- หน้าแรก
- ยอดคนแห่งวิถีสวรรค์
- บทที่ 3 สร้างจากความว่างเปล่า
บทที่ 3 สร้างจากความว่างเปล่า
บทที่ 3 สร้างจากความว่างเปล่า
ซูเก่อไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองได้ถูกเจียงเยี่ยนกับพวกเข้าใจผิด คิดว่าเขาคือผู้ยิ่งใหญ่ระดับนิพพาน
แต่ถึงแม้เขาจะรู้เข้า ก็คาดว่าเขาคงไม่ใส่ใจอยู่ดี
พลังบำเพ็ญชั่วคราวจะรุนแรงเพียงใด ท้ายที่สุดก็ย่อมหายไป
สิ่งที่เขาสามารถพึ่งพาได้อย่างแท้จริง มีเพียงพลังบำเพ็ญถาวรเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ จิตใจของเขาจึงมั่นคงเสมอ
มิได้หลงระเริงเพราะพลังที่เพิ่มขึ้นชั่วคราวแม้แต่น้อย
ในใจลึกๆ เขายังคงเป็นเพียงซูเก่อ
ศิษย์ระดับห้าห้องหนึ่งของสำนักโยงปิงสาขาราชวงศ์ต้าเซี่ย
“พวกท่านไม่เป็นอะไรกันใช่ไหม?”
ซูเก่อเหลือบตามองปีศาจต่างมิติที่กำลังกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด
จากนั้นจึงหันไปมองพวกของเจียงเยี่ยน
นอกจากเจ้าสำนักเจียงเยี่ยนแล้ว
ท่านอาจารย์อีกสามคนเขาก็รู้จักดี
ทั้งสามล้วนเป็นเสาหลักของสำนักโยงปิงสาขาราชวงศ์ต้าเซี่ย
มีบทบาทสำคัญในสาขานั้นเป็นอย่างมาก
ใต้หน้ากาก พวกเจียงเยี่ยนมองไม่เห็นใบหน้าของเขา
เพียงรู้สึกได้ว่าเสียงของเขาแฝงความเยาว์วัยอยู่บ้าง
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่ให้ความช่วยเหลือ”
เจียงเยี่ยนสูดลมหายใจลึก กล่าวด้วยความเคารพว่า
“พวกข้ายังไม่มีอันใดร้ายแรง”
อาจารย์วัยกลางคนหลายคนไม่กล้าหายใจแรงแม้แต่น้อย
เกรงว่าหากเผลอพูดสิ่งใดไม่เหมาะสม
จะทำให้ผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ไม่พอใจ
พวกเขาทั้งหมดต่างก้มตัวแสดงความเคารพ
ด้วยท่าทีที่เคารพนอบน้อมอย่างที่สุด
เมื่อสัมผัสได้ถึงท่าทีเคารพจากเหล่าอาจารย์
รวมถึงตัวของเจียงเยี่ยนเอง
ซูเก่อก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
ต้องเข้าใจว่า ก่อนหน้านี้ คนพวกนี้ล้วนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่เขาได้แต่มองจากเบื้องล่าง
แต่ตอนนี้ กลับกลายเป็นว่าผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้
ต่างก็แสดงความเคารพเขาทีละคน
ราวกับศิษย์ธรรมดาที่นอบน้อมต่อท่านอาจารย์ในยามปกติ
ในสายตาเขา เจียงเยี่ยนกับพวกคือตัวแทนของผู้ยิ่งใหญ่
แต่ในสายตาของเจียงเยี่ยนกับพวก
เขาต่างหากคือผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริง
ระดับนิพพาน—ระดับพลังที่แท้จริง
เพียงลำพังสามารถปราบปรามอาณาจักรทั้งอาณาจักรได้อย่างเด็ดขาด!
“โฮก——”
ซูเก่อได้ยินเสียงคำรามของปีศาจต่างมิติดังขึ้นจากด้านหลังอย่างกะทันหัน
เจียงเยี่ยนอุทานด้วยความตกใจ
“ท่านผู้อาวุโสระวัง!”
