- หน้าแรก
- ฉัน..ไม่ได้ตั้งใจจะครองโลกเวทมนตร์
- บทที่ 3: พูดไม่พ้นสามคำก็วกกลับมาเรื่องผลการเรียน
บทที่ 3: พูดไม่พ้นสามคำก็วกกลับมาเรื่องผลการเรียน
บทที่ 3: พูดไม่พ้นสามคำก็วกกลับมาเรื่องผลการเรียน
บทที่ 3: พูดไม่พ้นสามคำก็วกกลับมาเรื่องผลการเรียน
หลังจากผ่านไปสิบกว่านาที แอรีแอนนาก็ตัดสินได้ว่า เฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์ เป็นคนที่หยิ่งในตัวเองมากคนหนึ่ง
เฮอร์ไมโอนี่พูดไม่ทันพ้นสามคำก็ต้องวกกลับมาเรื่องผลการเรียนสมัยประถมของตัวเอง ทั้งที่ยังไม่ได้ซื้อของใช้สำหรับเข้าเรียนเลยด้วยซ้ำ แต่กลับวางแผนไปถึงการชิงตำแหน่งที่หนึ่งของทั้งระดับชั้นในฮอกวอตส์แล้ว คนอื่นจะเป็นอย่างไรเธอไม่รู้ แต่สำหรับเด็กรุ่นเดียวกัน ย่อมไม่มีใครชอบคนแบบนี้แน่นอน
เฮอร์ไมโอนี่ไม่ทันได้สังเกตเลยว่าท่าทีของแอรีแอนนาเริ่มจะเย็นชาแล้ว “ตอนเธออยู่โรงเรียนประถม ได้ที่เท่าไหร่ของทั้งระดับชั้นเหรอ”
“ก็เหมือนเธอนั่นแหละ” แอรีแอนนาตอบกลับอย่างกวนประสาท
“เธอก็ได้ที่หนึ่งของระดับชั้นเหมือนกันเหรอ ได้คะแนนเท่าไหร่ล่ะ” เฮอร์ไมโอนี่เบิกตากว้าง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“คะแนนเต็ม” แอรีแอนนามองเธออย่างล้อเลียน
“จะเป็นไปได้ยังไง หรือว่าข้อสอบของลอนดอนง่ายกว่ากันนะ” เฮอร์ไมโอนี่ถามอย่างไม่ยอมแพ้
แอรีแอนนาหมดอารมณ์จะเล่นละครด้วยแล้ว จึงต้องพูดอย่างจริงจังว่า “ถ้าการคิดแบบนั้นจะทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น ก็เชิญคิดแบบนั้นได้เลย”
“ฮึ่ม ไว้พอถึงฮอกวอตส์แล้วค่อยมาดูกันว่าใครจะได้ที่หนึ่ง”
แอรีแอนนาไม่อยากจะรับมือกับเธออีกต่อไปแล้ว เธอยักไหล่แล้วพูดว่า “ฉันมีเรื่องอื่นต้องทำเยอะแยะ การเรียนเวทมนตร์อาจจะไม่ได้ทุ่มเทเต็มร้อย ที่หนึ่งคงจะเป็นของเธอนั่นแหละ”
เห็นได้ชัดว่าเฮอร์ไมโอนี่ไม่ใช่คนที่ใส่ใจความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น เธอซักไซ้ต่อทันที “เธอมีเรื่องอะไรต้องทำเหรอ”
“เธอสังเกตไหมว่าฉันไม่ได้พาผู้ปกครองมาซื้อของด้วย” แอรีแอนนาเตือนเธอ
“นั่นสิ พอได้เจอคนประเภทเดียวกัน ฉันก็เลยตื่นเต้นไปหน่อยจนไม่ทันได้สังเกต ทำไมพ่อแม่ของเธอถึงไม่มาซื้อของเป็นเพื่อนล่ะ” เฮอร์ไมโอนี่ถามต่อ
