เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 ชายหัวโล้นผู้โผล่มาจากฝูงชน

บทที่ 8 ชายหัวโล้นผู้โผล่มาจากฝูงชน

บทที่ 8 ชายหัวโล้นผู้โผล่มาจากฝูงชน


บทที่ 8 ชายหัวโล้นผู้โผล่มาจากฝูงชน

โทนี่ สตาร์กสัมผัสได้ในทันทีว่าเจ้าของนามบัตรใบนั้นชายผู้มีนามว่า ‘ฮาโอ’อาจเป็นคำตอบของปัญหาที่ยากเย็นที่สุดของเขาในตอนนี้

ทันทีที่เขาหยิบนามบัตรขึ้นมา ภาพของร้านโชห่วยที่เคยไปปรากฏวาบขึ้นในจิตสำนึกราวกับจารึกไว้ในสมอง

“จาร์วิส ค้นหาชื่อ ‘ฮาโอ’ ให้หน่อย”

“รับทราบครับท่าน กำลังค้นหา…”

ไม่กี่วินาทีผ่านไป เสียงตอบกลับของปัญญาประดิษฐ์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“ไม่พบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับชื่อ ‘ฮาโอ’ ครับ”

ดวงตาของโทนี่หรี่ลง เขาไม่ได้แปลกใจกับผลลัพธ์นัก แต่ก็อดขบคิดไม่ได้ ระบบข่าวกรองของเขาแทบไม่เป็นรองแม้แต่ S.H.I.E.L.D. ข้อมูลของคนทั่วไปไม่ควรหายไปจากโลกออนไลน์ได้ขนาดนี้

เว้นเสียแต่ว่า…เขาไม่ใช่คนธรรมดา

“จาร์วิส โอนเงินเพิ่มอีกห้าหมื่นล้านดอลลาร์เข้าบัญชี 857 ของฉันเดี๋ยวนี้”

โทนี่ไม่ลังเลแม้แต่น้อย ที่จริงเขารู้สึกว่าเงินสามหมื่นล้านที่เคยให้ไปนั้นยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ สำหรับของที่ทรงพลังขนาดนี้ มันควรถูกเช่าในราคาเท่านั้น ‘ต่อปี’ ด้วยซ้ำ!

คนที่สามารถสร้างวัตถุพลังระดับนี้ได้แบบ ‘ลอย ๆ’ จะต้องไม่ใช่บุคคลธรรมดาอย่างแน่นอน และยิ่งไม่ใช่คนที่ควรเป็นศัตรูด้วย

“เริ่มโปรเจกต์อัลตรอนได้แล้ว ติดต่อด็อกเตอร์แบนเนอร์ ให้เขามาที่นี่ทันที!”

เขารอวันนี้มานานแล้ว เพื่อปกป้องโลกอย่างแท้จริง โลกจำเป็นต้องมีแหล่งพลังงานที่ทรงประสิทธิภาพ และแหวนสีเขียววงนี้ก็มอบคำตอบนั้นให้กับเขา

“รับทราบครับ กำลังติดต่อด็อกเตอร์แบนเนอร์”

สายตาของโทนี่จับจ้องอยู่ที่หน้าจอไม่วางตาแหวนวงนี้ อาจเปลี่ยนโลกได้จริง

ครึ่งชั่วโมงต่อมา...

เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังก้องมาถึงหน้าห้องทดลอง ก่อนที่ชายผู้หนึ่งจะผลักประตูเข้ามาอย่างรีบร้อน เหงื่อซึมเล็กน้อยแสดงให้เห็นว่าเขารีบมาจริง ๆ

“โทนี่ เกิดอะไรขึ้น? เรียกฉันมาด่วนแบบนี้...”

ชายผอมแห้งใส่แว่นผู้นั้น ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากบรูซ แบนเนอร์ หนึ่งในสมาชิกอเวนเจอร์ ผู้ที่แค่โกรธก็กลายเป็นยักษ์เขียวถล่มเมืองได้ทันที

“แบนเนอร์ มานี่! ดูนี่สิ!”

โทนี่คว้าแขนของแบนเนอร์ลากเข้าไปหน้าคอมพิวเตอร์ หากไม่รู้จักนิสัยกันดี แบนเนอร์คงคิดว่าโทนี่มีรสนิยมพิลึก

“นี่มัน...อะไรกันเนี่ย?”

