- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นซอมบี้อมตะ
- EP.21 บทที่ 21: การลอบขโมยแสงอาทิตย์ในเงามืด
EP.21 บทที่ 21: การลอบขโมยแสงอาทิตย์ในเงามืด
EP.21 บทที่ 21: การลอบขโมยแสงอาทิตย์ในเงามืด
บทที่ 21: การลอบขโมยแสงอาทิตย์ในเงามืด
ลมพัดแรงในย่านหลินเหอ คล้ายพายุฝนกำลังจะโหมกระหน่ำ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดราวกับพายุลูกใหญ่กำลังใกล้เข้ามา ในขณะที่ภายนอกวุ่นวายอยู่นั้น “ซู่ชิง”ผู้ที่อาศัยอยู่ในหลินเหอ กลับดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขายังคงสนใจเพียงเรื่องจุกจิกเล็กๆน้อยๆ ในชีวิตประจำวัน จู้จี้ขี้บ่นกับเรื่องเล็กน้อยแทบทุกอย่าง
“ใคร ๆ ก็พูดกันว่าโรงฝึกวรยุทธ์เหมือนหลุมดำดูดเงิน—จ่ายเงินค่าเรียนวรยุทธ์แล้วยังไม่พอ ต้องควักเงินเพิ่มซื้อยาบำรุงร่างกายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งอีก พอซื้อยาครบแล้ว ถ้าอยากเรียนวิชาให้สูงขึ้น ก็ต้องจ่ยเงินเพิ่มอีกอยู่ดี”
วนเวียนซ้ำไปซ้ำมา—ในเมื่อพรสวรรค์ก็เท่าๆกัน คนที่ใช้เงินมากกว่า ก็ย่อมแข็งแกร่งกว่าคนอื่น
พอมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง แค่เลื่อนขั้นเป็น “ซอมบี้เกราะเหล็ก” ก็ปาเข้าไปเกือบสองร้อยตำลึงแล้ว กว่าจะถึงพวก “ซอมบี้เกราะเงิน” “ซอมบี้เกราะทอง” หรือแม้กระทั่ง “สามขั้นแห่งซอมบี้” ไม่รู้ว่าจะต้องทุ่มเงินอีกเท่าไหร่!
สิ่งเดียวที่พอจะน่ายินดีอยู่บ้างก็คือ—ซอมบี้มีอายุยืนยาว เขาจึงสามารถค่อย ๆ “สะสมเงิน” และรวบรวมสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการทะลวงขีดจำกัดของซอมบี้แต่ละระดับไปทีละนิดได้
วันนี้ตรงกับวันที่ได้นัดกับพรานป่าไว้ ซู่ชิงก็ปิดร้านแต่เช้าตรู่ รีบเดินทางไปยังตลาดตะวันออกเพื่อไปรับหนังสัตว์ที่เขารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ
พรานป่าคนนั้นไม่ได้ตั้งแผงขายของ ดูท่าแล้วคงตั้งใจมารอเขาโดยเฉพาะในฐานะลูกค้ารายใหญ่เมื่อเงินถึงมือ สินค้าถูกส่งมอบเรียบร้อย พรานป่าก็กอดเสื้อคลุมหนังหมีของเขาไว้แน่น แล้วก็เดินจากตลาดตะวันออกไปอย่างเงียบๆ
เมื่อกลับมาถึงถนนใกล้บ่อน้ำ ซู่ชิงก็เห็นจากระยะไกลว่ามีเจ้าหน้าที่สวมชุดเครื่องแบบข้าราชการสีดำ กำลังเดินวนเวียนอยู่ที่หน้าร้าน
ทั้งสองฝ่ายก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว พอเดินเข้าไปใกล้ ซู่ชิงก็ถามออกมาตามความเคยชินว่า
“พวกท่านเอาศพมาส่งอีกแล้วเหรอ? ไหนให้ข้าดูหน่อย... หน้าตาก็ดูดีอยู่ไม่น้อย ท่าทางเรียบร้อยใช้ได้—แล้วตายยังไงมาล่ะ?”
