- หน้าแรก
- แฟ้มคดีอาชญากรรม เทพกระหายเลือด
- 15 - คดีฆาตกรรมบ้านพักรายวัน หน้าที่ 15
15 - คดีฆาตกรรมบ้านพักรายวัน หน้าที่ 15
15 - คดีฆาตกรรมบ้านพักรายวัน หน้าที่ 15
15 - คดีฆาตกรรมบ้านพักรายวัน หน้าที่ 15
เมื่อก้าวผ่านประตูหน้าบ้าน สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาคือโถงเล็ก ๆ ที่พอเดินเพียงสามก้าวก็ถึงห้องถัดไป ภายในบ้านมีเคาน์เตอร์ครัวและเตาแก๊สติดตั้งอยู่ ด้านในสุดเป็นระเบียงที่เปิดออกสู่ลานหลังบ้าน
ตัวบ้านแบ่งเป็นห้องนอนสองห้อง ติดกับครัวทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก
จ้าวเม่ยหลาน เชิญทั้งสองไปยังห้องฝั่งตะวันออก
ภายในมีข้าวของเพียงเท่าที่จำเป็น ไม่มีสิ่งของรก ๆ หรือเครื่องใช้อะไรที่ดูผ่านมือบ่อยครั้ง
บรรยากาศเงียบงัน ไร้ร่องรอยของการใช้ชีวิต
ไป๋จี้อันกวาดตามองไปรอบห้อง ก่อนจะเอ่ยถาม
“อยู่คนเดียวเหรอครับ?”
“ใช่ค่ะ”
เมื่อพูดถึงครอบครัว สีหน้าของจ้าวเม่ยหลานไม่ได้แสดงความเศร้าเสียใจใด ๆ ราวกับเคยชินกับการใช้ชีวิตเพียงลำพัง และยอมรับความสูญเสียได้อย่างเงียบงัน
“สามีของฉันเสียชีวิตด้วยโรคภัยเมื่อสองปีก่อน ส่วนลูก... ไปทำงานในเมืองใหญ่แล้วค่ะ”
“ลูก?”
สีหน้าของทั้งเหอเว่ยและไป๋จี้อันเปลี่ยนไปเล็กน้อย ดูมีแววสงสัย
จ้าวเม่ยหลานเองก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไป จึงถามอย่างระแวดระวัง
“ทำไมเหรอคะ? เกิดอะไรขึ้น?”
ไป๋จี้อันพูดเสียงนุ่ม แต่เจือด้วยความจริงจัง “ขอโทษที่ต้องถามตรง ๆ ครับ... ขื่อของลูกสาวคุณคือ?”
จ้าวเม่ยหลานขมวดคิ้วช้า ๆ ดูเหมือนไม่เข้าใจ เพราะเมื่อครู่ตอนเปิดประตู พวกเขาก็ถามเธออยู่แล้วว่าเธอเป็นแม่ของเจี้ยนผิงใช่ไหม
“ลูกของฉัน... ชื่อเจี้ยนผิงค่ะ”
เหอเวยถามต่อทันที “แล้วครั้งสุดท้ายที่คุณได้เจอเจี้ยนผิงคือเมื่อไหร่?”
“ครั้งสุดท้าย...”
เมื่อพูดถึงลูกสาว ความเศร้าก็ไหลบ่าเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว
“หลังเรียนจบมหาวิทยาลัย เธอบอกว่าจะไปหางานทำในเมืองใหญ่... หลังจากนั้นก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย แม้แต่ตอนพ่อของเธอเสีย เธอก็ไม่ได้กลับมาร่วมงานศพ”
“บางที... มันอาจไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากกลับมา” เหอเว่ยพูดขึ้นเบา ๆ แต่ทว่าหนักแน่น
คำพูดนั้นทำให้จ้าวเม่ยหลานเหมือนถูกกระชากจากห้วงความคิด เธอเบิกตากว้าง จ้องเขม็ง
“หมายความว่าไงคะ? เกิดอะไรขึ้นกับลูกสาวฉัน?”
