- หน้าแรก
- ทะลุมิติฉบับนางร้ายเลเวลตัน
- โลกที่ 3: ไม่เป็นแล้วชายารัชทายาท 5-6
โลกที่ 3: ไม่เป็นแล้วชายารัชทายาท 5-6
โลกที่ 3: ไม่เป็นแล้วชายารัชทายาท 5-6
โลกที่ 3: ไม่เป็นแล้วชายารัชทายาท! (5)
ดวงตาของจงอู๋หรี่ลงนิด ๆ แล้วก็เอ่ยด้วยเสียงอันแฝงไปด้วยความอันตราย “กฎระเบียบของว่าที่พระชายา ใครเป็นคนสอนเจ้ากัน ถึงได้กล้าใช้คำว่า ‘ท่าน’ เรียกเปิ่นกง?”
“……” เรื่องมากชะมัด! เป็นถึงองค์ชายแล้วไง! เก่งนักเหรอ!?
ฮวาหวู่ก็เลยยอมถอยซะดี ๆ รีบเปลี่ยนคำเรียกทันที “เพคะ ทูลถามฝ่าบาท ไม่ทราบว่าคนพวกนั้นที่ฝ่าบาทจับมาเมื่อครู่ ถูกขังไว้ที่ไหนเพคะ”
จงอู๋หรี่ตา “เจ้าคิดจะทำอะไร?”
ฮวาหวู่ลุกขึ้น ปัดเสื้อผ้าชุดวิวาห์ให้เรียบร้อย แล้วพูดขึ้นด้วยท่าทางจริงจังสุด ๆ “ข้าจะลองใช้ตำแหน่งว่าที่พระชายาดูหน่อย ว่าจะใช้ได้ผลแค่ไหน”
จงอู๋ “……”
แล้วในวันแต่งงานอันแสนยิ่งใหญ่... เจ้าบ่าวเจ้าสาวก็พากันทิ้งแขกเหรื่อไว้ข้างนอกไม่ใยดี...
ฝ่ายหนึ่งไปพิสูจน์ว่าเบาะแสที่ได้มานั้นจริงหรือมั่ว
อีกฝ่ายไปพิสูจน์ดูว่า อำนาจของว่าที่พระชายาน่ะ ใช้ได้จริงไหม
จงอู๋ไม่ค่อยไว้ใจฮวาหวู่เท่าไหร่ เลยไม่ได้คาดหวังมากกับเบาะแสที่เธอให้มา
เขาคิดไว้ล่วงหน้าแล้วด้วยซ้ำว่า ถ้าข้อมูลมันใช้ไม่ได้ขึ้นมา จะจัดการเธอยังไงดี...
แต่ใครจะไปคิดล่ะ...
ว่าเบาะแสมันดันใช้ได้จริง!
ภายในบ้านหลังหนึ่งที่สภาพเหมือนโดนพายุพัดกระหน่ำ เละไปทั้งหลัง มีเลือดสด ๆ เปื้อนอยู่บนพื้นกระเบื้อง ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้เก่า ๆ พลิกอ่านหนังสือที่ขาด ๆ ยับ ๆ ไปมา
เจี้ยนซูยืนอยู่ข้าง ๆ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
วันดี ๆ แบบนี้ ดันได้มาเจอทั้งเลือดทั้งศพ แบบนี้จะเป็นมงคลได้ยังไง!?
แต่เจี้ยนซูยังไม่รู้หรอกว่า พอกลับไปฟังรายงานของลูกน้อง แล้วตามไปดูที่คุกใต้ดินกับตา เขาถึงกับตาลาย...
ใครกันที่ไปดูฤกษ์ดูยาม บอกว่าวันนี้เหมาะแก่การแต่งงาน!?
นี่มันวันกาลกิณีชัด ๆ!!
องค์ชายโดนเล่นเข้าให้แล้วกระมัง!!
เจี้ยนซูสูดลมหายใจลึก แล้วมองเข้าไปในคุกใต้ดินด้านใน
อย่างน้อยองค์ชายก็เปลี่ยนชุดเจ้าบ่าวออกแล้ว...
