- หน้าแรก
- แฟ้มคดีอาชญากรรม เทพกระหายเลือด
- 27 - คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 3
27 - คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 3
27 - คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 3
27 - คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 3
เฉิงนั่วลูบคางพลางกล่าวว่า “เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้ก็คือต้องสืบหาต้นทางของเค้กให้ชัดเจน”
“งั้นก็ลองดู…” เสี่ยวหมินยังพูดไม่ทันจบ เหอเว่ยก็พุ่งตัวออกจากประตูหลังครัวไปอย่างว่องไว พอเสี่ยวหมินได้สติแล้วหันไปมองด้านหลัง ก็พบว่าอีกฝ่ายหายตัวไปเรียบร้อยแล้ว “เขาจะไปไหนอีกล่ะนั่น?”
เฉิงนั่วยักไหล่แสดงว่าไม่รู้ “เมื่อกี้เธอว่าจะดูอะไรนะ?”
“เขาอยากหาต้นทางของเค้กไม่ใช่หรือ งั้นก็ดูจากกล้องวงจรปิดข้างนอกนั่นแหละ เค้กจะมียังไงถ้าไม่มีใครเอามาส่ง”
เฉิงนั่วไม่พูดอะไร ยังไงเรื่องขอตรวจสอบกล้องวงจรปิดก็ไม่ใช่หน้าที่ของเขาอยู่แล้ว เขาหันไปที่ประตู แล้วสั่งการให้ตำรวจที่รออยู่ด้านนอกช่วยกันขนย้ายศพในครัวกลับไป
ตำรวจสองคนที่ถูกเรียกมารีบร้อนเข้ามาทันที แต่พอถึงหน้าประตูพวกเขากลับก้าวขาไม่ออก
เฉิงนั่วขยับตัวเข้าไปดู เสี่ยวหมินไม่รู้ไปเอาถุงใส่ของกลางเมื่อครู่มาจากไหนอีกครั้ง เธอจ้องมองของในถุงอยู่นาน แต่ก็ยังไม่เห็นเศษเค้กสีเหลืองแม้แต่น้อย “ประหลาดจริง ๆ ไม่มีเลยสักนิด เคี้ยวจนละเอียดยิบหรือยังไงกัน”
ทางด้านเหอเว่ยที่วิ่งพรวดออกจากประตู ก็ตรงดิ่งไปยังจุดทิ้งขยะที่ห่างออกไปไม่ถึงสิบเมตร
ถ้าเขาคิดไม่ผิด กล่องเค้กอาจจะไม่ใช่สิ่งที่คนร้ายเป็นคนทิ้ง ถ้าอย่างนั้นมันก็น่าจะยังอยู่ในถังขยะ
เหอเว่ยเดินตรงไปยังจุดทิ้งขยะ ทว่า ยิ่งเข้าใกล้เขาก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ จุดทิ้งขยะนี้ดูสะอาดเกินไป
ถังขยะสี่เหลี่ยมโดดเดี่ยวใบหนึ่ง จะเป็นไปได้อย่างไรที่ไม่มีอะไรอยู่เลยสักนิด
เหอเว่ยก้มลงดู ก็พบว่า...ข้างในว่างเปล่า
ขยะทั้งหมดถูกพนักงานเก็บขยะเก็บไปหมดแล้ว
เหอเว่ยหันหัววิ่งตรงไปยังถนนใหญ่ทันที พอวิ่งออกไปก็เห็นว่าในตรอกข้างหน้า มีรถขยะที่มีสัญลักษณ์ลูกศรสองข้างกำลังเคลื่อนที่อย่างช้า ๆ
“เดี๋ยวก่อน!” เหอเว่ยตะโกนพร้อมวิ่งไปอย่างรวดเร็ว “เดี๋ยวก่อน!!”
รถขยะหยุดจริง ๆ หญิงวัยกลางคนในชุดยูนิฟอร์มสีส้มก้าวลงมาจากฝั่งผู้โดยสาร พอเธอเห็นเหอเว่ยก็ถามขึ้นว่า “ทิ้งของผิดเหรอ?”