เจ้าหน้าที่ในชุดดำที่อยู่แถวหน้าหัวเราะแล้วพูดว่า
“ไอ้ซวยนี่น่ะ เดิมทีก็เป็นหัวขโมยขาประจำที่มีชื่ออยู่ในหมายจับ ไม่รู้เมื่อวานไปล่วงเกินใครเข้าถึงได้ถูกเชือดคอ ตายอยู่กลางถนน ตอนพวกข้าไปเจอ ร่างมันแข็งโป๊กไปแล้วด้วยความหนาว”
อีกหนึ่งผู้จากไปจากยุทธภพที่ไม่มีวันหวนคืน
ซู่ชิงส่ายหน้า—สมัยนี้คนที่ออกท่องยุทธภพ ต่างก็เอาหัวมาผูกไว้กับขอบกางเกง ไม่รู้วันไหนจะกลายเป็นผีหัวขาดวิ่งตูดเปล่าอยู่กลางถนน
แถมแม้แต่จะตายให้ดูมีศักดิ์ศรีหน่อย ยังแทบไม่มีโอกาส!
พอส่งพวกเจ้าหน้าที่กลับแล้ว ซู่ชิงก็หยิบหนังสัตว์สองผืนไปพาดไว้บนราวแขวนเสื้ออย่างลวกๆ จากนั้นก็สวมถุงมือหนังลาอย่างเคย แล้วหยิบน้ำยาฆ่าเชื้อที่เขาทำขึ้นเองมาฉีดลงบนโต๊ะทำงานตามเคย
เมื่อทำตามขั้นตอนทั้งหมดเสร็จ ก็เริ่มพิธีปลุกศพ ส่งวิญญาณ และเปิดคัมภีร์โปรดวิญญาณ เพื่อท่องบทสวดไปทีละหน้า
ชีวิตที่ผ่านมาของศพผู้นี้ ก็ได้เผยออกมาต่อหน้าเขาอย่างหมดเปลือก โดยไม่มีสิ่งใดปิดบัง
จอมยุทธ์เร่ร่อนผู้ถูกเชือดคอผู้นั้นชื่อ ‘เฉินเสี่ยวอี้’ เป็นศิษย์ของ “สำนักหรง” หนึ่งในแปดสายลับ(กลุ่มหรือสำนักลึกลับที่ดำเนินกิจกรรมในเงามืด) ของยุทธภพ
ที่เรียกว่า “แปดสำนักลับ” หรือ “อั้นปาเหมิน” นั้น ก็คือสำนัก ผึ้ง, ป่าน, นกนางแอ่น, จามรี, บุปผา, กล้วยไม้, เถาวัลย์ และ หรง(เกียรติยศ)
แปดสำนักนี้คือกลุ่มที่เคลื่อนไหวในเงามืดของยุทธภพ มีบทบาทลับๆ และมักเกี่ยวข้องกับงานสอดแนม ลอบสังหาร หรือภารกิจพิเศษ
ในบรรดาสำนักทั้งหมดนั้น “สำนักหรง” ว่ากันง่ายๆก็คือทำอาชีพโจรกรรมโดยตรง—แต่ใครที่จะกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นศิษย์สำนักหรงได้ล่ะก็ ห้ามเป็นพวกลักเล็กขโมยน้อย ขโมยไก่ขโมยหมาเด็ดขาด ต้องเป็น “จอมโจรผู้เดียวดาย” ระดับพระกาฬของแท้เท่านั้น!
