เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

EP.22 ใยแมงมุม

EP.22 ใยแมงมุม

EP.22 ใยแมงมุม


วันสุดท้ายของเดือนอ้าย(เดือนแรกตามปฏิทินจีน) ซู่ชิงปิดประตูร้าน กุมธูปสามดอกไว้ในมือ

เบื้องหน้าคือโต๊ะบูชาพร้อมป้ายวิญญาณของ’หยางไท่กง’และ’หลิวโย่วเต๋า’

ซู่ชิงจุดธูปบูชาอย่างเงียบๆ มองควันสีขาวที่ลอยขึ้นอย่างพลิ้วไหวด้วยความรู้สึกสงบอย่างประหลาดในใจ

เมื่อเทียบกับซอมบี้ที่ตัวอื่นๆ เขารู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากพอแล้ว

ถ้าเขาเป็นซอมบี้เร่ร่อนทั่วไป ป่านนี้ก็คงยังนั่งมองพระจันทร์กินลมอยู่บนสุสานเก่าบนภูเขาร้าง หรือไม่ก็แอบลักลอบเข้าบ้านของมนุษย์เพื่อกินของคาว แล้วถูกชาวบ้านถือจอบถือมีดไล่ล่าทั่วทั้งหุบเขา

โชคดีที่ซู่ชิงไม่ใช่ซอมบี้เร่ร่อน เขาสืบทอดวิชาจากช่างต้อนศพ รู้วิธีฝึกฝนดีกว่าซอมบี้ตัวไหน แม้ไม่มีสิ่งของที่ใช้เลี้ยงศพ เขาก็สามารถทำตัวกลมกลืนเข้าไปในเขตของมนุษย์ ใช้เงินซื้อหาสิ่งของที่ต้องการได้

นี่คือข้อได้เปรียบที่ซอมบี้ตัวอื่นเทียบไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงมีความเคารพต่อช่างต้อนศพทั้งสองท่านที่ได้รับการบูชาบนโต๊ะบูชาอยู่ไม่น้อย เป็นเพราะท่านทั้งสองที่มอบวิชาให้กับซอมบี้อย่างเขาได้มีโอกาสเติบโต แข็งแกร่ง และหวนคืนสู่ความรุ่งเรืองอีกครั้ง

“ศิษย์ขอกราบเรียนต่อท่านอาจารย์หลิวและอาจารย์หยางเบื้องบน วันนี้ศิษย์จะเข้าสู่การฝึกฝนเป็นเวลาสิบวัน ขอคุณครูและอาจารย์ผู้ล่วงลับโปรดคุ้มครอง ให้ศิษย์ได้มีความรู้ความเข้าใจ และบรรลุในหนทางแห่งเต๋าด้วยเทอญ”

แม้ว่าหลิวโย่วเต๋าจะเคยทำเรื่องเลวร้ายกับเขามาก่อน โดยเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นซอมบี้ แต่ก็เพราะเหตุนี้เอง เขาจึงเหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้ง

หลังจากนั้น เขาก็สืบทอดร้านรับจัดการศพ มุ่งมั่นศึกษาศาสตร์ควบคุมศพอย่างจริงจัง ทำให้สายวิชาของหยางไท่กงและหลิวโย่วเต๋าไม่ขาดตอน ทั้งในแง่อารมณ์และเหตุผล ก็นับว่ามีสายสัมพันธ์แบบศิษย์อาจารย์อยู่บ้าง

ดังนั้นซู่ชิงจึงรู้สึกว่า หากอาจารย์และอาจารย์ใหญ่จะช่วยอวยพรให้ศิษย์ประสบความสำเร็จในการเรียนรู้บ้าง ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย

เขาก็ตัดสินใจไว้แล้วว่า หากการเปลี่ยนสภาพเป็น “ซอมบี้เกราะเหล็ก” ล้มเหลว คราวหน้าคราวหลังในวันสำคัญหรือเทศกาลต่าง ๆ ก็คงไม่ต้องลำบากจุดธูปบูชาอีกต่อไป

อาจารย์ที่ไม่อวยพรศิษย์ ปล่อยให้ศิษย์สอบตก แบบนี้จะมีหน้าหนาพอจะมารับเครื่องสังเวยได้ยังไงกัน?

