- หน้าแรก
- ชีวิตสงบหลังเกษียณของประมุขมาร?!!
- บทที่ 50 เงาดำหนึ่งกลุ่ม
บทที่ 50 เงาดำหนึ่งกลุ่ม
บทที่ 50 เงาดำหนึ่งกลุ่ม
ตอนนี้หวังเย่มองออกแล้ว
เฉินตาบอด ไอ้โลงศพเน่านี่ เพื่อที่จะหลอกเงินตนเองอีกสองสามตำลึงเงิน ถึงกับเริ่มแยกเรื่องทั้งหมดออกเป็นส่วนๆ
ไม่เพียงเท่านั้น ไอ้แก่ตาบอดนี่ยังพูดเรื่องให้มีกับดักแฝงอยู่ เพื่อล่อให้ตนเองถามต่อไปเรื่อยๆ
หากตนเองไม่หยุดมัน วันนี้มันคงจะเล่นเรื่องนี้เป็นละครหลายตอนแน่!
"เจ้าของโรงเตี๊ยมหวัง ท่านเข้าใจผิดแล้ว"
ได้ยินคำพูดของหวังเย่ เฉินตาบอดรีบโบกมือ
"เรื่องพวกนี้ต้องค่อยๆ เล่าทีละเรื่อง ค่อยๆ อธิบายให้กระจ่างไม่ใช่หรือ..."
"เจ้านี่อย่ามาโกหกพกลมกับข้า!"
ไม่รอให้เฉินตาบอดพูดจบ หวังเย่โบกมือ หยิบเงินสามตำลึงออกมา
"นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าจะถามเจ้า ถ้าเจ้ายังไม่เล่าเรื่องให้กระจ่าง หรือว่ายังทิ้งหางเอาไว้ล่อให้ข้าถามต่อไปอีก ข้าจะซื้อหมาสักหลายตัว ไล่ตามเจ้าทุกวัน ให้เจ้าไอ้โลงศพเน่านี่ได้วิ่งข้ามวิบัติเลย!"
พูดออกมาแค่นี้ เฉินตาบอดก็สะดุ้งโหยง
"ไม่กล้า ไม่กล้า..."
"ไม่กล้าก็พูดมาดีๆ! อีกเรื่องหนึ่งคืออะไร!?"
"อีกเรื่องหนึ่งก็คือการประกาศรางวัลนำจับของสมาคมครองใต้หล้า!"
ได้ยินคำพูดของหวังเย่ เฉินตาบอดก็เริ่มสงบลงมาก
ในที่สุดก็พูดถึงประเด็นสำคัญเสียที!
ได้ยินเช่นนั้น หวังเย่คิดในใจ
เขาไม่ได้ขัดจังหวะคำพูดของเฉินตาบอด คอยฟังต่อไปอย่างเงียบๆ
"สมาคมครองใต้หล้าประกาศรางวัลนำจับ ผู้ใดสามารถส่งมอบป้ายจั่นเทียนคืนให้สมาคมครองใต้หล้า
จะได้รับเงินรางวัลสามพันตำลึง และได้รับการแต่งตั้งเป็นประมุขหอของสมาคมครองใต้หล้า!"
ในตอนนี้ เฉินตาบอดได้บอกเนื้อหาของประกาศรางวัลนำจับของสมาคมครองใต้หล้าให้หวังเย่ฟัง
เงินรางวัลสามพันตำลึง และตำแหน่งประมุขหอ!
สองเงื่อนไขรางวัลนี้ เพียงพอที่จะยั่วยุให้เหล่าชายฉกรรจ์ในยุทธภพต่างกระสันกระวนกระวายแล้ว!
หลี่ไหวคงวางมือจากยุทธภพ
บวกกับประกาศรางวัลนำจับของสมาคมครองใต้หล้า
ไม่แปลกเลยที่คนยุทธภพฝ่ายมืดจากที่ต่างๆ จะล่องเรือมารวมตัวกันที่เมืองจิ่งหลิง ที่แท้ก็เพราะเรื่องนี้นี่เอง!
"ยังมีอะไรอีกไหม?"
คิดถึงตรงนี้ หวังเย่มองดูเฉินตาบอดแล้วเอ่ยถาม
"นี่เป็นคำถามที่ห้า..."
ได้ยินหวังเย่ถาม เฉินตาบอดก็เตรียมจะเก็บเงินโดยอัตโนมัติ
ไอ้เวรนี่
ได้ยินคำพูดของเฉินตาบอด หวังเย่ก็โกรธขึ้นมาทันที
ไอ้โลงศพเน่านี่ ยังจะกล้าเก็บเงินอีกรึ!
