เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

26 - คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 2

26 - คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 2

26 - คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 2


26 - คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 2

เฉินเจ๋อหยางไม่เท่าไร แต่เหอเว่ยกลับหันไปมองเฉิงนั่วซึ่งไม่กล้าโผล่หน้าเช่นกัน พลางพูดว่า “ไหนบอกว่าเป็นนิติเวช ทำไมถึงกลัวอะไรแบบนี้ล่ะ”

เฉิงนั่วยืดคอตอบกลับด้วยสีหน้าไม่ยอมแพ้ “นิติเวชแล้วไง คนทำงานแบบเราก็มีหัวใจนะ อย่ามาดูแคลนสายอาชีพกันแบบนี้สิ”

“ของที่อาเจียนออกมา มันต่างกับศพที่เก็บจากน้ำไม่เท่าไหร่หรอกนะ”

“ไม่ ๆ ไม่ใช่แบบนั้น นายเข้าใจผิด ฉันไม่ได้กลัวของสกปรก ฉันกลัวเสี่ยวหมินต่างหาก”

เหอเว่ยส่ายหน้าด้วยความจนใจ แล้วถอนหายใจเบา ๆ “เจอกันทีไรก็เป็นแบบนี้ทุกที”

ทันใดนั้น เมื่อเหอเว่ยหันหลังกลับ ก็เห็นหัวคนโผล่ออกมาจากช่องเล็ก ๆ สำหรับส่งอาหารตรงเคาน์เตอร์ ใบหน้านั้นเขาจำได้ดี ศัตรูตัวฉกาจของหมอนิติเวชนี่เอง

“ข้างในยังมีอีกคน”

“ยังมีอีก?!”

เหอเว่ยก้าวเข้าไปในห้องครัว ซึ่งยังคงสะอาดเหมือนตอนที่เขาเพิ่งเข้ามาครั้งแรก

“อยู่นี่” เสี่ยวหมินชี้ไปยังจุดหนึ่งซึ่งเป็นมุมอับสายตาหากมองจากประตูเข้าไป อยู่ด้านข้างของเคาน์เตอร์ทำอาหาร ตรงข้ามกับอ่างล้างจาน

เมื่อเหอเว่ยเดินเข้าไปดู ก็พบว่ามีชายชรานอนพิงพนังอยู่ในท่านั่งเหยียดขา ลักษณะการตายคล้ายกับอีกสามคนก่อนหน้านี้อย่างยิ่ง ริมฝีปาก คาง และหน้าอกเต็มไปด้วยฟองสีขาว

เขาหันกลับไปมองเฉินเจ๋อหยาง “ตรวจสอบใหม่อีกรอบให้ทั่วเลยนะ ดูว่าบ้านนี้ยังมีมุมใด ห้องเก็บของ หรือห้องใต้ดินที่พวกเราพลาดไปหรือเปล่า”

“รายนี้ก็เหมือนกัน ถูกวางยา และเสียชีวิตภายในไม่เกินสองชั่วโมง”

เหอเว่ยยืนกอดอกในที่เดิม “ดูเหมือนว่าจะมีผู้รอดชีวิตแค่คนเดียว”

เฉิงนั่วเบิกตากว้าง “ยังมีคนรอดอีก?!”

“อืม ตอนเรามาถึง นายไม่เห็นหรือไง? ที่พื้นทางเดินยังมีร่องรอยหลักฐานอยู่เลย”

“ถูกพิษร้ายแรงขนาดนั้นแล้วยังรอดมาได้…” เฉิงนั่วมองเหอเว่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “พอเขาฟื้นขึ้นมา นายต้องสอบปากคำเขาอย่างละเอียดเลยนะ”

“ตั้งใจไว้แล้วล่ะ” เหอเว่ยตอบ แล้วก้มมองนาฬิกาบนข้อมือเพื่อยืนยันเวลา ก่อนจะต่อสายหาไป๋จี้อัน

ทางฝั่งไป๋จี้อันดูเหมือนจะยังไม่ยุ่งนัก เพราะเสียงโทรศัพท์เพิ่งดังไปแค่สองครั้งก็มีคนรับสายทันที

“เป็นอย่างไรบ้าง”

“ยังอยู่ในห้องฉุกเฉิน ตอนเพิ่งมาถึงเกิดอาการชักอย่างรุนแรง หมอเลยฉีดยากล่อมประสาทให้ ตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าอาการเป็นอย่างไร”

“รู้หรือยังว่าโดนพิษอะไรเข้าไป”

“ผลตรวจเลือดต้องใช้เวลารอหนึ่งชั่วโมง ตอนนี้ยังบอกไม่ได้”

เหอเว่ยพยักหน้าเบา ๆ “เข้าใจแล้ว เดี๋ยวฉันให้เฉินเจ๋อหยางไปแทนนาย พอเห็นเขาแล้วนายก็กลับบ้านได้เลย”

