- หน้าแรก
- ทะลุมิติฉบับนางร้ายเลเวลตัน
- โลกที่ 3: ไม่เป็นแล้วชายารัชทายาท 3-4
โลกที่ 3: ไม่เป็นแล้วชายารัชทายาท 3-4
โลกที่ 3: ไม่เป็นแล้วชายารัชทายาท 3-4
โลกที่ 3: ไม่เป็นแล้วชายารัชทายาท! (3)
องค์รัชทายาทเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “เจ้ามีอะไรจะพูด?”
ฮวาหวู่สบตาเขาตรง ๆ แบบไม่หวาดกลัวแม้แต่นิด “ขอทรงไว้ชีวิตไว้สักคนเถิดเพคะ เรื่องในวันนี้...ใช่ว่าจะตัดสินได้ด้วยสายตาเพียงเท่านั้น”
องค์รัชทายาทหรี่ตานิดหนึ่ง “ข้านึกว่าเจ้าจะขอให้ข้ายั้งมือ เพื่อไม่ให้วันมงคลนี้กลายเป็นลางร้ายเสียอีก”
ฮวาหวู่ก้มลงมองศพที่นอนอยู่แทบเท้าของเขา
องค์รัชทายาทมองตามสายตาเธอไป แล้วก็เหมือนจะนึกออกว่า... นั่นคือศพที่เธอเป็นคนฆ่าด้วยมือตัวเอง
แล้วก็ได้ยินสาวน้อยในเกี้ยวพูดด้วยน้ำเสียงประหลาด
“มีคนมา ‘ส่งโชค’ ให้ถึงที่ไม่ใช่เรื่องดีเหรอเพคะ?”
องค์รัชทายาท: “……”
ขันทีประจำตัว: “……” เอ๊ะ... คำนี้ทำไมมันคุ้น ๆ แฮะ?
องค์รัชทายาทหันไปมองหญิงสาวในเกี้ยวด้วยสายตาแฝงความหมายบางอย่าง
เขารู้สึกได้เลยว่า ‘คุณหนูฉิน’ ที่กำลังจะกลายเป็นชายาของเขานี้ ดูจะไม่เหมือนกับที่เขาเคยได้ยินมาเลยสักนิด
เขานึกถึงจดหมายที่เธอให้คนเอามาส่งถึงเขา…
องค์รัชทายาทเลยพยักหน้าช้า ๆ “ก็แล้วแต่เจ้าว่ามาเถอะ... ว่าที่ชายาของข้า”
เขาไม่ให้เธอพูดอะไรต่ออีกแล้ว ยกมือปัดม่านเกี้ยวลงอย่างเรียบร้อย
“จับพวกมันไปขังไว้ในตำหนัก!”
องค์รัชทายาทหันไปสั่งขันทีประจำตัว ก่อนจะกระโดดขึ้นหลังม้า “ขบวนแต่งงาน ไปต่อ!”
ขันทีเห็นว่าเจ้านายไม่ได้มีท่าทีจะกลับก่อน เลยรู้ทันทีว่า... เจ้านายจะไปส่งเจ้าสาวกลับด้วยตัวเองแน่นอน รีบสั่งให้ลากพวกขอทานออกไป แล้วจัดขบวนใหม่ให้เรียบร้อยทันที
เสียงเพลงมงคลดังขึ้นอีกครั้ง
บรรยากาศคึกคักกลับคืนสู่ถนนเส้นนั้นอีกครั้ง
เหมือนไม่มีอะไรเคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย…
…
…
ที่ตำหนักรัชทายาท แขกที่มาร่วมงานในวันนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว บริเวณหน้าตำหนักคึกคักเป็นพิเศษ
เรื่องที่ขบวนเจ้าสาวเจอคนป่วนกลางทาง ก็ส่งต่อมาถึงที่นี่แล้ว
แต่ที่กลายเป็นประเด็นร้อนสุด ๆ กลับไม่ใช่เรื่องมีคนมาก่อกวน...
