- หน้าแรก
- แฟ้มคดีอาชญากรรม เทพกระหายเลือด
- 31- คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 7
31- คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 7
31- คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 7
31- คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 7
“ขยายภาพดูหน่อยสิ เห็นไหมว่าเค้กในกล่องเป็นแบบไหน?”
เสียงของเหอเว่ยดังขึ้น พร้อมกับสายตาทั้งสามคู่จ้องจอไม่กระพริบ
เฉินเจ๋อหยางคว้าเมาส์มากดรัว ๆ หลายครั้ง ภาพจากกล้องวงจรปิดภายในร้านอาหารถูกซูมเข้าอย่างต่อเนื่อง
แม้จะพยายามแค่ไหน แต่คุณภาพของวิดีโอก็ยังคงไม่ชัดเท่าที่หวัง ภาพที่ได้ออกมาเบลอพอสมควร แสงจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ในร้านยิ่งทำให้ภาพมืดมัว พวกเขาทั้งสามละจากถ้วยบะหมี่ที่ยังควันฉุย โน้มตัวไปข้างหน้า จ้องมองจอภาพด้วยสายตาที่แทบจะเอาติดกับเลนส์จอ
“หัวหน้า เห็นชัดไหมครับ?” เฉินเจ๋อหยางเอ่ยถาม
“เห็นแต่ขาว ๆ เบลอ ๆ อย่างอื่นไม่รู้เรื่องเลย” เหอเว่ยขมวดคิ้ว ตอบเสียงหงุดหงิด
ทันใดนั้นเอง เฟยเฉินก็ตาโตขึ้นทันควัน เขาชี้ไปยังขอบด้านบนสุดของหน้าต่างพลาสติกใสบนกล่องเค้ก “นี่…ดูสิ! ข้างบนมันออกเหลือง ๆ ใช่ไหม?”
“ขยายอีก” เหอเว่ยสั่งเสียงดัง
เฉินเจ๋อหยางไม่รอช้า คลิกซูมภาพเข้าไปอีก ทีละนิด ทีละนิด
แล้วมันก็ปรากฏขึ้นจริง ๆ…สีเหลืองบาง ๆ ที่ขอบหน้าต่างเล็กด้านหน้ากล่อง
“เหลือง... หรือจะเป็นลูกพีช?” เฉินเจ๋อหยางเอ่ย พลางนึกถึงตอนเด็ก ๆ ที่แม่เขาชอบซื้อเค้กผลไม้มาให้ทุกปีในวันเกิด แต่เค้กพวกนั้นไม่เคยใช้ลูกพีชสดเลย ล้วนแต่เป็นลูกพีชกระป๋องทั้งสิ้น นั่นทำให้เขาสงสัยมาตลอดว่า ทำไมถึงไม่ใช้ของสดบ้าง
“พีชเหรอ?” เฟยเฉินขมวดคิ้ว “ฉันนึกถึงแต่มะม่วงกับสับปะรด นายไปเอาพีชมาจากไหน?”
“ก็พีชกระป๋องไงล่ะ ฉันไม่เคยเห็นเค้กวันเกิดที่ใช้พีชสดเลยสักครั้ง!” เฉินเจ๋อหยางเถียงเสียงแข็ง
“แก้วมังกร” เหอเว่ยพูดขึ้น ขยี้ตาแดง ๆ จากการจ้องจอ รู้สึกแสบตาจนต้องหลับตาแป๊บหนึ่ง แล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ไอ้ที่ขาว ๆ นั่นคือเนื้อแก้วมังกร”
ทั้งสองหันไปมองภาพอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่า ณ จุดที่เดิมเคยเห็นเป็นเพียงคราบขาวเบลอ ๆ บัดนี้มีจุดดำ ๆ จาง ๆ กระจายอยู่
“แก้วมังกรเนื้อขาว เมล็ดดำ ใช่จริง ๆ ด้วย” เฟยเฉินพึมพำ
วิดีโอยังคงเล่นต่อ...
