เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 46 โอเกอร์คลิฟ

บทที่ 46 โอเกอร์คลิฟ

บทที่ 46 โอเกอร์คลิฟ


บทที่ 46 โอเกอร์คลิฟ

หลังจากได้ยินชิงเฟิงบอกว่าเขาไม่สามารถรับมือกับมอนสเตอร์ตรงหน้าได้ เซี่ยหยู่เว่ยจึงมองไปทางจางจื่อโป๋ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม

“ฉันก็น่าจะทนไม่ไหวเหมือนกัน” จางจื่อโป๋ตอบอย่างจนใจ

เมื่อสมาชิกภายในทีมได้ยินแบบนั้น ขวัญกำลังใจของพวกเขาก็หดหายไปจากเดิมอย่างกะทันหัน ซึ่งในตอนแรกพวกเขาก็ยังพอหวังว่าจะเอาชนะบอสตัวแรกของดันเจียนระดับอีปิคได้บ้าง แต่หลังจากได้ยินตัวแทงค์ของทีมบอกว่าตัวเองไม่สามารถทนรับการโจมตีของบอสไหว ฝันของแต่ละคนก็เริ่มแหลกสลายอย่างฉับพลัน

“ฉันบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าพวกเราลงดันเจียนระดับอีปิคกันตอนนี้ไม่ไหวหรอก ตอนนี้ใครบางคนที่ชอบพูดมากคงจะลิ้นพันกันเองไปแล้วมั้ง” เจิ้งหยวนที่เห็นโอกาสเริ่มส่งเสียงดังขึ้นมาอีกครั้ง ขณะที่แววตาของเขาจับจ้องมองไปยังลู่หยางอย่างเยาะเย้ย

หากผ่านดันเจียนในครั้งนี้ไม่ได้ เจิ้งหยวนก็เชื่อว่าเซี่ยหยู่เว่ยจะไม่ไปยุ่งกับลู่หยางอีกแน่ ในเมื่อในอนาคตพวกเขาจะไม่ได้พบกันอีก เจิ้งหยวนจึงฉวยโอกาสนี้ถากถางลู่หยางอย่างเต็มที่เพื่อเอาคืนเรื่องก่อนหน้านี้ที่อีกฝ่ายทำให้เขาขายหน้า

ชิงเฟิงจ้องไปยังเจิ้งหยวน ก่อนที่เขาจะพูดขึ้นมาด้วยท่าทางอันดุดัน

“พวกเราควรลองดูกันสักตั้ง ฉันจะพยายามอย่างสุดความสามารถ”

การสู้กับบอสไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่อุปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นจะต้องใช้ฝีมือของผู้เล่นด้วย อีกอย่างฉือมู่ก็ได้สั่งการลงมาแล้วชิงเฟิงจึงไม่อยากให้ลู่หยางจะต้องอับอายโดยที่ยังไม่พยายามทำอะไรเลย

เซี่ยหยู่เว่ยก็กำลังมองไปที่เจิ้งหยวนอย่างไม่พอใจด้วยเช่นกัน และในสายตาของเธอถึงแม้ว่าทุกคนจะผ่านดันเจียนระดับอีปิคไปไม่ได้ แต่มันก็ยังมีดันเจียนระดับเอ็กซ์เพิร์ทและระดับยากรออยู่ ตราบใดก็ตามที่ภายในทีมยังมีชิงเฟิงกับเฮ่ยเจีย แม้ว่าทีมจะต้องลงดันเจียนที่มีความยากลดน้อยลง แต่ในท้ายที่สุดทีมก็ยังจะได้รับอุปกรณ์ดี ๆ มาไว้ในครอบครอง

อย่างไรก็ตามหากเธอต้องการให้ผู้เล่นทั้งสองคนนี้อยู่ต่อ สิ่งแรกที่จำเป็นจะต้องทำคือการอย่าทำให้ลู่หยางไม่พอใจ หญิงสาวจึงรีบกล่าวไปว่า

“ฉันเห็นด้วยที่พวกเราควรจะลองดูกันสักรอบ อย่างน้อยก็ถือว่าเก็บประสบการณ์กันไปภายในตัว”

จางจื่อโป๋เข้าใจความหมายของเซี่ยหยู่เว่ยเป็นอย่างดี เขาจึงรีบพูดเสริมขึ้นมาว่า

“ผมเชื่อความสามารถในการนำทีมของอาจารย์ลู่หยาง พวกเรามาลองดูกันสักตั้งเถอะ”

ลู่หยางมองดูสีหน้าของทุกคนที่พยายามฝืนยิ้ม ก่อนที่เขาจะกล่าวขึ้นมาด้วยรอยยิ้มว่า

“ทำไมทุกคนถึงทำหน้าเหมือนกับว่าพวกเราจะผ่านไปไม่ได้อย่างงั้นล่ะ?”