“ฝั่งนายเป็นไงบ้าง”

เหอเว่ยเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า “สี่ศพ”

“ไม่ใช่สามคน แต่เป็นสี่คน”

“เข้าใจแล้ว”

หลังจากวางสาย เหอเว่ยก็ไปเรียกเฉินเจ๋อหยาง และเมื่อเขากลับเข้ามาในห้องครัว ก็เห็นเฉิงนั่วกับเสี่ยวหมินกำลังพูดคุยอะไรกันอยู่

“มีอะไรหรือ”

“น่าสงสัยมาก” เฉิงนั่วกล่าว “ร่างของผู้เสียชีวิตทั้งสี่ไม่มีบาดแผลภายนอกเลย ถ้าเทียบกับการฉีดยาซึ่งมีโอกาสน้อยกว่า การได้รับพิษทางปากในขณะไม่รู้ตัวดูจะเป็นไปได้มากกว่า งั้นทำไมถึงไม่มีอาหารอะไรหลงเหลือเลยล่ะ”

“จริงด้วย” เสี่ยวหมินถือฝาหม้อไว้ในมือ “ในหม้อก็ไม่มีอะไรเหมือนกัน”

“แล้วขวดเครื่องดื่มล่ะ”

เสี่ยวหมินยักไหล่ “เหมือนกัน ไม่มีเลย”

“ถ้าอย่างนั้นก็เหลือความเป็นไปได้แค่สองทาง” เหอเว่ยมองทั้งสองคนพลางกล่าว “คือพวกเขากินหมดแล้ว หรือไม่ก็มีคนเก็บทิ้งไปหมดแล้ว”

เฉิงนั่วกล่าวว่า “แบบนี้ยิ่งแปลกใหญ่ ถ้าเป็นพิษร้ายแรงขนาดนั้น ไม่น่าจะออกฤทธิ์ช้าได้ถึงขนาดที่ยังมีเวลาจัดเก็บจานชาม แล้วทิ้งของที่กินไม่หมดได้เลยนะ?”

เหอเว่ยยืนกอดอก จ้องศพที่นอนอยู่บนพื้นด้วยสายตาครุ่นคิด “เพราะงั้น คนที่จัดการเก็บอาหารทิ้งไปก็คือคนร้าย”

เสี่ยวหมินเงยหน้ากวาดตามองรอบห้อง “ในครัวไม่มีกล้องวงจรปิด มีแค่ด้านนอกเท่านั้น”

“มีกี่ตัวก็ดูแค่นั้นแหละ” เรื่องภาพกล้องวงจรปิดขาดหายช่วงนี่ เขาเจอมาจนชินแล้ว

เมื่อพูดจบ เหอเว่ยก็ปล่อยให้เฉิงนั่วกับเสี่ยวหมินจัดการในครัว ส่วนตนเองกลับมายังห้องที่เคยมีศพสามร่าง ตอนนี้ศพถูกย้ายออกไปหมดแล้ว เหลือเพียงสภาพห้องที่ยุ่งเหยิง

จากรอยคราบลากที่ขาด ๆ ต่อ ๆ บนพื้นพอจะดูออกว่า ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวในห้องนี้เป็นผู้ที่คลานออกมาจากด้านใน

นั่นหมายความว่า ขณะเกิดเหตุ ภายในห้องเล็กมีคนอยู่สี่คน ส่วนในครัวมีอีกหนึ่งคน

เหอเว่ยนั่งยองลง ใช้มือที่สวมถุงมือเช็ดฟองสีขาวที่ตกอยู่บนพื้นเบา ๆ เขารู้สึกว่าภายในฟองนี้ไม่ใช่แค่น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารเท่านั้น แต่ยังมีบางอย่างที่มีเนื้อสัมผัสละเอียดกว่าอีกด้วย

มันเนียนนุ่ม ลื่นมือ ราวกับเศษไขมันที่ไม่มีน้ำหนัก

“เหอเว่ย!”

เสียงเรียกทำให้เขาหลุดจากภวังค์ เขารีบวิ่งกลับเข้าห้องครัว ทันทีที่ก้าวเข้าไป เสี่ยวหมินก็ยืนอยู่หน้าอ่างล้างจาน มือถืออ่างเซรามิกสีขาวอยู่

“ดูนี่สิ”

เสี่ยวหมินพลิกด้านในของอ่างให้ดู บริเวณขอบด้านในมีคราบลักษณะเป็นครีมข้นสีเดียวกับอ่าง ติดอยู่ไม่เด่นนัก

“นี่มัน… ครีมหรือ”

“ใช่แล้ว ครีมแน่นอน แล้วก็เป็นครีมจากพืชด้วย”

เหอเว่ยมองครีมที่ติดอยู่บนอ่างเซรามิก เขาหรี่ตาจ้องมองอย่างตั้งใจ เห็นว่าด้านบนของครีมนั้นยังมีผงขาวละเอียดลอยอยู่เล็กน้อย

“นี่คืออะไร?”