อาหลี่ออกจากห้องครัวเล็กแล้วพูดอะไรบางอย่างกับหวังเสี่ยวจือท่าทางสดใส อารมณ์ดีเต็มที่ ก่อนจะรับกล่องเค้กจากมืออีกฝ่ายแล้วเดินออกจากเฟรมไป
ตรงสู่ห้องครัวหลังร้าน ที่แน่นอนว่า ไม่มีการติดกล้องไว้
หลังจากนั้นไม่นาน อาหลี่ก็เดินกลับออกมา มือเปล่า เธอกับหวังเสี่ยวจือยังคงช่วยกันทำงานในโถงหน้า
แต่…ไม่มีใครเห็นกล่องเค้กนั้นอีกเลย
“คงเอาไปทิ้งกล่อง แล้วแช่เค้กไว้ในตู้แช่ด้านหลังนั่นแหละ” เฉินเจ๋อหยางสันนิษฐาน
เวลาบนหน้าจอแสดงว่าเป็นหกโมงสี่สิบเจ็ดนาทีตอนเย็น เชฟของร้านและป้าคนหนึ่งวัยห้าสิบเศษที่ทำหน้าที่ในครัวก็พากันออกมาที่โถงหน้า แล้วเดินไปยังห้องเล็กด้านหลังพร้อมกับอาหลี่และหวังเสี่ยวจือ
ห้องเล็กที่พวกเขากำลังมุ่งหน้าไป คือที่เกิดเหตุ ที่ซึ่งพบศพทั้งสาม…
พ่อครัวถือเค้กที่ถูกแกะกล่องวางไว้บนโต๊ะเล็ก ๆ ทั้งสี่คนรายล้อมอยู่รอบ ๆ หน้าแต่ละคนมีถาดสีขาววางอยู่ อาหลี่ถือมีดพลาสติกค่อย ๆ หั่นเค้กออกเป็นชิ้น
หน้าเค้กตกแต่งด้วยผลไม้สีเหลืองและสีขาว ใช้วิปครีมตีลายเป็นกากบาทแบ่งโซนซ้ายบนขวาล่างให้เป็นสีเดียวกัน และอีกสองมุมอีกสีหนึ่ง ด้านบนโรยด้วยน้ำตาลไอซิ่งให้เหมือนหิมะขาวในฤดูหนาว
อาหลี่หั่นชิ้นแรกจากโซนขวาบน เป็นชิ้นใหญ่มาก และเสิร์ฟให้พ่อครัวก่อน ตามด้วยอีกสองชิ้นที่มาจากโซนสีเหลืองและสีขาว เสิร์ฟให้ป้าแม่ครัวกับหวังเสี่ยวจือ
หวังเสี่ยวจือรับเค้กแล้วไม่ได้กินในทันที เธอลุกจากโต๊ะและเดินออกไปจากกล้อง
“ไปทางครัวหลังร้าน” เฉินเจ๋อหยางว่า “เค้กชิ้นนี้น่าจะให้ชายชราในครัว”
ไม่นานนัก หวังเสี่ยวจือก็กลับเข้ามามือเปล่า เค้กชิ้นสีขาวของเธอถูกวางไว้บนถาดตรงหน้า
ทุกคนเริ่มกินเค้ก ยกเว้นหวังเสี่ยวจือที่ยังนั่งเฉย ๆ เท้าคางเหมือนกำลังครุ่นคิด
อาหลี่เห็นดังนั้นจึงเอ่ยถามอะไรบางอย่าง เธอพยักหน้าน้อย ๆ จากนั้นก็ยกส้อมขึ้น ใช้ปลายส้อมปาดครีมบนเค้กออก ทว่าเธอกลับดูจะรังเกียจครีมจนไม่อยากให้เปื้อนแม้แต่ส้อม จึงดึงกระดาษทิชชู่จากกล่องบนโต๊ะมาถือไว้
แล้วสิ่งประหลาดก็เกิดขึ้น…
เธอไม่ได้ใช้กระดาษเช็ดส้อม แต่กลับกำมันไว้ในมือซ้าย จากนั้นก็ใช้ส้อมตักเค้กขึ้นมากินเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“แบบนี้มันผิดปกติเกินไปแล้ว!” เฉินเจ๋อหยางโพล่งออกมา เสียงสูงจนแทบหลุดโทน
เฟยเฉินต้องเอ่ยเตือน “เบา ๆ หน่อย นี่มันดึกแล้วนะ” ก่อนจะหันไปถามเหอเว่ย “หัวหน้าว่าไงครับ?”
