- หน้าแรก
- ชีวิตสงบหลังเกษียณของประมุขมาร?!!
- บทที่ 45 เจ้าว่าเจ้าไม่กินไม่ใช่หรือ?
บทที่ 45 เจ้าว่าเจ้าไม่กินไม่ใช่หรือ?
บทที่ 45 เจ้าว่าเจ้าไม่กินไม่ใช่หรือ?
ยามเย็น โรงเตี๊ยมเมี่ยวเซียนโหลวปิดบริการแล้ว
หวังเย่เดินมาที่โต๊ะอาหาร แต่กลับเห็นเพียงอาจี๋กับเฉินชงสองคนที่กำลังถือซาลาเปากัดกินอย่างเอร็ดอร่อย
นอกจากนี้ ไม่เห็นเงาของไป๋ลู่ฮั่นเลย
"เฮ้ ทำไมมีแค่พวกเจ้าสองคนมากินข้าว"
ตอนนี้ หวังเย่หยิบซาลาเปามากัดคำหนึ่ง แล้วกล่าวว่า "เด็กน้อยไป๋ลู่ฮั่นไปไหน?"
"ฝึกวรยุทธ์อยู่ที่หลังเรือน!"
อาจี๋คีบเนื้อแกะใส่ปากคำหนึ่ง ตอบแบบไม่ชัดคำ
"ฝึกวรยุทธ์?"
เมื่อได้ยินคำตอบของอาจี๋ หวังเย่ยิ้ม
"ถึงกับไม่กินข้าวเย็นแล้วไปฝึกวรยุทธ์เลยรึ?"
"หญิงสาวคนนี้สมองมีปัญหาหรือไร?"
"คงถูกอาจี๋ยั่วให้โมโห..."
เฉินชงที่อยู่ข้างๆ ส่ายหน้า กล่าว
"เดิมทีตั้งใจจะเป็นนักกระบี่ท่องยุทธภพ แต่ผลปรากฏว่าถูกอาจี๋เอาชนะแค่สองสามกระบวนท่าได้
ซ้ำยังถูกกักตัวมาเป็นลูกมือรับใช้ที่นี่ ฝึกฝนวรยุทธ์อย่างหนักก็นับว่าสมเหตุสมผล..."
ระหว่างส่ายหน้า รอยคล้ำใต้ตาทั้งสองข้างของเฉินชงยิ่งดูชัดเจน
"เฉินชง ยังไม่ต้องพูดถึงเด็กน้อยคนนั้นหรอก"
เมื่อเห็นรอยคล้ำใต้ตาของเฉินชง หวังเย่ขมวดคิ้ว กล่าวว่า
"ที่นี่มีลูกมือรับใช้แล้ว ทำไมเจ้ายังมีรอยคล้ำใต้ตาอยู่อีก?"
"ลับหลังข้าเจ้าไปทำอะไรเสื่อมเสียที่ไม่อาจให้คนรู้อีกแล้วหรือ?"
"เถ้าแก่ ลูกมือรับใช้ก็เพิ่งมีวันนี้เอง"
มองดูหวังเย่ตรงหน้า เฉินชงก็ทำหน้าจนใจ
"อีกอย่าง รอยคล้ำใต้ตาไม่ใช่ว่าจะหายไปเลยทันที ท่านคิดว่าเป็นมายากลหรืออย่างไร จะให้หายก็หาย..."
"เฉินชง เจ้าไม่ต้องสนใจเขาหรอก นอกจากยืนเก็บเงินหลังโต๊ะคิดเงิน ก็รู้จักแต่ด่าคนไปทั่ว"
ยามนี้ อาจี๋ที่อยู่ข้างๆ กล่าวขึ้น
"เฮ้อ!"
เมื่อได้ยินคำพูดของอาจี๋ หวังเย่ถอนหายใจยาว ใบหน้าแสดงความเศร้าหมอง
"เฉินชงคนเดียวทำงานในครัวอย่างหนัก ข้าตั้งใจห่วงใยสักหน่อย กลับถูกเจ้าเข้าใจผิดถึงเพียงนี้"
"ความจริงใจของข้า สุดท้ายก็เปล่าประโยชน์..."
"ท่านหยุดพูดเสียเถอะ!"
หวังเย่ยังพูดไม่ทันจบ อาจี๋ก็กล่าวว่า
"กำลังกินข้าวอยู่ จะทำให้คนมวนท้องหรืออย่างไร?"