แต่เป็นเรื่องที่ว่าที่ชายาองค์รัชทายาทลงมือฆ่าคน!
วันแต่งงานแท้ ๆ แต่ดันมีเลือดสาด ถือว่าเป็นลางร้ายของจริง…
“ชายาองค์รัชทายาทนี่ใจกล้าเสียจริง…”
“ไม่แปลกเลยที่เป็นลูกสาวแม่ทัพใหญ่อย่างแม่ทัพฉิน”
“แต่วันนี้น่ะ เห็นเลือดแบบนี้... ต่อไปชีวิตคงไม่ราบรื่นนักหรอก”
“ข้าได้ยินมาว่าตอนนั้นมันวุ่นมากเลย ถ้านางไม่ลงมือ... ใครจะรู้เล่าว่าจะเกิดอะไรขึ้น?”
“ก่อนหน้านี้องค์รัชทายาทก็ไม่ยอมไปรับเจ้าสาวด้วยตัวเองไม่ใช่หรือ? หรือจริง ๆ ท่านไม่พอใจเรื่องนี้อยู่แล้ว ถึงตั้งใจให้นางขายหน้า?”
“แต่การแต่งงานครั้งนี้ ท่านเป็นคนไปขอเองไม่ใช่หรือ จะไม่พอใจได้เยี่ยงไร?”
“งั้นทำไมตอนแรกถึงไม่ไปรับเล่า?”
“อืม… ก็นะ พระองค์เป็นองค์รัชทายาท ไม่ไปก็ได้ ใครกล้าว่าด้วยรึ?”
แม้ว่าธรรมเนียมที่ใช้กันตอนนี้จะสืบมาจากราชวงศ์ก่อน ที่ว่าองค์รัชทายาทต้องไปรับชายาด้วยตัวเองก็จริง
แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นกฎตายตัวเสียทีเดียว
ก็เขาเป็นรัชทายาท เป็นฮ่องเต้ในอนาคต ถ้าเขาจะไม่ไป ฮ่องเต้ยังด่าได้แค่สองคำเลย…
มันก็แค่แสดงให้เห็นว่า เขาไม่ได้ให้ค่ากับว่าที่ชายาเท่าไหร่เท่านั้นเอง
“ขบวนเจ้าสาวมาแล้ว!”
เสียงเพลงดังขึ้น ผู้คนยืดคอยาวรอทันที
พอผ่านพิธีที่ประตูเสร็จ ก็ใช้เวลาอยู่นานพอสมควรกว่าขบวนจะเข้ามาด้านใน
สิ่งที่ทำให้ทุกคนตกใจคือ…
องค์รัชทายาทอุ้มเจ้าสาวเข้ามาด้วยตัวเอง!!
ตอนนี้ทุกคนก็เริ่มลังเลกันแล้วว่า สรุปเขาให้ความสำคัญกับชายาจริงหรือไม่?
แต่เอาเข้าจริง องค์รัชทายาทก็ไม่ได้อยากอุ้มฮวาหวู่เข้ามาหรอกนะ…
แต่ฮวาหวู่ยังไม่มีแรงเลย!
ตอนที่เขาเข้ามารับเธอลงจากเกี้ยว ฮวาหวู่เลยขู่เขานิด ๆ ไปหนึ่งกรุบ…
องค์รัชทายาทเลยทั้งหน้าบึ้งทั้งอึ้งตลอดทาง
บรรยากาศมันไม่ได้เหมือนกำลังจะเข้าไปไหว้ฟ้าดินคู่กันเลย
…มันเหมือนกำลังจะลากเจ้าสาวไปส่งนรกมากกว่า
แขกที่อยู่ในงานต่างก็หน้าซีดกันถ้วนหน้า ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เพราะงั้น พิธีไหว้ฟ้าดินถึงได้เงียบสนิท
นอกจากเสียงของเจ้าพิธีที่พูดว่า “ไหว้ฟ้าดิน ไหว้บิดามารดา…”
ทั้งงานก็ไม่มีเสียงใด ๆ ดังอีกเลย
…
…
ฮวาหวู่ทำพิธีแต่งงานเสร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และโชคดีมากที่ไม่ได้ถูกส่งลงนรก…
แต่ถูกส่งเข้าห้องหอแทน
“พวกเจ้า ออกไปให้หมด”
“องค์รัชทายาท...เรื่องนี้...”
