- หน้าแรก
- แฟ้มคดีอาชญากรรม เทพกระหายเลือด
- 28 - คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 4
28 - คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 4
28 - คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 4
28 - คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 4
หลังจากถูกขู่ทั้งจากคำพูดและการกระทำถึงสองครั้งติดกัน หลี่เฟิงก็ไม่กล้านั่งโซฟาอีกเลย เขาอยากจะพูดว่าให้เขานั่งเก้าอี้แล้วให้กัปตันเข่อนั่งโซฟาแทน แต่พอคำจะหลุดปากกลับพูดไม่ออก กลับกลายเป็นยืนนิ่งอยู่ที่เดิม จะนั่งก็ไม่กล้า จะยืนต่อไปก็ไม่ใช่เรื่อง
“นั่งลงเถอะ”
“คุณตำรวจกำลังทำหน้าที่ เชิญคุณนั่งเถอะครับผมนั่งเก้าอี้ก็ได้”
เหอเว่ยมองเขาโดยไม่พูดสักคำ เพียงแค่สายตาไม่ถึงสองวินาทีก็ทำให้หลี่เฟิงเข้าใจทันทีว่า ‘ความเงียบในยามนี้ทรงพลังยิ่งกว่าคำพูด’
เมื่อหลี่เฟิงยอมนั่งลง เขาก็ยังคงเกร็งจนเห็นได้ชัด ชัดเจนว่าเป็นพลเมืองที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่เคยมีประสบการณ์เหยียบเข้าโรงพักมาก่อน
“พูดมาเถอะ จะมีคนรอบันทึกคำให้การของคุณ”
จากคำให้การของหลี่เฟิง เขาเล่าว่าคืนนั้นเวลาราวหนึ่งทุ่มกว่าเขาได้รับออร์เดอร์ส่งอาหาร แต่เขากลับพบว่าจุดหมายของออร์เดอร์นั้นค่อนข้างหายาก แต่เขาเคยไปมาแล้วหลายครั้งก็เลยค่อนข้างคุ้นเคย พอดีกับตอนนั้นไม่มีงานอื่น เขาจึงรีบคว้าออร์เดอร์นี้ไว้ทันที แล้วก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าออกไป
ตอนที่ไปถึงร้านอาหารก็น่าจะราวหนึ่งทุ่มครึ่ง
“ร้านนี้ขายแต่ของกึ่งสำเร็จรูป ที่ผ่านมาอาหารออกเร็วทุกครั้ง เพราะงั้นผมเลยไม่ได้ดูมือถือ หรือคิดอะไรมาก พอไปถึงก็เดินเข้าไปรับอาหารเลย”
ใครจะรู้ว่า การเข้าไปครั้งนั้นเกือบทำให้เขาวิญญาณหลุดจากร่าง
“พอเดินเข้าไปในร้าน ก็รู้สึกได้เลยว่ามันมีบางอย่างไม่ปกติ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ร้านเขาเล็กนิดเดียว ไม่มีที่ให้คิดอะไรซับซ้อน พอเดินไปถึงเคาน์เตอร์รับอาหารแล้วไม่เห็นมีอะไร ผมก็เลยตั้งใจจะเรียกคน”
พอหวนคิดถึงภาพที่เห็นต่อจากนั้น ใบหน้าของหลี่เฟิงก็ยังคงซีดเผือด เห็นได้ชัดว่ายังไม่หายตกใจ
“ผมเพิ่งจะอ้าปากจะพูด ก็หันไปเห็นพนักงานของร้านนอนคว่ำอยู่กับพื้น ข้างในยังมีอีกหลายคนล้มระเนระนาดอยู่ แล้วยังมีคนที่มีฟองขาวออกจากปากอีก ตอนนั้นคำที่กำลังจะพูดถึงกับหายวับ ผมไม่กล้าอยู่ต่อเลย หันหลังวิ่งออกมาทันที ขี่รถไฟฟ้าได้ครึ่งทางยังล้มไปทีหนึ่ง แล้วก็มาเจอคุณนี่แหละ”
เหอเว่ยกล่าวว่า “พอออกจากที่เกิดเหตุแล้วคนแรกที่เจอคือฉันหรือ?”
หลี่เฟิงพยักหน้า “ใช่เลยครับ”
“แล้วนายสังเกตเห็นความผิดปกติรอบๆ อีกไหม”
“ตอนนั้นผมกลัวจะตายอยู่แล้ว นอกจากคนแล้ว ต่อให้เห็นอะไรผมก็คงจำไม่ได้แน่ ๆ ครับ”
“นายรู้จักกับคนในร้านไหม?”
หลี่เฟิงตอบว่า “ก็แค่พนักงานที่ออกมาหน้าร้านบ่อย ๆ นั่นแหละ ผมจำหน้าได้ รู้แค่แซ่ แต่ไม่รู้ชื่อ”
“แซ่อะไร?”