แต่ว่าที่พระชายาของพวกเขานี่สิ ยังใส่ชุดวิวาห์อยู่เลย
นั่งอยู่ในคุกที่สกปรกสุด ๆ กระโปรงแดงแสบตาของชุดเจ้าสาวลากยาวไปบนพื้น เหมือนดอกไม้ที่บานจนเน่าเปื่อย
ขอทานหน้ามอมพวกนั้นนอนระเกะระกะกันเต็มไปหมด ไม่เห็นแม้แต่การกระเพื่อมของหน้าอก ไม่รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่รึเปล่า
ส่วนอีกไม่กี่คนที่ยังหายใจอยู่ ก็กำลังคุกเข่าอยู่กับพื้น ตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า หัวแทบฝังดินอยู่แล้ว
พวกนั้นดูไม่ต่างจากทาสที่หมอบอยู่แทบเท้าเด็กสาว ยอมสยบด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
เจี้ยนซูรู้ตัวเลยว่าเขารับมือกับสถานการณ์แบบนี้ไม่ไหวแน่ ๆ รีบวิ่งไปตามจงอู๋ให้มาดูด้วยตัวเอง
พอจงอู๋มาถึงหน้าคุกใต้ดิน ฮวาหวู่ก็เดินออกมาพอดี
ท้องฟ้าด้านนอกมืดลงแล้ว แสงจันทร์เย็น ๆ ส่องลงบนเส้นผมและไหล่ของหญิงสาว ค่อย ๆ ไล้เงารูปร่างอรชรของเธออย่างแผ่วเบา
อัญมณีที่ประดับอยู่บนชุดวิวาห์ กระทบกันเบา ๆ ดังกรุ๊งกริ๊งตามจังหวะการก้าวเดินของเธอ
อูเหอที่ถูกเรียกมาระหว่างทางก็ถือโคมไฟให้เธอไปด้วย
ในแสงไฟสลัว ๆ จงอู๋เห็นฮวาหวู่กำลังเช็ดมืออย่างไม่ใส่ใจด้วยผ้าเช็ดหน้า
รอยเลือดบนปลายนิ้วเธอถูกเช็ดออกจนเกลี้ยง มือขาวผ่องแลดูบอบบาง ยิ่งอาบด้วยแสงจันทร์ ก็ยิ่งดูชวนให้รู้สึกว่า... อ่อนโยนอบอุ่นยังไงชอบกล
อูเหอทำหน้าประหลาด ๆ มาก พอเห็นจงอู๋ก็รีบโค้งคำนับทันที “องค์รัชทายาทพะยะค่ะ”
ฮวาหวู่ชะงักฝีเท้า แล้วมองไปยังคนที่ยืนอยู่สุดทางเดิน
เสียงของจงอู๋ดังขึ้นลอดความมืดออกมา แฝงไว้ด้วยความเย็นยะเยือกของราตรี “เจ้าฆ่าพวกมันหมดเลยหรือ?”
“จะเป็นเยี่ยงนั้นได้อย่างไร! ข้าไม่ได้ฆ่าใครเลยสักคนเดียวเพคะ”
ฮวาหวู่หยุดนิดนึง เหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ แล้วก็ยิ้มแปลก ๆ ออกมา
“ยังไงวันนี้ก็เป็นวันมงคลของเรา...อะไรมากไปก็ไม่ดีเพคะ” จัดฉลองเพื่อแก้เคล็ดน่ะก็พอมีขอบเขตเนอะ
...มากไปก็ไม่ดี? อะไรของนางอีก?
จงอู๋ไม่เข้าใจเลยว่าเธอหมายความว่าไง
“เจี้ยนซูบอกว่าพวกนั้นตายหมดแล้ว”
“พวกนั้นมันตายเองต่างหาก” ฮวาหวู่ส่งผ้าเช็ดมือคืนให้กับอูเหอ พูดน้ำเสียงแอบมีความน่าสงสาร “ข้ายังอุตส่าห์เรียกหมอมาช่วยเลยนะเพคะ ข้าพยายามสุดความสามารถแล้วจริง ๆ เสียดายก็แต่พวกเขาไม่พยายามจะรอดเองน่ะสิ”
จงอู๋หันไปมองอูเหอ
อูเหอพยักหน้าเบา ๆ
พวกขอทานนั่นถูกคนวางยามานานแล้ว
ถ้าฮวาหวู่ไม่บังเอิญจะมาสอบปากคำก่อน แล้วดันมาตรงกับช่วงที่ยาเริ่มออกฤทธิ์พอดี แล้วรีบเรียกหมอมาช่วยไว้ได้สองคนละก็... คงไม่มีใครรอดเลยสักคนเดียว
แต่ไอ้สองคนที่ช่วยมานั่นน่ะ...