ดูเหมือนว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นบ่อยๆ เหอเว่ยพยักหน้ารัว ๆ โชคดีที่ไม่ต้องอธิบายมากความ
“โอ๊ย ของอะไรอีกล่ะ ถ้าไม่สำคัญจริงๆ ก็อย่ามาคุ้ยขยะเลย”
“ไม่ได้! มันเป็นของสำคัญมากจริง ๆ”
ชายสูงวัยที่ขับรถก็ลงมาด้วย ใบหน้าคล้ำแดดของเขาแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน
เหอเว่ยรู้ดีว่าการเก็บขยะมีเวลากำหนดไว้ชัดเจน การที่เขามาขวางแบบนี้ก็เท่ากับทำให้คนอื่นเสียเวลาในการทำงาน
“ขอโทษนะครับ ของมันสำคัญมากจริง ๆ ครอบครัวผมตอนเก็บกวาดบ้านเผลอโยนมันทิ้งไป ผมต้องเอามันกลับมาให้ได้ รบกวนด้วยครับ”
หญิงวัยกลางคนมองชายชราข้าง ๆ อย่างลำบากใจ แต่เมื่อเห็นเขาไม่พูดอะไร เธอก็หันกลับมากล่าวว่า “งั้นก็ค้นเองนะ พวกฉันไม่ช่วยหรอก”
“ได้ครับ ไม่มีปัญหา”
“คุณอยู่ตึกไหน?”
“ตึกสามข้างหน้านั่นแหละครับ”
“อ้อ ตึกสามเหรอ พอดีเลย เพิ่งเก็บไปหมาด ๆ ยังอยู่ข้างบนแน่ ๆ”
หญิงคนนั้นเปิดฝาด้านข้างของรถขยะออก ทันใดนั้น กลิ่นเหม็นที่อธิบายไม่ได้ก็พุ่งทะลักออกมาเหมือนปีศาจที่หลุดจากผนึก เหอเว่ยรีบควักหน้ากากกับถุงมือออกจากกระเป๋า สวมใส่ให้เรียบร้อยโดยไม่พูดไม่จา แล้วล้วงมือเข้าไปค้นทันที
พอเห็นท่าทางพร้อมรบเต็มที่ของเหอเว่ย เธอก็อดหัวเราะไม่ได้ แหย่ขึ้นว่า “เตรียมตัวมาดีจริง ๆ เลยนะ”
กล่องเค้กเปล่ามีขนาดใหญ่ โผล่ออกมาอย่างชัดเจนท่ามกลางขยะทั้งหลาย ไม่ถึงห้านาที เหอเว่ยก็ดึงกล่องที่ผูกด้วยริบบิ้นออกมาจากกองขยะได้สำเร็จ
เมื่อเห็นว่าเขาอุตส่าห์มาค้นหาเพียงแค่กล่องเค้กที่ดูไร้ประโยชน์ สองพนักงานเก็บขยะถึงกับนิ่งอึ้งไป
พนักงานหญิงชี้ไปที่กล่องก่อนเอ่ยว่า “หนุ่มน้อย นี่คือของที่เธอตามหาหรือ”
เหอเว่ยเองก็ไม่กล้ายืนยันว่ามันใช่หรือไม่ เขาวางกล่องไว้ข้างตัวแล้วพูดว่า “รบกวนช่วยเฝ้าไว้ให้ทีครับ อย่าแตะต้อง แล้วก็อย่าให้คนอื่นมาแตะด้วย”
ยังไม่ทันที่เธอจะตอบอะไร เหอเว่ยก็มุดกลับเข้าไปในกองขยะอีกครั้ง
สิบนาทีต่อมา เหอเว่ยก็ปีนออกมาจากรถขยะ เขาถอยหลังสองก้าว ถอดถุงมือและหน้ากากออก สูดลมหายใจเอาอากาศสดชื่นเข้าเต็มปอดหลายครั้ง
“พวกคุณเก็บขยะกันวันละกี่รอบ?”
“วันละสองรอบ”
“นอกจากพวกคุณแล้ว ยังมีใครอีกไหมที่มารับขยะโซนนี้?”
น้ำเสียงคล้ายเธอหน้าที่สอบสวนทำให้พนักงานหญิงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่คำถามที่เหอเว่ยถามก็เป็นสิ่งที่ชาวบ้านทั่วไปรู้กันอยู่แล้ว ตอบไปก็ไม่เสียหาย
“ตอนนี้ก็มีแค่พวกฉันนี่แหละ อนาคตจะเปลี่ยนคนหรือเปล่าก็ไม่แน่”
“เข้าใจแล้วครับ” เหอเว่ยหยิบกล่องเค้กขึ้นมา “เรียบร้อยแล้ว ขอบคุณสำหรับความร่วมมือครับ”
เธอมองดูแผ่นหลังที่ค่อย ๆ ห่างออกไปของเหอเว่ย ก่อนจะหันไปถามชายชราข้าง ๆ ว่า “หมายความว่ายังไง?”
