- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นซอมบี้อมตะ
- EP.24 กลับไปโรงโม่อีกครั้ง
EP.24 กลับไปโรงโม่อีกครั้ง
EP.24 กลับไปโรงโม่อีกครั้ง
บทที่24 กลับไปโรงโม่อีกครั้ง
ในช่วงที่ซู่ชิงปิดร้านเพื่อฝึกฝนตัวเอง ก็ยังมีลูกค้าแวะเวียนมาที่ร้านเพื่อสอบถามเรื่องฮวงจุ้ยหรือบริการจัดงานศพอยู่เรื่อยๆ เรื่องพวกนี้สำหรับเขาแล้วถือว่าเป็นเรื่องเล็ก หากลูกค้าไม่เจอเขา ลูกค้าก็จะไปที่ร้านอื่นแทน
สิ่งเดียวที่เขาเห็นว่าน่าจับตามองกลับกลายเป็นเจ้าหน้าที่จากสถานีตำรวจ’จ้าวจงเหอ’คนนั้น ที่จู่ๆ ก็โผล่มาเยือนถึงร้านโดยไม่คาดคิด
“ตอนแรกก็คิดว่าเมื่อหลิวโย่วเต๋ามาอยู่ลำพังที่หลินเหอ ไกลบ้านเกิด ก็คงไม่มีคนรู้จักเก่าๆตาม มาหาแล้ว ที่ไหนได้ ยังมีคนหาเจอจนได้”
“อยากรู้เหมือนกันว่า 'สหายเก่า' ที่ว่า มีภูมิหลังยังไงกันแน่”
หลังจากส่งอู๋เย่าเซิงกลับไปแล้ว ซู่ชิงก็กลับเข้ามาในร้าน เริ่มนั่งคิดทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
สำหรับสหายเก่าจากสำนักเดียวกันซึ่งตอนนี้ทำงานเป็นช่างต้อนศพที่สำนักงานตรวจการณ์นั้น จริงๆแล้วไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆกับเขาโดยตรง ซู่ชิงก็ไม่ได้รู้สึกกังวลอะไรเลย
ตั้งแต่ตอนที่เขารับช่วงต่อร้าน ซู่ชิงก็เตรียมคำพูดไว้เรียบร้อยแล้ว คนเราพูดโกหกตรงๆ มักจะถูกจับได้ง่าย แต่ถ้าสิ่งที่พูดมีจริงเจ็ดส่วน โกหกแค่สามส่วน ต่อให้เป็นภูตผีหรือเทพเจ้าก็แยกไม่ออกว่าอะไรจริงอะไรเท็จ
ที่ว่าเขากราบอาจารย์นั้นเป็นเรื่องแต่ง แต่ที่ว่าเขาได้เรียนวิชามาจริงนั้นไม่ใช่เรื่องลวง ตราบใดที่เขายังมีฝีมือการเรียกวิญญาณซึ่งสืบทอดมาจาก "สำนัก" อยู่ในตัว ถ้าเขาจะอ้างว่าตนเป็นศิษย์ที่หลิวโย่วเต๋ารับเข้ามาภายหลังก็ไม่มีใครกล้าสงสัยหรอกว่าจะไม่จริง
นอกจากนี้ เรื่องที่หลิวโย่วเต๋าเสียชีวิตด้วยน้ำมือของพวกลัทธิเทียนซินก็เป็นเรื่องจริง เขาก็ต้องแสดงออกว่าเป็นศัตรูกับลัทธิเทียนซินอย่างถึงที่สุด!