ตายซะยังจะดีกว่าอีกมั้ง...
อูเหอเริ่มคิดแล้วว่าแค่องค์ชายของพวกเขาก็ว่าโหดแล้ว...
ไม่คิดเลยว่าท่านว่าที่พระชายาจะน่ากลัวกว่านั้นอีก!!
…
…
หลังจากที่จงอู๋ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากอูเหอแล้ว เขาก็มองฮวาหวู่ด้วยสายตาที่ประหลาดกว่าเดิมอีก
นี่มันใช่เรื่องที่คุณหนูในห้องหอทำได้หรือ!?
เธอคือฉินฮวนจริงใช่หรือไม่?
แต่ถ้าเธอไม่ใช่ฉินฮวน... แล้วเธอเป็นใครกันแน่?
ถ้ามีใครคิดจะสวมรอยฉินฮวนเพื่อมาทำตัวแนบเนียนใกล้เขาเป็นสายลับล่ะก็ อย่างน้อยก็ต้องลอกวิธีการทำงานของฉินฮวนให้ได้เหมือน เพื่อไม่ให้มีใครจับได้ง่าย ๆ
จงอู๋พยายามกดความสงสัยในใจลง “ได้รู้เรื่องที่เจ้าอยากรู้รึยัง?”
“ก็พอได้อยู่เพคะ”
“ใครมันจะเกลียดเจ้าขนาดนั้น ถึงได้เล่นงานเจ้าวันแต่งงานแบบนี้ ทำให้เสียหน้าขนาดนี้?”
ดูจากสถานการณ์แล้ว ขอทานพวกนั้นไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าเธอหรอก เป้าหมายน่าจะเป็นการทำลายชื่อเสียงมากกว่า
แต่จู่ ๆ ฮวาหวู่ก็ย้อนถามกลับไป “ความอับอายที่มากที่สุดของข้า...ไม่ใช่เพราะฝ่าบาทหรอกหรือ?”
จงอู๋ “……”
บรรยากาศในระเบียงเงียบจนหนักอึ้ง
เจี้ยนซูกับอูเหอมองฮวาหวู่ด้วยความทึ่งในความกล้าของเธอ
ก็แหม...เรื่องที่องค์ชายไม่ไปรับเจ้าสาวน่ะ มันตั้งใจชัด ๆ
แต่จะพูดออกมาตรง ๆ ได้หรือ?
ก็ไม่ได้น่ะสิ!
ฮวาหวู่เหมือนไม่รู้สึกถึงบรรยากาศแปลก ๆ เลย เธอก็ตอบคำถามก่อนหน้านั้นต่อหน้าตาเฉย “เหลียงหรูซวง ลูกพี่ลูกน้องของข้า”
เหลียงหรูซวง...
จงอู๋เคยได้ยินเจี้ยนซูพูดถึงชื่อนี้อยู่ เป็นคุณหนูที่มาพักอาศัยอยู่ที่จวนฉิน
“นางเกลียดเจ้าขนาดนั้นเลย?” ถึงกับส่งขอทานไปฉุดกระชากกลางถนน แบบนี้มันไม่ใช่แค่ทำลายชื่อเสียงนะ แต่มันคือจะให้นางโดนประชาชนทั้งเมืองรุมด่าให้จมดินเลยมากกว่า
ฮวาหวู่เดินเข้าไปหาจงอู๋ไม่กี่ก้าว “ฝ่าบาท เคยคิดบ้างหรือไม่ ว่านางอาจจะจงใจเล่นงานตำหนักตงกง”
“ยังไง?”
