- หน้าแรก
- แฟ้มคดีอาชญากรรม เทพกระหายเลือด
- 25 -คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 1
25 -คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 1
25 -คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 1
25 -คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 1
“ใครที่เดินผ่านหน้าประตู ใครที่จากไปทางนั้น ใครเจอกับใคร และใครลงมือฆ่าใคร”
“คนตาย?!”
เหอเว่ยเบิกตากว้างทันที เขามองไปยังตรอกที่พนักงานส่งอาหารวิ่งพุ่งออกมา มันเป็นตรอกแคบและมืด มีเพียงเสาไฟฟ้าสีเหลืองสลัวดวงเดียวซึ่งแทบไม่มีประโยชน์ รถก็ไม่สามารถเข้าไปได้
“นำทางไป”
ขาของพนักงานส่งอาหารยังอ่อนแรงอยู่ เขามองสองชายแปลกหน้าตรงหน้าแล้วพูดเสียงสั่นเครือ
“ผะ…ผ…ผมควรจะแจ้ง แจ้งความก่อนดีไหม?”
“บังเอิญจริงๆ ที่ฉันเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ” เหอเว่ยว่าแล้วก็คว้าแขนของอีกฝ่ายมากอดไว้ สั่งให้พาเขาไปยังที่เกิดเหตุ
ทว่าท่าทางของเหอเว่ยค่อนข้างหุนหันพลันแล่น จิตใจมัวแต่นึกถึงหน้างาน จึงไม่ได้สังเกตเลยว่า ขาของพนักงานส่งอาหารนั้นมีแผลถลอกที่หน้าแข้งและเข่า
ไป๋จี้อันที่เดินตามหลังมาเห็นแล้วรู้สึกไม่สบายใจ เขาจึงคว้ามือของเหอเว่ยไว้ แล้วหันไปถามพนักงานส่งอาหาร
“ที่ไหน บอกตำแหน่งคร่าว ๆ มา เดินตรงไปเลยใช่หรือไม่?”
“ใช่ครับ...เดินตรงไป แล้วพอเห็นตึกสีแดงให้เลี้ยวขวา ด้านหลังสวนหย่อมเล็ก ๆ นั่นแหละคือร้านอาหารแห่งนั้น”
“เข้าใจแล้ว” ไป๋จี้อันเงยหน้ามองเหอเว่ย
“นายไปก่อน ฉันจะจัดการเขาเอง”
เหอเว่ยมองพนักงานส่งอาหารแวบหนึ่ง แววตาลังเลเล็กน้อย
ไป๋จี้อันเดาออกจึงพูดว่า
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า มีแค่ไม่กี่คนหรอกที่จะล้มฉันได้ รีบไปเถอะ!”
เหอเว่ยพยักหน้าหนักแน่น
“งั้นก็รีบตามมาล่ะ”
เหอเว่ยรีบวิ่งไปตามเส้นทางที่พนักงานส่งอาหารบอก พอข้ามสวนหย่อมเล็ก ๆ ไป เขาก็มาถึงชั้นหนึ่งของย่านที่พักเก่าซึ่งถูกดัดแปลงให้กลายเป็นร้านค้า ป้ายร้านสีเหลืองสดพร้อมตัวอักษรสีแดงสด พออยู่ท่ามกลางความมืดของยามค่ำคืนกลับให้ความรู้สึกชวนขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
“阿麗粵式煲仔飯” (อาหลี่ข้าวหม้อดินสไตล์กวางตุ้ง)
เหอเว่ยมองลอดผ่านกระจกเข้าไปในร้าน แสงไฟในร้านยังคงสว่างเป็นปกติ ผนังไม่มีเลือด และในร้านก็ไร้ผู้คน หากไม่ใช่เพราะความเงียบที่ผิดปกติ เขาเกือบจะคิดว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงฝันร้ายของพนักงานส่งอาหารคนนั้น
เหอเว่ยเดินมาหยุดที่หน้าประตู ร้านใช้ประตูพลาสติกเสริมเหล็กแบบธรรมดาทั่วไป และมันก็ไม่ได้ล็อกไว้
เขาเอาถุงมือออกมาสวม พอจะเอื้อมมือจับลูกบิดประตู ก็ได้ยินเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวดดังออกมาจากข้างใน
“อื๊อ...ใครก็ได้...ช่วย...ช่วยฉันด้วย...”
