เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 45 ความทรงพลังของสายไฟ

บทที่ 45 ความทรงพลังของสายไฟ

บทที่ 45 ความทรงพลังของสายไฟ


บทที่ 45 ความทรงพลังของสายไฟ

อาร์เคนบลาสท์เป็นสกิลโจมตีหลักของนักเวทสายสายฟ้า โดยมันมีพลังโจมตีเวทพื้นฐาน 22 หน่วยและทุก ๆ ครั้งที่มันสร้างความเสียหายให้กับเป้าหมาย ผู้ใช้จะได้รับบัฟเพิ่มความเสียหาย 40% เป็นเวลา 8 วินาทีและสามารถซ้อนทับได้สูงสุด 3 ชั้น

แม้สกิลนี้จะสามารถสร้างความเสียหายได้สูงมาก แต่ทุกครั้งที่มันเพิ่มความเสียหายมานาที่จำเป็นจะต้องใช้ก็จะเพิ่มขึ้นอีก 40% ด้วยเช่นกัน ในกรณีปะทะกับมอนสเตอร์พลังชีวิตน้อย ๆ ลู่หยางย่อมแนะนำให้ทุกคนใช้สกิลนี้อย่างแน่นอน แต่การปะทะกับมอนสเตอร์พลังชีวิตสูงที่มีจำนวนหลาย ๆ ตัว ผู้เล่นจะไม่สามารถฟื้นฟูมานากลับมาได้ทันและทำให้อาร์เคนบลาสท์กลายเป็นสกิลที่ไร้ประสิทธิภาพในกรณีนี้อย่างสิ้นเชิง

“เจิ้งหยวนเปลี่ยนไปใช้ไฟร์บอล!” ลู่หยางตะโกนอย่างเหลืออด

อย่างไรก็ตามเจิ้งหยวนก็ยังคงไม่ฟังและใช้สกิลอาร์เคนบลาสท์เช่นเดิมต่อไป น่าเสียดายที่เขามีมานาอยู่เพียงแค่ 250 หน่วย หลังจากใช้สกิลออกมาได้เพียงแค่สามครั้ง ผลลัพธ์ก็คือหลังจากที่ทีมสังหารนักรบกบฏตัวแรกได้สำเร็จ มานาของคุณชายเจ้าสำราญก็หมดลงทำให้เขาจำเป็นจะต้องยืนรออยู่เฉย ๆ เพื่อฟื้นฟูมานากลับมา

ภายในทีมมีสมาชิก 12 คนที่สามารถโจมตีได้และใน 12 คนนี้ก็มี 5 คนเป็นผู้เล่นโจมตีสายกายภาพ เพียงแค่ความเสียหายเดิมก็แทบที่จะไม่เพียงพอต่อการเคลียร์มอนสเตอร์อยู่แล้ว เมื่อนักเวทหายไปคนหนึ่งนักเวทคนอื่น ๆ จึงจำเป็นจะต้องแบกภาระเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งถ้าหากไม่ใช่เพราะลู่หยางมีพลังโจมตีเวทสูงประกอบกับชิงเฟิงและเสี่ยวเหลียงที่มีพลังป้องกันที่สูงมาก มอนสเตอร์ทั้งสองตัวนี้ก็คงจะล้างบางปาร์ตี้ของพวกเขาไปแล้ว

หลังจากสังหารมอนสเตอร์ทั้งสองตัวได้สำเร็จและอยู่ในช่วงที่ทีมกำลังพักผ่อน ลู่หยางก็เดินมาตรงหน้าเจิ้งหยวนและถามว่า

“ฉันบอกให้คุณใช้ไฟร์บอลไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมยังดื้อใช้อาร์เคนบลาสท์อยู่อีก?”