ในห้องมีคนอยู่เต็มไปหมด แต่ละคนมองหน้ากันไปมาไม่กล้าขยับ
สุดท้ายก็เป็นขันทีประจำตัวที่ใจกล้าพอจะพูดขึ้นมา
“องค์รัชทายาท ตอนนี้ยังเช้าอยู่นะพ่ะย่ะค่ะ ข้างนอกยังมีแขกรออยู่…”
“ไสหัวไป!!”
“……”
ขันทีไม่พูดต่อ รีบเรียกคนออกจากห้องทันที
องค์รัชทายาทคว้าผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวที่คลุมหัวฮวาหวู่ไว้ แล้วกระชากออกแรง ๆ
“ฉินฮวน! เจ้ากล้าดีมาก ถึงกับกล้าขู่ข้าเลยรึ!”
ผ้าคลุมหน้าโดนดึงออก เส้นลูกปัดและอัญมณีจากมงกุฎหงส์ที่เธอสวมไว้ก็ฟาดมากระทบกับใบหน้าของฮวาหวู่ จนเธอร้อง “ซี้ด...” ออกมาเบา ๆ
ฮวาหวู่รีบถอดมงกุฎออก วางมือทาบแก้มที่โดนฟาดจนแดง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
“ก็เพื่อเกียรติยศของเราทั้งสอง หากหม่อมฉันก่อเรื่องอื้อฉาวในวันอภิเษก มิใช่เพียงหม่อมฉันผู้เดียวที่ต้องเสียหน้าเป็นแน่เพคะ”
เธอมองเขาด้วยสายตานิ่ง ๆ
“เพียงแบกหม่อมฉันเดินสองสามก้าว ท่านจะตระหนี่ไปไยกันเล่า? ท่านไม่ได้เสียหายเลยสักนิด”
องค์รัชทายาทเล่นพันผ้าคลุมหน้าในมือ บิดไปบิดมาจนเป็นเหมือนเชือกเส้นหนึ่ง
“จะทำอะไรน่ะ!” ฮวาหวู่เริ่มระวังตัว “คืนแรกของงานแต่งนี่ท่านจะรีบลงมือฆ่าหม่อมฉันเลยหรือ?”
โอ้โห! เป็นนางเอกนี่มันโคตรอันตรายเลยนะ!!
องค์รัชทายาทบิดผ้าในมือไปมา น้ำเสียงเย็นเยียบ “ถ้าเจ้าไม่พูดในสิ่งที่ข้าอยากฟัง ข้าไม่ติดอะไรหรอกที่จะให้ว่าที่ชายาตายด้วยโรคปริศนาเสียแต่วันนี้”
“……” นายนั่นแหละจะได้เป็นฝ่ายตายด้วยโรคประสาท!
เกินไปแล้ว! ฉันยังไม่ได้ตั้งใจจะใช้ท่านเป็นเครื่องบูชาทำผลงานเลยนะ!
ใจเย็นหน่อยเหอะ!