"เจ้าของโรงเตี๊ยมหวังถามสี่คำถามในคราวเดียว คำถามนี้ข้าแถมให้!"
รู้ตัวว่าพูดผิด เฉินตาบอดก็รีบแก้ไขคำพูดทันที
เพราะว่าประสบการณ์ถูกหมาไล่ เขาไม่อยากลองเป็นครั้งที่สองแล้ว
"อย่างนี้ค่อยเข้าท่าหน่อย!"
หวังเย่พยักหน้า เอ่ยว่า: "พูดมา!"
เฉินตาบอดส่ายหัว แล้วเอ่ยว่า
"ไม่มีแล้ว"
"อะไรที่ไม่มีแล้ว?"
กับคำพูดของเฉินตาบอด หวังเย่ชะงักไปนิดหนึ่ง
"เรื่องอื่นๆ น่ะ ไม่มีแล้ว"
มองดูหวังเย่ เฉินตาบอดตอบอย่างหน้าซื่อ
ไอ้เวร!
ได้ยินการตอบของเฉินตาบอด หวังเย่อยากจะฟาดมันให้ตายด้วยฝ่ามือสักที
น่าโมโหจริงๆ!
โชคดีที่ข้าขู่มันไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นสามตำลึงเงินซื้อคำตอบแบบนี้ นั่นเป็นการขาดทุนจนกระอักเลือดจริงๆ
คิดถึงตรงนี้ หวังเย่ก็เดินตรงไปทางโรงเตี๊ยมเมี่ยวเซียนโหลวทันที
"เจ้าของโรงเตี๊ยมหวัง ท่านจะไปแล้วหรือ?"
ราวกับได้ยินเสียงหวังเย่จากไป เฉินตาบอดก็เอ่ยขึ้น
"ที่นี่ยังมีข่าวอื่นๆ อีก ท่านจะฟังไหม?"
"เรื่องละแค่หนึ่งตำลึงเงินเท่านั้น!"
"ไปให้พ้น!"
ท่ามกลางฝูงชนที่แออัด หวังเย่ตะโกนเสียงดังอย่างโกรธจัด
......
เวลาผันผ่าน เมื่อหวังเย่กลับมาถึงโรงเตี๊ยมเมี่ยวเซียนโหลวก็เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว
เพิ่งกลับมาถึงร้าน หวังเย่ก็เห็นอาจี๋และไป๋ลู่ฮั่นกำลังนำซาลาเปาและอาหารสี่อย่างกับซุปหนึ่งชามมาวางบนโต๊ะอาหาร
เห็นได้ชัดว่าทั้งสองกำลังเตรียมกินข้าว
"เห็นไหม ข้าพูดอะไรไว้นะ?"
เห็นหวังเย่แล้ว อาจี๋หันไปพูดกับไป๋ลู่ฮั่น
"ไอ้เถ้าแก่ขี้งกนี่ต้องกลับมาตรงเวลากินข้าวแน่ๆ!"
"ยังบอกว่าออกไปหาเฉินตาบอดดูดวง"
"ข้าว่าดวงของท่าน ส่วนใหญ่คงไปดูที่ซ่องโหยวหงแล้วล่ะ!"
ขณะพูด อาจี๋วางชามและตะเกียบลงบนโต๊ะ
"เฮ้ย ไอ้เด็กเวร แกจะรู้อะไร!"
ได้ยินคำพูดของอาจี๋ หวังเย่ไม่พอใจ พูดทันที
"ข้าไปหาเฉินตาบอดดูดวงจริงๆ !"
"ขอรับ!"
ได้ยินดังนั้น อาจี๋ลากเสียงยาว เอ่ยอย่างเกียจคร้าน
"หาเซินเซียงดูดวงก็แค่สนุกๆ เท่านั้น ถ้าจะทำนายอนาคตจริงๆ ก็ต้องดูที่เฉินตาบอดบนสะพานสิ!"
ระหว่างพูด อาจี๋หยิบซาลาเปากัดคำหนึ่ง
"เฮ้ย ไอ้ลูกหมา!"
ได้ยินคำพูดของอาจี๋ หวังเย่เอ่ย
"ถ้าเจ้ายังคิดจะประชดประชันแบบนี้อีก ข้าจะต้องซัดเจ้าแน่!"
"อีกอย่าง คนยังไม่มากันครบเจ้าก็กินก่อนซะแล้ว?"