“ว่าที่พระชายาของฝ่าบาทโดนทำร้ายกลางถนน ใครกันแน่ที่เสียหน้า?” น้ำเสียงของฮวาหวู่เริ่มจริงจังขึ้นเรื่อย ๆ “ก็ตำหนักตงกงอย่างไรเล่า! นางไม่เห็นหัวตำหนักตงกงเลยแม้แต่นิดเดียว เรื่องนี้มันชัดเจนว่า...จงใจตบหน้าตำหนักตงกงอย่างแรง!”
ช่วงแรกจงอู๋ก็เริ่มรู้สึกว่าเธอพูดมีเหตุผลอยู่หรอก
แต่พอฟังไปเรื่อย ๆ...
อืมมมม...นี่มันพูดมั่วแล้วชัด ๆ
“ว่าที่พระชายา เจ้านึกว่าข้าโง่หรือยังไง?”
“……”
เห้ออออ
เปลี่ยนเรื่องส่วนตัวให้กลายเป็นเรื่องราชวงศ์ล้มเหลวสินะ...
ฮวาหวู่เปลี่ยนมาใส่หน้าจริงจังทันที “ก็เพราะนางอิจฉาข้าน่ะสิ”
“อิจฉาเจ้าเรื่องอะไร?”
“อิจฉาที่ข้าได้เป็นว่าที่พระชายา”
จงอู๋ “เจ้าคิดว่าการได้เป็นว่าที่พระชายาเนี่ย เป็นเรื่องดีหรือ?”
ก็มีคนรับใช้ มีคนให้สั่ง ใช่มั้ยล่ะ? นี่มันเรื่องดีชัด ๆ ฮวาหวู่เลยพยักหน้าทันที “ถ้าฝ่าบาทรักษาสัญญา ข้าก็คิดว่าใช่ ฝ่าบาทคงเจอสิ่งที่ต้องการแล้วล่ะใช่หรือไม่?”
จงอู๋ไม่ตอบอะไร แต่ก็ไม่ได้พูดปฏิเสธ ฮวาหวู่เลยเดาว่าคงเจอแล้วล่ะ
ถ้าในมือมีบทอยู่แล้วยังหาไม่เจออีก ก็คงซวยหนักมากจริง ๆ
จงอู๋ไม่ถามด้วยซ้ำว่าเธอจะจัดการเหลียงหรูซวงยังไง ไม่ถามว่าได้เบาะแสมาจากไหน หรือแม้แต่เรื่องที่เธอทำในคุกใต้ดินก็ไม่ได้สนใจเลย พูดเตือนสั้น ๆ ให้เธอรู้จักอยู่ในโอวาท แล้วก็เดินจากไปเลย
ฮวาหวู่ยกชายกระโปรงตามหลังไป ถามอย่างสงสัยว่า “ฝ่าบาท คืนนี้จะนอนที่ใด? เราจะเข้าหอหรือไม่?”
“……” จงอู๋ชินกับเรื่องวุ่นวายมามาก แต่พอได้ยินคำถามแบบนี้จากปากผู้หญิง...
นี่นางไม่อายบ้างเลยรึ!?
จงอู๋ไม่แสดงสีหน้าอะไรเลย “ว่าที่พระชายา คำพูดแบบนี้ เจ้าในฐานะสตรีควรพูดหรือ?”
ฮวาหวู่ชะงักไปนิด แต่ก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “งั้นก็ให้ฝ่าบาทถามข้าสิ”
จงอู๋ “……”
แน่นอนว่าเขาไม่ได้มีแผนจะเข้าหอกับฮวาหวู่ เขาเดินตรงไปที่ห้องหนังสือทันที
คืนนี้เขายังมีเรื่องต้องจัดการอีกเยอะ
ส่วนฮวาหวู่ก็ครองห้องหอแต่เพียงผู้เดียว นอนแผ่อยู่บนเตียงเจ้าสาวอันใหญ่โต คิดแผนทำงานของตัวเองต่อ
แม้งานจะเยอะขึ้น...แต่ในฐานะคนหาเช้ากินค่ำแบบเธอ จะยอมแพ้ได้ไงกัน!
คนทำงานไม่มีวันยอมแพ้!!