เงินของชาวบ้านธรรมดาไม่แตะ เงินของเด็ก คนแก่ หรือคนป่วยก็ไม่เอา—มีแต่จะขโมยจากพวกที่มีชาติตระกูลสูงส่ง หรือไม่ก็ลงมือเฉพาะงานใหญ่ที่เงินถึงเท่านั้น
ดังนั้น คนพวกนี้จึงถูกเรียกอีกอย่างว่า “พ่อค้าระดับสูง” หรือ “เกาไหม่” — เปรียบพวกเขาเหมือน “พ่อค้ารายใหญ่” ที่ไม่ลงมือกับสิ่งเล็กๆน้อยๆ แต่เลือกเป้าหมายใหญ่ ที่มีระดับในการ “เลือกขโมย”
‘เฉินเสี่ยวอี้’ ผู้นี้ก็คือ “เกาไหม่” หรือจอมโจรระดับสูงแห่งสำนักหรง และยังมีสายสืบทอดชัดเจนอีกด้วย—เขาเป็นศิษย์ของ “เงาพันมือ” หรือ พานเชียนอิ๋ง หนึ่งในยอดฝีมือแห่งยุทธภพ โดยเฉินเสี่ยวอี้มีฉายาว่า “ร้อยมือ” –อยู่ในลำดับที่ยี่สิบเอ็ดของศิษย์ในสายนี้
ระดับต่ำสุดคือ “สิบมือ” –มีมือที่รวดเร็วจนฝ่ายตรงข้ามแยกไม่ออกว่ามือไหนคือมือจริง—แล้วเจ้าตัวก็ขโมยถุงเงินของเจ้าไปเรียบร้อยแล้ว
“ร้อยมือ” ก็คือระดับที่สูงขึ้นไปอีกขั้น ส่วน “พันมือ” นั้น—ว่ากันว่าเป็นระดับปรมาจารย์โดยแท้!
มีคนเล่าว่า หากใครถึงขั้น “พันมือ” จริง ๆ เพียงแค่เดินเฉียดผ่านสามารถล้วงเอากางเกงในให้หายไปโดยที่เจ้าไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ!
ต่อให้เจ้ามีสายตาเฉียบคม ฝีมือเยี่ยมยอดทุกด้าน จับได้ว่าอะไรบางอย่างผิดปกติ แล้วหันกลับไปจะหวังจะสู้—ก็ยังมองไม่เห็น หรือหาไม่เจอแม้แต่ “กางเกงใน” ที่โดนขโมยไปนั่นแหละ!
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นน่ะหรือ?
เพราะฝีมือของ “พันมือ” นั้นเหนือชั้นถึงขีดสุด ไม่ใช่แค่เร็วอย่างเดียว แต่ยังแฝงด้วยการคิดคำนวณ การลวงตา และความเข้าใจในจิตวิทยาของเหยื่ออย่างลึกซึ้ง—จนแม้แต่ตอนที่เจ้ารู้ตัวว่ามีบางอย่างหายไป ก็ยังไม่รู้ว่ามันถูกขโมยไป เมื่อไร หรือ อย่างไร?
เพราะในเสี้ยววินาทีที่กางเกงในของเจ้าหายไป—มันก็ถูกอีกฝ่าย สวมใส่แทนแล้ว!
‘เฉินเสี่ยวอี้’คนนี้ แม้จะยังเทียบฝีมือกับ’อาจารย์พานเชียนอิ๋ง’ไม่ได้ แต่ในสำนักก็ถือว่าเป็นศิษย์ “ร้อยมือ” ระดับต้นๆ ฝีมือเอาเรื่องไม่ใช่เล่น—อย่าว่าแต่ชาวบ้านธรรมดาเลย แม้แต่นักวรยุทธ์ชั้นในที่หูตาไว พลังฝึกแน่นปึ้ก พอมาเจอเขาเข้า ยังต้องโดนล้วงไปสักสองสามตำลึงก่อนจะรู้ตัวเสียอีก!
แต่อีกอย่างเถอะ—คนเราจะไม่มีพลาดเลยสักครั้งได้ยังไง?
จะว่าก็ว่าไป—มันก็มีอยู่จริงๆ นั่นแหละ!