เหล่าอาจารย์ต่างก็เปลี่ยนสีหน้าในทันที
ซูเก่อหันกลับไปพอดีกับที่เห็นปีศาจต่างมิติกำลังพุ่งทะยานเข้ามา ร่างกายอันมหึมาของมันพุ่งตรงมาพร้อมพลังที่น่าหวาดผวาอย่างที่สุด ทำเอาใจคนดูสั่นระรัว
“พึ่บ! พึ่บ!”
ทุกย่างก้าวของมัน ทำให้ทั้งยอดเขาสะเทือน
ฝ่าเท้าอันใหญ่โตของมัน เหยียบย่ำลงบนพื้นแต่ละจุด
ก็ทิ้งร่องรอยเป็นหลุมลึกมหึมาทีละหลุม
รอบหลุมเต็มไปด้วยรอยร้าวประหนึ่งใยแมงมุม
ซูเก่อเตรียมสะบัดกระบี่ออกต่อสู้
แต่ก็พบว่ากระบี่ยาวนั้นได้แตกสลายไปแล้ว ทำให้เขาขมวดคิ้วแน่น
เมื่อกระบี่แตกแล้ว ซูเก่อก็ไม่ลังเล
เขาโยนด้ามกระบี่ทิ้ง แล้วพุ่งเข้าหาปีศาจต่างมิติด้วยมือเปล่า!
ในพริบตานั้น
หนึ่งใหญ่หนึ่งเล็ก สองหมัดของซูเก่อกับปีศาจต่างมิติปะทะกันกลางอากาศ!
“ตูม——!”
แรงกระแทกอันน่าสะพรึงแผ่กระจายออกไปรอบทิศ
ทั้งภูเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ในลมหายใจนั้น ซูเก่อยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง
แต่ร่างอันใหญ่โตของปีศาจต่างมิติกลับถูกกระแทกกระเด็นไปไกลหลายสิบจั้ง
กระแทกลงบนพื้นอย่างรุนแรง จมทะลวงเข้าสู่ใต้พื้นภูเขา
แรงกระแทกที่น่าสะพรึงกลัว
ทำให้ภูเขากว่าครึ่งลูกพังทลายลงทันที
ส่วนอีกครึ่งที่เหลือก็เริ่มสั่นคลอนใกล้จะถล่มตาม
เพียงไม่กี่ลมหายใจถัดมา
อีกครึ่งของภูเขาก็ไม่อาจต้านทานได้อีก
พังทลายลงอย่างรวดเร็ว
เจียงเยี่ยนและเหล่าอาจารย์รีบหลบหนีออกจากอาณาบริเวณของภูเขา
เมื่อหลุดพ้นออกมาได้ พวกเขาจึงหันกลับไปมองยังกองหินถล่มที่เต็มไปด้วยควันหมอก
ที่นั่น เดิมเคยเป็นยอดเขาสูงตระหง่าน
แต่ตอนนี้ เหลือเพียงกองเศษหิน
หนึ่งกระบี่ หนึ่งหมัด
สองการลงมือ—ทำลายยอดเขาไปทั้งลูก!
นี่หรือคือพลังของผู้ยิ่งใหญ่ระดับนิพพาน?
ช่างรุนแรงเสียจนเกินกว่าขอบเขตของกฎใดๆ!