เหอเว่ยกำลังจะตอบ แต่ไป๋จี้อันคว้าแขนไว้ทัน
เขาส่ายหน้าเล็กน้อย สื่อให้อีกฝ่าย ‘อย่าเพิ่งพูด’
“ตกลงมันยังไงกันแน่! ลูกฉัน... ลูกฉันเป็นอะไรไป? พวกคุณรู้ใช่ไหม?!”
น้ำเสียงของจ้าวเม่ยหลานสั่นพร่า เต็มไปด้วยความกลัวและคาดหวังในเวลาเดียวกัน
ไป๋จี้อันพยายามยิ้มให้บาง ๆ พลางส่ายหน้าเบา ๆ
“เรื่องของเจี้ยนผิง... ตอนนี้เรายังไม่สามารถสรุปอะไรได้ครับ ยังเร็วเกินไปที่จะฟันธง”
“แต่เมื่อกี้เขา...!”
“ผู้กองเหอเพียงแค่ไม่เชื่อว่า ลูกสาวคนหนึ่งจะตั้งใจไม่มางานศพพ่อเท่านั้นเอง เขาเชื่อว่าเธอต้องมีเหตุจำเป็นจริง ๆ ที่ไม่สามารถกลับมาได้”
…
แสงในดวงตาของจ้าวเม่ยหลานหรี่ลงราวกับตะเกียงใกล้ดับ
เธอย่อตัวลงช้า ๆ นั่งบนขอบเตียงอย่างหมดแรง ร่างทั้งร่างดูเหมือนหุ่นกระดาษที่ถูกดูดกลืนพลังชีวิตจนหมดสิ้น
“ที่ผ่านมา... คุณไม่ได้รับข่าวจากเจี้ยนผิงเลยเหรอครับ?” ไป๋จี้อันถามด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“ไม่เคยเลยค่ะ”
จ้าวเม่ยหลาน ส่ายหัวช้า ๆ น้ำเสียงเจือความเศร้าแบบที่ซ่อนไว้ไม่มิด “ลูกคนนั้น... เดิมทีก็ไม่เคยเป็นแบบนี้เลย บางที... เขาอาจจะโกรธพวกเราก็ได้ ถึงไม่ยอมติดต่อกลับมาเลยจนถึงตอนนี้”
“โกรธเหรอครับ?” ไป๋จี้อันถามพลางเลิกคิ้ว “เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า?”
“ก็ไม่มีอะไรใหญ่โตนักหรอกค่ะ... เรื่องมันนานมาแล้ว”
ว่าแล้วเธอก็ถอนหายใจ แต่ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง จู่ ๆ ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เธอเงยหน้ามองชายสองคนตรงหน้า พลางถาม
“ว่าแต่... ตำรวจมาหาฉัน มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ?”
เหอเว่ยอ้าปากจะพูด แต่แล้วก็นึกถึงตอนที่ตนเองเกือบหลุดปากไปก่อนหน้านี้ เพราะถูกไป๋จี้อันห้ามไว้
ครั้งนี้ เขาจึงเลือกที่จะเงียบ แล้วหันไปหาอีกฝ่ายแทน
แต่แล้ว... ไป๋จี้อันกลับไม่ตอบกลับมาในทันที
เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย สายตาจับจ้องไปยัง ตู้ไม้ ที่อยู่ด้านหลังจ้าวเม่ยหลาน
บนตู้มีกรอบรูปตั้งอยู่สี่ใบ
จ้าวเม่ยหลานหันไปมองตามสายตาของเขา กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง
แต่ไป๋จี้อันก็เอ่ยขึ้นก่อน
“ขอดูรูปพวกนั้นหน่อยได้ไหมครับ?”
“ทั้งหมดเลยเหรอ?”