“เพราะว่าพวกเขาเสียไปนานแล้ว และบทบัญญัติการรักษาความลับก็กำหนดไว้ว่าถ้าไม่ใช่ญาติสายตรง จะรับรู้เรื่องของฮอกวอตส์ไม่ได้ ฉันก็เลยต้องมาซื้อของคนเดียว” แอรีแอนนาเล่าราวกับกำลังพูดถึงเรื่องที่แสนจะธรรมดาเรื่องหนึ่ง
“ถ้างั้นเธอก็เป็นเด็กกำพร้า อาศัยอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเหรอ” แววตาของเฮอร์ไมโอนี่ฉายแววเห็นใจ
“ฉันเป็นเด็กกำพร้าก็จริง แต่ไม่ใช่เด็กกำพร้าทุกคนจะต้องอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า”
แอรีแอนนาฝืนยิ้มเล็กน้อย แล้วพูดต่อว่า “พ่อแม่ของฉันทิ้งกองทุนเพื่อการศึกษาไว้ให้ สิทธิ์ในการดูแลของฉันอยู่ที่ทนายความ ในชื่อของฉันมีสินทรัพย์อยู่ไม่น้อย นอกจากพระราชวังขององค์ราชินีแล้ว ที่ไหนในลอนดอนฉันก็ไปอยู่ได้ทั้งนั้นแหละ”
คุณเกรนเจอร์สังเกตเห็นแล้วว่าลูกสาวของตนกำลังคาดคั้นอีกฝ่ายมากเกินไป และเห็นว่าแอรีแอนนาใกล้จะระเบิดเต็มที เขาจึงกระแอมเบาๆ เพื่อเตือนสติลูกสาว “เฮอร์ไมโอนี่ ลูกควรจะระวังเรื่องมารยาทหน่อยนะ”
“ก็ได้ค่ะ ขอโทษด้วยนะ นั่นเป็นความคิดแบบเหมารวมของฉันเอง ไม่ได้ตั้งใจจะเจาะจงเธอ” เฮอร์ไมโอนี่กล่าวขอโทษอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
“ก็จริงอยู่ แต่ว่าน้ำเสียงของเธอมันไม่ค่อยน่าฟังเท่าไหร่” แอรีแอนนาพูดอย่างไม่เกรงใจ “ถ้าเธอปรับปรุงไม่ได้ล่ะก็ บางทีพอไปอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ เธออาจจะไม่มีเพื่อนเลยแม้แต่คนเดียวก็ได้นะ”
“เธอหมายความว่าฉันไม่มีเพื่อนเหรอ” เฮอร์ไมโอนี่เบิกตากว้าง น้ำเสียงเจือความไม่พอใจ
“มันยังไม่ชัดเจนอีกเหรอ” แอรีแอนนาเลิกคิ้ว
และแล้ว มิตรภาพที่เพิ่งก่อตัวขึ้นก็ถึงคราวล่มสลายในทันที
แอรีแอนนาไม่อยากจะสนใจเด็กหญิงที่ค่อนข้างแหลมคมคนนี้อีกต่อไป หลังจากแลกเงินที่กริงกอตส์เสร็จ เธอก็แจ้งต่อศาสตราจารย์มักกอนนากัลว่าเธอจะขอแยกตัวไปซื้อของเอง แล้วหลังจากนั้นจะกลับบ้านเอง
ศาสตราจารย์มักกอนนากัลลังเลเล็กน้อย และคัดค้านว่า “ไหนเธอบอกให้ฉันรับประกันความปลอดภัยของเธอในโลกเวทมนตร์ไม่ใช่เหรอ”
“แต่ฉันเห็นตามถนนมีเด็กๆ หลายคนมาซื้อของคนเดียว ไม่น่าจะมีอันตรายอะไรนะคะ” แอรีแอนนายืนกราน