…
…
สิ่งที่องค์รัชทายาทอยากรู้ ก็คือเรื่องที่ฮวาหวู่เขียนไว้ในจดหมายนั่นแหละ
ช่วงนี้เขากำลังสืบคดีฉ้อโกงอยู่คดีหนึ่ง
เป็นคดีที่ฮ่องเต้ให้ความสำคัญสุด ๆ
พอคดีมาอยู่ในมือเขา ก็เท่ากับว่าทุกฝ่ายต่างจับตามอง ถ้าทำไม่สำเร็จขึ้นมา ไม่ใช่แค่โดนติหรอก แต่อาจจะโดนคนอื่นหาทางเล่นงานกลับด้วย
ตอนนี้สืบไปต่อไม่ได้แล้ว เพราะทุกอย่างดูเหมือนจะตันไปหมด
แต่ในจดหมายของฮวาหวู่... เธอกลับบอกว่านางมีเบาะแสสำคัญของคดีนี้อยู่ในมือ
“ใช่ ข้ารู้เบาะแสที่ท่านต้องการ”
ฮวาหวู่พูดพลางถอดเครื่องประดับปักผมที่เกะกะออกหมด แล้วโยนขึ้นเตียง
“แต่ข้าเองก็มีเงื่อนไขเหมือนกัน”
องค์รัชทายาทเสียงเข้มขึ้นทันที “เจ้าให้ข้าไปต้อนรับเจ้าด้วยตัวเอง ข้าก็ไปแล้ว ยังจะมีเงื่อนไขอะไรอีก?”
“เอ๊ะ เดี๋ยวก่อนนะ…” ฮวาหวู่ยิ้ม “ในจดหมายนั่น ข้าเขียนตรงไหนหรือว่า ‘ถ้าท่านไปต้อนรับเจ้าสาวด้วยตัวเอง จะถือว่าเป็นข้อตกลง’? ไม่มีใช่หรือไม่?”
“เงื่อนไขนี่... ท่านเข้าใจไปเองทั้งนั้น อย่ามาโทษข้าสิ”
องค์รัชทายาท: “……”
ในจดหมาย:
—หากอยากรู้เบาะแสคดีของเฟิงจื้อฝู ขอเชิญองค์รัชทายาทมารับเจ้าสาวด้วยตัวเอง
องค์รัชทายาทพุ่งตัวเข้ามา กระชากคอเสื้อฮวาหวู่จนมือรัดรอบลำคอเรียวเล็ก “เจ้ากำลังทดสอบความอดทนของข้าใช่หรือไม่?”
ฮวาหวู่เริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง แต่เธอก็ไม่ขัดขืน แถมยังพูดแบบหมดอาลัยตายอยาก
“งั้นก็รัดให้ตายไปเลยสิเพคะ”
“……”
รอยยิ้มมุมปากของสาวน้อยยังคงเจ้าเล่ห์และชวนให้หงุดหงิด
องค์รัชทายาทเริ่มออกแรงแน่นขึ้น “เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้ารึ?”
ฮวาหวู่: “ฆ่าข้าน่ะต้นทุนต่ำมากเลย แต่ผลประโยชน์ที่ท่านจะได้ถ้าข้ายังอยู่... มันสูงกว่ากันเป็นร้อยเท่าเลยล่ะ องค์รัชทายาทเพคะ คนเราควรมองอะไรให้ไกล ๆ หน่อย มิใช่หรือ?”
องค์รัชทายาท: “แล้วเจ้าจะให้ผลประโยชน์อะไรกับข้าได้?”
ฮวาหวู่ยิ้มเจ้าเล่ห์ “ก็แล้วแต่ว่าท่านอยากเจรจาดี ๆ กับข้าหรือเปล่า”
มือขององค์รัชทายาทคลายออกเล็กน้อย “ข้าไม่คิดเลย ว่าคุณหนูฉินจะมีมุมแบบนี้ด้วย”
“ท่านรู้จักข้าดีแล้วหรือเพคะ?”
“……”
ที่รู้จักน่ะ ก็แค่จากเอกสารที่คนอื่นหามาให้อ่านเท่านั้น
องค์รัชทายาทกับ "คุณหนูฉิน" คนนี้เคยเจอกันแค่ไม่กี่ครั้งเอง แถมยังไม่เคยคุยอะไรกันแบบจริงจังด้วยซ้ำ
เขา... ก็ไม่เคยรู้จักตัวตนของนางจริง ๆ นั่นแหละ
…………………………………………………………………………………………………………………………….