“ได้จะดีมากครับ”
จ้าวเม่ยหลานยื่นรูปให้เขาด้วยมือที่สั่นน้อย ๆ สีหน้าเริ่มเคร่งเครียดขึ้นเรื่อย ๆ
“ตกลงพวกคุณมาหาฉันเพราะเรื่องอะไรกันแน่? หรือว่า... เจี้ยนผิงเกิดเรื่อง? เธอทำผิดกฎหมาย? หรือไปพัวพันกับอะไรเข้า?”
ไป๋จี้อันไม่ได้ตอบในทันที เขาก้มมองรูปถ่ายในมือ
ผ่านไปครู่หนึ่ง จึงเงยหน้าขึ้นถามด้วยน้ำเสียงนิ่ง
“คุณมีลูกสองคนใช่ไหมครับ?”
คำถามนั้นทำเอาห้องเงียบลงทันที
ไม่เพียงแต่จ้าวเม่ยหลานที่ตะลึง เหอเว่ยเองก็อึ้งไปเหมือนกัน
เขารีบเอื้อมมือมาคว้ากรอบรูปจากมือไป๋จี้อันมาดู
ภาพในนั้นดูแปลกตา มันไม่ใช่รูปถ่ายปกติ แต่เป็นภาพที่ตัดต่อจากรูปหลาย ๆ ใบมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน ทั้งรูปคน ทั้งวิวฉากหลัง เหมือนภาพในสมุดไดอารี่ของเด็กสาวที่เคยฮิตในสมัยก่อน
แบบที่เด็กผู้หญิงจะตัดภาพนักร้องที่ชอบจากนิตยสารมาติดรวมไว้ แล้วตกแต่งเขียนคำหวาน ๆ กำกับ
สร้างเป็นโลกในจินตนาการที่มีแค่เธอกับคนในภาพเท่านั้น
“แล้วนายดูออกได้ยังไง?” เหอเว่ยขมวดคิ้ว
เพราะไม่ว่าเขาจะมองยังไง คนในกรอบรูปทั้งสี่ก็เป็นแค่ เจี้ยนผิง คนเดียวทั้งนั้น
ไป๋จี้อันไม่ตอบ เขาเพียงแต่จ้องจ้าวเม่ยหลานด้วยแววตานิ่งสงบ... รอคำตอบจากเจ้าตัว
หลังความเงียบอึดใจหนึ่ง จ้าวเม่ยหลานก็พยักหน้าช้า ๆ
“ใช่... ฉันเคยมีลูกสองคน”
“เคย?” เหอเวยถามต่อ
เธอถอนหายใจเบา ๆ ดวงตาคลอด้วยน้ำ
“อีกคนชื่อ เจี้ยนอัน ค่ะ... เสียไปเมื่อห้าปีก่อน จากอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน”
หัวใจล้มเหลว... เสียชีวิต…
ทุกคำที่เธอพูด ล้วนเกี่ยวพันกับ “คดีฆาตกรรมในบ้านพักรายวัน” โดยตรง
“ถ้าเป็นไปได้... ช่วยเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับวันที่เจี้ยนอันเสียชีวิตให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหมครับ”
น้ำเสียงของ ไป๋จี้อัน ตรงไปตรงมาตามนิสัย เขาใส่ใจเพียงว่าเรื่องนั้นเกี่ยวพันกับคดีหรือไม่
แต่ในบางครั้ง... ความซื่อตรงเช่นนั้น ก็ทำให้เขาดูเย็นชาเกินไป
เขาไวต่อเบาะแส แต่กลับไม่รู้ตัวเลยว่า แววตาของจ้าวเม่ยหลานในตอนนี้เต็มไปด้วยความกระวนกระวาย
เหอเว่ยเห็นท่าไม่ดี รีบพูดเสริมขึ้นทันที
“เรามาที่นี่เพื่อสอบสวนคดีจริงครับ แต่คุณวางใจได้ ลูกสาวของคุณไม่ได้เป็นอะไร”
“งั้นพวกคุณมาหาฉันทำไม?”