ต้องมีปัญญาและเดินอย่างมีสติจึงจะไม่ก้าวพลาด หลังจากที่ซู่ชิงทบทวนและจำลองสถานการณ์ถึงปัญหาทุกอย่างที่อาจเกิดขึ้น พร้อมคิดหาวิธีรับมือไว้ล่วงหน้าได้หมดแล้ว เขาจึงค่อยคลายกังวล
วันที่ 8 เดือน 2 วันนี้เป็นวันแรกที่ร้านเขากลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง
ซู่ชิงกินเทียนไปสองเล่ม ไข่ไก่ดิบอีกสิบกว่าฟอง พอกินอิ่มท้องแล้ว ก็เอนกายนั่งสบายๆบนเก้าอี้นอนหน้าร้าน สูดกลิ่นธูปอย่างผ่อนคลาย
“ในคัมภีร์เลี้ยงศพบอกไว้ว่า เมื่อฝึกวิชาซอมบี้เกราะเหล็กจนสำเร็จ ร่างกายจะแข็งแกร่งดั่งทองแดงเหล็กกล้า คมดาบคมหอกไม่อาจทำอันตราย อาวุธธรรมดาไม่อาจระคายผิว ไม่รู้ว่าจะจริงสักแค่ไหนกันนะ?”
หลังจากกินอิ่ม จิตใจกระปรี้กระเปร่าแต่ไร้ที่ปลดปล่อย อยู่ดีๆซู่ชิงก็แววตาสว่างวาบ จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินไปยังห้องครัว หยิบมีดทำครัวที่ตีขึ้นจากเหล็กกล้าชั้นดีออกมา แล้วใช้คมมีดเฉือนผ่านฝ่ามือตนเอง ทว่ากลับทิ้งไว้เพียงรอยขีดสีขาวจางๆ เท่านั้น
เขาใช้นิ้วลูบรอยที่ฝ่ามือเบาๆ ไม่นานนัก รอยขีดสีขาวนั้นก็จางหายไปจนหมดสิ้น
พอซู่ชิงเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งได้ใจ มีความกล้าขึ้นอีกขั้น เขาวางมือลงบนเขียงแล้วลองกดมือ เพิ่มแรงทีละน้อย ภายในห้องครัวพลันดังขึ้นด้วยเสียงเหล็กกระทบโลหะ คล้ายเสียงดาบฟันใส่เกราะเหล็กดัง “แกร๊ง ๆ” ไม่ขาดสาย
หลังจากปล่อยให้มีดฟาดฟันกับมืออยู่สักพัก ในที่สุดมีดทำครัวที่ซู่ชิงซื้อมาในราคา 300 เหวินซึ่งก่อนหนี้มันคมกริบ ก็หมดสภาพ กลายเป็นใบมีดบิ่นๆเสียหายใช้งานไม่ได้อีกต่อไป แต่เขากลับพบว่าที่มือของเขา นอกจากรอยขาวๆเล็กน้อยแล้ว ก็ไม่มีแม้แต่แผลถลอกหรือร่องรอยบาดเจ็บใดๆ เลย
เขาคิดดูแล้วว่า ด้วยสภาพร่างกายในตอนนี้ของเขาคงจะไม่ด้อยไปกว่านักสู้สายฝึกภายนอกเลยด้วยซ้ำ กระทั่งเมื่อเทียบกับนักสู้สายฝึกภายใน ก็คงไม่ได้ด้อยกว่ากันสักเท่าไร
หลังจากทดสอบความแข็งแกร่งของร่างกายเสร็จ ซู่ชิงรู้สึกถึงพลังที่อัดแน่นอยู่ภายในอยากจะระบายออกมา จึงอดไม่ไหว ต้องออกไปยังลานหลังร้านแล้วออกหมัดรำกระบวนท่า “หมัดพยัคฆ์ช้างมังกร” อย่างเต็มกำลังอีกหนึ่งชุด
หลังจากทะลวงขีดจำกัดจนกลายเป็นซอมบี้เกราะเหล็กแล้ว “หมัดพยัคฆ์ช้างมังกร” ซู่ชิงก็วาดลวดลายด้วยพลังที่ดุดันอย่างหาที่เปรียบมิได้ ทุกครั้งที่หมัดพุ่งแหวกอากาศออกไป จะมีเสียงคำรามของพยัคฆ์และเสียงคำรนของมังกรดังสะท้อนขึ้น ราวกับว่ามีมังกรพยัคฆ์แฝงตัวอยู่ในฝ่ามือและชายเสื้อของเขา
ต้นทับทิมในลานหลังร้านที่เพิ่งผลิหน่ออ่อน โดนแรงลมจากหมัดของเขากระแทกเข้าไปจนกิ่งก้านสั่นสะท้านไม่หยุด จนกระทั่งซู่ชิงรำหมัดครบหนึ่งชุด กิ่งไม้จึงค่อยๆสงบนิ่งลง
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซู่ชิงก็รู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่จะสะสางบัญชีเก่าที่ค้างคาอยู่มานาน
เขาคิดไปถึงเมื่อครั้งยังทำงานที่โรงโม่
ตอนที่เขาเคยไปทำงานหมุนลูกหินโม่ให้โรงโม่ตระกูลฉู่นั้น โรงโม่กลับไม่จ่ายค่าแรงให้เขาแม้แต่เหวินเดียว!