“ดูท่าทางแล้วตรอกไดแอกอนนี่ก็คงไม่ต่างจากถนนชอปปิงในลอนดอนเท่าไหร่ ร้านค้าต่างๆ แค่ดูป้ายหน้าร้านก็รู้แล้วว่าขายอะไร อีกอย่างฉันก็ไม่อยากนั่งรถประจำทางกลับบ้านด้วยค่ะ” ประโยคนี้เริ่มจะพาดพิงถึงศาสตราจารย์มักกอนนากัลอยู่หน่อยๆ
ศาสตราจารย์มักกอนนากัลจ้องมองแอรีแอนนาอยู่ครู่ใหญ่ เมื่อแน่ใจแล้วว่าเธอคงไม่ยอมอ่อนข้อให้ สุดท้ายจึงได้แต่ยอมตกลง
“ก็ได้ เห็นตรอกตรงนั้นไหม”
ศาสตราจารย์มักกอนนากัลชี้ไปยังตรอกเล็กๆ มืดๆ ที่อยู่ไม่ไกล พร้อมกับเตือนแอรีแอนนาว่า “นั่นคือตรอกน็อกเทิร์น ข้างในมีพ่อมดศาสตร์มืดอยู่ไม่น้อย ตราบใดที่เธอไม่เข้าไปแถวนั้น การอยู่ในตรอกไดแอกอนก็ยังถือว่าปลอดภัย”
“ฉันไม่ไปในที่อันตรายโดยที่ยังไม่มีความสามารถพอหรอกค่ะ” แอรีแอนนานั้นรักชีวิตน้อยๆ ของตัวเองยิ่งนัก
หลังจากแอรีแอนนาเดินจากไป เฮอร์ไมโอนี่ก็โกรธจนตาแดงก่ำ เอ่ยปากตำหนิว่า “ฉันถูกเกลียดแล้วเหรอคะ ฉันก็แค่เดาว่าเธออยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ไม่ได้มีเจตนาร้ายซะหน่อย”
พ่อของเฮอร์ไมโอนี่พูดอย่างลำบากใจ “ถึงแม้เด็กคนนั้นจะพูดจาแหลมคมไปหน่อย แต่คำแนะนำของเขาก็ไม่เลวนะ พ่อว่าลูกน่าจะลองปรับน้ำเสียงเวลาพูดให้อ่อนลงอีกนิดหน่อย จะช่วยให้สร้างมิตรภาพได้ง่ายขึ้น”
“พ่อคะ พ่อคิดว่าหนูผิดเหรอ แต่หนูไม่ได้ทำหน้าบึ้งตึงใส่ศาสตราจารย์นะ เขาต่างหากที่เป็นคนไม่มีมารยาทที่สุด” เฮอร์ไมโอนี่พึมพำ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
แอรีแอนนาเดินไปไกลแล้ว แน่นอนว่าเธอไม่ได้ยินคำวิจารณ์ที่เฮอร์ไมโอนี่มีต่อเธอ แต่ถึงจะได้ยิน เธอก็ไม่ใส่ใจอยู่ดี
จุดหมายแรกในการจับจ่ายของแอรีแอนนาไม่ใช่การไปซื้อไม้กายสิทธิ์ หรือไปตัดชุดคลุม แต่เป็นร้านหนังสือ
ทว่าหลังจากเดินวนอยู่ในร้านตัวบรรจงและหยดหมึกหนึ่งรอบ เธอก็พบว่าถ้าหากจะซื้อหนังสือทุกเล่มที่อยากได้ ก็คงไม่มีเงินเหลือไปซื้อของอย่างอื่นแล้ว ต้องรู้ด้วยว่านักเรียนใหม่หนึ่งคนมีงบประมาณให้แลกได้เพียง 100 เกลเลียนทองต่อปีเท่านั้น
“ขอโทษนะคะ ตลาดของมือสองในตรอกไดแอกอนอยู่ที่ไหนเหรอคะ” แอรีแอนนาถามพนักงานในร้านอย่างสุภาพ