“ทำไม? ฉันใช้อาร์เคนบลาสท์แล้วมันมีปัญหางั้นเหรอ?” เจิ้งหยวนตอบกลับอย่างไม่สนใจ

“ฉันถามว่าฉันสั่งให้นักเวททุกคนใช้ไฟร์บอลแล้วทำไมคุณถึงยังใช้อาร์เคนบลาสท์?!” ลู่หยางถามซ้ำด้วยแววตาอันเยือกเย็น

ระหว่างนี้เสี่ยวเหลียงก็เดินถืออาวุธมายืนข้างลู่หยาง ขณะที่ชิงเฟิงก็เดินเข้ามาเพื่อคอยสนับสนุนด้วยเช่นกัน

ลู่หยางไม่ใช่คนใจเย็น ซึ่งในก่อนหน้านี้เขายังพอทนได้เพราะว่ามันเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ตอนนี้การกระทำของเจิ้งหยวนทำให้การลงดันเจียนล่าช้า ชายหนุ่มจึงไม่สามารถอดกลั้นความไม่พอใจเอาไว้ได้อีกแล้ว

เมื่อเซี่ยหยู่เว่ยเห็นลู่หยางกำลังโกรธ เธอก็รีบเดินเข้ามาไกล่เกลี่ยสถานการณ์ในทันที

“เกิดอะไรขึ้น? มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?”

เจิ้งหยวนชี้หน้าก่อนที่จะตะโกนใส่ลู่หยาง

“หยู่เว่ย! เรื่องก่อน ๆ ฉันยังพอทนได้แต่เรื่องนี้ฉันทนไม่ไหวแล้ว เขามีสิทธิ์อะไรมาสั่งให้ฉันใช้ไฟร์บอลเพื่อโจมตีมอนสเตอร์ ทั้ง ๆ ที่การโจมตีด้วยอาร์เคนบลาสท์สามารถสร้างความเสียหายได้สูงกว่า ตอนนี้เขากำลังพยายามหาเรื่องฉันอยู่ชัด ๆ เลย”

เซี่ยหยู่เว่ยก็ไม่เข้าใจสถานการณ์นี้ด้วยเช่นกัน เธอจึงหันไปมองลู่หยางเป็นเชิงตั้งคำถาม

“คุณคิดว่าพลังโจมตีของตัวเองสูงจริง ๆ งั้นเหรอ?” ลู่หยางถาม

“เรื่องง่าย ๆ แบบนี้นายไม่เข้าใจหรือยังไง หลังจากใช้อาร์เคนบลาสท์ซ้อนทับกัน 3 ครั้งฉันจะสามารถสร้างความเสียหายเพิ่มเติมได้อีก 2.2 เท่า หากไม่นับตัวนายที่มีอุปกรณ์ดีกว่าฉัน ฉันคนนี้ก็น่าจะสร้างความเสียหายได้มากที่สุดภายในทีมแล้ว” เจิ้งหยวนตอบอย่างหยิ่งผยอง

พวกจางจื่อโป๋เริ่มเดินเข้ามาร่วมวงด้วยเช่นกัน และถึงแม้พวกเขาจะไม่ชอบนิสัยของเจิ้งหยวนมากนัก แต่สิ่งที่อีกฝ่ายพูดมาก็น่าจะเป็นความจริง

“เจิ้งหยวนฟังคำพูดของลู่หยางเถอะ เขาคือหัวหน้าทีม พวกเราควรเชื่อฟังคำสั่งของเขา” จางจื่อโป๋พูดอย่างเป็นห่วงกลัวว่ามันจะเกิดปัญหาขึ้นมาภายในทีม

“ทำไมฉันจะต้องฟังด้วยในเมื่อสิ่งที่เขาพูดมันไม่ถูก!” เจิ้งหยวนยังคงพูดอย่างไม่ยินยอม

ลู่หยางหัวเราะขึ้นมาอย่างเย็นชา ก่อนที่เขาจะเปิดตารางสรุปความเสียหายจากระบบเกมขึ้นมาโชว์ต่อหน้าทุกคน

“ถ้าอย่างนั้นฉันจะให้คุณดูว่าแท้ที่จริงพลังโจมตีของคุณคือเท่าไหร่”

ตารางแสดงสถานะค่าความเสียหายต่อวินาที (DPS) :

อันดับ 1 ลู่หยาง โจมตีรวม 6,415 (DPS. 79.4)

อันดับ 2 จินเชว่หลางจุน โจมตีรวม 1,914 (DPS 21.2)

อันดับ 3 โอวชือ โจมตีรวม 1,911 (DPS 21.1)

อันดับ 4 ปานชีเฉินกวง โจมตีรวม 1,846 (DPS 20.5)

อันดับ 5 เซียนหยูต้าตุย โจมตีรวม 1,845 (DPS 20.4)