หลังจากปฏิบัติตามธรรมเนียมแสดงความกตัญญูเสร็จเรียบร้อย ซู่ชิงก็หยิบขวาน สิ่ว กรรไกร และเข็มด้ายออกมาด้วยจิตวิญญาณของผู้บุกเบิกที่พร้อมจะสำเร็จหรือล้มตาย เริ่มลงมือทำงานอยู่บนโต๊ะทำงานทันที

ที่เรียกว่าโต๊ะทำงาน แท้จริงแล้วก็คือโลงศพสองใบที่เอามาวางชิดกันกลายเป็นโต๊ะอย่างง่าย ๆ ด้านบนปูด้วยแผ่นไม้เคลือบเงาสีดำเรียบเสมอกัน ปกติก็ใช้โต๊ะนี้แหละในการแต่งศพให้คนตาย

ขณะนั้น ด้านหน้าซู่ชิงมีท่อนไม้ทึบสีดำวางอยู่ เขาไม่ได้เชี่ยวชาญงานไม้เป็นพิเศษ แต่ถ้าจะคว้านไม้ให้กลวงเพื่อทำโลงศพอย่างง่ายๆสักใบ เขาก็ยังพอทำได้

ซู่ชิงหยิบตะปูตอกศพขนาดใหญ่ที่ลงคาถาวิชาเฉพาะของช่างต้อนศพมา ใช้ค้อนตอกมันลงไปบนหนังสัตว์ภูเขาที่แข็งราวกับหินเหล็ก

การตอกตะปูลงบนหนังสัตว์อาคมทั้งผืนนี้ ต้องเลือกตำแหน่งที่จะตอกให้ดี ต้องทาสีแดงลงบนจุดลมปราณทั้งเจ็ด ได้แก่ กลางหน้าผาก กลางหลัง กลางฝ่ามือซ้ายขวา และกลางฝ่าเท้าซ้ายขวา แล้วจึงติดยันต์ไว้ก่อน ถึงจะสามารถใช้ค้อนตอกตะปูลงไปได้

หนังของเจ้าสัตว์ภูเขาเก่ากว่ายี่สิบปีชิ้นนี้ แฝงไว้ด้วยพลังมืดมนแห่งความอัปมงคล เป็นความเคียดแค้นอันแรงกล้าที่สะสมมาจากการถูกทารุณก่อนที่จะกลายเป็นอสูรกลายพันธุ์แห่งขุนเขา

หลังจากใช้ตะปูตรึงหนังให้กางออกและยึดแน่นแล้ว ซู่ชิงก็ยังรู้สึกไม่สบายใจ จึงหาผ้าห้าสีมามัดเสริมให้แน่นยิ่งขึ้น

เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อม ซู่ชิงจุดตะเกียงเขียวบนโต๊ะบูชา สูดกลิ่นหอมจากธูปวิญญาณลึกๆ เพื่อกระตุ้นสมาธิ พอแน่ใจว่าประตูหน้าต่างปิดสนิทดีแล้ว เขาจึงหยิบพู่กันขนหมาป่า ใช้เลือดซอมบี้ของตนแทนหมึก ค่อยๆวาดยันต์เงาศพลงบนด้านในของหนังอย่างพิถีพิถัน

รวมทั้งหมดมียันต์เงาศพสามสิบหกบท ทุกครั้งที่เขาวาดเสร็จหนึ่งบท หนังที่ถูกตะปูตรึงไว้บนโต๊ะก็จะกระตุกและสั่นไหวอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับเนื้อวัวสดที่เพิ่งถูกเชือดใหม่ ๆ

เมื่อซู่ชิงวาดยันต์เงาศพถึงบทที่ยี่สิบเจ็ด ราวกับช่างสักที่กำลังลงเข็ม หนังที่อยู่บนโต๊ะก็เริ่มมีอาการคลุ้มคลั่ง ขนจำนวนมากเริ่มงอกออกมาจากด้านหลังของหนังอย่างบ้าคลั่ง แล้วไหลลามเลื้อยไปตามขอบของหนังทั้งผืน ราวกับกำลังมองหาร่างใหม่ที่จะทำการเข้าสิง

แต่ซู่ชิงได้ล้อมขอบหนังด้วยเทียนไว้เรียบร้อยแล้ว ขนที่เลื้อยไหวเหล่านั้นพอสัมผัสกับไอร้อน ก็หดกลับอย่างรวดเร็ว ราวกับหอยทากที่ตกใจกลัว