ซู่ชิงเป็นคนจิตใจดี ฝนตกฟ้าร้องเขาไม่เคยชี้ฟ้าด่าท้อ และในวันที่ฟ้าใสแดดอุ่นก็ไม่เคยเงยหน้าชูนิ้วกลางให้ท้องฟ้า เพราะสำหรับเขาแล้ว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นธรรมชาติ เป็นวัฏจักรของสวรรค์ มิใช่สิ่งที่มนุษย์จะไปมีอิทธิพลเปลี่ยนแปลงได้
แต่ถ้าพูดถึงเรื่องของโลกมนุษย์แล้วล่ะก็ มันไม่ใช่เรื่องที่จะพูดว่าลืมแล้วก็ลืมได้ง่ายๆ
คืนนั้นเอง ในยามดึกสงัด ผู้คนหลับใหล ซู่ชิงก็สวมสนับมือเหล็ก พกมีดซ่อนไว้ที่เอว เวลานี้เขาไม่ใช่คนเดียวกับตอนที่หลบหนีออกจากโรงโม่ของสกุลฉู่อีกแล้ว
ครั้งนั้นเขาเพิ่งออกจากบ้านใหม่ ๆ ไม่มีทรัพย์สมบัติติดตัวสักชิ้น หนำซ้ำยังต้องหนีเอาตัวรอดอย่างหัวซุกหัวซุนด้วยความลนลาน แต่ในตอนนี้ เขาพกอาวุธอันคมกล้าไว้กับตัว อีกทั้งร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างแข็งแกร่งเทียบเท่านักสู้สายฝึกภายใน
เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะย้อนกลับไปตรวจสอบโรงโม่ในยามราตรี เพื่อช่วยปลดปล่อยดวงวิญญาณที่ยังคงเร่ร่อนไร้ที่พึ่ง ให้ได้ไปสู่สุคติอย่างสงบเสียที
โรงโม่ของสกุลฉู่ขนาดค่อนข้างใหญ่ นอกจากเรือนด้านหน้าที่เป็นที่พักของพวกคนดูแลและคนงานแล้ว ด้านหลังก็ยังมีลานทำงานที่แบ่งเขตไว้อย่างชัดเจน
ซู่ชิงเดินตามเส้นทางในความทรงจำอย่างคล่องแคล่ว ไม่นานก็กลับมาถึงลานหมายเลขสามที่เขาเคยทำงานอยู่เมื่อก่อน
แรงงานซอมบี้ที่หลิวโย่วเต๋าเคยส่งมาให้ ตอนนี้ถูกส่งกลับไปหมดแล้ว ตอนนี้แรงงานซอมบี้ในลานหมายเลขสามจึงมาจากช่างต้อนศพคนอื่นเป็นคนจัดหามาให้
ซู่ชิงปีนข้ามกำแพงสูงเข้ามา ในยามค่ำคืนอันเงียบสงัดเช่นนี้ ลานที่ใช้เก็บแรงงานซอมบี้เหล่านี้กลับไม่มีทั้งคนงานรับจ้างหรือยามเฝ้าระวังดูแลอยู่เลยแม้แต่คนเดียว
คิดดูแล้ว โรงโม่เองก็คงไม่กังวลว่าจะมีโจรแอบย่องเข้ามาขโมยของ เพราะไม่ว่าใครที่กล้าปีนกำแพงเข้ามา แล้วดันเจอซอมบี้ที่กำลังโม่หินอยู่กลางดึก มีหวังต้องตกใจแทบขาดใจวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนกันทั้งนั้น คงไม่มีอารมณ์คิดจะขโมยอะไรอีก
ถ้าไม่ถึงกับตกใจจนฉี่ราดดิ้นพราดๆ หนีกลับบ้านไปมุดผ้าห่มอยู่บนเตียง ก็ถือว่าใจกล้าพอตัวเลยทีเดียว!