อันดับ 6 เฮยจี๋ทา โจมตีรวม 904 (DPS 10.0)

อันดับ 7 เจิ้งหยวน โจมตีรวม 901 (DPS 10.0)

ตั้งแต่อันดับ 1-5 ต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นนักเวทที่ใช้สกิลธาตุไฟออกมาทั้งหมด อันดับ 6 คือผู้เล่นอาชีพวอลอค ส่วนทางด้านเจิ้งหยวนอยู่ที่อันดับ 7 ซึ่งเป็นอันดับสุดท้ายของบรรดานักเวททั้งหมดภายในทีม

เมื่อได้เห็นสถิติตัวเลขค่าความเสียหาย ทุกคนต่างก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจโดยเฉพาะเจิ้งหยวนที่ส่งเสียงร้องตะโกนขึ้นมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“เป็นไปไม่ได้! ไม่มีทางที่ความเสียหายจากไฟร์บอลจะสูงมากขนาดนี้ พวกแกแอบซุกอุปกรณ์กันไว้ใช่ไหม?” เจิ้งหยวนหันไปจ้องหน้านักเวทที่จ้างมาอีกสี่คน

นักเวททั้งสี่คนต่างก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธในทันที

“คุณอย่าใส่ร้ายพวกเราเลย ใครจะกล้าแอบเก็บอุปกรณ์ของทีมเอาไว้ ต่อให้พวกเราเปลี่ยนอุปกรณ์เป็นอุปกรณ์ใหม่จริง ๆ แต่ความเสียหายของพวกเราก็ไม่มีทางสูงมากขนาดนี้เพียงแค่เพราะการเปลี่ยนอุปกรณ์หรอก” ปานชีเฉินกวงกล่าว

“แล้วมันเกิดอะไรขึ้น?” เจิ้งหยวนถาม

“ดูเหมือนหัวหน้าลู่หยางจะใช้สกิลพิเศษอะไรบางอย่างทำให้บนหัวมอนสเตอร์มีบัฟเพิ่มขึ้นมา ทุกครั้งที่พวกเราโจมตีความเสียหายมันจะเพิ่มขึ้นมาอีก 75 หน่วย” ปานชีเฉินกวงอธิบาย

หลังได้ยินคำอธิบายทุกคนต่างก็หันไปมองหน้าลู่หยางในทันที

“ใช่ นั่นคือสกิลของฉันเองแล้วมันก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมฉันถึงให้ทุกคนใช้สกิลธาตุไฟ” ลู่หยางตอบ

เจิ้งหยวนเริ่มเงียบเนื่องจากไม่สามารถหาเหตุผลมาเถียงได้

“ตอนนี้คุณมีมานาใช้อาร์เคนบลาสท์ได้เพียงแค่ 8 ครั้ง ซึ่งแปลว่าการปะทะกับมอนสเตอร์ทั้งสองตัวคุณสามารถสร้างความเสียหายให้กับมอนสเตอร์ได้เพียงแค่ตัวเดียว ก่อนที่มานาของคุณจะหมดลง คุณรู้ไหมว่าความดื้อรั้นของตัวเองส่งผลกระทบกับทีมมากขนาดไหน คนอื่น ๆ ต้องเพิ่มความพยายามไปอีกมากแค่ไหนเพื่อสร้างความเสียหายแทนตัวคุณที่ทำได้เพียงแค่ยืนนิ่งรอดูอยู่เฉย ๆ”

ยิ่งลู่หยางอธิบายมากเท่าไหร่เจิ้งหยวนก็ยิ่งรู้สึกอับอายมากขึ้นเท่านั้น ท้ายที่สุดนักเวทคนอื่น ๆ ก็เป็นคนที่เขาจ้างมา แต่ความเสียหายโดยรวมกลับกลายเป็นว่าเขาสร้างความเสียหายได้น้อยกว่านักเวททุกคน

เมื่อเซี่ยหยู่เว่ยเห็นสถานการณ์ในปัจจุบัน เธอก็อดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้ อย่างไรก็ตามพ่อของเธอก็เป็นหุ้นส่วนกับพ่อของเจิ้งหยวน ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่จึงไม่ใช่สิ่งที่จะตัดขาดกันได้ง่าย ๆ และมันก็ทำให้เธอไม่สามารถทนดูลู่หยางดูถูกเจิ้งหยวนต่อไปได้ด้วยเช่นเดียวกัน