สายตาแบนเนอร์เบิกกว้างทันทีที่เห็นเครื่องวิเคราะห์ข้างคอมพิวเตอร์ที่กำลังประมวลพลังงานของแหวนสีเขียว ก่อนจะหันไปมองหน้าจอข้อมูล ซึ่งแสดงระดับพลังงานที่เหนือกว่าเตาปฏิกรณ์อาร์คของโทนี่อย่างชัดเจน

โทนี่ไม่ได้ตอบอะไรในทันที เขาเพียงจ้องหน้าแบนเนอร์ด้วยแววตารุนแรงจนน่าอึดอัด ก่อนจะถอนหายใจยาวแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“แบนเนอร์... ฉันคิดว่าเราสามารถเริ่มโปรเจกต์อัลตรอนได้แล้ว”

แบนเนอร์หัวเราะเบา ๆ ไม่ใช่ด้วยความดีใจ แต่เป็นรอยยิ้มขื่นขมที่เต็มไปด้วยความไม่เชื่อ

“อัลตรอนเหรอ... ฉันนึกว่าเป็นแค่ความเพ้อฝัน”

หลังจากศึกใหญ่ในนิวยอร์ก โทนี่เคยเล่าความคิดเรื่องอัลตรอนให้เขาฟัง นั่นคือแนวคิดในการสร้างหุ่นยนต์อัจฉริยะเพื่อปกป้องโลกจากภัยนอกโลก แทนกองทัพชุดเกราะไอรอนแมนที่สหประชาชาติและหน่วย S.H.I.E.L.D. ต่างก็ต่อต้าน

แต่วันนี้…ด้วยพลังงานจากแหวนปริศนา ‘ความเพ้อฝัน’ กำลังจะกลายเป็นจริง

สตาร์กคว้าบ่าของแบนเนอร์แน่นและเขย่าแรงจนอีกฝ่ายหน้าตึงกว่าปกติ กว่าจะรู้ตัวว่าแสดงอาการตื่นเต้นเกินเหตุ ก็เป็นตอนที่เห็นสีหน้าอึดอัดของแบนเนอร์นั่นแหละ

เขารีบกระแอมหนึ่งที ก่อนจะปรับอารมณ์ให้สงบนิ่ง แล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคง

“พลังงานจากแหวนวงนี้ ไม่ใช่แค่เพียง ‘เพียงพอ’ แต่มันเกินกว่าที่เราต้องการด้วยซ้ำ มันคือคำตอบเดียวที่เรามี”

“ถ้าเราสามารถควบคุมมันได้ และนำมาใช้กับกองทัพชุดเกราะไอรอนลีเจียนของฉัน โลกจะปลอดภัยจากภัยคุกคามทุกระดับ”

“ลองนึกภาพดูสิ นายได้นั่งจิบค็อกเทลอยู่ริมชายหาดฮาวาย สบาย ๆ ใต้แสงอาทิตย์ พอเกิดเหตุร้ายขึ้นก็ไม่ต้องเปลี่ยนร่างเป็นฮัลค์อีกต่อไป เพราะเรามีกองทัพที่จะรับมือแทนเราได้แล้ว นายยังอยากกลายเป็นสัตว์ประหลาดเขียวตัวเบ้อเร่ออยู่ไหม?”

สายตาของสตาร์กจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของแบนเนอร์ แม้คำพูดของเขาจะดูเป็นการชักชวนยาวเหยียด แต่สิ่งสำคัญกลับอยู่ที่คำตอบเพียงคำเดียวจากอีกฝ่าย เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะลงมือทำคนเดียวได้

และคำพูดเหล่านั้น… ก็ไปกระทบจิตใจของแบนเนอร์อย่างจัง

สำหรับเขาแล้ว ‘ฮัลค์’ ไม่เคยเป็นพรแต่คือคำสาป

ถ้าไม่ถึงคราวจำเป็นจริง ๆ เขาเองก็ไม่อยากเปลี่ยนร่างด้วยซ้ำ ทุกครั้งที่แบนเนอร์กลายเป็นยักษ์เขียว เขาจะสูญเสียการควบคุม ก่อความเสียหายอย่างใหญ่หลวง และกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ผู้คนหวาดกลัวและรังเกียจ

ในใจเขาเต็มไปด้วยความไม่สบายใจและความสำนึกผิดจนต้องซ่อนตัวจากสังคมใช้ชีวิตเหมือนเงาล่องหน

ความคิดมากมายแล่นผ่านหัวของเขา ก่อนจะกัดฟันแน่นแล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับสตาร์ก

“ตกลง…เอาก็เอา”

“เริ่มเมื่อไหร่?”