“คนประหลาดน่ะ อย่าไปสนใจเลย ทำงานต่อเถอะ”
กรมตำรวจนครบาลเยว่อัน
หลี่เฟิงมองดูขาขวาที่พันด้วยผ้าก๊อซของตน สีหน้ากับใจเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
เคราะห์ร้ายอะไรเช่นนี้ ดันไปรับงานบ้าบออะไรเข้า เงินก็ไม่ได้ แถมยังเจ็บขาอีก แบบนี้อีกหลายวันก็คงทำงานรับจ้างอะไรไม่ได้
“พอเถอะ อย่าทำหน้าเครียดไปเลย ปกติเธอก็ทำงานเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ก็ถือซะว่าพักผ่อนละกัน” เฟ่ยเฉินวางข้าวกล่องสิบกล่องที่เพิ่งนำเข้ามาบนโต๊ะ หยิบหนึ่งกล่องให้ตัวเอง และอีกกล่องส่งให้หลี่เฟิง พนักงานส่งอาหารที่กำลังหน้าตาเคร่งเครียด “กินหน่อยเถอะ หัวหน้าเหอยังมาไม่ถึง คงยังไม่รู้ว่าจะสอบถามกันนานแค่ไหน”
พอได้ยินชื่อของเหอเว่ย หลี่เฟิงก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งหลัง เหมือนมีลมอันเย็นยะเยือกพัดผ่าน เขาโน้มตัวไปด้านหน้า กระซิบถามเบา ๆ ว่า “เขาเป็นตำรวจจริง ๆ เหรอ?”
เฟ่ยเฉินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมา “ทำไมล่ะ? ดูไม่เหมือนตำรวจหรือ?”
“ไม่ค่อยเหมือนเลย”
เฟ่ยเฉินกลับไม่แปลกใจ “เขาก็เป็นแบบนั้นแหละ เดี๋ยวก็จะได้รู้ อย่ากลัวไปเลย เห็นอะไรก็พูดอย่างนั้นก็พอ อย่าดูแค่ท่าทางเขาเหมือนยักษ์ป่าเขี้ยวเล็บ จริง ๆ แล้วสมองเขาไวมาก โดยเฉพาะเรื่องจับโกหก”
“จับโกหก?”
“อืม ก็คืออย่าพูดโกหกต่อหน้าเขานั่นแหละ” เฟ่ยเฉินพูดพลางตักข้าวร้อน ๆ กินไปด้วย น้ำเสียงสบาย ๆ ราวกับกำลังพูดเรื่องในครอบครัว “เขาไม่เหมือนคนอื่น ถ้าจับได้ว่าคุณโกหก ตั้งใจปิดบัง หรือแม้แต่มีพิรุธแล้วพยายามทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ล่ะก็ เขาอาจจะชกเอาจริง ๆ”
“...หา? ตำรวจจะมาตีคนได้ยังไงล่ะ? มันผิดกฎหมายไม่ใช่หรือ?”
“ตำรวจธรรมดาก้ใช่ แต่พวกตำรวจอันธพาลน่ะไม่แน่”
“พูดมากจริง ๆ”
พอพูดถึงก็มาเลย
เฟ่ยเฉินยิ้มเธอเล่ห์มองไปยังเหอเว่ยที่เพิ่งก้าวเข้ามาอย่างเงียบ ๆ ภาพนั้นตัดกับใบหน้าซีดขาวลงเรื่อย ๆ ของหลี่เฟิงได้อย่างชัดเจน
เหอเว่ยก้มตามองขาที่บาดเจ็บของหลี่เฟิง “ขยับได้ไหม?”
“ได้ครับ ได้”
น้ำเสียงสั่น ๆ ท่าทางประหม่าอย่างเห็นได้ชัด พอลุกขึ้นยืนก็ยังตัวสั่นอย่างควบคุมไม่ได้
ดูเหมือนว่าเขาจะเชื่อเรื่องหลอกหลอนที่เฟ่ยเฉินพูดไปหมดแล้ว
เหอเว่ยดูออกแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา อย่างไรตอนนี้หลี่เฟิงก็ยังไม่พ้นข่ายต้องสงสัย การที่เขาหวาดกลัวตนเองก็นับว่าเป็นเรื่องดี
“ถ้าเดินได้ก็ตามมา บอกฉันมาว่าวันนี้นายเห็นอะไรบ้าง”
เพื่อความสะดวก เหอเว่ยจึงเลือกห้องรับรองที่ใกล้กับห้องทำงานมากที่สุด ภายในห้องไม่ใหญ่นัก แต่กว้างพอสำหรับนั่งได้สามคน
ทันทีที่เหอเว่ยเดินเข้ามา เฉินเจ๋อหยางก็ลุกขึ้นยืนทันที “หัวหน้าเหอ”
ที่เหอเว่ยยังไม่รีบสอบถามหลี่เฟิงทันทีที่กลับมาก็เพราะต้องไปสอบถามสถานการณ์จากโรงพยาบาลผ่านเฉินเจ๋อหยางก่อน
“นั่งเถอะ” เหอเว่ยผายมือไปทางโวฟา ส่วนตนเองลากเก้าอี้ไม้สีเหลืองอ่อนจากมุมห้องมานั่งเอง