- หน้าแรก
- ชีวิตสงบหลังเกษียณของประมุขมาร?!!
- บทที่ 65 จากไปโดยไม่บอกลา
บทที่ 65 จากไปโดยไม่บอกลา
บทที่ 65 จากไปโดยไม่บอกลา
สองสิงห์/ผู้แปล
เย็นวันรุ่งขึ้น โรงเตี๊ยมเมี่ยวเซียนโหลวปิดบิการแล้ว
หวังเย่เดินเข้ามาในห้องโถงของโรงเตี๊ยม เห็นเฉินชงและไป๋ลู่ฮั่นนั่งล้อมวงกินข้าวอยู่ที่โต๊ะ
บนโต๊ะวางอาหารสี่อย่างกับซุปหนึ่งชามและซาลาเปาขาวนวลตามปกติ แต่กลับไม่เห็นอาจี๋อยู่ที่นั่น
"เอ้า"
เห็นภาพตรงหน้า หวังเย่หยิบซาลาเปาขึ้นมากัดคำหนึ่ง แล้วพูดว่า
"วันนี้แปลกจริงๆ มีแค่พวกเจ้าสองคนเท่านั้น..."
"อาจี๋ไอ้เด็กบ้านั่นล่ะ?"
"ปกติเวลากินข้าว เด็กคนนี้กระตือรือร้นที่สุด แต่คราวนี้กลับหายไป หรือว่าไอ้เด็กนี่มีเงินเหลือใช้ วิ่งออกไปซื้อไก่ย่างกินอีกแล้ว?"
พูดพลาง หวังเย่ก็นั่งลงที่โต๊ะอาหาร
"ไม่ใช่หรอก..."
ได้ยินคำพูดของหวังเย่ ไป๋ลู่ฮั่นที่อยู่ข้างๆ ก็กล่าว
"โรงเตี๊ยมของเราปิดก็ช้าแล้ว ตลาดเลิกไปนานแล้ว จะไปหาไก่ย่างที่ไหนล่ะ?"
"อาจี๋ไปส่งอาหารเย็นให้หลี่ไหวคงน่ะ!"
พูดพลาง ไป๋ลู่ฮั่นก็กินเนื้อแพะคำหนึ่ง
"เอ๊ะ ไม่เลว"
ได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้าของหวังเย่ "นับว่าไอ้เด็กบ้านั่นมีน้ำใจสักครั้ง..."
พูดจบ หวังเย่ก็หยิบตะเกียบขึ้นมา เตรียมจะคีบอาหาร
ตุบ!
ในขณะที่หวังเย่กำลังจะคีบอาหาร อาจี๋ก็วิ่งออกมาจากห้องพักของหลี่ไหวคง ร้องตะโกน
"เถ้าแก่ แย่แล้ว!"
"ตะโกนอะไรของเจ้า?"
เห็นท่าทางของอาจี๋ หวังเย่ก็ขมวดคิ้ว พูดอย่างไม่พอใจ "ข้าเพิ่งชมเจ้าไปสองคำ เจ้าก็ส่งเสียงเอะอะเสียงดังลั่น..."
"เป็นอะไรไป โดนหมาป่าไล่หรือ?"
"หลี่ไหวคง...หลี่ไหวคงไปแล้ว!"
ได้ยินคำพูดของหวังเย่ อาจี๋ก็ตอบ
"เฮ้ เจ้าเพิ่งมาทำงานโรงเตี๊ยมวันแรกกับข้าหรือไง?"
มองดูสีหน้าของอาจี๋ หวังเย่กลับดูสงบนิ่ง "หลี่ไหวคงไปแล้วก็ปล่อยให้เขาไปสิ!"
"อีกอย่าง คนผู้นี้อยู่ไปก็ไม่ได้จ่ายค่าห้อง ไปแล้วยิ่งดี ลดไปหนึ่งปากที่ต้องป้อนข้าว เนื้อแพะสามชั่งที่เหลือก็เก็บไว้กินมื้อหน้า..."
