เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

EP.35 มิใช่ญาติกัน ย่อมไม่เข้าบ้านเดียวกัน

EP.35 มิใช่ญาติกัน ย่อมไม่เข้าบ้านเดียวกัน

EP.35 มิใช่ญาติกัน ย่อมไม่เข้าบ้านเดียวกัน


บทที่ 35 มิใช่ญาติกัน ย่อมไม่เข้าบ้านเดียวกัน

ฆ่าคนเผาบ้าน ได้คาดทองคำ

ซ่อมสะพานปูถนน กลับไม่มีแม้แต่ร่างให้จดจำ

ในยุคปัจจุบัน คนชั่วกลับนั่งอยู่กลางห้องสว่าง ผู้จงรักภักดีต้องหลบอยู่ใต้ชายคา คนในโลกมักโศกเศร้าเพราะอาชาข้ามหุบเขา แต่ไม่เคยยินเสียงหงส์ที่มีที่พึ่ง

คนที่สร้างสะพานซ่อมถนนกลับต้องอดมื้อกินมื้อ

แต่คนฆ่าคน วางเพลิงกลับเดินอวดไปทั่วตลาด มีทรัพย์มหาศาล

ริมแม่น้ำในวันนี้ มีคนกวาดล้างผู้หนึ่ง

ปกติไม่เผยตน ไม่แสดงตัว แต่กระทำการ “ฆ่าเพื่อหยุดฆ่า” และ “ใช้ไฟกำราบไฟ” เป็นนิจ

แม้ไม่มีผลงานชัดเจนดั่งผู้สร้างสะพาน แต่ก็ช่วยให้โลกอันหนักหนานี้เบาบางลงไปบ้าง ไม่นับว่าน้อยหน้าในเรื่องบุญกุศล

ในค่ำคืนที่หมอกหนาทึบ ซู่ชิงจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว

เขาเข็นรถเข็นออกจากบ้าน ยังเดินไปได้แค่ไม่กี่ซอย ก็ได้ยินเสียงยามตะโกนว่า:

“ยามสามแล้ว ทุกอย่างสงบเรียบร้อย——ตึง! ——ตึง ตึง!”

เสียงยามเคาะแบบ ช้า 1 เร็ว 2 ตามมาติด ๆ

รถเข็นไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดขณะเคลื่อนตัวไปข้างหน้า ยามเดินตรวจตรากลางดึกเดินสวนมา พอเห็นซู่ชิงก็ยกโคมไฟขึ้นส่อง พิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกคุ้นหน้า แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นกันที่ไหน น่าจะเคยเหฝ้นกันมาก่อนสักแห่ง

ยามเห็นซู่ชิงเหลือบตามามอง ก็หัวเราะพลางทักว่า

“ข้ารู้สึกว่าหน้าเจ้าคุ้น ๆ นะ ดึกดื่นป่านนี้ เจ้ายังออกมาทำมาหากินอีกหรือ?”

ซู่ชิงมองดูฉาบทองเหลืองในมือ และกระบอกไม้เคาะยามที่ห้อยอยู่ที่เอวของอีกฝ่าย พลันคิดในใจว่า—

ถ้าเขาเผลอเปิดผ้าคลุมรถออกตอนนี้ล่ะก็ อีกฝ่ายต้องรีบตีฉาบแล้วแหกปากเสียงดังลั่นเป็นแน่ว่า

“ฆ่าคนแล้ว! โจรมาฆ่าคนแล้ว! ทุกคนตื่นเร็ว! ป้องกันขโมย ป้องกันโจร——!”

เฮ้อ…น่ารำคาญจริง ๆ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวกหัวขโมยถึงเกลียดพวกยามกับสุนัขนัก ก็สองสิ่งนี้เสียงดังเกินไป!

ซู่ชิงจึงหยุดรถ แล้วล้วงหยิบ “ธนบัตรเงินฟ้า” สำหรับเผาให้ผู้ตายจากกระเป๋าเสื้อคลุมออกมา เขียนบางอย่างลงไปด้วยถ่านดำอย่างรวดเร็ว

เมื่อเขียนเสร็จ เขายื่นกระดาษใบนั้นให้ยาม แล้วเผยยิ้มเต็มปาก

“พูดตามตรงนะ ข้าเพิ่งซื้อบ้านใหม่เมื่อวาน ตอนนี้กำลังย้ายของอยู่พอดี แต่เมื่อเจ้าถามถึง ข้าก็ไม่ขัด นี่คือธุรกิจหลักของร้านข้า เจ้าลองดูสักหน่อยก็ไม่เสียหายอะไร!”