เมื่อวานนี้เอง ‘เฉินเสี่ยวอี้’เดินอยู่บนถนนแล้วดันเจอเข้ากับชายคนหนึ่ง ชายผู้นั้นสวม’ผ้าไหมฉู’ชั้นเลิศ สีขาวสะอาดตา ทั้งชุดขาวดูนุ่มนวลราวกับเมฆมงคลลอยมาจากสวรรค์
ที่เอวก็ห้อยหยกน้ำระดับดีเลิศจากแคว้นอวิ๋นเตี้ยน เรียกได้ว่า คุณชายผู้นั้นรวยจนน่าตกใจ—เดินไปไหนก็เหมือน “คลังเงินเคลื่อนที่” ชัด ๆ!
ไหน ๆ ก็เจอแล้ว—ถ้าไม่ขโมยก็เหมือนเสียของฟรี! ด้วยความคิดแบบนั้น ‘เฉินเสี่ยวอี้’ก็เดินเฉียดเข้าใกล้ร่างชายผู้นั้นอย่างไม่ให้ผิดสังเกต เหมือนแค่บังเอิญเดินเบียดกันเท่านั้น แต่ในพริบตา ทั้งหยกที่เอวและถุงเงินของอีกฝ่ายก็มาอยู่ในมือเขาเรียบร้อยแล้ว!
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ดีใจ—เพิ่งเดินสวนกันไม่กี่ก้าว
ชายหนุ่มในชุดขาวที่อยู่ข้างหลังเขาก็เอ่ยขึ้นมาทันที
“มือเจ้าก็เร็วใช้ได้... แต่น่าเสียดาย—ดาบข้าเร็วกว่านั้น”
คำพูดนั้นเพิ่งสิ้นสุด ‘เฉินเสี่ยวอี้’ถึงได้รู้ตัว แต่ก็ช้าไป—เขารีบยกมือขึ้นมากุมคอทันที
เลือดสดๆ ก็พุ่งทะลักออกมาจากร่องนิ้วราวไม่หยุด
ในห้วงสุดท้ายก่อนสิ้นใจ—เขาจะไม่เข้าใจได้ยังไงเล่า... ก็เขานี่แหละ ที่เผชิญหน้ากับ “ยอดคน” เข้าให้แล้ว!
เมื่อเห็นถึงตรงนี้ ซู่ชิงก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มเหยเก เผยให้เห็นฟันอขาวอกมา อย่างไม่รู้จะสงสารหรือเวทนาดี
แต่อาการนั้นกลับไม่ได้เกิดเพราะเฉินเสี่ยวอี้—หากแต่เป็นเพราะ คนที่ชักดาบออกมานั้น คือพวกปีศาจแห่งนิกายเทียนซิน ผู้เดียวกับที่เคย ฟันหัวหลิวโหยวเต้าหลุดกระเด็น มาแล้ว!
“ไอ้คนคนนี้อารมณ์ขึ้นๆลงๆ ไม่แน่นอนจริง ๆ แต่เรื่องที่ชอบฆ่าคน—อันนั้นไม่เคยเปลี่ยนเลยสักนิด”
ซู่ชิงนึกไว้ในใจแน่ชัด—หากวันหน้าเจอกับชายหนุ่มชุดขาวผู้นี้อีก ไม่ว่าจะอยู่ห่างแค่ไหน ก็ต้องเดินห่างให้ไกลที่สุด! และจะไม่มีทางปริปากพูดด้วยแม้แต่คำเดียว!
ก็เพราะในความทรงจำอันน้อยนิดของเขานั้น—ใครก็ตามที่มีเรื่องพัวพันกับชายหนุ่มชุดขาวผู้นี้… มักจะไม่มีจุดจบที่ดีนักสักคนเดียว
คัมภีร์โปรดวิญญาณ ประเมินศพนี้ให้อยู่ในระดับ “มนุษย์ ระดับกลาง”
ส่วนรางวัลที่ซู่ชิงได้ได้รับในครั้งนี้เป็น—วิชาโจรกรรมสายพันเงา “ลอบขโมยแสงตะวัน เจาะหีบควักถุง” – ขโมยอย่างคล่องแคล่วถึงขั้นหยิบได้แม้ของอยู่ในที่ลึก เป็นหนึ่งในเทคนิคขโมยขั้นสูงแห่งเงาพันมือ!