พูดพลาง น้ำเสียงของหวังเย่ราบเรียบมาก
หากหลี่ไหวคงฟังคำแนะนำของตน การจากไปในครั้งนี้อาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายก็ได้
แม้การจากไปจะไม่ใช่การถอนตัวจากยุทธภพอย่างแท้จริง แต่อย่างน้อยก็ยังมีชีวิตอยู่
การมีชีวิตอยู่ ย่อมยังมีความหวังที่จะออกจากยุทธภพ
การยืนกรานที่จะวางมือจากยุทธภพอย่างเป็นทางการ แม้จะดูห้าวหาญ แต่ยิ่งห้าวหาญมากเท่าไร ท้ายที่สุดจุดจบของชีวิตก็ไม่น่าอภิรมย์มากเท่านั้น
นี่คือประสบการณ์ที่หวังเย่ได้สรุปจากสิ่งที่เขาเห็นมาหลายปี
เว้นแต่จะมีวรยุทธ์ที่แข็งแกร่งพอ ไม่เช่นนั้นอย่าหาเรื่องเข้าปะทะกันด้วยความฮึกเหิมโดยเด็ดขาด
มิฉะนั้น นอกจากจะพิสูจน์ว่าตัวเองโง่แล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อื่นใด...
"เขาจากไป ข้าก็ไม่ว่าอะไรหรอก..."
ได้ยินคำพูดของหวังเย่ อาจี๋ก็เดินมาที่โต๊ะอาหาร
"แต่เขายังทิ้งสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วย..."
อาจี๋วางถุงผ้าใบเล็กและจดหมายหนึ่งฉบับตรงหน้าหวังเย่
จดหมาย?
ได้ยินเช่นนั้น หวังเย่ก็หยิบจดหมายตรงหน้าขึ้นมาทันที
ในทันใดนั้น เนื้อความในจดหมายก็ปรากฏต่อสายตาหวังเย่
บุญคุณที่ช่วยชีวิตข้า ไหวคงจะจดจำไม่ลืม เพียงแต่ไหวคงยังมีธุระสำคัญ ไม่อาจล่าช้า ในถุงผ้านี้คือคำมั่นสัญญาของข้าที่มีต่อหญิงสาวผู้หนึ่ง หากเช้าวันพรุ่งนี้ไหวคงยังมีลมหายใจอยู่ จะมาขอของเหล่านี้คืนจากทุกท่าน แต่หากเช้าวันพรุ่งนี้ไม่เห็นไหวคง ขอรบกวนนำของเหล่านี้ส่งไปยังบ้านชาวนาห่างจากเมืองจิ่งหลิงไปทางทิศตะวันออกห้าลี้ เพื่อให้หญิงสาวผู้นั้นได้ไปพบคู่ครองที่ดีคนใหม่...
อ่านถึงตรงนี้ หวังเย่ก็เปิดถุงผ้าใบเล็กนั้น
เห็นว่าข้างในคือกำไลหยกขาวและปิ่นหยกที่เห็นเมื่อคืน รวมทั้งกุญแจทองเหลืองหนึ่งดอก
นอกจากนี้ ยังมีกระดาษแผ่นเล็กอีกแผ่น
ขอเพียงได้ถอนตัวจากยุทธภพ จะจูงมือเจ้าไปจนผมขาวโดยไม่ทอดทิ้ง...
ไอ้คนโง่!
เห็นเนื้อความในจดหมาย หวังเย่ก็คิดในใจ
ดูจากเนื้อความในจดหมาย หลี่ไหวคงไม่ได้มีความตั้งใจที่จะมีชีวิตรอดเลย!
"ช่างซาบซึ้งจริงๆ!"
ขณะที่หวังเย่กำลังครุ่นคิดอยู่ในใจ ไป๋ลู่ฮั่นไม่รู้เมื่อไรก็หยิบจดหมายขึ้นมาอ่านเสียแล้ว
"แม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่จดหมายฉบับนี้ก็เพียงพอที่จะบอกว่าหลี่ไหวคงเป็นชายชาตรีที่มีน้ำใจและรักษาคำพูด!"
"ใช่แล้ว!"
ตอนนี้ อาจี๋กำลังยืนอยู่ข้างไป๋ลู่ฮั่น มองดูเนื้อความในจดหมายพลางถอนหายใจว่า
"ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อรักษาคำมั่นสัญญา หลี่ไหวคงนี่ช่างเป็นชายชาตรีที่รักษาคำพูดจริงๆ เป็นลูกผู้ชายตัวจริง เมื่อเทียบกับคนบางคนที่รู้แต่จะเที่ยวซ่องและตะกละเงิน ก็เหนือชั้นกว่าไม่รู้กี่เท่า!"
ในการพูดคุย ไป๋ลู่ฮั่นและอาจี๋ต่างพูดรับส่งกัน เล็งไปที่หวังเย่โดยตรง
"เฮ้ย พวกเจ้าสองคนนี่ไอ้ลูกหมา!"