ยามรับธนบัตรไป ถือโคมไฟดูคร่าว ๆ แต่ก็อ่านไม่ออก

“ข้าอ่านหนังสือไม่เป็น เจ้าเล่าให้ฟังหน่อยเถอะว่าร้านเจ้าทำอะไรบ้าง?”

ซู่ชิงยิ้มเจื่อน ๆ อย่างถ่อมตัว แล้วก็เริ่มเล่าบริการต่าง ๆ ของร้านรับจัดการศพของเขาอย่างกระชับและชัดเจน

สรุปง่าย ๆ ว่า—

            ไม่ว่าจะเป็นคนเป็นที่อยากดูฮวงซุ้ย หรือคนตายที่ต้องการนอนในโลง คุณก็มาหาเราได้ทั้งนั้น!

แม้ไม่มีเงินก็ไม่เป็นไร ทางร้านเรายังมี “โครงการสงเคราะห์เพื่อผู้ยากไร้” อีกด้วย

ต่อให้คุณเป็นขอทานอนาถา ไร้เงินทอง หนาวตายหิวตายอยู่ข้างถนน ขอแค่มีใครพาคุณมาส่ง ทางร้านก็จะจัดงานฝังศพให้ฟรี! รับประกันว่าได้ “ฝังอย่างสงบ” แน่นอน จนชาติหน้าอยากกลับมาใช้บริการอีก!

ยามฟังจนหน้าซีดเขียวไปทั้งแถบ พอซักไปซักมาก็รู้ว่าร้านของอีกฝ่ายเพิ่งเปิดใหม่ไม่นานในถนนใต้ตรงบ่อน้ำ

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงรู้สึกคุ้นหน้า—เพราะเมื่อไม่นานมานี้ ท่านลุงคนที่สองของเขาเพิ่งเสียชีวิต แล้วก็เป็นเจ้านี่แหละที่จัดพิธีและงานศพให้!

ยามคิดในใจอย่างสุดทนว่า

“พอเถอะ! หยุดพูดได้แล้ว! เรื่องอะไรต่ำตมขนาดนี้กล้าพูดออกมาได้ยังไง! ร้านศพของเอ็ง ต่อให้ยกเกี้ยวแปดคนมาเชิญ ข้าก็ไม่ยอมไป!”

ทั้งสองคนที่ทำงานยามดึก จึงแยกย้ายกันอย่างไม่ค่อยจะดีนัก

ซู่ชิงกลับถึงบ้านใหม่ แต่ในลานบ้านขุดไว้แค่สองหลุม ซึ่งใช้ฝังได้แค่สองศพ เขาเลยไม่มีทางเลือก ต้องหยิบจอบกับพลั่วขึ้นมาอีกครั้ง ขุดหลุมเพิ่มอีกสองหลุม จึงสามารถฝังศพที่ขนมาทั้งหมดได้สำเร็จ

ยามค่ำคืนเงียบสงัด ซู่ชิงยืนพิงพลั่วเหล็ก มองผืนดินอันอุดมเบื้องหน้า—ที่ใต้ดินนั้นมีศพนอนอยู่ร่วมยี่สิบร่าง รอเพียงให้ครบหนึ่งร้อยร่าง เพื่อสะสมพลังอาฆาต จนเกิดผลแห่ง “แม่ทัพคลั่ง-วิญญาณทมิฬ” ขึ้นมา!

