล้ว