“เดี๋ยวนี้เลย!”

ยามเย็นในอีกฟากหนึ่งของเมืองหลังจากใช้เวลาหลายชั่วโมงทดสอบพลังของแหวนกรีนแลนเทิร์น ฮาโอก็ก้าวออกจากร้านด้วยสีหน้าหิวโซ

“ได้เวลาหาของกินสักที! หิวจะตายอยู่แล้ว…” เขาบ่นพึมพำพร้อมลูบท้อง

แม้จะพอมีฝีมือทำอาหารอยู่บ้าง แต่ในเมื่อมีเงินติดตัว แถมอยู่ในโลกใหม่ทั้งที เขาจะไปเสียเวลาทำกับข้าวเองทำไม? ออกไปกินของอร่อยข้างนอก ยังไงก็ดีกว่าแน่นอน

เขาเพิ่งจะผลักประตูร้านออกไปได้ไม่กี่ก้าว ก็มีรถยนต์หรูสีดำสามคันแล่นตรงเข้ามาจอดหน้าร้านอย่างพอดิบพอดีจากรถคันกลาง ชายร่างใหญ่คนหนึ่งก้าวลงมา

สิ่งที่ดึงดูดสายตาทุกคนทันทีไม่ใช่แค่ขนาดตัวมหึมาของเขาแต่เป็นศีรษะโล้นมันวาวที่สะดุดตาเกินใครในฝูงชน

ผู้คนบางกลุ่มที่ดูมีประสบการณ์ในวงการใต้ดินต่างชะงักไปชั่วครู่ พอรู้ว่าเป็นใครก็รีบเบือนหน้าแล้วเดินเลี่ยจากไปแทบจะในทันที ราวกับไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวแม้แต่น้อย

ฮาโอเลิกคิ้วขึ้นนิด พลางพึมพำออกมาเบา ๆ ด้วยความประหลาดใจ

“หือ? คิงพินงั้นเหรอ? มาทำอะไรที่นี่?”

ชายหัวโล้นร่างยักษ์ตรงหน้านั้น ไม่ใช่ใครอื่น วิลสัน ฟิสก์ หรือที่รู้จักกันดีในโลกอาชญากรรมในนาม ‘คิงพิน’

หัวหน้าแก๊งอิทธิพลที่ทรงอำนาจที่สุดในนิวยอร์กและอาจจะในทั้งสหรัฐอเมริกา

อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในศัตรูตัวฉกาจของไอ้แมงมุมอย่างไม่ต้องสงสัย

แม้ร่างกายอันมหึมาของเขาอาจดูเหมือนก้อนเนื้อไร้กล้ามสำหรับคนนอกแต่ในความจริงนั้น… มากกว่า 90% ของน้ำหนัก 400 ปอนด์ของเขาคือ ‘กล้ามเนื้อบริสุทธิ์’

พละกำลังของคิงพิน สามารถเทียบได้กับยอดนักสู้ระดับแถวหน้าทีเดียวแม้ฮาโอเองก็ยังไม่รู้ว่าเขาฝึกฝนร่างกายแบบไหนถึงมาถึงจุดนี้ได้

โดยพื้นฐานแล้ว ฮาโอไม่ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคิงพินนัก เหตุผลเดียวที่เขาเคยข้องเกี่ยวกับอีกฝ่าย ก็เป็นเพราะครั้งหนึ่งเขาเคยช่วยชีวิตริชาร์ด ลูกชายของคิงพิน จากอุบัติเหตุรถชนเท่านั้นเอง

เมื่อมีการสืบพบในภายหลังว่าอุบัติเหตุนั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นการวางแผนของศัตรูทางธุรกิจของคิงพินเขาไม่ลังเลที่จะลงมือ