พนักงานร้านหนังสือพอได้ยินว่ากำลังจะเสียลูกค้า ก็หน้าบึ้งลงทันที แต่ก็ยังชี้ทางไปยังที่ตั้งของร้านมือสองให้แอรีแอนนา
ในช่วงเวลานี้ยุคเศรษฐกิจของอังกฤษไม่ค่อยดีนัก ส่งผลให้ธุรกิจร้านของมือสองค่อนข้างจะรุ่งเรือง
แม้ว่าตอนอยู่ลอนดอนแอรีแอนนาจะไม่เคยไปตลาดของมือสอง แต่เธอก็รู้ว่าของในร้านมือสองบางแห่งนั้นมีคุณภาพคุ้มค่าราคามาก ราคาอาจจะแค่หนึ่งในสามของของใหม่เท่านั้น ในเมื่อมีงบไม่พอ ก็คงต้องอาศัยของมือสองมาช่วยเสริมแล้ว
ตรอกไดแอกอนไม่ได้ใหญ่โตอย่างที่จินตนาการไว้ ร้านมือสองมีเพียงร้านเดียว และราคาก็เป็นหนึ่งในสามของของใหม่อย่างที่คิดไว้จริงๆ กฎเกณฑ์เหมือนกับตลาดมือสองในลอนดอนไม่มีผิด
“ฉันต้องการซื้อหนังสือสำหรับปีหนึ่ง ที่นี่มีแบบจัดเป็นชุดไว้แล้วไหมคะ” แอรีแอนนาไม่เดินดูให้เสียเวลา เธอตรงไปหาเจ้าของร้านมือสองทันที
เจ้าของร้านมือสองมีชื่อเดียวกับเจ้าของร้านหม้อใหญ่รั่ว เขาชี้ไปยังตะกร้าหนังสือตรงทางเข้าร้านแล้วพูดว่า “สภาพสามส่วนห้าส่วนแล้วก็เก้าส่วนสิบ วางแยกไว้ตรงนั้นตามลำดับ ราคาก็ติดไว้ข้างบนแล้ว เลือกเสร็จก็เอามาจ่ายเงิน”
ในเมื่อมีแบบที่จัดเป็นชุดไว้เรียบร้อยแล้ว แอรีแอนนาก็ไม่คิดจะดูหนังสือเรียนอีก เธออยากจะซื้อหนังสือเล่มอื่นมากกว่า
“คุณเจ้าของร้านคะ มีหนังสือรวมคาถา หรือว่ารวมตำราปรุงยาอะไรแบบนั้นไหมคะ” แอรีแอนนาถาม
เจ้าของร้านทอมได้ยินก็หัวเราะ “ดูจากอายุแล้วหนูน่าจะเป็นนักเรียนใหม่ปีนี้ ไม่นึกเลยว่าจะรู้จักหาหนังสือแบบนี้ด้วยนะ จะบอกให้ว่าตอนฉันเรียนอยู่ปี 5 ถึงได้มีความคิดแบบนี้”
ภายใต้การแนะนำของเจ้าของร้านทอม แอรีแอนนาก็ซื้อของอย่างบ้าคลั่ง สุดท้ายกลับใช้เงินไปถึง 54 เกลเลียนทอง
เจ้าของร้านทอมอาจจะรู้สึกว่าตัวเองเชียร์ขายของมากเกินไปหน่อย เขาจึงแถมกระเป๋าเดินทางเก่าๆ ให้เธอใบหนึ่ง ถึงแม้พื้นที่จะไม่ใหญ่มาก แต่ก็สามารถใส่หนังสือทั้งหมดลงไปได้อย่างแน่นอน
“ฉันเชื่อว่าเธอจะต้องกลายเป็นแม่มดที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน” เมื่อได้เงินไปก้อนใหญ่ เจ้าของร้านทอมก็อารมณ์ดีจนสรรหาแต่คำพูดดีๆ มากล่าว
แอรีแอนนาก็อารมณ์ดีไม่แพ้กัน เธอยิ้มแล้วตอบว่า “ปีนี้งบหมดแล้วค่ะ แต่ปีหน้าฉันจะกลับมาอีกแน่นอน หวังว่าตอนนั้นจะมีหนังสือหายากเข้ามาบ้างนะคะ”