เหล่าอาจารย์วัยกลางคนแต่ละคน
ดวงตาเริ่มเปล่งประกายคลั่งไคล้
สายตาที่มองไปยังเงาร่างที่เลือนรางในหมอกนั้น
เต็มไปด้วยความศรัทธาและเคารพอย่างสุดซึ้ง
แม้ในความฝัน พวกเขาก็ปรารถนาจะมีพลังเช่นนี้สักครั้ง
“ต่อให้เป็นในสำนักโยงปิงสำนักหลัก
ผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ก็ต้องมีสถานะอันยิ่งใหญ่ไม่แพ้ใครแน่แท้…”
เหล่าอาจารย์วัยกลางคนแต่ละคนล้วนแสดงออกถึงความเคารพบูชาอย่างลึกซึ้ง
เจียงเยี่ยนเองก็อดไม่ได้ที่จะตะลึงในพลังที่ซูเก่อแสดงออกมา
หากไม่ใช่เพราะการต่อสู้ระหว่างซูเก่อกับปีศาจต่างมิติยังไม่สิ้นสุด
เขาคงอดใจไม่ไหวที่จะพุ่งเข้าไปเชิญชวนให้ซูเก่อเข้าร่วมกับสำนักโยงปิงสาขาราชวงศ์ต้าเซี่ยในทันที
แม้แต่ตำแหน่งเจ้าสำนักเขาก็ยินดีจะสละให้โดยไม่ลังเล
หากสาขาราชวงศ์ต้าเซี่ยมีบุคคลเช่นนี้ประจำอยู่
ในภายภาคหน้าจะต้องรุ่งเรืองขึ้นอย่างแน่นอน จะมีอะไรให้น่าเป็นห่วงอีกเล่า?
“ตูม——”
ท่ามกลางกลุ่มควันหนาแน่น
ฝุ่นดินและก้อนหินพลันกระเด็นกระจาย
ปีศาจต่างมิติพุ่งทะลวงพื้นดินออกมาอีกครั้ง!
ซูเก่อเดิมคิดว่ามันจะยังคงบุกโจมตี
แต่คาดไม่ถึงว่า
มันเพียงแค่มองเขาแวบหนึ่ง
แล้วก็หันหลังหนีทันที โดยไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามอง
การปะทะกันสองครา
ได้ทำให้มันเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า
มนุษย์ลึกลับผู้นี้ หาใช่ศัตรูที่มันสามารถต่อกรได้
หากยังดื้อดึงต่อไป ผลลัพธ์มีเพียงหนึ่งเดียว—
ความตาย!
มันอยากจะหนี
แต่น่าเสียดายที่ซูเก่อไม่เปิดโอกาสแม้แต่น้อย
เพียงเห็นว่า
ซูเก่อยกเท้าตบพื้น พุ่งไล่ตามปีศาจต่างมิติอย่างฉับไว
จากนั้นคว้าจับแขนข้างหนึ่งที่แทบจะใช้การไม่ได้ของมัน
แล้วเหวี่ยงราวกับค้อนเหล็ก
ทุบลงสู่พื้นอย่างรุนแรง!
“พึ่บ! พึ่บ! พึ่บ! พึ่บ! พึ่บ!”
ซ้ายที ขวาที ซ้ายที ขวาที
วนซ้ำไปมาไม่หยุด
ราวกับค้อนเหล็กของยักษ์อสูร
ทุบทำลายพื้นดินจนแตกกระจาย
เกิดเป็นหลุมลึกมหึมาสองแห่ง
และทั้งสองหลุมนั้นยังคงขยายตัวออกเรื่อยๆ
ร่างกายผอมเพรียวของซูเก่อ
กลับแผ่กลิ่นอายรุนแรงประหนึ่งอสูรไดโนเสาร์ในร่างมนุษย์
ดุร้ายเสียยิ่งกว่าปีศาจต่างมิติ
ราวกับว่า
สถานะของเขากับมันถูกสลับกัน
พลังอันน่าสะพรึงกลัวนี้
ไม่ว่าใครที่ได้เห็น ล้วนขนลุกซู่!
เหล่าอาจารย์วัยกลางคนพากันกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
เสียงกระแทกแต่ละครั้ง
ราวกับทุบลงบนหัวใจพวกเขาโดยตรง—
รุนแรงเกินทานทน!