ก๊อก ก๊อก
ฮวาหวู่กำลังปวดหัวกับการวางแผน จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงแปลก ๆ จากทางหน้าต่าง
ตอนแรกนึกว่าเสียงลมพัด
แต่เธอก็สังเกตได้ทันทีว่า...ไม่ใช่ เสียงเคาะนั่นน่ะ เป็นเสียงที่มนุษย์สร้างขึ้นแน่ ๆ
กลางดึกดื่นแบบนี้...อย่าบอกนะว่า...ผี!?
…………………………………………………………………………………………………………………………….
โลกที่ 3: ไม่เป็นแล้วชายารัชทายาท! (6)
เดี๋ยวนะ...
ฮวาหวู่ลองนึกทวนเนื้อเรื่องในนิยายดูอีกรอบ
เหมือนว่าวันนี้กลางคืนจะมีฉากเด็ดอีกสองฉาก
ในพล็อตต้นฉบับ ฉินฮวนจะถูกลดฐานะลงเป็นชายารองในคืนนี้ แล้วองค์ชายรัชทายาทก็จะพูดประชดประชันจิกกัดอย่างแรง แล้วก็ไม่ยอมค้างคืนด้วย
ส่วนฉินฮวนที่ต้องนอนเหงาอยู่คนเดียวในห้อง ก็จะโดนพระเอกตัวจริงมาหาถึงที่... แล้วก็ทะเลาะกันยับ!
ฮวาหวู่กลอกตาแป๊บหนึ่ง แล้วรีบกระโดดลงจากเตียงอย่างตื่นเต้น เดินปรี่ไปที่หน้าต่างก่อนจะกระชากเปิดออกแรง ๆ
ปัง—!
บานหน้าต่างกระแทกเข้ากับคนที่อยู่ข้างนอกพอดี
ก็เธอตั้งใจนั่นแหละ!
จงฉีที่โดนชนหัวถึงกับต้องยกมือขึ้นกุมไว้ รู้สึกมึนไปหมด ถ้าไม่เกาะขอบหน้าต่างไว้ ก็คงล้มลงไปแล้ว
ทันทีที่เปิดหน้าต่างออก ฮวาหวู่ก็ได้กลิ่นเหล้าแรงลอยมาเลย
จงฉีดื่มไปเยอะพอสมควร ตาแดง ๆ เหมือนสติยังไม่ค่อยครบดี
เขาเงยหน้ามองแม่นางน้อยในห้อง ภายในห้องเต็มไปด้วยบรรยากาศงานแต่ง สีแดงพรึ่บตา เทียนมงคลสว่างจ้า
แสงไฟอบอุ่นในห้องราวกับใบมีดนับไม่ถ้วนที่แทงเข้าใส่ใจของจงฉี เจ็บจี๊ดจนใจหวิว
ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เก็บไว้ไม่อยู่ เขายื่นมือไปหาเธอ “ฮวนฮวน...”
ฮวาหวู่เบี่ยงตัวหลบมือของจงฉี “ท่านอ๋องจิ่นหวัง ดึกดื่นป่านนี้บุกเข้ามาในตำหนักตำหนักตงกงเพื่อฉุดแขนหม่อมฉันนี่หมายความว่าเยี่ยงไรเพคะ?”
มือของจงฉีคว้าไม่ทัน ค้างคาอยู่กลางอากาศครู่หนึ่ง แล้วค่อย ๆ กำแน่น “เจ้าเคยบอกว่าตัวเองเต็มใจแต่งเข้าตำหนักนี้ นั่นจริงหรือ?”
ฮวาหวู่ “……”
นางเอกจะเต็มใจหรือไม่ มันก็ไม่สำคัญหรอกมั้ง?
ก็ในเมื่อเป็นรับสั่งของฮ่องเต้
จะกล้าขัดคำสั่งได้เหรอ? ขัดคือโดนประหารนะ!
“รัชทายาทนั่นมันไม่ได้ชอบเจ้าเลยด้วยซ้ำ เขาแค่เอาเจ้ามาใช้เล่นงานข้า เจ้าเข้าใจหรือไม่?”
“แล้วไงต่อ? แล้วข้าควรทำอย่างไร? ขอยกเลิกงานแต่งกับองค์รัชทายาทรึ?” ฮวาหวู่แค่นหัวเราะเยาะ “ฝ่าบาทกลัวว่าหม่อมฉันยังตายไม่เร็วพอหรือ?”