หัวใจของเหอเว่ยกระตุก เขารีบเปิดประตูผลักเข้าไปทันที ตรงประตูร้านเดิมเคยเป็นระเบียงของบ้านพัก ถูกปรับให้กลายเป็นห้องเก็บวัตถุดิบอาหาร หากจะกินในร้านจะต้องเดินเข้าไปแล้วเลี้ยวซ้ายตรงระยะสองก้าว
เหอเว่ยหันไปทางซ้ายตามเสียงครวญคราง สิ่งที่เห็นคือผู้หญิงคนหนึ่ง เธอมีผมยาวสลวยยุ่งเหยิงกำลังคลานออกจากทางเดินด้วยความยากลำบาก เธอครวญครางพลางคลาน และด้านหลังของเธอยังมีคราบอาเจียนสีขาวอมเหลืองยาวเหยียดเป็นทางตามมาด้วย
เหอเว่ยรีบย่อตัวลงตรวจดูอาการบาดเจ็บของหญิงสาว นอกจากสติไม่แจ่มชัดและไม่สามารถสื่อสารได้แล้ว บนร่างของเธอก็ไม่มีบาดแผลภายนอกใด ๆ
“เป็นอย่างไรบ้าง?” ไป๋จี้อันที่เพิ่งมาถึงถามขึ้นทันที กลิ่นเหม็นคลุ้งทั่วทั้งห้องทำให้เขาต้องขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้
เหอเว่ยมองฟองสีขาวที่มีคราบเลือดปะปนบริเวณปากและจมูกของเธอ แล้วกล่าวว่า
“ถูกวางยา”
ไป๋จี้อันกดโทรศัพท์ทันที ขณะติดต่อรถพยาบาลก็ถามว่า
“นายติดต่อทีมแล้วหรือยัง?”
“เดี๋ยวนี้แหละ”
เฉินเจ๋อหยางได้รับข่าวจากเหอเว่ยแล้วรีบพาทีมแพทย์นิติเวชและเจ้าหน้าที่ตรวจหลักฐานมาที่เกิดเหตุทันที
“หัวหน้าเหอ!”
เหอเว่ยหันกลับไปเห็นเฉินเจ๋อหยางหอบหายใจหนัก ศีรษะเต็มไปด้วยเหงื่อ
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมพวกนายถึงมาช้าขนาดนี้?”
เฉินเจ๋อหยางแลบลิ้นเลียริมฝีปากแห้ง
“ที่นี่ลึกมาก เราเกือบจะหาสถานที่เกิดเหตุไม่พบแล้ว”
เดิมทีเขานึกว่าเหอเว่ยจะโกรธที่มาช้า เพราะปกติหัวหน้าคนนี้เกลียดที่สุดคือการทำงานชักช้า ทว่าครั้งนี้กลับไม่เลย ดูเข้าใจสถานการณ์อย่างยิ่ง ไม่แสดงอาการไม่พอใจแม้แต่น้อย
“เอาล่ะ รีบลงมือได้แล้ว”
แท้จริงแล้ว ตำแหน่งที่เกิดเหตุไม่ได้อยู่ในจุดที่ลึกลับนัก ที่มันหายากก็เพราะว่าร้านอาหารแห่งนี้ไม่ได้ตั้งอยู่ติดถนนใหญ่ หากแต่อยู่ลึกเข้าไปในซอกซอย
หมอชันสูตรศพ เฉิงนั่วยืนอยู่ที่ทางเดินแคบ ๆ ซึ่งคนสามารถเดินสวนกันได้เพียงทีละคน ที่นี่เป็นทางเชื่อมระหว่างประตูทางเข้ากับโถงหลักของร้านอาหาร
เขามองซ้ายแลขวา ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจ
ในสายตาเขา ร้านอาหารแห่งนี้นอกจากคับแคบแล้ว เรื่องสุขอนามัยก็ชวนกังวลอย่างยิ่ง วอลเปเปอร์เดิมที่เคยเป็นสีขาวน้ำนมนั้นถูกคราบเขม่าน้ำมันรมจนกลายเป็นสีเหลือง พวกบานประตูหน้าต่างพลาสติกผสมเหล็กก็มีชั้นคราบน้ำมันบาง ๆ เคลือบอยู่ราวกับจะสามารถสัมผัสได้ด้วยปลายนิ้ว
แค่เห็นก็หมดความอยากอาหารแล้ว
“คนปกติมีใครมาร้านแบบนี้บ้าง?” เขาพูดพลางย่นจมูก
“สั่งเดลิเวอรีไงล่ะ แค่หน้าร้านในแอปดูดี คนส่วนใหญ่ก็ไม่ดูรูปจริงของร้านหรอก”
เขาหันกลับไปเห็นเสี่ยวหมินจากหน่วยตรวจหลักฐานยืนยิ้มอยู่ด้านหลัง
เสี่ยวหมินเป็นที่รู้กันดีในทีมว่าเป็นนักสู้หญิงแกร่ง ไม่ว่าจะเกิดเหตุสยองเพียงใด เธอก็ไม่เคยแสดงอาการรังเกียจแม้แต่น้อย โดยปกติเธอไม่ค่อยยิ้มเลย หากวันไหนเห็นเธอยิ้มใส่ แปลว่าคุณอาจทำเรื่องที่เธอไม่พอใจเข้าแล้ว