โลกที่ 3: ไม่เป็นแล้วชายารัชทายาท! (4)
องค์รัชทายาทปล่อยมือจากคอเธอในที่สุด ปลายแขนเสื้อกว้างสะบัดออกอย่างวางท่า มือไพล่หลังไว้สองข้าง พลังงานแบบตัวร้ายตัวพ่อเปล่งออกมาเต็มที่
“วันนี้ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะพูดอะไรได้สักแค่ไหน…ถ้าเจ้า—”
ฟึ่บ!
แขนเสื้อกว้างสะบัดใส่หน้าเธออย่างจังอีกแล้ว
รอบที่สองแล้วนะ!!
ให้ตายเถอะ หรือว่า… จะเปลี่ยนใจ ฆ่าเขาแล้วเอาไปบูชาผลงานซะดี?
ฮวาหวู่กัดฟันแน่น อดทนกับแรงกระตุ้นอยากฆ่าคนตรงหน้า
“ข้ารู้ว่า... ตอนนี้ตำแหน่งรัชทายาทของท่านน่ะ ยังไม่นั่งได้มั่นคงเท่าใดนัก—นี่ อย่ามองข้าแบบนั้นสิ! ก็เรื่องจริงนี่นา!”
“คนเราต้องกล้ายอมรับจุดอ่อนตัวเองนะเพคะ!”
…
…
ย้อนกลับไปเมื่อปลายยุคราชวงศ์ก่อน
ตอนนั้นจักรพรรดิองค์ก่อนมัวเมาในหญิงงาม ละเลยราชกิจ
ขุนนางกังฉินก็เริ่มเรืองอำนาจ กล่าวหาใส่ร้ายขุนนางดี ๆ จนผู้คนไม่พอใจกันถ้วนหน้า แล้วก็เกิดการลุกฮือขึ้น
คนที่โค่นราชวงศ์เดิมลงได้ในที่สุด ก็คือฮ่องเต้คนปัจจุบัน
และรัชทายาทในตอนนี้คือ…จงอู๋
ก็คือลูกชายแท้ ๆ ของฮ่องเต้ เป็นบุตรที่เกิดจากภรรยาเอกโดยตรง
แต่ว่า… ภรรยาเอกคนนั้นเป็นคนที่ตระกูลจับฮ่องเต้แต่งด้วยก่อนจะขึ้นเป็นฮ่องเต้ ฮ่องเต้เลยไม่รักนางเท่าไหร่
ดังนั้นแม้จะตั้งจงอู๋เป็นรัชทายาทแล้ว ฮ่องเต้ก็ยังไม่ค่อยโปรดเขานัก
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมองว่าจงอู๋เป็นคนเย็นชา มีนิสัยโหดเหี้ยม ชอบทำเรื่องลับหลัง
แถมยังมีข่าวลือว่า ฮ่องเต้กำลังคิดจะปลดเขาจากตำแหน่งรัชทายาทอีกต่างหาก
และแน่นอน... จงอู๋ คนนี้ก็คือรัชทายาทผู้แสนดาร์กของเรา!
นิสัยของเขาเนี่ย... เรียกได้ว่าร้ายระดับสุดยอด
เย็นชา โหดเหี้ยม ไม่มีเมตตา ใครขัดใจก็ไม่รอด ขอแค่ “ผลลัพธ์” ได้ตามต้องการ
เป็นพวกประเภท “อยู่กับข้ารอด ขวางข้า... พังหมด!”