ยามดึกสงัด แสงไฟในร้านยังคงสั่นไหว เสียงคำรามของสัตว์ป่าอันเย็นยะเยือกถูกยันต์เลือดที่ขีดเขียนปิดผนึกเอาไว้ในหนังสัตว์ที่สั่นกระตุกเป็นระยะ ซู่ชิงบางครั้งดูคล้ายช่างเย็บผ้าเก่าในร้านตัดเสื้อ บางครั้งก็ดูเหมือนจิตรกรผู้ชำนาญในหอวาดภาพ แต่ที่เขาคล้ายที่สุด คือปรมาจารย์หุ่นหนังตะลุงที่ควบคุมดาบ หอก กระบี่ ง้าว ด้วยสองมืออันเชี่ยวชาญ สามารถควบคุมเส้นสายที่ซับซ้อนได้ทั้งหมด

เมื่อวาดยันต์เสร็จนับไม่ถ้วน ทั้งแผ่นหนังก็ถูกปากกาวาดยันต์แบ่งออกเป็นสิบเอ็ดส่วน พอดีกับตำแหน่งของอวัยวะภายในมนุษย์ทั้งห้า (หัวใจ ปอด ตับ ม้าม ไต) และหก (กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ กระเพาะปัสสาวะ ถุงน้ำดี และหัวใจส่วนบน)

จนกระทั่งรุ่งเช้า เขาจึงถอนตะปูศพทั้งหมดออก หนังเก่าของเจ้าสัตว์ภูเขาที่เต็มไปด้วยรอยยับก็แน่นิ่งอยู่บนโต๊ะ ราวกับสาวน้อยในคืนเข้าหอที่ถูกทรมานตลอดคืน ไม่เหลือความดุร้ายเลยแม้แต่น้อย

ขณะนั้น บนโต๊ะนอกจากค้อน ตะปู และพู่กันเขียนยันต์ที่วางกระจัดกระจาย ก็ยังเต็มไปด้วยเศษสิ่งของต่างๆที่เหลือใช้ ซู่ชิงใช้เลือดเป็นหมึกมาตลอดทั้งคืน ทำให้เขารูสึกเหนื่อยล้าจนไม่อยากจะเก็บกวาดอะไรอีกแล้ว

เมื่อเปิดประตูร้านออกมา ซู่ชิงก็เดินไปยังร้านเครื่องกระดาษ ที่ด้านในอู๋เย่าเซิงเพิ่งตื่นนอนมายื่นตัวออกมาครึ่งตัว พลางสั่นไหล่เบาๆ

“โอ้โห นี่เจ้าไปทำอะไรมาน่ะ! ทำไมถึงได้โทรมขนาดนี้?” อู๋เย่าเซิงมองชายหนุ่มผอมแห้งที่หน้าตาซูบซีด ราวกับลมพัดนิดเดียวก็ล้มได้ด้วยความตกใจ ความง่วงที่ยังค้างอยู่พลันหายไปในทันที

“แค่ก แค่ก... เมื่อคืนข้าไปพักค้างที่ตึกชุ่ยอวิ๋นมา พักสองวันเดี๋ยวก็หาย”

ซู่ชิงหาข้ออ้างอะไรก็ได้มาบ่ายเบี่ยง แล้วก็พูดถึงเรื่องจริงจังว่า “ท่านอู๋ ข้ารับงานฮวงจุ้ยมาชิ้นหนึ่ง พูดง่ายๆ ก็คือไปดูทำเลและจัดตำแหน่งสุสสานให้คนเขาน่ะ ช่วงเจ็ดแปดวันข้างหน้าอาจกลับมาไม่ได้ ถ้ามีใครมาหาข้าระหว่างนั้น ฝากท่านบอกพวกเขาด้วยนะ”

อู๋เย่าเซิงยังคงแสดงความเป็นห่วง พลางพูดว่า

“แน่ใจนะว่าไม่เป็นอะไร? หรือจะให้ข้าไปซื้อยาที่ร้านขายยา เผื่อจะได้ยาบำรุงร่างกายมาซักหน่อย”

“อ้อ จริงสิ ที่บ้านเก่าข้ายังเลี้ยงแม่ไก่อยู่สองสามตัวนะ”

ท้ายที่สุดซู่ชิงก็ปฏิเสธน้ำใจของเพื่อนบ้าน เพราะเขารู้ดีว่าตัวเองเป็นอะไร หากไปที่ร้านหมอจริงๆ เรื่องที่ว่าเขาป่วยก็ไม่คงไม่สำคัญเท่า กลัวแต่ว่าหมอที่ตรวจจะตกใจจนป่วยเองเสียมากกว่า

เขาน่ะเป็นซอมบี้นะ จะไปหาหมอทำไมกันล่ะ?