เสี่ยวหมินเหลือบตามองก่อนกล่าวว่า “น่าจะเป็นน้ำตาลไอซิ่ง ตอนนี้เค้กหลายแบบก็ใช้แบบนี้กันทั้งนั้น”

เหอเว่ยพยักหน้า แล้วยกมือซ้ายที่เพิ่งสัมผัสของกลางขึ้น “งั้นนี่ก็น่าจะใช่เหมือนกัน”

เฉิงนั่วเดินมาจากด้านหลังพวกเขา พร้อมกับถือเมนูในมือแล้วโบกไปมา “ดูจบแล้ว ร้านนี้บอกว่าเป็นร้านข้าวอบหม้อดินแบบกวางตุ้ง แต่รายการอาหารมีน้อยมาก แถมไม่มีจานไหนเลยที่ต้องใช้ครีม”

เสี่ยวหมินพยักหน้า “ในตู้เย็นกับช่องแช่แข็งก็ไม่พบครีมเลย”

“ทั้งสองที่ที่พบศพต่างก็เจอครีมหมด เพราะฉะนั้นของที่มีพิษร้ายแรงนั้นน่าจะเป็นขนมหวานที่มีครีมเป็นส่วนประกอบ…” เหอเว่ยมองดูจานพอร์ซเลนในมือเสี่ยวหมิน เส้นผ่านศูนย์กลางราวยี่สิบเซนติเมตร “ขนมหวานที่ต้องใช้อ่างใหญ่ขนาดนี้ใส่ถึงจะพอ แล้วยังสามารถแบ่งกันได้สี่คน เค้กครีม”

เฉิงนั่วเห็นด้วย “เค้กแปดนิ้วเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณยี่สิบเซนติเมตร จานพอร์ซเลนแบบนี้ครอบไม่มิด เพราะฉะนั้นขนาดเค้กดั้งเดิมน่าจะอยู่ที่หกนิ้วหรือน้อยกว่านั้น”

เสี่ยวหมินกล่าวว่า “แต่ถ้าเล็กกว่านี้ ก็คงแบ่งห้าคนไม่พอแน่”

“เรื่องมันแปลกก็ตรงนี้แหละ หกนิ้วก็ยังไม่พออยู่ดี”

เหอเว่ยไม่ได้ใส่ใจเรื่องขนาดเค้กเลยแม้แต่น้อย เขายังคงจ้องจานพอร์ซเลนไม่วางตา พลางเอ่ยว่า “ปกติเค้กก็มีกล่องของมันเองอยู่แล้ว ทำไมถึงต้องใช้กระเบื้องมาครอบแทน?”

“อาจจะเป็นเพราะกล่องมันใหญ่เกินกว่าจะใส่ได้” เสี่ยวหมินใช้มือข้างที่ว่างเปิดประตูตู้เย็นข้าง ๆ ด้านในเต็มแน่นไปด้วยวัตถุดิบ เหลือพื้นที่ว่างอยู่ช่องหนึ่ง ซึ่งชัดเจนมากว่าเว้นไว้สำหรับใส่เค้ก

เหอเว่ยกล่าวว่า “นั่นก็หมายความว่า กล่องเค้กอาจจะไม่ใช่สิ่งที่คนร้ายเป็นคนทิ้ง”

เฉิงนั่วกับเสี่ยวหมินหันมามองหน้ากันด้วยความตกตะลึง ดูเหมือนจะเหมือนถูกเหอเว่ยชี้แนะจนเข้าใจในทันที

“พวกเราพูดไปเมื่อกี้ว่า เหตุผลที่ในที่เกิดเหตุไม่พบเศษอาหารหลงเหลืออยู่เลย เป็นเพราะหลังจากที่ทุกคนได้รับพิษ มีคนเก็บกวาดอาวุธสังหารออกไป แต่เค้กที่อยู่ในตู้เย็นแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้กินทันทีที่ได้รับมา แต่เก็บไว้ก่อน แล้วค่อยหาโอกาสเหมาะกินทีหลัง อย่างนั้นคนร้ายจะมาอยู่ในช่วงเวลาที่ยังไม่มีใครตายได้อย่างไร? ยังสามารถเข้าใกล้ครัวถึงขนาดถอดกล่องเค้กออก เปลี่ยนเป็นจานพอร์ซเลน แช่เย็นเสร็จแล้วยังเอากล่องไปทิ้งอีก เว้นเสียแต่ คนร้ายเป็นคนในร้านเอง”

จบบทที่ 26 - คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 2

คัดลอกลิงก์แล้ว