ในเวลาเพียงไม่กี่วัน พวกมันทั้งหมดก็ถูกกวาดล้างจนสิ้นซากและตั้งแต่นั้นมา… ฮาโอก็ได้รับการยอมรับว่าเป็น ‘สหาย’ คนหนึ่ง

หนี้ชีวิตลูกชายคือสิ่งที่คิงพินไม่มีวันลืม

แต่ความจริงแล้ว ฮาโอไม่เคยคิดจะขออะไรตอบแทนเลยทว่าคิงพินกลับยืนกรานที่จะตอบแทนบุญคุณให้ได้เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฮาโอก็เลยขอให้เขาช่วยตามหาบุคคลคนหนึ่งผู้ที่เขาจำเป็นต้องพบให้ได้

คิงพินโบกซองเอกสารสีขาวครีมในมือขึ้นเล็กน้อย พร้อมกล่าวเสียงเรียบ

“คนที่นายต้องการหา…เจอแล้ว มีเวลาคุยตอนนี้ไหม?”

ดวงตาของฮาโอกะพริบวาบทันที

เร็วเกินคาดเสียอีก!

“จริง ๆ ฉันกำลังจะออกไปหาอะไรกินพอดี” เขาตอบพร้อมรอยยิ้ม “แต่ถ้าเป็นเรื่องสำคัญ งั้นคุยก่อนก็ได้”

หลังจากขึ้นรถของคิงพิน ชายร่างใหญ่ก็ยื่นซองเอกสารให้เขาด้านในประกอบด้วยแฟ้มข้อมูลฉบับหนึ่ง กับสมาร์ทโฟนเครื่องหนึ่ง

ชื่อที่ปรากฏบนแฟ้มข้อมูลไม่คุ้นตาเท่าไรนักวันด้า แม็กซิมอฟฟ์ และ ปิเอโตร แม็กซิมอฟฟ์

แต่สำหรับแฟนมาร์เวลตัวจริงแล้ว มันชัดเจนในทันที

นั่นคือชื่อจริงของ สการ์เล็ต วิทช์ และ ควิกซิลเวอร์!

เป้าหมายของฮาโอก็คือวันด้า หญิงสาวผู้มีเวทมนตร์แห่งความโกลาหลที่สามารถบิดเบือนความเป็นจริงได้ตามใจนึก หากเธอได้ปลดปล่อยพลังอย่างเต็มศักยภาพ แม้แต่จักรวาลก็ยังอาจกลับตาลปัตรได้ด้วยน้ำมือของเธอ

ผู้หญิงแบบนั้น…คือพันธมิตรที่เขาต้องการ

“ลองดูวิดีโอนี่สิ” คิงพินกล่าว “คนที่นายหา ตอนนี้อยู่ในนิวยอร์กแล้ว คนของฉันเฝ้าติดตามอยู่ แต่มันไม่ง่ายนัก คนพวกนั้นไม่ใช่ธรรมดาเลย ผู้ชายคนนั้น…มีความเร็วเกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะมี เขาหลบกล้องวงจรปิดและการสะกดรอยของเราได้หลายครั้งแล้ว”

ฮาโอฟังอย่างตั้งใจ ขณะเปิดวิดีโอในโทรศัพท์ที่แนบมา

ในคลิปปรากฏเงาสีเงินพุ่งผ่านคนส่งอาหารที่ขี่จักรยานไฟฟ้าในพริบตาเดียวอาหารทั้งถุงก็หายไปจากท้ายรถโดยไร้ร่องรอย

ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา คนที่ทำแบบนั้นได้…ต้องเป็น ควิกซิลเวอร์ เท่านั้น

ดูเหมือนตอนนี้ทั้งสองพี่น้องจะอยู่ในสภาพลำบาก ถึงขั้นต้องขโมยอาหารประทังชีวิต

ฮาโอพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงขรึมและแน่วแน่

“ในไทม์ไลน์ปัจจุบัน อัลตรอนยังไม่ถือกำเนิด นั่นแปลว่าทั้งคู่ยังคงซ่อนตัวอยู่…ฉันต้องหาพวกเขาให้เจอก่อนที่อัลตรอนจะลงมือ”

จบบทที่ บทที่ 8 ชายหัวโล้นผู้โผล่มาจากฝูงชน

คัดลอกลิงก์แล้ว