เรียกได้ว่าเขานี่แหละถือบท บอสใหญ่ท้ายเรื่อง แบบเต็มตัว
…
…
และในฐานะ ตัวร้ายหลักของเรื่อง คนที่เขาเกลียดที่สุดก็ไม่ใช่ใคร…
แต่คือพระเอก…จงฉี
ก่อนนางเอกจะเข้ามาในเรื่อง ความสัมพันธ์ของสองคนนี้ดูเหมือนจะดีต่อหน้าคนอื่น แต่ความจริงเบื้องหลังก็ซัดกันไปไม่รู้กี่รอบแล้ว
จงอู๋ก็เล่นงานจงฉีแบบลับ ๆ มาหลายครั้งแล้ว
แต่แน่นอน… จงฉีเองก็ไม่ใช่คนธรรมดาเหมือนกัน
ที่เขาอยู่ดี ๆ มาแย่งตัวนางเอกจากกลางทางเนี่ย ก็แค่เพื่อให้จงฉีหงุดหงิดเฉย ๆ
ใช่แล้ว…เขาไม่ได้ชอบฉินฮวนเลยสักนิด
เขาแค่รู้ว่าฉินฮวนกับจงฉีดูมีอะไรบางอย่าง เลยไม่อยากให้ฉินฮวนไปกลายเป็นคนของจงฉี
เพราะงั้นเขาก็เลยจัดการลงมือก่อน ขอพระราชทานแต่งงานทันที
ในบทของนิยายสายดราม่า บทนี้ของจงอู๋ย่อมสำเร็จแน่นอน
แต่ว่าคดีฉ้อโกงของเฟิงจื้อฝูที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในตอนนี้
ในต้นฉบับเดิม จงอู๋ทำพลาดไปเต็ม ๆ
คนที่คว้าโอกาสจากคดีนี้ไปได้คือ… จงฉี
และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนเกมทั้งหมด
หลังจากนั้นจงอู๋ก็เริ่มเพลี่ยงพล้ำ จงฉีแทบจะชนะเขาทุกครั้งไป
แต่ฮวาหวู่มองว่าที่จงฉีโชคดีแบบนี้ ก็เพราะนางเอกเข้ามาเติมพลังให้ล่ะนะ
บัฟนางเอก มันน่ากลัวจริง ๆ!
…
…
ตอนนี้ ฮวาหวู่กับจงอู๋นั่งอยู่ที่โต๊ะจัดเลี้ยง ที่เต็มไปด้วยถั่วลิสงกับลำไยแห้งตามธรรมเนียม
ผ้าปูโต๊ะปักอักษร "喜喜" สีแดงสดเด่นมาแต่ไกล (แปลว่ามีความสุข)
ทั้งคู่ในชุดแต่งงาน ดูแล้วไม่น่าใช่เจ้าบ่าวเจ้าสาวเลย
พลังงานตรงกันข้ามแบบสุด ๆ ดูยังไงก็เหมือนนักการทูตจากสองประเทศที่กำลังจะเปิดโต๊ะเจรจาสงครามมากกว่า
ยาในตัวฮวาหวู่ก็เริ่มหมดฤทธิ์แล้ว แรงเธอกลับมาเกือบปกติ
เธอค่อย ๆ รินเหล้ามงคลลงแก้วตัวเอง
จิบเบา ๆ แล้วพูดขึ้นอย่างใจเย็น
“ข้าบอกท่านได้ ว่าคดีเฟิงจื้อฝูนั้น มีเงื่อนงำอะไรอยู่บ้าง แต่ท่านต้องให้สัญญากับข้าก่อน ว่า… ข้าจะมีที่ยืนในตำหนักนี้”
“ในเมื่อข้าเป็นชายาของท่านแล้ว ก็ต้องมีทั้งสิทธิ์และศักดิ์ศรีในฐานะชายารัชทายาทอย่างแท้จริง”
ที่จงอู๋แต่งฉินฮวนในตอนแรก ก็แค่เพราะอยากขวางทางพระเอกเท่านั้น
ในเนื้อเรื่องต้นฉบับ หลังจากฉินฮวนโดนฉากอัปยศกลางถนนในวันแต่งงาน
คืนนั้นเลยเธอก็ถูกลดชั้นเป็นแค่ชายารอง
หลังจากนั้นจงอู๋ก็ไม่เห็นหัวเธออีก ใช้เธอเป็นแค่หมากตัวหนึ่งเอาไว้ต้านพระเอก
เวลาต้องการก็เรียกใช้ ไม่ต้องการก็โยนทิ้ง
แถมยังมีเหลียงหรูซวงคอยปั่น คอยทำลับหลังอีก
พูดง่าย ๆ ว่า ชีวิตของฉินฮวนหลังแต่งเข้าตำหนัก… มันไม่เคยมีความสุขเลย
เพื่อภารกิจในอนาคตของตัวเอง ฮวาหวู่ก็คิดว่าถึงเวลาต้องมานั่งคุยเรื่อง “สภาพแวดล้อมในการทำงาน” กับองค์รัชทายาทเสียหน่อยแล้วล่ะ
“เบาะแสที่เจ้าพูดถึง ข้าจะรู้ได้ยังไงว่าไม่ได้กุขึ้นมา?”