“ในเมื่อหนูมีความต้องการด้านนี้ ฉันจะเตรียมไว้ล่วงหน้าแน่นอน หวังว่าปีหน้าหนูจะเตรียมงบมาเยอะๆ นะ” เจ้าของร้านทอมกล่าว
ถึงแม้จะซื้อหนังสือจากร้านมือสองมาเป็นจำนวนมาก แต่ของอย่างอื่นแอรีแอนนาก็ไม่ได้ซื้อมือสองเลย นั่นส่งผลให้ตอนที่เธอไปถึงหน้าร้านไม้กายสิทธิ์ ในตัวเธอเหลือเงินเพียงแปดเกลเลียนทองเท่านั้น
เจ้าของร้านทอมเคยบอกกับเธอว่าไม้กายสิทธิ์อันใหม่จะมีราคาตั้งแต่ 7 ถึง 10 เกลเลียนทอง ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้
แอรีแอนนาไม่รู้กระบวนการเลือกไม้กายสิทธิ์เลยสักนิด ดังนั้นทันทีที่เข้าร้านไป เธอก็วางเงินแปดเกลเลียนทองลงบนเคาน์เตอร์
“คุณเจ้าของร้านคะ ฉันเหลือเงินอยู่แค่นี้ อย่าเลือกไม้กายสิทธิ์ที่เกินงบประมาณนี้นะคะ ไม่อย่างนั้นฉันซื้อไม่ไหว” แอรีแอนนากล่าว
โอลลิแวนเดอร์ยังไม่เคยเจอพ่อมดแม่มดน้อยที่มาซื้อไม้กายสิทธิ์แบบนี้มาก่อน เขาเบิกตากว้างทันทีแล้วส่ายหน้า “ไม้กายสิทธิ์เป็นผู้เลือกพ่อมด ไม่ใช่พ่อมดเป็นผู้เลือกไม้กายสิทธิ์ เพราะฉะนั้นฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไม้กายสิทธิ์ที่จะเลือกเธอต้องใช้เงินกี่เกลเลียนทอง”
“ยังไงฉันก็เหลือแค่ 8 เกลเลียนทองค่ะ” แอรีแอนนายักไหล่
“โดยปกติแล้ว พอพ่อมดแม่มดน้อยจะเปิดเทอม ส่วนใหญ่ก็จะมาซื้อไม้กายสิทธิ์กันก่อน ทำไมเธอถึงมาเป็นคนสุดท้ายล่ะ” โอลลิแวนเดอร์ทำท่าขึงขัง แต่ก็ทำอะไรแอรีแอนนาไม่ได้
“คุณโอลลิแวนเดอร์คะ ตอนนี้พูดอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์แล้ว ยังไงฉันก็เหลือแค่ 8 เกลเลียนทองค่ะ” แอรีแอนนาถามอย่างเจ้าเล่ห์ “ถ้ามันเกินงบไปจริงๆ ปีหน้าค่อยมาจ่ายได้ไหมคะ”
“เอาเถอะ ดูท่าเธอจะเป็นแม่มดน้อยที่เกิดจากมักเกิ้ลสินะ” โอลลิแวนเดอร์ถอนหายใจ “ถ้าไม่พอจริงๆ ฉันก็ยินดีให้เธอมาจ่ายส่วนที่เหลือในปีหน้าได้”
“บางทีไม้กายสิทธิ์ที่เลือกฉันอาจจะราคาแค่ 7 เกลเลียนทองก็ได้นี่คะ” แอรีแอนนาพูดติดตลก
ทันใดนั้นก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ แอรีแอนนารีบถามว่า “จริงสิคะ ไปเรียนที่ฮอกวอตส์ ไม่ต้องใช้ค่าครองชีพเหรอคะ”