“หวังเสี่ยวจือ... เธอรู้อะไรบางอย่างแน่”
เฟยเฉินลังเล ก่อนจะถามขึ้น “มีความเป็นไปได้ไหมครับว่า คนวางยาคือเธอ?”
ไม่ใช่แค่ท่าทางกินเค้กที่ประหลาด แม้แต่การที่เธอเป็นคนรับเค้กเข้าร้านก็ยิ่งตอกย้ำความน่าสงสัย
เมื่อพิจารณาทั้งหมดแล้ว หวังเสี่ยวจือคือผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งของคดีนี้ ไม่ผิดแน่!
…
“อย่าบอกนะว่าเฉิงนั่วทายถูกจริงๆ”
“หมอเฉิง? เขาพูดว่าอะไร?”
เมื่อคืนเฉินเจ๋อหยางยุ่งมากที่จุดเกิดเหตุ ทั้งต้องคุมการปิดล้อม ตรวจค้นห้องนั่นนี่ แทบไม่มีเวลาฟังบทสนทนาระหว่างหัวหน้ากับหมอเฉิงเลย
“เฉิงนั่วบอกว่า หวังเสี่ยวจือเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากการวางยาพิษ และสั่งให้เรารอจนเธอฟื้นแล้วสอบปากคำเธอให้ละเอียด”
เฟยเฉินถอนหายใจเมื่อพูดถึงอาการของหวังเสี่ยวจือ “แต่ตอนนี้อาการเธอก็ยังสาหัสอยู่ คงสอบอะไรไม่ได้ในเร็ว ๆ นี้แน่”
“ไม่เป็นไร เดินตามแผนที่เราวางไว้” เหอเว่ยกล่าวว่า “พรุ่งนี้ไปที่ร้านเค้ก ถามหาว่ามีเค้กขนาด 6 นิ้ว หน้าผลไม้ มีแก้วมังกร มะม่วง สับปะรด หรือพีช หน้าเค้กเป็นครีมเทียม โรยด้วยน้ำตาลไอซิ่งแบบกันชื้น แล้วขอภาพกล้องวงจรปิดย้อนหลังสามวัน แยกคนที่ซื้อเค้กแบบนี้ออกมาตรวจสอบตัวตนทีละคน”
…
เช้าวันถัดมา เหอเว่ยถูกรบกวนด้วยเสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือ
เขาควานมือไปรอบๆ โซฟาหนังสีดำที่นอนอยู่ หยิบโทรศัพท์ที่ดูเหมือนจะวิ่งหนีเขาเองอยู่บนโต๊ะจนได้
เขาหรี่ตามองดูเวลา 08.00 น.
แปดโมง? ทั้งที่เขาจำได้ว่าเมื่อคืนตั้งปลุกไว้ตอนหกโมง แล้วทำไมกลายเป็นแปดโมงได้?
เหอเว่ยลุกขึ้นนั่ง กดเข้าแอปดูรายการตั้งปลุก อ๋อ…นาฬิกาปลุกเปิดไว้ทุกเรือน แถมหกโมงมันก็ดังตามเวลาจริงๆ แต่ตัวเขาดันตื่นมาปิดไปเองเหมือนหมูขี้เซา
ก๊อกๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เข้ามาเลย”
เฉิงนั่วเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ “ฉันรู้อยู่แล้วว่านานจะไม่กลับบ้าน”
เหอเว่ยสะบัดหัวไล่ความมึน “ผลออกแล้วเหรอ?”
เฉิงนั่วยื่นแฟ้มให้ “ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมเมื่อคืนก่อนนายถึงบอกให้ฉันแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น”
เหอเว่ยเปิดรายงานอย่างรวดเร็ว คำพูดของเฉิงนั่วทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
“เททราเมทิลไดซัลฟิวริคเทตรามีน?”
“ใช่ สารพิษร้ายแรงระดับประหารชีวิต เป็นพิษต่อระบบประสาทขั้นรุนแรง”
“เป็นยาพิษระดับราชาแห่งยาพิา…”
*เททราเมทิลซัลฟิวริกเทตรามีน เป็นชื่อทางเคมีที่ใช้เรียกชื่อของสารประกอบซัลเฟอร์ที่เรียกว่า “ซัลเฟอร์ (IV) ฟลูออไรด์” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ซัลเฟอร์เตตราฟลูออไรด์” (SF4)