พูดจบ สายตาของหวังเย่ก็เลื่อนไปที่ไป๋ลู่ฮั่นที่เพิ่งคีบเนื้อแกะชิ้นหนึ่ง
"เจ้าด้วย นังหนูน้อย!"
"เฉินชงวุ่นวายในครัวทั้งวัน พวกเจ้าสองคนไม่รอเขากินข้าวก่อนเลย"
"ช่างไม่รู้อะไรเลย!"
"เฉินชงทำอาหารเสร็จก็ออกไปนานแล้ว ห้องครัวก็เป็นพวกเราที่เก็บกวาด!"
ต่อคำพูดของหวังเย่ ไป๋ลู่ฮั่นกลอกตา
"ไม่เหมือนท่าน ออกไปเที่ยวทั้งวัน กลับมาก็เปิดปากด่าคน!"
"อย่าไปสนใจเขา"
ไป๋ลู่ฮั่นเพิ่งบ่นจบ อาจี๋ก็รับช่วงต่อทันที
"ไอ้เฒ่านี่ส่วนใหญ่ไปที่ซ่องโหยวหงแล้วไม่เจอสาวๆ ถูกใจ พอกลับมาหาพวกเราก็มาระบายอารมณ์!"
คงเพราะชินกับอารมณ์โกรธของหวังเย่แล้ว อาจี๋พูดไปพลางกินซาลาเปาไปพลาง
เฉินชงไม่อยู่หรือ?
ไม่สนใจคำพูดของอาจี๋ หวังเย่รู้สึกสะกิดใจนิดหนึ่ง
ตั้งแต่เฉินชงมาที่ร้านนี้ เขาขยันขันแข็งมาตลอด นอกจากการไปจ่ายตลาดประจำวันก็แทบไม่ได้ออกไปไหน
วันนี้ถึงกับผัดกับข้าวแค่สองอย่าง แถมไม่กินข้าว หนีไปแล้ว นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
"แล้วเฉินชงไปไหน?"
คิดถึงตรงนี้ หวังเย่ก็ถามต่อ
"ไม่รู้"
ได้ยินดังนั้น อาจี๋และไป๋ลู่ฮั่นก็ส่ายหัวพร้อมกัน
เห็นปฏิกิริยาของอาจี๋และไป๋ลู่ฮั่น หวังเย่ถอนหายใจเบาๆ
"จะหวังอะไรจากพวกเจ้าได้?"
พูดจบ เขาก็หยิบซาลาเปาขึ้นมากัดคำหนึ่ง
"กินข้าว!"
ครู่ต่อมา อาหารบนโต้ะก็ถูกสามคนกินจนหมดเกลี้ยง
"แปลกจริงๆ..."
ดื่มน้ำซุปในชามหมดแล้ว หวังเย่เอ่ยว่า
"พวกเรากินข้าวเสร็จแล้ว เฉินชงมันจะไปไหนได้?"
พูดจบ เขาหันไปมองอาจี๋ที่อยู่ข้างๆ
"อาจี๋ เจ้าออกไปดูหน่อยว่าเฉินชงกลับมาหรือยัง!"
"ขอรับ!"
ได้ยินคำพูดของหวังเย่ อาจี๋ลากเสียงยาวตอบรับประโยคหนึ่ง
พร้อมกันนั้นเขาก็ลุกขึ้นช้าๆ เดินออกจากโรงเตี๊ยมเมี่ยวเซียนโหลว
ตอนนี้ข้างนอกมืดค่ำแล้ว รอบด้านค่อนข้างเงียบสงบ ไม่มีความผิดปกติใดๆ
"ไอ้เถ้าแก่ขี้งก รู้จักแต่ใช้คน!"
พึมพำเบาๆ ประโยคหนึ่ง อาจี๋ก็เตรียมจะไปหาเฉินชง
ฉิว!
แต่ในตอนนั้นเอง เงาดำกลุ่มหนึ่งพุ่งขึ้นมาอย่างฉับพลัน พุ่งเข้าใส่ตัวเขา!
!!!
เห็นเงาดำนั้น ใจของอาจี๋สะท้านอย่างรุนแรง
เขาขยับร่างกาย เร่งพลังภายในเตรียมรับมือ
ตุ้บ!
ได้ยินเสียงหนึ่งทุ้ม เงาดำนั้นก็ตกลงตรงหน้าอาจี๋ไม่ไกล ทันใดนั้นก็ไม่มีการเคลื่อนไหวอีก
เห็นภาพตรงหน้า อาจี๋ก็งงงันไปทั้งตัว
นี่... มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
สองสิงห์/ผู้แปล