แค่มองกล้ามแขนของบอสมันก็พอจะเดาได้แล้วไหม!?

ทุกคนคิดภายในใจไปในทางเดียวกัน

ลู่หยางตบไหล่ชิงเฟิงพร้อมกับถามว่า

“ถ้าฉันเพิ่มพลังป้องกันของคุณขึ้นอีก 30 หน่วย คุณจะพอทนได้ไหม?”

“น่าจะเป็นไปได้ ถ้ามีพลังป้องกันเพิ่มขึ้นมาอีก 30 หน่วย การชนกับบอสน่าจะไม่มีปัญหา” ชิงเฟิงตอบ

“ถ้ามีพลังป้องกันเพิ่มขึ้นมาอีก 30 หน่วย ผมก็คิดว่าน่าจะทนการโจมตีของบอสได้สัก 2-3 ครั้ง” จางจื่อโป๋กล่าวเสริม

“โอเค... สาวน้อยมานี่หน่อย” ลู่หยางกล่าวพร้อมกับกวักมือเรียกหลานอวี่

“ฮะ!? มีอะไร” หลานอวี่เดินเข้ามาอย่างงุนงง

“เอาสกิลนี่ไปเรียนซะ” ลู่หยางบอกก่อนจะยื่นหนังสือสกิลการ์เดี้ยนโพเทคชั่นที่ดรอปมาจากฮาล์ฟออร์ควอริเออร์ให้กับหญิงสาว

“นี่มันสกิลอะไร?” หลานอวี่ถาม

“มันชื่อว่าการ์เดี้ยนโพเทคชั่นเป็นสกิลสุดโกงของนักบวชในช่วงเริ่มต้น เพราะมันจะช่วยเพิ่มพลังป้องกันของเป้าหมายได้ 30 หน่วยนาน 30 นาที” ลู่หยางอธิบาย

“มันมีสกิลแบบนี้อยู่ด้วยงั้นเหรอ? นี่มันจะโกงเกินไปแล้ว” ชิงเฟิงอุทานอย่างตกตะลึง

พวกเซี่ยหยู่เว่ยก็กำลังตกตะลึงอยู่เช่นกัน แน่นอนว่าทุกคนย่อมรู้ดีว่ามูลค่าของหนังสือสกิลเล่มนี้เป็นสิ่งที่ล้ำค่ามากแค่ไหน เพราะต่อให้เป็นผู้เล่นใหม่พวกเขาก็เข้าใจว่าพลังป้องกัน 30 หน่วยในช่วงเริ่มต้น มันสามารถเอาไปปรับใช้กับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เยอะมาก

“มันมีค่ามากเกินไป ฉันรับเอาไว้ไม่ได้หรอก” หลานอวี่รีบปฏิเสธ

หากลู่หยางนำหนังสือเล่มนี้ไปขายในร้านค้าประมูล ราคาของมันย่อมไม่ต่ำกว่า 2 เหรียญทองอย่างแน่นอน

“รีบ ๆ เรียนสกิลนี้เร็ว ๆ เข้า ไม่อย่างนั้นพวกเราก็ผ่านดันเจียนนี้ไปไม่ได้ ฉันไม่มีเวลามาอยู่ที่นี่กับพวกเธอตลอดทั้งวันหรอกนะ ฉันยังมีเรื่องสำคัญอีกหลายเรื่องที่ต้องกลับไปจัดการ” ลู่หยางกล่าว

“เอ่อ… ถ้าอย่างนั้นฉันจะเรียนมันไปก่อน แต่ถ้าคุณจะลงดันเจียนคุณก็เรียกหาฉันได้ตลอดเลยนะ” หลานอวี่พยายามแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า