เขาสืบเรื่องนี้มาตั้งนานยังไม่ได้อะไรเลย
แล้วนางไปรู้มาจากไหน? หรือจะมั่วเอา?
“ถ้าข้อมูลของข้าเป็นของปลอม จะจับข้าไปจัดการยังไงก็ได้” ฮวาหวู่ตอบแบบมั่นใจสุด ๆ
องค์รัชทายาท: “ถึงเจ้าพูดความจริง แต่แค่เบาะแสเดียว เจ้าก็หวังจะมั่นคงในตำแหน่งชายารัชทายาท? เจ้าคิดการใหญ่เกินไปหรือเปล่า?”
ตำแหน่ง “ชายารัชทายาท” ก็แค่ยศบนกระดาษ ถ้าเขาไม่ให้สิทธิ์อะไร ก็เป็นแค่ตุ๊กตาประดับตำหนักเท่านั้นเอง
ซึ่งความจริงแล้ว... จงอู๋เองก็คิดแบบนี้
นางก็แค่เครื่องมือที่เขาเอามาใช้ต่อต้านจงฉีเท่านั้น
แต่กล้าดีนะ ที่จะมาเรียกร้องสิทธิ์ในตำหนักแบบนี้…
“แต่เบาะแสนี้มันสำคัญกับท่านมากไม่ใช่หรือ?” ฮวาหวู่ยังคงพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ “แค่ให้สิทธิ์ข้าในฐานะชายาที่ควรได้ มันก็แค่คำพูดประโยคเดียว ท่านไม่ได้เสียอะไรเลยสักนิด”
“ถ้าข้าไม่ให้ล่ะ?”
“……”
งั้นฉันคงต้อง ‘ส่งท่านขึ้นสวรรค์’ แทนแล้วล่ะ
ฮวาหวู่ยิ้มหวาน รินเหล้าให้เขาหนึ่งจอกแล้วเลื่อนส่งไปตรงหน้า
จากนั้นก็ยกมือปรบมือเบา ๆ ด้วยสีหน้าประหนึ่งกำลังชื่นชม
“ลงทุนลงแรงมาตั้งนาน สุดท้ายกลับกลายเป็นช่วยคนอื่นปาดหน้าไปเฉย ๆ
ท่านรัชทายาทนี่ช่างเป็นผู้มีจิตใจกว้างขวาง สมกับจะเป็นฮ่องเต้ในอนาคตเลยจริง ๆนะเพคะ”
องค์รัชทายาท: “……”
แน่นอนว่าเขาไม่คิดจะให้คนอื่นมาปาดหน้าเด็ดขาด!
เพื่อสืบคดีของเฟิงจื้อฝู เขาทุ่มเทแรงไปไม่น้อย
แถมคดีนี้ไม่ได้มีแค่หน้าที่ที่ฮ่องเต้มอบหมาย แต่มันยังมีผลประโยชน์อีกมากมายแอบซ่อนอยู่
ระหว่างตำแหน่งชายารัชทายาทอันจอมปลอม กับผลประโยชน์ที่จะได้จากคดีนี้…
มันเทียบกันไม่ติดอยู่แล้ว
เขาจึงหยิบแก้วเหล้าขึ้นมา กระดกลงไปหมดจอกในทีเดียว
จากนั้นก็หันแก้วเปล่าเข้าหาฮวาหวู่ แล้วโยนมันลงบนโต๊ะ
“ข้ายอมตกลง”
ชายารัชทายาทก็แค่คนดูแลเรือนหลังตำหนัก
ช่วงนี้ก็ดูแลให้อยู่ดีมีสุขไปก่อนแล้วกัน
นางคงไม่สามารถทำอะไรให้เขาเดือดร้อนมากนักหรอก
พอเรื่องจบเมื่อไร… ค่อยหาทางกำจัด
ฮวาหวู่พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ข้าก็รู้ว่าท่านฉลาดอยู่แล้ว”
“เหอะ” องค์รัชทายาทแสยะยิ้ม ไม่ได้มีแววสนุกด้วยเลย
“งั้นตอนนี้ พูดได้หรือยัง?”