"ยังจะพูดถึงความจริงใจ ท่านก็แค่กลัวว่าเฉินชงจะเป็นอะไรไปแล้วโรงเตี๊ยมต้องปิดปรับปรุง
คิดว่าข้าดูไม่ออกหรือว่าเจตนาของไอ้เถ้าแก่ขี้งกอย่างท่านเป็นอย่างไร?"
พูดจบ อาจี๋คีบเนื้อแกะใส่ปากอีกหนึ่งคำ
พ่อของเจ้าสิ!
ได้ยินคำพูดของอาจี๋ หวังเย่เบิกตากว้าง
แล้วเขาก็คีบเนื้อแกะกินกับซาลาเปาเข้าปากคำโตทันที
"ไอ้เถ้าแก่ขี้งก..."
เห็นหวังเย่นั่งลง อาจี๋กล่าวว่า "ทำไมท่านยังนั่งลงกินด้วยอีกล่ะ?"
"เฮ้ย ไอ้ลูกหมา เจ้านี่ยังไง!"
ได้ยินคำพูดของอาจี๋ หวังเย่กล่าวว่า "ข้าเปิดร้าน ข้าจะกินข้าวไม่ได้แล้วหรือไง?"
พูดจบ หวังเย่ยกมือขึ้นเตรียมจะเขกกบาลอาจี๋
"ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น!"
เมื่อเห็นหวังเย่ยกมือ อาจี๋รีบกล่าว
"ข้าหมายถึงว่าหญิงสาวงามเพริศแพร้วเช่นนี้ไม่ได้กินข้าว ท่านก็ไม่ตักอาหารใส่ชามไปส่งให้นางหรือ..."
"นางอยากกินหรือไม่กินก็ช่าง!"
อาจี๋ยังพูดไม่ทันจบ หวังเย่ก็ตัดบทคำพูดของอาจี๋
"ตามใจจะเสียนิสัย ยังจะต้องส่งไปให้อีก!"
"ไม่กินก็คงไม่หิว ถ้าหากว่าหิวจริง ถึงเป็นก้อนอุจจาระนางก็จะกินจนเกลี้ยง!"
ระหว่างพูด หวังเย่ทำสีหน้าเชื่อมั่นในความถูกต้องของตนเอง
"เฮ้ กำลังกินข้าวอยู่นะ!"
ได้ยินคำพูดของหวังเย่ อาจี๋รีบโวย "ท่านจะพูดถึงอะไรแบบนั้นทำไม?"
พูดจบ หวังเย่กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง
แต่ในเวลานั้น ไป๋ลู่ฮั่นก็เดินเข้ามาจากหลังเรือน นั่งลงที่โต๊ะและหยิบซาลาเปามากินทันที
ขณะกินซาลาเปา นางยังตักซุปใส่ชามให้ตัวเองและดื่มอึกใหญ่
"อ้าว ใครหล่ะเนี่ยะ"
เมื่อเห็นท่าทางของไป๋ลู่ฮั่น อาจี๋ก็กล่าวว่า
"เจ้าว่าเจ้าไม่กินข้าวไม่ใช่หรือ?"
"หญิงสาวอย่างข้าหิว ไม่ได้หรือไร?"
ไป๋ลู่ฮั่นตอบกลับ จ้องอาจี๋ด้วยสายตาดุ
"ได้สิ ข้าแค่จำได้ว่าเมื่อครู่ข้าเรียกบางคนมากินข้าว บางคนทำหน้าแข็งเหลือเกินนะ!"
อาจี๋กัดซาลาเปาคำหนึ่ง แล้วเลียนแบบน้ำเสียงของไป๋ลู่ฮั่น เสียงแหลมว่า
"หญิงงามอย่างข้าต้องฝึกวิชากระบี่ ไม่กินข้าว!"
"เอ๊ะ เสียงยังไม่ทันหายไป คนที่พูดก็กำลังกินซาลาเปากับซุปเสียแล้ว ช่างน่าอนิจจาจริงๆ!"
ยามนี้อาจี๋พูดกับไป๋ลู่ฮั่นไม่หยุด
"เจ้า!"
ได้ยินคำพูดของอาจี๋ ใบหน้างามของไป๋ลู่ฮั่นแดงก่ำ กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง
"อาจี๋ เจ้าพูดน้อยลงหน่อยเถอะ!"