“คนหนึ่งแซ่หวัง อีกคนไม่แน่ใจ แต่ผมรู้ว่าเขาเป็นเธอของร้าน ชื่ออาหลี่”
เหอเว่ยนึกถึงชื่อร้านอาหาร พลางกล่าวว่า
“อาหลี่ข้าวอบหม้อดินสไตล์กวางตุ้ง?”
“ใช่ ใช่นั่นแหละ ป้ายหน้าร้านก็เขียนอย่างนั้นเลย”
“คนอื่นไม่มีใครรู้เรื่องอะไรเลยหรือ?”
หลี่เฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าว
“พ่อครัวของร้านเหมือนจะเป็นแฟนหนุ่มของเจ้าของร้าน”
“พ่อครัว?”
“ครับคราวก่อนที่ไปรับอาหารผมบังเอิญเจอพวกเขา 2 คนกำลังคุยกันอยู่ในสวนเล็กๆ อาหลี่ที่เป็นเจ้าของร้านยังคล้องแขนพ่อครัวอยู่เลย อีกอย่างทั้งคู่ก็ดูสนิทสนมกันมาก”
เหอเว่ยนึกถึงผู้เสียชีวิตอีกสี่คนที่เหลือ ยกเว้นหญิงสาวที่รอดชีวิต มีเพียงชายสองคน หนึ่งสูงวัย อีกหนึ่งยังหนุ่ม
“พวกเขาดูอายุเท่าไร?”
“เท่าไร?”
“ฉันหมายถึงอายุ”
หลี่เฟิงเกาศีรษะอย่างเก้อเขิน แล้วกล่าวว่า “ผมดูไม่ออกหรอกครับรู้แค่ว่าเป็นคนหนุ่มสาวทั้งคู่”
เหอเว่ยพยักหน้าแสดงว่าเข้าใจ แล้วมองไปทางเฉินเจ๋อหยางข้างกาย ข้อมูลถูกบันทึกไว้ครบถ้วนแล้ว
“ดี งั้นเรามาคุยเรื่องต่อไป”
หลี่เฟิงชะงักไปเล็กน้อย “เรื่องต่อไป…ยังมีอีกหรือ? เท่าที่ผมรู้ก็มีเท่านี้ครับ”
เหอเว่ยไม่ตอบ แต่กล่าวว่า
“จำได้หรือไม่ ตอนที่นายจู่ ๆ วิ่งออกมาจากตรอก พุ่งมาตรงหน้ารถฉัน แล้วพูดกับฉันคำแรกว่าอะไร?”
หลี่เฟิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ผมบอกว่าผมเห็นคนตาย?”
“ก็ประมาณนั้น”
“แล้วมันมีอะไรผิดปกติหรอครับ?”
“นายมั่นใจใช่ไหมว่าตอนเข้าไปในร้าน ไม่มีผู้รอดชีวิตอยู่เลย” เหอเว่ยหมายถึงผู้หญิงผมยาวที่คลานอยู่ตรงทางเดินตอนที่เขาเข้าไปครั้งแรก
พอได้ยินคำว่ามั่นใจ หลี่เฟิงก็เริ่มลังเล
“จริงๆแล้วผมก็ไม่รู้หรอกว่ามีคนรอดหรือเปล่าแต่ผมมั่นใจว่าครั้งแรกที่ผมเห็นคือมีคนนอนนิ่งเกลื่อนพื้น น้ำลายฟูมปาก ผมรู้สึกเหมือนสมองของผมกำลังจะระเบิด จึงรีบวิ่งหนีออกมาเลยถ้ามีคนรอดชีวิตจริงๆ ผมก็คงไม่ทันสังเกต”
เหอเว่ยหันไปส่งสัญญาณให้เฉินเจ๋อหยาง แล้วกล่าวกับหลี่เฟิงว่า
“ตรวจสอบให้แน่ใจ ถ้าทุกอย่างเป็นความจริง ก็ลงชื่อในนี้ด้วย”
หลี่เฟิงรับปากกาแท่งดำจากเหอเว่ยมา โดยไม่แม้แต่จะมองกระดาษ รีบลงชื่อทันที
หลังจากส่งตัวหลี่เฟิงกลับ เหอเว่ยก็พาเฉินเจ๋อหยางไปยังห้องชันสูตรศพ พอเปิดประตูเข้าไป ก็พบเฉิงนั่วกำลังง่วนอยู่ตรงกลางระหว่างโต๊ะชันสูตรสองตัว บรรยากาศร้อนระอุด้วยความขะมักเขม้น
“ที่นี่เป็นไงบ้าง?”