ซูเก่อทุบกระแทกลงพื้นต่อเนื่องสิบกว่าครั้ง
จนพื้นดินยุบลึกลงไปนับสิบจั้ง
จากนั้นจึงมีเสียงกลไกของระบบดังขึ้นข้างหู
[ติง! ขอแสดงความยินดี โฮสต์ทำภารกิจว่าจ้างสำเร็จ อีกสิบนาทีหลังจากนี้ ระบบจะเรียกคืนพลังบำเพ็ญชั่วคราว และมอบรางวัลให้]
ซูเก่อจึงหยุดมือ
มองไปยังปีศาจต่างมิติเพียงครั้งเดียว
บัดนี้
ปีศาจต่างมิติไม่เหลือเค้าเดิมอีกต่อไป
กลายเป็นเพียงกองเนื้อเน่าเปื่อย
กระดูกแหลกละเอียด
ตายสนิทจนมิอาจตายได้ยิ่งกว่านี้อีกแล้ว
อีกสิบนาที… เวลาช่างกระชั้นนัก
ซูเก่อจำต้องจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
ยิ่งไกลเท่าใด ยิ่งดีเท่านั้น
“ปีศาจต่างมิติถูกจัดการเรียบร้อย ขอลา”
ซูเก่อกล่าวพร้อมรีบร้อนจากไป.
“ช้าก่อน!”
เจียงเยี่ยนรีบร้องเรียกขึ้นว่า
“ท่านผู้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ ขอทราบแซ่และนามได้หรือไม่?”
อาจารย์วัยกลางคนหลายคนไม่กล้าแม้แต่จะเปล่งเสียง
พวกเขาถูกภาพลักษณ์อันยิ่งใหญ่ของซูเก่อทำให้หวาดกลัวจนขาดคำพูด
ซูเก่อชะงักเท้า
เดิมทีเขาไม่ต้องการกล่าวอะไรมากนัก เพราะเกรงจะเปิดเผยบางอย่าง
แต่เมื่อพิจารณาว่าพลังบำเพ็ญถาวรของตนกำลังจะพุ่งทะยาน
อาจทะลวงถึงระดับแก่นวิญญาณ หรือแม้กระทั่ง ระดับเทียนกัง
เมื่อถึงตอนนั้น อาจดึงดูดความโลภของผู้คนบางกลุ่ม
พลันเกิดความคิดขึ้นในใจ เขาจึงกล่าวอย่างสงบนิ่ง
“พวกท่านอาจเรียกข้าว่า… หลี่สวินฮวน”
หลี่สวินฮวน—ชื่อที่เคยปรากฏอยู่ในความฝันของซูเก่อนับครั้งไม่ถ้วน
ครั้งนี้ เขาจึงหยิบมันมาใช้เสียเลย
“ขอถามท่านหลี่สวินฮวน หากพวกข้าปรารถนาจะเยี่ยมเยียนท่านในภายหน้า ควรไปที่ใด?”
เจียงเยี่ยนประนมมือคารวะ
แม้ว่าเสียงของซูเก่อจะฟังดูแฝงความเยาว์วัย
แต่เขาย่อมไม่กล้าปฏิบัติต่ออีกฝ่ายดั่งคนหนุ่มธรรมดา
ซูเก่อส่ายศีรษะ แล้วกล่าว
“ข้าได้รับมอบหมายจากท่านอาจารย์ให้มาตามหาศิษย์น้องเล็ก
เมื่อพบเขาแล้วก็ต้องกลับไป เกรงว่าพวกท่านคงยากจะได้พบข้าอีก”
เพียงประโยคสั้นๆ
กลับเปิดเผยข้อมูลจำนวนมาก
“ท่านผู้อาวุโสพลังลึกล้ำ คงมิใช่ต่ำกว่าระดับนิพพานกระมัง?”
เจียงเยี่ยนลองหยั่งเชิงเอ่ยถาม
“ระดับพลังเช่นนี้… ท่านยังมิได้รับอณุญาติออกจากสำนักอีกหรือ?”
เหล่าอาจารย์วัยกลางคนก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงในใจ
ไม่นึกเลยว่าผู้ยิ่งใหญ่ระดับนิพพานเช่นนี้
ยังจะมีพื้นเพที่น่าหวาดเกรงยิ่งกว่าอีก
ซูเก่อไม่คิดว่าเจียงเยี่ยนกับคนอื่นจะเข้าใจผิดว่าตนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ระดับนิพพาน
แต่เขาก็ไม่อธิบาย เพียงแต่ยิ้มอย่างฝืนใจ
“ข้ายังห่างไกลจากเกณฑ์การออกท่องโลกมากนัก”
เจียงเยี่ยนกับพวกเหลือบมองสบตากัน
ล้วนเห็นความตะลึงในดวงตาของกันและกัน
ถึงกับ...ผู้ยิ่งใหญ่ระดับนิพพานยังมิอาจออกจากสำนักได้?