ได้ยินไป๋ลู่ฮั่นและอาจี๋พูดรับส่งกัน หวังเย่ก็ขมวดคิ้ว "ทำไมอะไรๆ ก็เกี่ยวกับข้าไปหมด!?"
"บ้านอื่นเขาเปิดโรงเตี๊ยม ลูกจ้างต่างให้ความเคารพเจ้าของอย่างสูง"
"พวกเจ้าละ วันๆ ไม่รู้จักใหญ่รู้จักเล็ก..."
พูดพลาง ใบหน้าของหวังเย่เต็มไปด้วยความเซ็งระอา
"ไม่ก็เถียง ไม่ก็เปิดโปงความลับของข้า ข้าเลี้ยงดูพวกเจ้าสองคนที่อกตัญญูพวกนี้ไว้ทำไมกันนะ?"
"เถ้าแก่ นี่ก็ไม่ใช่ความผิดที่พวกเราจะพาดพิงถึงท่าน..."
มองดูหวังเย่ตรงหน้า อาจี๋ก็กล่าว
"ท่านดูเขาสิ รูปร่างสูงใหญ่ ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อรักษาคำมั่นสัญญา กล้าทำกล้ารับ นี่แหละลูกผู้ชายตัวจริงชั้นเยี่ยม..."
"ท่านก็รูปร่างสูงใหญ่ แต่นอกจากชอบเสพสมและขี้เหนียวแล้ว ยังขี้ขลาด ลามก และหดหัวเมื่อเจอเรื่อง"
"เมื่อพวกท่านสองคนมาเจอกัน พวกเราก็อดเปรียบเทียบไม่ได้..."
ขณะพูด สีหน้าของอาจี๋ยังแสดงความเซ็งระอาอีกด้วย
"ไปให้พ้น ไปให้พ้น ไปให้พ้น!"
ไม่รอให้อาจี๋พูดจบ หวังเย่ก็พูดอย่างรำคาญ
"อาหารโต๊ะนี้ก็ยังปิดปากพวกเจ้าสองคนไม่ได้!"
พูดพลาง หวังเย่ก็ชี้ไปที่เฉินชงผู้เงียบขรึม
"เจ้าดูเฉินชงสิ ตั้งแต่ต้นจนจบนั่งกินข้าวเงียบๆ ตั้งใจทำงาน ไม่ยุ่งกับเรื่องพวกนี้"
"ทำไมพวกเจ้าถึงไม่เรียนรู้จากเฉินชงบ้างล่ะ?"
"อย่ามาพูดเลย!"
ได้ยินคำพูดของหวังเย่ ไป๋ลู่ฮั่นก็พูดเสริม
"เฉินชงน่ะขี้เกียจจะพูดถึงท่านต่างหาก..."
พูดพลาง เธอก็หันไปถามเฉินชง
"เฉินชง ท่านคิดอย่างไร?"
"หลี่ไหวคงนี่เป็นชายชาตรีที่รักษาคำพูดและน้ำใจจริงๆ ทำให้คนต้องนับถือยิ่งนัก..."
ได้ยินเช่นนั้น เฉินชงก็เกาศีรษะพลางกล่าว
"เถ้าแก่ เมื่อเทียบกับเขาแล้ว ก็ด้อยกว่าอยู่สักหน่อย..."
ช่างบัดซบ...
ได้ยินคำพูดของเฉินชง หวังเย่ก็พูดไม่ออก
ตอนนี้ เขาก็ไม่อยากพูดอะไรอีก เก็บของทั้งหมดใส่กลับลงไป แล้วลุกขึ้นเดินไปทางประตู
"เอ๊ะ เอ๊ะ..."
เห็นหวังเย่ลุกขึ้นเดินไปทางประตู อาจี๋ก็ร้องเรียก
"ไอ้เถ้าแก่ขี้งก ท่านไม่กินแล้วหรือ?"
"โมโหจนอิ่มแล้ว จะกินบ้ากินบออะไร!"
พูดพลาง หวังเย่ก็เปิดประตูใหญ่ของโรงเตี๊ยมเมี่ยวเซียนโหลว
"แล้วท่านจะไปไหนล่ะ?"
"คุยกับพวกไอ้ลูกหมาอย่างพวกเจ้าแล้วหงุดหงิด ข้าจะไปซ่องโหยวหงหาสาวๆ คุยเรื่องปรัชญาชีวิต!"
ทิ้งคำพูดนี้ไว้ หวังเย่ก็เปิดประตูใหญ่ของโรงเตี๊ยมเมี่ยวเซียนโหลวเดินจากไป...