“ในขณะคดียังอยู่ระหว่างสอบสวน รายละเอียดบางอย่างยังเปิดเผยไม่ได้ครับ ขออภัยด้วย”
จ้าวเม่ยหลานทำอะไรไม่ได้นอกจากถอนหายใจยาว
เพราะถ้าเธอไม่ยอมให้ความร่วมมือ ก็รู้ดีว่า... ตำรวจสองคนนี้คงไม่ยอมกลับไปง่าย ๆ
เธอเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะตัดใจเล่าย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ที่เธอไม่อยากจดจำที่สุดในชีวิต
“เมื่อห้าปีก่อน... ฉันจำได้แม่นเลย ตอนนั้นเป็นช่วงหน้าร้อน
เป็นวันที่สองของปิดเทอมฤดูร้อนของ เสี่ยวผิง (เจี้ยนผิง) วันนั้น เจี้ยนผิงเพิ่งกลับมาบ้านหลังสอบปลายภาคจบ”
แต่ก่อนหน้านั้นหนึ่งคืน เธอไม่อาจข่มตาหลับ
เป็นครั้งแรกเลย... ที่ลูกสาวคนเก่งของเธอ ไม่รีบกลับมาทันทีหลังสอบจบเหมือนทุกปี
เจี้ยนผิงเป็นเด็กเรียนดีมาตลอด
ตอนโตขึ้นยิ่งกลายเป็นความภาคภูมิใจของทั้งครอบครัว
และไม่ใช่แค่ตระกูลเจี้ยนเท่านั้น แต่ทั้งหมู่บ้านซิงหลงก็พูดถึงเธอเสมอ
เธอคือ “ดาวประจำหมู่บ้าน” คนแรกที่ได้เป็นนักศึกษา
ดังนั้น... สำหรับจ้าวเม่ยหลาน เธอกล้าสาบานต่อฟ้าว่า
ทุกอย่างที่ทำลงไป ก็เพื่อเจี้ยนผิง
เธอทุ่มเททุกอย่างเพื่อดูแลลูกคนนี้
...แต่สำหรับลูกอีกคน
ก่อนวันนั้นก่อนที่ เจี้ยนอัน จะจากไป
จ้าวเม่ยหลานไม่เคยรู้สึก “ผิด” เลยสักนิด
ตั้งแต่เด็ก ทั้งเจี้ยนผิงและเจี้ยนอันต่างก็มีปัญหาสุขภาพ
หลังคลอดไม่นาน หมอบอกทั้งคู่เป็นโรคหัวใจแต่กำเนิด
สำหรับครอบครัวยากจนอย่างตระกูลเจี้ยน มันคือ ฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ
ผลตรวจละเอียดออกมา เจี้ยนอันมีอาการหนักกว่ามาก
ในขณะที่เจี้ยนผิงนั้น แทบจะเรียกได้ว่าอาการใกล้เคียงกับคนปกติ
เจี้ยนอันร่างกายอ่อนแอ ต้องหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นทุกชนิด
แม้แต่กิจกรรมธรรมดาก็ทำไม่ได้เหมือนคนทั่วไป
หมอแนะนำชัดเจนว่า ควรรีบพาเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลทันที
แต่ปัญหาคือ... ไม่มีเงิน
สามีของเธอ เจี้ยนหลินเจียง ในฐานะหัวหน้าครอบครัว ต้องเป็นคนตัดสินใจสุดท้าย
ตอนแรก จ้าวเม่ยหลานก็คิดว่า คงจะเลือกไม่รักษา แล้วพาลูกกลับบ้านดูแลตามมีตามเกิด
และตอนที่อยู่โรงพยาบาล เขาก็ทำเหมือนที่เธอคาดไว้
แต่…
ทันทีที่เธออุ้มเจี้ยนอันที่กำลังหลับกลับถึงบ้าน
ยังไม่ทันวางเท้าเข้าบ้านดี
คำพูดของสามีก็เหมือนมีดแทงเข้ากลางใจ
“...โยนมันทิ้งไปซะ”