“แบบนั้นแหละดีแล้ว” ลู่หยางกล่าว

ขณะเดียวกันชิงเฟิงก็กำลังส่งสายตาให้เสี่ยวเหลียงพร้อมกับส่งข้อความพูดคุยกันอย่างลับ ๆ ว่า

“ลูกพี่ของนายมีเทคนิคจีบสาวแพรวพราวจริง ๆ”

“เป็นไงล่ะ! ลูกพี่ฉันเจ๋งไปเลยใช่ไหมล่ะ” เสี่ยวเหลียงตอบกลับอย่างภาคภูมิใจ

หลังจากเรียนสกิลเรียบร้อยแล้วภายในหน้าต่างสกิลของหลานอวี่ก็ปรากฏไอคอนสกิลรูปหกเหลี่ยมสีน้ำตาล เธอจึงเริ่มใช้สกิลใหม่โดยกำหนดเป้าหมายไปยังชิงเฟิง

พลังงานสีน้ำตาลเข้มเริ่มก่อตัวล้อมรอบรองหัวหน้ากิลด์เพอร์เพิลโกลด์เดสตินี่ในทันที ก่อนที่พลังงานรูปหกเหลี่ยมจะแตกกระจายไปทั่วทั้งชุดเกราะของนักรบคนนี้

ระบบ: หลานอวี่ใช้สกิลการ์เดี้ยนโพเทคชั่นกับหลี่จิ่วชิงเฟิง

ระบบ: หลี่จิ่วชิงเฟิงได้รับผลของการ์เดี้ยนโพเทคชั่นเพิ่มพลังป้องกันขึ้น 30 หน่วย

ชิงเฟิงทำการเปิดหน้าต่างสถานะ ก่อนที่จะได้พบว่าพลังป้องกันของเขาเพิ่มขึ้นมาเป็นจำนวน 30 หน่วยจริง ๆ

“พลังป้องกันของฉันเพิ่มขึ้นมาอีก 30 หน่วยจริง ๆ ด้วย!” ชิงเฟิงกล่าวอย่างตื่นเต้น

“เยี่ยม! แบบนี้พวกเราก็มีโอกาสฆ่าบอสลุ้นอุปกรณ์ระดับเงินกันได้แล้ว” จางจื่อโป๋ตะโกนอย่างตื่นเต้นด้วยเช่นกัน

สมาชิกทุกคนในปาร์ตี้ต่างก็ส่งเสียงโห่ร้องขึ้นมาอย่างยินดี เพราะอุปกรณ์ระดับต่ำสุดจากบอสในดันเจียนระดับอีปิคคืออุปกรณ์ระดับทองแดง และเนื่องมาจากพวกเขาคือผู้เล่นกลุ่มแรกที่ท้าทายดันเจียนในระดับนี้ มันจึงมีโอกาสที่บอสจะดรอปอุปกรณ์ระดับเงินลงมาสูงมาก

เมื่อลู่หยางได้เห็นสีหน้าของทุกคน เขาก็สัมผัสได้เลยว่าความฮึกเหิมของทีมได้ถูกปลุกเร้าขึ้นมาแล้ว

“การเผชิญหน้ากับบอสไม่ใช่เรื่องยาก ขอแค่ทุกคนฟังคำสั่ง พวกเราจะสามารถฝ่าฟันมันไปได้อย่างง่ายดาย”

“หัวหน้าสั่งการมาได้เลย!”

“ไม่ว่าคุณจะสั่งมาแบบไหน พวกเราก็พร้อมจะเคลื่อนไหวแบบนั้น”

ในตอนแรกพวกเขามองไม่เห็นโอกาสที่ทีมจะจัดการกับบอสได้ แต่เมื่อพวกเขาเห็นโอกาสแล้วทุกคนจึงแสดงท่าทีจริงจังออกมาอีกครั้ง

“นอกจากสายระยะประชิดนักเวทไปยืนทางซ้าย นักบวชยืนข้างหน้า นักธนูกับวอลอคยืนทางขวา แต่ละทีมยืนห่างจากฉันไป 10 เมตร” ลู่หยางสั่งการ

ถึงแม้เขาจะไม่ได้ลงดันเจียนนี้มาเป็นเวลานานกว่า 15 ปีแล้ว แต่การผ่านดันเจียนครั้งแรกมักจะสร้างความประทับใจให้กับทุกคนอยู่เสมอ ลู่หยางจึงจำได้เป็นอย่างดีว่าการผ่านดันเจียนนี้จำเป็นจะต้องจัดทีมในรูปแบบยังไง