ในลานหมายเลขสามมีแรงงานซอมบี้อยู่ประมาณสิบตัว ส่วนลานข้างเคียงอย่างลานสองและลานหนึ่งดูรวมๆกันแล้วน่าจะมีไม่ต่ำกว่าสามสิบตัวแน่นอน
ซู่ชิงมองยามค่ำราวกับเป็นเวลากลางวัน ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่อง ดวงตาของเขาแทบจะเปล่งประกายสีเขียว เขามองซอมบี้เหล่านั้นด้วยแววตาแพรวพราว ราวกับพระเถระผู้เคร่งครัดที่บำเพ็ญเพียรสวดมนต์กินเจมาหลายสิบปี เพิ่งเคยเหยียบเข้าหอโคมแดง “ชุ่ยอวิ๋นโหลว” เป็นครั้งแรก
มันยากเหลือเกินที่จะอดกลั้นไว้ได้จริง ๆ!
ซู่ชิงเริ่มท่องบทสวดอุทิศส่วนกุศลในใจ “คัมภีร์ โปรดวิญญาณ” ค่อยๆถูกเปิดไปทีละหน้า ไม่นานนัก จิตใจที่คับแค้น ความอาฆาตแค้น ความดีและความชั่วของดวงวิญญาณในลานนี้ ก็เริ่มทยอยปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนทีละคน
หลังจากคัมภีร์ประเมินเสร็จแล้ว ซอมบี้ทั้งสิบร่างในลานหมายเลขสามต่างก็ได้รับการจัดอยู่ในระดับ “มนุษย์”
รางวัลที่ซู่ชิงได้ในครั้งนี้ มีมากมายหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ตำราลับจากในวัง หนึ่งเล่ม, หนอนสุรา ตัวดำมะเมื่อมแห้งเหี่ยว, ทรัพย์สินเงินทองเล็กน้อย, ยา“ฉิงเลี่ยงซ่าน” หนึ่งขวด และ “ยาเม็ดแห่งวาจาสัจ” หนึ่งเม็ด
ตำราลับจากในวังที่ว่านี้ มีชื่อเต็มว่า “ศาสตร์ลับสิบสามวิธีแยกแยะหญิงพรหมจรรย์” ว่าด้วยวิธีการสิบสามแบบในการตรวจสอบความบริสุทธิ์ของสตรี เป็นศาสตร์ลับเฉพาะที่ขุนนางขันทีคนหนึ่งได้เรียนรู้ไว้ในช่วงที่ยังหนุ่ม เมื่อครั้งมีหน้าที่รับผิดชอบคัดเลือกและตรวจสอบหญิงสาวที่จะเข้าวังหลวงว่าเป็นพรหมจรรย์จริงหรือไม่
ต่อมาขันทีผู้นั้นเมื่ออายุมากขึ้น ก็ถูกส่งออกจากวังหลวง หลังผ่านเรื่องราวชีวิตมาหลายต่อหลายครั้ง ในที่สุดก็ระเห็จมาถึงเมืองจินเหมิน แต่น่าเสียดายที่โชคชะตาไม่เข้าข้าง วันหนึ่งเพื่อนของเขากำลังจะสู่ขอหญิงสาวคนหนึ่ง จึงขอให้เขาช่วยตรวจดูว่าหญิงคนนั้นยังบริสุทธิ์อยู่หรือไม่ แต่หลังจากผลการตรวจออกมาได้เพียงวันเดียว ขันทีผู้นั้นก็ถูกคนในครอบครัวฝ่ายหญิงรุมทำร้ายจนตายกลางถนน