เช่นนี้… นี่มันสำนักเซียนระดับไหนกันแน่!?
เจียงเยี่ยนเอ่ยด้วยความระมัดระวังว่า
“ขออภัยที่อาจล่วงเกิน ขอทราบได้หรือไม่ว่า ศิษย์น้องของท่านคือใคร?”
ศิษย์น้องของผู้ยิ่งใหญ่ ย่อมต้องเป็นผู้ที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน
ดึงตัวผู้ยิ่งใหญ่ไม่ได้ การดึงตัวศิษย์น้องของผู้ยิ่งใหญ่ก็ไม่เลว
“ศิษย์น้องเล็กผู้นี้ เป็นศิษย์คนสุดท้ายที่ท่านอาจารย์รับไว้ เข้าสำนักเมื่อสี่ปีก่อน ได้รับความไว้วางใจจากท่านอาจารย์อย่างมาก”
ซูเก่อกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เพียงแต่เพื่อฝึกฝนจิตใจของศิษย์น้อง ท่านอาจารย์มิได้พาเขาไปด้วย แต่ให้เขาเข้าร่วมสำนักโยงปิง ซึ่งก็คือสาขาราชวงศ์ต้าเซี่ย และคอยตรวจสอบความก้าวหน้าในการฝึกฝนของเขาเป็นระยะ ครั้งนี้เนื่องด้วยท่านอาจารย์ติดธุระกะทันหัน จึงส่งข้ามาแทนเพื่อเดินทางมาที่ราชวงศ์ต้าเซี่ย”
“สาขาราชวงศ์ต้าเซี่ย!”
เหล่าอาจารย์วัยกลางคนต่างเบิกตากว้าง
ซูเก่อพยักหน้าอีกครั้ง แล้วกล่าวต่อ
“จริงสิ ศิษย์น้องเล็กของข้ามีนามว่า ซูเก่อ เป็นศิษย์ระดับห้าห้องหนึ่ง
พวกท่านล้วนเป็นคนของสำนักโยงปิงสาขาต้าเซี่ยมิใช่หรือ?
เคยได้ยินชื่อของศิษย์น้องข้าบ้างหรือไม่?”
เมื่อได้ยินดังนั้น
เจียงเยี่ยนถึงกับชะงัก
“ซูเก่อ... ที่แท้คือเขา”
เหล่าอาจารย์ก็มองหน้ากันไปมา
“คืออัจฉริยะที่ถูกรับเข้าพิเศษเมื่อห้าปีก่อนคนนั้นน่ะหรือ?”
สำหรับ ซูเก่อ
ไม่ว่าจะเป็นเจียงเยี่ยนหรือเหล่าท่านอาจารย์ต่างก็มีความทรงจำที่ชัดเจน
เพราะเมื่อตอนที่เขาเพิ่งเข้าร่วมสำนักโยงปิง
ได้แสดงพรสวรรค์อันแปลกประหลาดออกมา
ครั้งหนึ่งเคยถูกพวกเขามองว่าเป็น
ยอดฝีมือแห่งอนาคต
แต่หนึ่งปีให้หลัง ซูเก่อกลับตกต่ำอย่างสิ้นเชิง
ราวกับพรสวรรค์ถูกพรากไปหมดสิ้น ไม่อาจลุกขึ้นได้อีก
พวกเขาเคยรู้สึกเสียดายต่ออัจฉริยะผู้ร่วงหล่นผู้นี้นับครั้งไม่ถ้วน
แต่ในเวลานี้ ผู้ยิ่งใหญ่ระดับนิพพาน กลับบอกกับพวกเขาว่า
ซูเก่อคือศิษย์น้องของเขา!
ชั่วขณะหนึ่ง
เจียงเยี่ยนและเหล่าอาจารย์ต่างก็รู้สึกราวกับสมองตื้อไปหมด.