เฉิงนั่วไม่เงยหน้าหรือหยุดมือเลย เมื่อได้ยินเสียงของเหอเว่ยก็กล่าวออกมาอย่างเนิบ ๆ
“ฉันบอกพวกนายไปตั้งแต่แรกแล้วว่าผู้ช่วยของผมลาหยุดและไม่ได้อยู่ที่เมืองเยว่อัน พรุ่งนี้ถึงจะบินกลับมา ตอนนี้มีแค่ผมคนเดียว ผลการชันสูตรก็อาจจะล่าช้าสักหน่อย”
“ฉันก็ไม่ได้จะมาเร่งนายหรอก แค่มีอะไรบางอย่างต้องบอก”
“โอ้” พอได้ยินคำว่ามีบางอย่าง เฉิงลั่วก็มีทีท่าสนใจขึ้นมาทันที เขาหยุดมือจากงานตรงหน้าแล้วหันมามองพวกเขา “ว่ามา”
เฉินเจ๋อหยางดึงรายงานในมือตนออกมายื่นให้เฉิงลั่ว “นี่คือผลการตรวจเลือด น้ำย่อยในกระเพาะ และรายการตรวจอื่นๆ ของหวังเสี่ยวจือ”
“หวังเสี่ยวจือ?”
“อ่า ก็คือผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวจากคดีวางยา”
เฉิงลั่วไม่ได้เปิดรายงานดูทีละหน้า แต่พลิกไปหน้าสุดท้ายเพื่อดูผลลัพธ์ทันที
“หมาเฉียนจื่อ?” เฉิงลั่วอุทานแล้วหันไปมองเหอเว่ยด้วยความตกใจ “ของแบบนี้เกี่ยวอะไรกับเค้กครีมเนยกันเล่า”
เหอเว่ยขมวดคิ้ว “ฉันเองก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน อีกอย่างหมาเฉียนจื่อเป็นสมุนไพรจีน รูปทรงรี สีเหลืองอ่อน รสขม ของแบบนี้ถ้าโผล่มาอยู่ในเค้ก คงไม่มีใครยอมกินง่ายๆ แน่”
“พิษในหมาเฉียนจื่อคือซื่อตี้หนิง ผลสดมีปริมาณซื่อตี้หนิงประมาณ 2.5% แต่หากคั่วจนไหม้แล้ว จะเหลือเพียง 0.18% นอกจากนี้ ปริมาณที่ทำให้ถึงตายได้ต้องเกินสี่ 21 กิโลกรัมขึ้นไป ถ้าจะใช้ฆ่าคนห้าคน ปริมาณต้องมากกว่านั้นอีก”
เฉินเจ๋อหยางอ้าปากอย่างตะลึง “งั้น…คนร้ายวางยายังไงถึงไม่มีใครรู้ตัวเลย?”
ทันทีที่คำถามของเฉินเจ๋อหยางหลุดออกมา ห้องชันสูตรก็พลันเงียบกริบ
ครู่หนึ่ง เหอเว่ยก็พึมพำอย่างมีแววคิดในใจ “อาจจะละลายน้ำ หรือไม่ก็บดเป็นผง”
“บดเป็นผงยังพอเข้าใจ แต่ว่าละลายน้ำจะทำยังไงกัน?”
เฉิงลั่วถึงกับพูดไม่ออกกับตรรกะช้าชั่วคราวของเฉินเจ๋อหยาง “ดูจากท่าทีแล้วนายคงไม่เคยช่วยงานคนในบ้านเลยสินะ”
ไม่ช่วยงานเรอะ? นั่นมันหิมะตกกลางเดือนหกแล้ว คนที่น่าสงสารอย่างนายตำรวจน้อยเฉินผู้จงรักภักดีต่อสตรีต้องถูกใส่ร้ายเช่นนี้เลยหรือ?
“ช่วยสิ คงช่วยตลอดแหละ” เขานึกถึงครั้งก่อนที่กลับบ้าน แล้วถูกแฟนสาวจับได้ว่าเอานิยายที่เธอเพิ่งซื้อมาไปอ่าน ฉันเลยต้องชดใช้โดยทำกับข้าวให้ทั้งสัปดาห์ แถมยังต้องทำงานบ้านที่ปกติก็เป็นหน้าที่เขาเอง ทั้งกวาดบ้าน พาหมาไปเดิน เก็บอุจจาระอีกต่างหาก
“ถ้าเคยทำงานบ้าน แล้วทำไมถึงไม่รู้ว่าที่หัวหน้าเหอพูดว่าละลายน้ำน่ะมันหมายความว่าอะไร?” เฉิงลั่วจ้องหน้าเฉินเจ๋อหยาง พลางกอดอก “งั้นฉันขอถามหน่อย ขั้นตอนแรกของการทำเค้กคืออะไร?”
“แน่นอนว่าทำตัวเค้กก่อนสิ…อา!” เฉินเจ๋อหยางจับประเด็นได้ในทันใดแล้วร้องออกมา “ผสมแป้ง”