เห็นปฏิกิริยาของไป๋ลู่ฮั่น เฉินชงที่อยู่ข้างๆ พูดกลบเกลื่อน
พูดจบ อาจี๋ทำปากเบ้ แล้วคีบผักกินต่อ
"เด็กน้อย คนเป็นเหล็ก ข้าวเป็นเหล็กกล้า"
เห็นอาจี๋เงียบปาก หวังเย่ก็พูดอย่างเนิบช้าว่า "เจ้าจะไปฝึกวิชาแมวสามขา*พวกนั้นทำไม สู้กินข้าวให้อิ่มยังจะดีกว่า!"
"วิชาแมวสามขารึ!?"
ได้ยินคำพูดของหวังเย่ ไป๋ลู่ฮั่นก็ไม่พอใจขึ้นมาทันที
"ข้าฝึกวิชากระบี่แยกเงาสะท้อนภาพ เร็วดั่งสายลม เร็วดั่งสายฟ้า ท่านกลับบอกว่าเป็นวิชาแมวสามขารึ?"
"แล้วไม่ใช่หรือไร?"
หวังเย่ทำหน้างุนงง มองดูท่าทางของไป๋ลู่ฮั่น แล้วกล่าวว่า
"เมื่อวานเจ้าร่ายวิชากระบี่อะไรสักอย่าง ดูตาลายไปหมด น่าหวาดกลัวยิ่งนัก..."
"แต่ขนอาจี๋กลับยังไม่หลุดไปสักเส้น เหมือนการขูดแผ่นหยก ยังไม่ใช่วิชาแมวสามขาหรือ?"
"ข้า..."
ไป๋ลู่ฮั่นอยากจะโต้แย้งหวังเย่ แต่กลับไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดอย่างไรดี
เพราะสิ่งที่หวังเย่พูดล้วนเป็นความจริง...
ชั่วขณะนั้น ไป๋ลู่ฮั่นเงียบลง
เห็นไป๋ลู่ฮั่นเงียบไป หวังเย่ก็หยิบซาลาเปามากัดคำหนึ่ง แล้วกล่าวเบาๆว่า
"เจ้านั่นแหละ ลองคิดดูให้ดี!"
พูดจบ หวังเย่เดินอย่างเนิบช้าไปทางหลังเรือน
หลังจากหวังเย่จากไป อาจี๋มองไป๋ลู่ฮั่นที่อยู่ข้างๆ กล่าวว่า
"พอเถอะ ไอ้เถ้าแก่ขี้งกนั่นก็เหมือนหมาเปิดม่านประตู ปากเป็นเอก..."
"ไม่นานมานี้เขายังหลอกลวงศิษย์ของกระบี่เทพ พูดเรื่องฝึกกระบี่ต้องฝึกพลังภายในก่อนอะไรทำนองนี้ จนทำให้ศิษย์กระบี่เทพตกตะลึง นึกว่าเขาเป็นผู้มีความรู้กว้างขวาง..."
"ถ้าเขาเป็นผู้มีความรู้กว้างขวาง งั้นข้าก็คงเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งในยุทธภพแล้ว!
ดังนั้น คำพูดของเขา เจ้าก็แค่ฟังผ่านๆ ไป ไม่ต้องใส่ใจมากนัก!"
อาจี๋เคี้ยวซาลาเปากล่าว
พูดจบ ไป๋ลู่ฮั่นพยักหน้า แต่ในใจกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น
นางรู้สึกว่าคำพูดของหวังเย่มีเหตุผลอยู่บ้าง
วิชากระบี่ของตนเมื่อคืนนี้รวดเร็ว แต่กลับไม่อาจทำร้ายอาจี๋ได้แม้แต่น้อย
วรยุทธ์ที่ไม่อาจทำร้ายศัตรูได้ จะไม่เรียกว่าวิชาแมวสามขาได้อย่างไร?
ฝึกกระบี่ต้องฝึกพลังภายในก่อน...
หรือว่าวิชากระบี่ของตน ต้องเริ่มจากการบำเพ็ญเพียรพลังภายใน?
สองสิงห์/ผู้แปล
*เป็นสำนวนที่หมายถึงวิชาหรือฝีมือที่ไม่เข้าท้า ไม่มีประสิทธิภาพ หรือฝีมือแค่พื้นๆ ไม่เก่งกาจ เหมือนแมวที่มีแค่สามขา ไม่ครบสี่ขา