แม้บ้านใหม่จะตั้งอยู่บนชัยภูมิที่ดีเยี่ยม แต่ยังมีศักยภาพอีกมากที่ยังไม่ถูกขุดลึกจนถึงที่สุด

เช้ามืดในวันถัดมา ซู่ชิงเพิ่งสิ้นสุดพิธีดูดกลืนพลังจันทราและพลังหยิน เมื่อฟ้ายังไม่สว่างนัก เขาก็เดินทางสู่ “ถนนของเบ็ดเตล็ด -- ถนนขายของมือสอง/ของจิปาถะทั่วไป” ทางทิศตะวันออกของตลาด

ในยามแสงไฟเลือนรางส่องสลัวตลาดเช้า พอเห็นโครงหลังคาอาคารสูงลิบ ๆ อยู่ลาง ๆ

เมื่อเขาก้าวเข้าสู่ถนนเบ็ดเตล็ด บรรดาพ่อค้าที่ตื่นก่อนไก่ต่างเริ่มตั้งร้านกันแล้ว

ถนนก็เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายสัญจรไปมา บ้างก็หยุดดูของในตลาดเช้า

ซู่ชิงเดินสำรวจตั้งแต่ต้นถนนจนถึงท้ายถนน กลับพบว่าวัตถุดิบสำหรับฝึกให้กลายเป็นซอมบี้ “ระดับเกราะเงิน” ตอนนี้ถึงทางตันเสียแล้ว แม้เฝ้าสังเกตมาเป็นเวลานาน ก็ยังไม่สามารถเก็บรวบรวมวัตถุดิบสำคัญ 3อย่างสุดท้ายได้ครบ

            <หยกวิญญาณหยิน>

            <พลังอัปมงคลจากแมวเฒ่า>

            <ดินหน้าผีลึกสามฟุตใต้หลุมฝังศพ>

ของทั้งสามอย่างนี้ ไม่ใช่ของที่พบได้ทั่วไปในตลาด แต่ต้องผ่านช่องทางของผู้ เกี่ยวข้องกับธุรกิจสายมืดจึงจะหาได้

ซู่ชิงตั้งใจจะไปถามล่าข่าวจากพรานที่เคยติดต่อกันมาก่อน แต่เจ้าพรานคนนั้นกลับหายตัวไปหลายวันแล้ว ไม่แน่ว่าได้เงินไปหลายตำลึงแล้วก็เลยขี้เกียจออกมาขายหนังสัตว์อีก

แต่การมาเดินตลาดเช้าในครั้งนี้ของเขา ไม่ได้มีเป้าหมายแค่เรื่องวัตถุดิบสำหรับฝึกซอมบี้เท่านั้น—เขายังต้องการหา “ของตกแต่งปรับฮวงจุ้ย” เพื่อยกระดับของบ้านให้ดีขึ้นอีกระดับด้วย!

เช้าวันนั้น ซู่ชิงเข็นรถไม้ที่บรรทุกของประหลาดหลากหลายชนิดที่ซื้อจากตลาดมาเต็มคันรถ ไม่ว่าจะเป็น

ต้นกล้าต้นไม้ฮว๋ายที่ดูดพลังหยินและสะสมพลังอาฆาตได้

เมล็ดดอก “ตั่งหลิงฮวา” ที่สามารถตรวจจับพลังศพและออกดอกคล้ายกระดิ่ง

หัวกะโหลกสัตว์ อย่างกระโหลกวัว กระโหลกหมู

เก้าอี้โบราณขาหัก

พระพุทธรูปประหลาด ที่มีที่มาที่ไปไม่ชัดเจน

กระจกแต่งหน้าหน้าบิดเบี้ยว ที่สามารถสะท้อนใบหน้าให้เบี้ยวผิดรูปได้

ของพวกนี้ สำหรับคนทั่วไปคงเมินเหมือนของไร้ค่า แต่สำหรับซู่ชิงแล้ว…มันกลับมีประโยชน์มหาศาล

ซู่ชิงปลูกต้นกล้าฮว๋ายลงบนพื้นดินที่ลานบ้าน และหว่านเมล็ดดอกตั่งหลิงเสร็จเรียบร้อย

เขาก็เอาหัวกะโหลกสัตว์มาแขวนตามจุดที่ลมโกรกไว้ เพื่อรอให้แห้ง แล้วนำมาใช้เป็นเครื่องตกแต่งสุดพิศดาร

ที่หน้าร้านรับจัดการศพของเขา ซู่ชิงเพิ่งคืนรถเข็นที่ยืมมาจากร้านขายโลงศพแถวหัวถนน ยังไม่ทันได้เปิดร้านทำงาน ก็เห็นลูกค้าหน้าตาไม่คุ้นกำลังยืนลังเลอยู่หน้าร้าน มือถือของฝากเป็นหมูแผ่นรมควัน