พอกลับมาที่ร้าน ซู่ชิงก็ล็อกประตูจากด้านนอก แล้วเดินอ้อมไปยังสวนหลังร้าน ปีนกำแพงกลับเข้ามาข้างใน กลับเข้าสู่ร้านอีกครั้ง

บนโต๊ะทำงาน หนังของเจ้าสัตว์ภูเขาที่ดำทะมึนและเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็น ยังคงนอนแน่นิ่งอยู่ ซู่ชิงถอดเสื้อผ้าออกจนหมด สูดหายใจลึกๆ แล้วกล่าวขอพรจากบรรพบุรุษ จากนั้นจึงเอื้อมมือไปหยิบหนังเก่าอันเต็มไปด้วยยันต์ที่ผ่านการสวดคาถามาแล้ว มาห่อพันร่างของตัวเอง

ทันใดนั้น หนังเก่าที่นิ่งสงัดก็พลันเคลื่อนไหว เส้นเลือดสีเขียวคล้ำจำนวนมากเริ่มงอกออกมาจากใต้ผิวหนัง ราวกับยอดอ่อนที่ผลิขึ้นหลังฝนตก เส้นเลือดนั้นเจาะลึกเข้าไปในร่างกายของซู่ชิงในทุกจุด

ยันต์สีแดงเข้มส่องแสงวูบวาบ ซู่ชิงยังไม่ทันได้คิดอไร ร่างทั้งร่างก็ถูกหนังเก่าแผ่นนั้น รัดแล้วกลืนกินไปจนหมดสิ้น

ซู่ชิงทนฝืนต่อความเจ็บปวดและชาที่เหมือนอาการไฟฟ้าช็อต ตาเริ่มมองไม่ชัด ค่อยๆเดินไปยังท่อนไม้กลวงใหญ่สีหม่นที่วางขวางอยู่ข้างหน้า

เขากลิ้งตกลงไปในท่อนไม้นั้น ซู่ชิงก็พยายามคลำหาที่ปิดฝาโลงที่อยู่ข้างๆอย่างยากลำบาก ก่อนที่จะปิดผนึกฝังร่างของตนเองไว้ภายในโลง

ลมหนาวนอกหน้าต่างพัดโหมกระหน่ำ ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้วตก ดวงจันทร์ลอยมาแล้วจากไป

แสงแดดอันสดใสส่องลอดผ่านช่องว่างของประตูและหน้าต่าง

สายฝนแรกของฤดูใบไม้ผลิหล่นลงมาอย่างเงียบสงบ

วันหนึ่งมีคนมาเสียงเคาะประตูและเสียงพูดขึ้นหน้าร้านรับจัดการศพ แล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีใครมาปรากฏตัวอีกเลย

เสียงตีฆ้องเคาะไม้ยามดึกของยามผลัดกลางคืนดังต่อเนื่องตลอดเจ็ดวัน

ท่อนไม้โลงศพที่วางอยู่ภายในร้าน ดูราวกับบัลลังก์ในซากโบราณสถาน ถูกปล่อยให้พวกอีกาและนกกางเขนส่งเสียงเอะอะอยู่บนนั้นตามใจชอบ

วันที่แปดเดือนสอง ในมุมหนึ่งของร้านรับจัดการศพ มีดักแด้ตัวหนึ่งดิ้นจนหลุดจากเปลือก รังสีแสงเพียงเส้นเดียวที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างส่องลงไปยังแมงมุมตัวนั้น ผีเสื้อปีกสีน้ำเงินสลับดำกางปีกออก บินกระพือผ่านโต๊ะทำงาน แล้วร่อนลงที่ปลายด้านหนึ่งของท่อนไม้โลงศพ

ในชั่วขณะนั้น โลงไม้ที่นิ่งเงียบมานานก็พลันสั่นไหวเบา ๆ

(จบบทนี้)

จบบทที่ EP.22 ใยแมงมุม

คัดลอกลิงก์แล้ว