“อาจารย์ลู่หยาง ฉันต้องขอโทษแทนเขาด้วย ฉันสัญญาว่าครั้งหน้าเขาจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว” เซี่ยหยู่เว่ยขอร้อง

ลู่หยางมองไปทางหญิงสาวพร้อมกับถอนหายใจ

“หากคุณยังคงเป็นแบบนี้ สักวันหนึ่งคุณจะรู้ผลถึงความอดทนของตัวเอง”

ลู่หยางจำได้ว่าในชาติก่อนสาเหตุที่หนานปิงสตูดิโอเติบโตได้อย่างเชื่องช้านั้นก็เพราะการก่อกวนของเจิ้งหยวน ซึ่งในภายหลังแม้กระทั่งเซี่ยหยู่เว่ยก็ยังทนพฤติกรรมของเจิ้งหยวนไม่ได้ และในเวลานั้นมันก็เป็นเวลาที่หนานปิงสตูดิโอเริ่มมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด

ท้ายที่สุดเซี่ยหยู่เว่ยก็ได้กลายเป็นราชินีกุหลาบผู้ปกครองเมืองถึงเก้าเมือง ซึ่งในเวลานั้นเจิ้งหยวนก็ขอร้องหญิงสาวให้รับเขากลับเข้ามาในหนานปิงสตูดิโออีกครั้ง เซี่ยหยู่เว่ยที่เกรงใจผู้ใหญ่จึงให้ชายคนนี้กลับมาและแต่งตั้งให้เขากลายเป็นผู้ปกครอง 1 ใน 9 เมือง

อย่างไรก็ตามด้วยความไร้สติของคุณชายเจ้าสำราญ เขาจึงหลงกลอุบายสาวงามและทำให้เซี่ยหยู่เว่ยสูญเสียเมืองไปถึง 7 จาก 9 เมือง ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้มันเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

“ช่างมันเถอะ! เอาล่ะทุกคนออกเดินทางกันต่อ” ลู่หยางกล่าว

ระหว่างทางพวกเขาสังหารนักรบกบฏไปเป็นจำนวนมาก ก่อนที่ลู่หยางจะพาทุกคนมาถึงห้องโถงรูปทรงกลมที่เพดานมีความสูงมากกว่า 6 เมตร ตัวห้องมีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 30 เมตรและตรงกลางห้องมีมอนสเตอร์รูปร่างคล้ายมนุษย์ถือค้อนขนาดใหญ่ซึ่งมันก็มีความสูงขึ้นไปเกือบ 3 เมตร

โอเกอร์คลิฟ (บอส)

เลเวล 8

พลังชีวิต 50,000/50,000

“ทำไมมันถึงตัวใหญ่กว่าในโหมดปกติขนาดนี้?” หลานอวี่อุทานด้วยความตกใจ

“ใหญ่กว่าขนาดนั้นเลยเหรอ?” ลู่หยางถาม

“ใช่สิ มนุษย์กินคนในโหมดปกติสูงแค่ 2 เมตรครึ่งแต่เจ้าตัวนี้มันสูงตั้ง 3 เมตร แล้วกล้ามเนื้อของมันก็ใหญ่กว่าในโหมดปกติเยอะเลย” หลานอวี่อธิบายพร้อมกับทำมือประกอบ

โอเกอร์คลิฟมีเขา 1 เขาอยู่กลางหน้าผาก ผิวหนังทั่วทั้งตัวของมันเป็นสีแดง กล้ามเนื้อทั้วทั้งร่างปูดโปนอย่างน่ากลัวทำให้พวกเซี่ยหยู่เว่ยสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาล

“อาจารย์ การปะทะกับเจ้าตัวนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ ๆ พลังป้องกันของผมอาจจะทนมันไม่ไหวก็ได้” ชิงเฟิงพูดอย่างไม่สบายใจ

ส่วนเราทนไม่ไหวกับเจิ้งหยวนและทุก ๆ คน ทำไมมันยังอยู่ในตี้!!!

จบบทที่ บทที่ 45 ความทรงพลังของสายไฟ

คัดลอกลิงก์แล้ว