            ชายคนนั้นสวมเสื้อคลุมยาวสีเทา ผมหงอกแซมขาวๆถูกมัดรวบขึ้นเป็นมวย ทั้งยังมีผ้าผืนขาวสะอาดพาดอยู่ทั้งสองไหล่

การแต่งกายแบบนี้ทำให้ซู่ชิงรู้สึกประหลาดใจ เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนก้าวเท้าอย่างมั่นใจไปเปิดประตูต้อนรับลูกค้า

ใครก็ตามที่มาเยือนที่ร้าน ก็นับว่าคือแขก ซู่ชิงไม่คิดจะกลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น

ชายสูงวัยที่ถือหมูแผ่นรมควันมาเป็นของฝากถามขึ้น

“เจ้าคือศิษย์ของอาจารย์หลิวใช่หรือไม่?”

“อื้ม!” ซู่ชิงตอบพลางเปิดประตูร้านต้อนรับ แล้วเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ท่าทางเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

“...”

หวังหลิงหยวน ถอนหายใจเบา ๆ สีหน้าฉายแววรำลึกความหลัง

“ครั้งหนึ่งข้าเองก็เคยเรียนกับอาจารย์หลิวอยู่ช่วงหนึ่ง... น่าเสียดายที่ไม่เป็นที่โปรดปรานของท่าน คาดไม่ถึงเลยว่าวันนี้ เขาจะรับเจ้ามาเป็นศิษย์”

“...” คราวนี้เป็นซู่ชิงที่นิ่งไปบ้าง

นี่มันอะไรเนี่ย? ลูกศิษย์เก่าของหลิวโย่วเต๋าหรือไง มาเจอลูกศิษย์รุ่นปัจจุบัน แล้วรำลึกวันวานกันงั้นเหรอ?

เมื่อเข้ามาในร้าน หวังหลิงหยวนก็มองสำรวจรอบ ๆ อย่างคร่าว ๆ ยังไม่ทันได้พินิจให้ละเอียด ก็เหลือบเห็นป้ายบูชาที่ตั้งไว้สำหรับอาจารย์หลิวและอาจารย์หยาง

“อาจารย์หลิว… ท่านจากไปจริง ๆ แล้วสินะ” เขาพึมพำเบาๆ กับตนเอง จากนั้นก็หันมาพูดกับซู่ชิงว่า

“ข้าเคยเรียนศิลป์กับอาจารย์หลิว แม้จะไม่ใช่ศิษย์โดยตรง แต่ก็ถือว่าท่านเป็นครูคนหนึ่งของข้า อยากขออนุญาตขอธูปสองดอก เพื่อเซ่นไหว้แสดงความเคารพบูชา”

ซู่ชิงย่อมไม่ขัดข้อง ทั้งสองจึงไหว้บูชาร่วมกันที่หน้าแท่นบูชา

เมื่อจวนจะเสร็จพิธี หวังหลิงหยวนก็อดใจไม่ไหว ถามออกมาจนได้ว่าอาจารย์หลิวโย่วเต๋าเสียชีวิตอย่างไร

ซู่ชิงส่ายหน้า ถอนหายใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าสลดใจอย่างปิดไม่มิด

เขาเพียงตอบว่า—

"บุตรอยากดูแล แต่พ่อแม่ไม่อาจรอ"

วันนั้น พวกนอกรีตแห่งลัทธิเทียนซินเข้ามาอย่างไร้เงา และหายไปอย่างไร้ร่องรอย เขาในฐานะศิษย์ ยังไม่อาจชำระแค้นแทนอาจารย์ได้ เป็นความเสียใจที่ฝังลึกทั้งต่อใจ ต่อน้ำใจของอาจารย์ และต่อสวรรค์แดนดิน

ซู่ชิงเล่าเรื่องราวโดยมีทั้งจริงเจ็ดส่วน ปั้นแต่งอีกสามส่วน

หวังหลิงหยวนพลอยรู้สึกสะเทือนใจไปด้วย ใบหน้าแสดงความโศกเศร้า จนในที่สุดน้ำตาก็ไหลออกมา

แท้จริงแล้ว…โชคชะตาก็เล่นตลกกับชีวิตคนได้อย่างโหดร้าย

“น้องซู่ หากวันหน้าเจ้าอยู่ตัวคนเดียว แล้วมีอะไรที่ต้องการให้ข้าช่วย ก็อย่าลังเลที่จะมาหาข้าที่ศาลาว่าการนะ พี่คนนี้แม้เป็นแค่เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพธรรมดา ๆ แต่ก็อาจจะช่วยเจ้าได้ไม่มากก็น้อย”