เขารู้ตัวดีอยู่แล้วว่าองค์ชายมีแผนอื่นแน่ และคงส่งคนมาคอยจับตาดูเธอ
แต่เขาก็ยังดั้นด้นมาหาเธอในคืนแต่งงาน
นี่มันไม่ใช่แค่โยนนางเอกให้ไปตายเหรอ!?
ฮวาหวู่คิดกับตัวเองว่า...ไม่ไหวล่ะ! ฉันไม่อยากเป็นนางเอกนิยายสายดราม่าแล้ว!!
ต้องกล้าปฏิเสธพระเอกผู้โง่เขลาในนิยายดราม่าให้ได้!
นางเอกต้องลุกขึ้นสู้!
“ข้า...” จงฉีกำลังจะเริ่มอธิบาย แต่คนในห้องกลับเดินถอยไป แล้วคว้าของอะไรสักอย่างโยนใส่หน้าต่าง แล้วตะโกนลั่น “มีคนร้าย! มีคนร้ายแอบลอบเข้ามา!”
หน้าของจงฉีเปลี่ยนสีในทันที
พวกองครักษ์ที่อยู่ในตำหนักก็เริ่มได้ยินเสียง ตรงรี่มาทางนี้แล้ว
ลูกน้องของจงฉีไม่รู้โผล่มาจากไหน รีบร้อง “ท่านอ๋อง รีบหนีเถอะขอรับ!”
…
…
จงอู๋ตอนแรกคิดว่าคืนนี้คงไม่ต้องกลับเข้ามาในห้องนี้แล้ว ไม่ต้องเจอว่าที่พระชายาอีก
ใครจะไปคิดว่าจะได้กลับเข้ามารอบสองเร็วขนาดนี้
เขากวาดสายตามองไปยังหน้าต่างที่ยังเปิดอยู่ แล้วสายตาก็เลื่อนไปหยุดที่เด็กสาวที่นั่งอยู่ตรงขอบเตียง
“เจอคนร้ายหรือ?”
“เพคะ”
จงอู๋ถามด้วยน้ำเสียงจับอารมณ์ไม่ถูก “คนร้ายที่ว่า หรือว่าจิ่นหวัง?”
ฮวาหวู่ตอบอย่างซื่อสัตย์ “จิ่นหวังเพคะ”
คำตอบตรง ๆ แบบนี้ทำเอาจงอู๋แปลกใจอยู่หน่อย
ก็อย่างที่ฮวาหวู่เดานั่นแหละ ถึงตัวเขาไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่ก็มีคนคอยจับตาดูตลอด
พอจงฉีโผล่มา เขาก็ได้รับรายงานทันที
เขาอยากดูว่าทั้งสองคนจะทำอะไรกัน
ใครจะไปคิดว่า...จะได้ยินเสียงเธอตะโกนว่าเจอคนร้ายแทน...
จงอู๋ยืนอยู่ในมุมมืดจนมองไม่เห็นสีหน้าว่าเป็นยังไง “ว่าที่พระชายา ไม่มีอะไรอยากบอกเปิ่นกงหน่อยหรือ?”
“……” ฮวาหวู่คิดแป๊บหนึ่ง แล้วตอบ “ฝ่าบาทเพคะ ตำหนักตำหนักตงกงควรจะเพิ่มกำลังรักษาความปลอดภัยได้แล้วนะเพคะ เดี๋ยวนี้แมวหมาอะไรเข้ามากันเต็มไปหมด ไม่ปลอดภัยเลยจริง ๆ”
“…เจ้าคิดจะพูดแค่นี้?”
“ก็เรื่องนี้สำคัญไม่ใช่หรอ?” ฮวาหวู่เบิกตา น้ำเสียงมั่นใจสุด “ฝ่าบาทคือว่าที่ฮ่องเต้ ความปลอดภัยของฝ่าบาทควรเป็นเรื่องอันดับหนึ่งสิ!”