ซู่ชิงศึกษาอย่างเปิดใจ และพบว่าเคล็ดลับลับของราชสำนักนี้ มีความคล้ายคลึงกับหลักแพทย์แผนจีนอย่าง “วัง-เหวิน-เวิน-เชี่ย” (ดู-ฟัง-ถาม-จับ) อยู่ไม่น้อย เพียงแต่:
นอกจาก “ดู ฟัง ถาม จับ” แล้ว ในศาสตร์ลับของราชสำนักยังมีสุดยอดวิชาประจำตำราซึ่งหวงแหนที่สุดอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ การแต้มสารสีแดงที่ได้จากตุ๊กแก : เป็นตำราศิลป์ในการแต้มจุดพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของสตรี
พอเรียนจบวิชาว่าด้วย “ศาสตร์ลับสิบสามวิธีแยกแยะหญิงพรหมจรรย์” สีหน้าของซู่ชิงก็ดูประหลาดขึ้นมา เขาอดสงสัยไม่ได้ว่า… แต่ละวันเขาเอาเวลาไปเรียนอะไรกันอยู่เนี่ย? ทำไมถึงได้วุ่นวายไร้สาระขนาดนี้!
เคล็ดลับเฉพาะทางเบื้องหน้า แม้จะอาจเป็นประโยชน์ต่อชายหนุ่มวัยแต่งงานอยู่บ้าง แต่สำหรับเขาผู้มุ่งมั่นในหนทางเซียน ใฝ่หาวิถีแห่งธรรมแล้ว มันกลับช่างดูเป็นวิชานอกแนวทางอยู่เสียเหลือเกิน
ซู่ชิงส่ายหัวเบา ๆ ก่อนจะหยิบรางวัลอีกชิ้นหนึ่งออกมา นั่นคือ หนอนสุรา ตัวดำมะเมื่อมแห้งเหี่ยวดูคล้ายกับบ๊วยแห้งไม่มีผิด
แม้จะเรียกว่า “หนอนสุรา” แต่แท้จริงแล้วมันไม่ใช่แมลงใดๆ หากเป็นหนอนสุราที่เกิดจากร่างกายของพวกขี้เมาโดยเฉพาะ—เมื่อนำไปใส่ในน้ำธรรมดา น้ำก็จะเปลี่ยนเป็นน้ำที่มีกลิ่นหอมของสุรานุ่มลึกในทันที
ซู่ชิงคิดในใจว่า ตัวเขาเองก็ไม่ได้ดื่มสุราอยู่แล้ว อีกอย่าง—มีซอมบี้บ้านไหนกันเล่าที่จะกอดไหเหล้า เดินโซซัดโซเซเมาแอ๋ทั้งวันไปมาแบบนั้น?
นอกจากหนอนสุราแล้ว ในมือเขายังมี “ฉิงเลี่ยงซ่าน” –ช่วยให้ความสดชื่นปลุกประสาทขจัดความเมื่อยล้า กระตุ้นสมองให้ปลอดโปร่ง หนึ่งขวดที่
ซู่ชิงแทบจะหลุดหัวเราะออกมาด้วยความขำและขุ่นในใจ สิ่งของสองชิ้นนี้แม้จะไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรง แต่กลับประสานกันอย่างพิลึก จะบอกว่ามีประโยชน์กับเขาก็ไม่ใช่ จะบอกว่าไร้ประโยชน์สิ้นเชิงก็ไม่ผิดเช่นกัน
(จบบทนี้)