ซู่ชิงเห็นหวังหลิงหยวนเอ่ยอย่างจริงใจ ก็พลิกจังหวะให้กลายเป็นมิตรภาพเสียเลย ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองว่า

“ท่านเคยเรียนกับอาจารย์ข้ามาก่อน นับว่ามีสายสัมพันธ์ในฐานะศิษย์เช่นกัน ต่อไปนี้เรียกข้าว่า ‘ศิษย์น้อง’ ก็แล้วกัน ไม่ต้องเกรงใจข้าให้มากนัก”

“ศิษย์น้องหรือ?”

“อือ—ศิษย์พี่!”

หวังหลิงหยวนตื้นตันจนเคราสั่นเล็กน้อย ขณะนั้นเองซู่ชิงก็ถือโอกาสเอ่ยต่อ

“ศิษย์พี่ทำงานตรวจศพที่ศาลาว่าการ นับเป็นวิชาหากินที่แท้จริง พูดตรงๆ ศิษย์น้องผู้นี้ก็อยากเรียนรู้อะไรติดตัวเพิ่มไว้เหมือนกัน ไม่ทราบว่าหากมีเวลาว่าง ข้าจะขอติดตามไปเป็นลูกมือฝึกงานเล็กๆน้อยๆ บ้างได้ไหม?”

“แน่นอนว่า ข้าไม่คิดค่าแรงจากพี่หรอก ข้าเพียงแต่สนใจอยากเรียนรู้วิชานี้เท่านั้น ไม่มีเจตนาอื่นเลยจริง ๆ”

หวังหลิงหยวนได้ฟังก็ยิ่งซาบซึ้งใจ

“เจ้าขยันเรียนรู้ขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลยที่อาจารย์หลิวจะรับเจ้าเป็นศิษย์ ข้านี่เทียบไม่ติดจริง ๆ”

ส่วนเรื่องที่ซู่ชิงขอเรียนงานด้วย แน่นอนว่าหวังหลิงหยวนก็ตอบตกลงอย่างยินดี

หลังจากนั้น หวังหลิงหยวนก็พูดคุยถึงประสบการณ์ในการชันสูตรศพและการตรวจสอบที่เกิดเหตุในคดีต่างๆ โดยระหว่างคำพูดยังแฝงไว้ด้วยความเคารพนับถือต่อหลิวโย่วเต๋าอย่างลึกซึ้ง

อาจเพราะยังมีข้อสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของซู่ชิง ระหว่างสนทนาเขาจึงแกล้งถามแบบมีเลศนัยเกี่ยวกับความเชี่ยวชาญด้านวิชาควบคุมศพ เช่น วิธีปลุกศพ เก็บศพ ฝึกศพ ฯลฯ

แต่ซู่ชิงก็ตอบได้อย่างคล่องแคล่วทุกคำถาม แถมยังแสดงทัศนะใหม่ๆ เกี่ยวกับศพที่ไม่เคยมีใครกล่าวถึงมาก่อนอีกด้วย

หวังหลิงหยวนซึ่งเป็นคนหลงใหลในศาสตร์แห่งศพเช่นกัน เมื่อได้ฟังประเด็นลุ่มลึก ก็ถึงกับเอ่ยคำชมไม่ขาดปาก

เขาเอ่ยด้วยความยกย่องว่า—ไม่เสียแรงที่เป็นศิษย์เอกของอาจารย์หลิว แม้ตนจะอาวุโสกว่า แต่ในเรื่องความรู้กลับไม่อาจเทียบศิษย์น้องผู้นี้ได้เลยสักเสี้ยวนึง

ในเวลาเพียงหนึ่งถึงสองชั่วยาม สองคนแปลกหน้าที่แม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน กลับสามารถสนิทกันราวได้ดั่งญาติมิตรเพียงเพราะ “คุยเรื่องศพ รู้เรื่องศพ” เหมือนพูดภาษาเดียวกัน

(จบบทนี้)

จบบทที่ EP.35 มิใช่ญาติกัน ย่อมไม่เข้าบ้านเดียวกัน

คัดลอกลิงก์แล้ว