ห้องเงียบลงทันตา
ในความเงียบนั้น ได้ยินแม้แต่เสียงลมจากนอกหน้าต่าง และเสียงเปลวเทียนที่ไหวดังแผ่ว ๆ
จงอู๋เดินออกมาจากเงามืดสองก้าว แสงไฟไล่ลงมาตามชายชุดของเขา สะท้อนแสงหยกที่ห้อยอยู่ตรงเอว
“ว่าที่พระชายามีความสัมพันธ์แบบไหนกับจิ่นหวัง?”
ฮวาหวู่ครุ่นคิดเรื่องลำดับญาติอยู่แป๊บหนึ่ง แล้วตอบเต็มปาก “ก็...พี่สะใภ้กับน้องสามี?”
จงอู๋ “……”
คำตอบเธอนี่มัน...คาดไม่ถึงได้ตลอดเลยจริง ๆ!
แต่จงอู๋ก็ไม่พูดอะไรให้มากความ แค่พูดเสียงนิ่ง “ในเมื่อว่าที่พระชายาเข้าใจแล้ว เปิ่นกงก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก หวังว่าเจ้าจะรู้จักวางตัวให้เหมาะสม”
“ได้เลยเพคะ” ฮวาหวู่ตอบรับ แล้วพอเห็นว่าจงอู๋ยังไม่ยอมขยับไปไหน ก็ถามขึ้นมาอย่างแปลกใจว่า “ฝ่าบาทยังไม่เสด็จไปอีกหรือเพคะ?”
จงอู๋เดิมทีก็ว่าจะไปอยู่แล้วแหละ แต่พอได้ยินเธอพูดแบบนี้ขึ้นมา ความรู้สึกหงุดหงิดก็ผุดขึ้นมาทันที
ทั้งตำหนักตงกงนี่เป็นเขตของข้า
มีสิทธิ์อะไรให้คนอื่นมาไล่ออก!?
จงอู๋น้ำเสียงแฝงความอันตราย “เจ้ากล้าไล่เปิ่นกงหรือ?”
ฮวาหวู่กระพริบตา แล้วอยู่ดี ๆ ก็ดูตื่นเต้นขึ้นมาทันที สีหน้าเหมือนจะคาดหวังอะไรบางอย่าง “ฝ่าบาทจะค้างที่นี่หรือเพคะ?”
“……”
จงอู๋แน่นอนว่าไม่มีแผนจะนอนค้างที่นี่แน่ เขาสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินออกไปทันที
แต่ฮวาหวู่ยังไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เดินตามมาถึงหน้าประตูเลย “ฝ่าบาท แน่ใจนะเพคะว่าจะไม่ค้างจริง ๆ น่ะ?”
ถ้าคนอื่นมาเห็นตอนนี้คงจะเข้าใจผิดไปหมดแน่ ๆ
เหมือนฉากเจ้าสาวออดอ้อนขอให้เจ้าบ่าวอยู่ด้วย แต่เจ้าบ่าวกลับเย็นชาและไร้เยื่อใยอย่างที่สุด
เจ้าสาวก็เลยได้แต่นั่งพิงกรอบประตู ถอนหายใจเบา ๆ ทำหน้าครุ่นคิดอย่างวิตก
สุดท้ายแล้ว...เรื่องงานก็ต้องลงมือเองสินะ
…
…
ยังไม่ทันที่จงอู๋จะเดินถึงห้องหนังสือ สีหน้าก็ยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เจี้ยนซูก็รีบมารายงานว่า ว่าที่พระชายาของเขา แอบลอบออกจากห้องอย่างลับ ๆ คล้ายกับว่าจะหนีออกจากตำหนักตงกง
จงฉีเพิ่งออกไปไม่ทันไร ฮวาหวู่ก็แอบตามออกมาทันที
เฮอะ…
หล่อนรู้อยู่แล้วว่ายังไงเขาก็ไม่ค้าง เลยจงใจเชิญเขาแบบนั้นแหละ กวนประสาทล้วน ๆ
จงอู๋พูดเสียงเย็น “ตามไป ดูว่านางจะไปทำอะไร”
เจี้ยนซู “ขอรับ!”
เจี้ยนซูไม่กล้าใช้ใครไปทำหน้าที่นี้แทน เลยต้องตามไปด้วยตัวเอง ออกนอกตำหนักแล้วตามฮวาหวู่ไปแบบเงียบ ๆ
แต่พอเพิ่งก้าวออกมาไม่นาน เขาก็พบว่า...นางหายไปซะแล้ว!?