ฮวาหวู่จัดแจงตั้งแก้วเหล้าทั้งสองใบให้ตรง เติมจนเต็ม แล้วพูดด้วยสีหน้าแฮปปี้สุด ๆ
“งั้นก็มาดื่มเพื่อการร่วมมือกันของเรา!”
องค์รัชทายาท: “……”
ร่วมมืออะไร?
มากสุดก็แค่… ข้อตกลงทางผลประโยชน์ เท่านั้นแหละ
แต่เพราะอยากได้เบาะแสนั่น เขาก็เลยต้องทน
หยิบแก้วขึ้นมาอย่างหมดความอดทน
แต่ก่อนจะดื่ม แม่นางน้อยฝั่งตรงข้ามก็ยื่นมือมาห้ามไว้ พร้อมกับพูดตาเป็นประกายวิบวับ
“องค์รัชทายาทเพคะ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว หม่อมฉันว่า ดื่มเป็น ‘สุราประสานจอก’ ไปด้วยดีหรือไม่เพคะ?”
มือที่จับแก้วของเขาเริ่มขึ้นเส้นเลือดปูด “เจ้าเห็นข้าอยากจะดื่มสุราประสานจอกขนาดนั้นเลยรึ?”
ฮวาหวู่ยิ้ม หยิบแก้วขึ้นมาถือด้วยท่าทางจริงจัง
“ชีวิตคนเราย่อมต้องมีพิธีรีตองบ้างเป็นธรรมดาเพคะ”
สายตาขององค์รัชทายาทดูเหมือนอยากจะฆ่าคนตรงหน้าทิ้ง
ริมฝีปากบางกระซิบเสียงเย็น
“ไสหัวไป”
ฮวาหวู่: “……”
เธอทำหน้าเบื่อโลก แล้วเคาะแก้วกับเขาเบา ๆ แทน
“งั้นก็ขอให้ความร่วมมือของเราราบรื่น... ภารกิจสำเร็จไว ๆ นะเพคะ”
“……”
เจ้านี่มัน… วิปลาสไปแล้วรึ?
…
…
ว่านางวิปลาสหรือไม่นั้น องค์รัชทายาทยังไม่แน่ใจนัก
แต่หลังจากดื่มเหล้าเสร็จ ฮวาหวู่ก็ส่งเบาะแสให้แบบไม่อ้อมค้อม
เขียนที่อยู่ลงไปหนึ่งบรรทัด บอกให้เขาไปจับคนที่นั่น จะมี “เรื่องดี ๆ” รออยู่
เรื่องดีแบบใด?
ว่าที่ชายาของเขายกมือปิดปาก หัวเราะเบา ๆ
เหมือนคนโรคจิตยังไงยังงั้น
“เรื่องเช่นนี้ หากมิได้ชมด้วยตาตนเอง ก็เสียดายนัก เดี๋ยวพระองค์จะไม่ได้อรรถรสเพคะ”
องค์รัชทายาท: “……”
เขารับกระดาษที่อยู่มาแล้วก็เตรียมจะเดินออกจากห้อง
แต่ฮวาหวู่คว้าแขนเสื้อเขาไว้
“แล้ว... คนพวกนั้นที่ท่านจับมาเมื่อครู่อยู่ที่ใด?”
(จบบท)