บอสในโหมดอีปิคแตกต่างจากบอสในโหมดปกติ เพราะบอสจะมีอยู่ทั้งสิ้น 2 เฟส โดยในเฟสแรกคือช่วงที่พลังชีวิตลดลงมาไม่ถึง 50% ในช่วงนี้บอสจะใช้สกิลโจมตีทางกายภาพออกมาล้วน ๆ

แต่ในช่วงเฟสที่ 2 หลังจากพลังชีวิตลดลงมาต่ำกว่า 50% บอสจะสุ่มปล่อยสกิลฟรอสฟลาวเวอร์และเฟลมฟลาวเวอร์ลงพื้นดิน โดยสกิลฟรอสฟลาวเวอร์จะชะลอความเร็วของผู้เล่นลง ส่วนสกิลเฟลมฟลาวเวอร์จะสร้างความเสียหาย

ในช่วงเฟสนี้จึงกลายเป็นเฟสที่เล่นได้ยากมากที่สุด เพราะเมื่อไรก็ตามที่บอสใช้สกิลเฟลมฟลาวเวอร์เข้าใส่ผู้เล่นที่ถูกลดความเร็วจากสกิลฟรอสฟลาวเวอร์ ผู้เล่นคนนั้นก็จะเสียชีวิตหลังจากได้รับความเสียหายไปได้เพียงแค่ 2 วินาที

ผู้เล่นมือใหม่ยังไม่รู้จักวิธีการหลบสกิลทั้งสองสกิลนี้ เมื่อสกิลถูกเรียกใช้งานในเวลานั้นถึงแม้พวกเขาอยากจะหลบแต่มันก็ไม่มีทางที่พวกเขาจะหลบทันแล้ว

หลังวางตำแหน่งให้กับสมาชิกภายในทีม ลู่หยางก็พูดขึ้นมาว่า

“เราจะผ่านบอสตัวนี้ไปในครั้งเดียว สำหรับคนที่เคยเล่นโหมดปกติก็น่าจะรู้ว่าบอสไม่มีสกิลอื่นแต่มีพลังโจมตีกายภาพที่สูงมาก แต่อย่าลืมว่าตอนนี้พวกเรากำลังลงโหมดอีปิค หากมันมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นระหว่างทาง ทุกคนจะต้องฟังคำสั่งของฉันอย่างเคร่งครัด”

ชายหนุ่มไม่อยากพูดชื่อสกิลของบอสออกมาตรง ๆ เพราะกลัวว่าคนอื่นจะเกิดความสงสัย แล้วถึงแม้การอ้างว่าตัวเองเป็นผู้เข้าร่วมทดสอบเบต้าเทส แต่การโกหกมากเกินไปสักวันหนึ่งความจริงมันก็อาจจะถูกเปิดเผยออกมาได้อยู่ดี การไม่พูดอะไรออกมาเลยจึงเป็นเรื่องที่ดีกว่า อีกอย่างถ้าหากทุกคนฟังคำสั่ง การพยายามจะหลบสกิลของบอสมันก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรอยู่แล้ว

“ครับ/ค่ะ” สมาชิกส่วนใหญ่ตะโกนรับทราบอย่างเชื่อฟัง แต่สมาชิกบางคนก็ยังคงตั้งอคติอยู่เช่นเดิม

“ในเมื่อทุกคนไม่มีปัญหา หลานอวี่ใช้สกิลการ์เดี้ยนโพเทคชั่นกับเฮ่ยเจียได้เลย ชิงเฟิงใช้สกิลทะลวงเกราะเปิดเข้าไปก่อน ทุกคนดูตำแหน่งของฉันเอาไว้ให้ดี ๆ แล้วเคลื่อนไหวตามตำแหน่งของตัวเองหลังจากชิงเฟิงใช้สกิลทะลวงเกราะไปแล้ว 3 ครั้ง ในตอนนั้นทุกคนค่อยเริ่มโจมตี”

“พวกเรามาฆ่าบอสแล้วเฉลิมฉลองไปด้วยกันเถอะ!!” ลู่หยางตะโกนเสียงดัง

จบบทที่ บทที่ 46 โอเกอร์คลิฟ

คัดลอกลิงก์แล้ว