เจี้ยนซูรีบวิ่งตรงไปข้างหน้า
แต่รอบตัวไม่มีใครเลย
เขาเริ่มคิดถึงผลลัพธ์อันเลวร้ายถ้าเกิดตามตัวหล่อนไม่เจอขึ้นมา ก็เลยรีบมองหาทุกทาง
แล้วตอนที่เขาคิดว่าตัวเองคงจะโดนโบยแน่ ๆ นั่นแหละ
เขาก็เลี้ยวหัวมุมมาเจอว่าที่พระชายา...ยืนพิงมุมกำแพงเหมือนจงใจรอเขาอยู่!
เด็กสาวโบกมือให้ “หวัดดีจ้ะ~”
เจี้ยนซูที่กำลังจะตามจับเงียบ ๆ ถึงกับเขินจนหน้าชา ได้แต่ฝืนยิ้มแหย ๆ ทักกลับ “ทะ...ท่านว่าที่พระชายา บังเอิญจังเลยนะขอรับ”
“ไม่บังเอิญหรอก ข้ารอเจ้าพอดี” ฮวาหวู่ปัดกระโปรงแล้วเดินนำหน้าไป “ไปกันเถอะ มาช่วยข้าทำอะไรหน่อย”
ได้แรงงานฟรีมาคนหนึ่งแล้ว!
เจี้ยนซู “???”
เดี๋ยว...ให้เขาทำอะไรนะ?
ทำไมว่าที่พระชายาถึงได้คุ้นเคยกับเขาขนาดนี้!?
เจี้ยนซูเห็นว่าเธอเดินนำหน้าไปแล้ว ก็รีบตามไปติด ๆ “ท่านว่าที่พระชายารู้ตัวหรือว่าข้ากำลังตามอยู่?”
“ไม่รู้หรอก” ฮวาหวู่หยุดนิดนึงแล้วพูดต่อ “แต่รู้นิสัยองค์ชายของพวกเจ้า ก็เดาได้อยู่แล้วแหละว่ายังไงก็ต้องมีคนจับตาดูข้าอยู่ จะเป็นเจ้าหรือใครมันก็ไม่ต่างกันหรอก”
“……”
งั้นนี่นางตั้งใจรอเขาจริง ๆ เหรอ!?
เจี้ยนซูเริ่มรู้สึกแล้วว่า...ว่าที่พระชายาคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ
เขาถามเสียงเบา “ท่านว่าที่พระชายาจะให้ข้าช่วยเรื่องอะไรหรือขอรับ?”
ฮวาหวู่เงยหน้ามองท้องฟ้ามุม 45 องศาอย่างมีอารมณ์ “ช่วยชีวิตสาวหลงทาง~”
“ห๊ะ?”
“ก็รีบตามมาสิ”
“ขอรับ…”
เจี้ยนซูมึนงงสุด ๆ แต่ก็ต้องรีบตามฮวาหวู่ไป
เขารู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดแปลกไป...แล้วตกลงว่าเขาออกมาทำอะไรตั้งแต่แรกนะ?
…
…
ทางด้านจงอู๋ก็กำลังวุ่นจัดการคดีของเฟิงจื้อฝูในห้องหนังสืออยู่จนดึกดื่น
เจี้ยนซูเดินเข้ามารายงาน
จงอู๋ถามทันที “นางไปพบกับจงฉีรึเปล่า?”
เจี้ยนซูลังเลอยู่นิดนึงก่อนตอบ “…นับว่าอย่างนั้นก็ได้ขอรับ?”
จงอู๋ขมวดคิ้ว มองเขาด้วยสายตาสงสัย “อะไรคือนับว่า? จะเจอก็ต้องเจอ ไม่เจอก็คือไม่เจอสิ”
“ไม่ได้เจอกันโดยตรงขอรับ” เจี้ยนซูตอบ
จงอู๋ยิ่งงงกว่าเดิม “งั้นนางออกไปทำอะไร?”
เจี้ยนซูทำหน้าประหลาดสุด ๆ แล้วพูดเสียงเบา “ช่วยชีวิตสาวหลงทางขอรับ...”
(จบบท)