“หมอเฉิง จะเข้าไหมคะ ถ้าไม่เข้า ก็หลีกทางเสียที”
แน่นอนว่าคำพูดนั้นประชดชัด ๆ
เฉิงนั่วรีบตอบ
“เข้า เข้า เดี๋ยวเข้าแล้ว”
ทั้งสองคนเดินเข้าไปในโถงร้าน แม้จะเรียกว่าโถง แต่พื้นที่ทั้งหมดก็แค่ราวยี่สิบตารางเมตร ผนังด้านซ้ายและขวาต่างมีโต๊ะสำหรับสี่คนนั่งตั้งอยู่ฝั่งละสองตัว ตรงกลางมีทางเดินแคบ ๆ พอให้คนเดินผ่านได้หนึ่งคน มุมต่าง ๆ ของห้องยังมีลังเครื่องดื่มขวดแก้วซ้อนกันอีกเป็นจำนวนมาก
ไม่ว่าใครที่ก้าวเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ ก็คงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขยะแขยงต่อสภาพบ้านที่ทั้งแคบและสกปรก
เมื่อเห็นพวกเขาเดินทางมาถึงเหอเว่ยก็โบกมือเรียก “มาพอดีเลย ลองตรวจดูหน่อยว่าใช่อาการถูกวางยาหรือเปล่า”
จนกระทั่งเหอเว่ยขยับตัวหลีกทาง ทุกคนถึงเพิ่งเห็นว่าถัดจากห้องโถงเล็กที่พวกเขายืนอยู่ ยังมีห้องอีกห้องหนึ่งซึ่งเคยเป็นห้องนอนที่ถูกดัดแปลง ภายในประตูห้องซึ่งเปิดค้างอยู่มีร่างของสามคน หญิงสอง ชายหนึ่ง นอนเรี่ยราดในสภาพระเกะระกะ
เมื่อเฉิงนั่วแต่งตัวเสร็จและก้าวเข้าไปในห้อง ทันใดนั้นกลิ่นเหม็นฉุนก็ทะลุทะลวงหน้ากากออกมา กระแทกจมูกอย่างรุนแรง
เฉินเจ๋อหยางยืนอยู่ด้านหลังเหอเว่ย เขาเอียงศีรษะไปชะโงกดูด้านใน แล้วใบหน้าก็หดเกร็งจนเห็นได้ชัด
“นี่พวกเขากินอะไรกันเข้าไป…” เขากวาดตามองดูเศษอาเจียนสีขาวปนเหลืองที่เกลื่อนอยู่บนพื้น บางจุดยังมีเศษก้อนเลือดสีแดงสดปะปนอยู่ “หัวหน้าครับ นี่ไม่น่าใช่อาหารเป็นพิษนะครับ”
เหอเว่ยหันไปมองเขาแวบหนึ่ง “ใครบอกนายว่าเป็นอาหารเป็นพิษ”
พอถูกถามแบบนั้น เฉินเจ๋อหยางก็ถึงกับรู้สึกกระอักกระอ่วน “ไม่มีใครบอกหรอกครับ ผมนึกไปเอง”
ตอนที่ติดตามพิกัดมาจนเจอร้านอาหารแห่งนี้ ความคิดแรกที่แล่นเข้ามาในหัวเขาก็คือ ‘ต้องเป็นอาหารเป็นพิษแน่ ๆ’
“ไม่เพียงแค่ถูกวางยา แต่ยังเป็นยาพิษร้ายแรง เวลาตายใกล้เคียงกันทั้งหมด ไม่เกินสองชั่วโมง” เฉิงนั่วเดินออกมาจากห้อง ถอดถุงมือและหน้ากากออกก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
“ยาพิษร้ายแรงงั้นหรือ”
“อืม แต่จะเป็นพิษชนิดไหนนั้น ต้องรอผลชันสูตรศพอย่างละเอียดอีกที”
เหอเว่ยมองเข้าไปในห้องที่ข้าวของกระจัดกระจายเต็มไปหมด ถามว่า “มีพิษชนิดไหนบ้างที่ทำให้เกิดอาการชักอย่างรุนแรงได้”
เฉิงนั่วส่ายหน้า “เยอะมากครับ คัดแยกไม่ไหวหรอก”
“งั้นก็ได้ รอรายงานของนายก็แล้วกัน”
“ยังมีรายงานของฉันด้วย”
สิ้นคำ เสี่ยวหมินก็เดินเบียดผ่านทั้งสามคนออกมาอย่างเงียบ ๆ พร้อมกับถุงใส่หลักฐานที่เก็บรวบรวมมาเรียบร้อยแล้ว ภายในถุงพลาสติกใสมีของบางอย่างที่มีความชื้นสูง แกว่งไกวไปมา
เมื่อถุงหลักฐานมาอยู่ในระยะสายตา เฉิงนั่วกับเฉินเจ๋อหยางก็ตาโตขึ้นมาทันที แล้วพากันขยับตัวหลบไปด้านหลังเหอเว่ยโดยไม่ได้นัดหมาย