วิชา “เงาพันมือ” หากฝึกจนถึงขั้นลึกซึ้งสูงสุด—ก็อาจถึงขั้น ฝีมือกลมกลืนดั่งเทพเจ้า ว่าไปแล้ว ก็อาจมีโอกาสจริงๆที่จะ “ขโมยกางเกงในของคนอื่น” ได้แบบไม่ให้รู้ตัวเลย!
แต่น่าเสียดาย—เขาได้รับมาเพียงพลัง “ร้อยมือ” จากเฉินเสี่ยวอี้เท่านั้น เรื่องจะไปถึงขั้นลักกางเกงในอะไรนั่น คงยังไม่เป็นจริงในเร็ววัน
แต่ถ้าจะแอบหยิบต่างหูหรือปิ่นปักผมอะไรแบบนั้น—ก็ถือว่าง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากแล้วล่ะ!
ซู่ชิงทำตามเคล็ดวิชาของ “เงาพันมือ” ทั้งสองมือราวกับถูกกดปุ่มเร่งความเร็ว เคลื่อนไหวได้เร็วขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อเงามือทั้งหมดจางหายไป—เขาก็สามารถเข้าถึงแก่นแท้ของวิชานี้ได้อย่างสมบูรณ์
เขายังจะต้องฝึกวิชา “เงาพันมือ” ให้มากขึ้นจนกว่าจะเชี่ยวชาญ
ถ้า เวลาจะขโมยต่างหู เราจะใช้วิชา “ลอบขโมยอย่างเงียบเชียบ” โดยไม่ต้องแตะต้องผิวหนังหรือเส้นผมของอีกฝ่ายเลย แต่กลับสามารถถอดต่างหูออกมาได้โดยง่าย
แต่ถ้าจะขโมยปิ่นปักผม ก็ต้องใช้วิชา “การปล้นอย่างเปิดเผย : หยางเปียว” ที่เป็นวิชาที่ลอบสับเปลี่ยนอย่างแยบยล—ใช้ตะเกียบแทนปิ่นปักผม ในขณะที่สัมผัสตัวอีกฝ่าย ก็รีบเปลี่ยนตะเกียบกับปิ่นปักผมในทันที วิธีนี้แหละคือ “หยางเปียว”
ซู่ชิงตอนนี้ก็เข้าใจแล้วว่า ทำไม’เฉินเสี่ยวอี้’ถึงพลาดท่า—เพราะปีศาจนิกายเทียนซินนั้นมีฝีมือลึกซึ้งเกินคาด
’เฉินเสี่ยวอี้’ ใช้วิชา “ลอบขโมยอย่างเงียบเชียบ” ทำให้ปีศาจนิกายเทียนซินรู้สึกถึงน้ำหนักของถุงเงินหรือหยกหายไป
เมื่อความแตกต่างของระดับฝีมือมีมากขนาดนี้ขนาดนี้—เกรงว่า’เฉินเสี่ยวอี้’คงไม่พอที่จะประชันฝีมือ คงต้องให้ “จอมโจรสูงสุด” อย่างพานเชียนอิ๋งลงมือด้วยตัวเองเท่านั้น
หลังจากทำพิธีปลดปล่อยวิญญาณศิษย์สำนักหรงผู้ถูกเชือดคอเรียบร้อยแล้ว ซู่ชิงก็เริ่มลงมือปรุงยาตามตำรา เพื่อนำพาเขาไปสู่การเป็น “ซอมบี้เกราะเหล็ก”
แต่ต่างจากช่างต้อนศพธรรมดาๆที่เลี้ยงศพคนอื่น
ครั้งนี้ศพที่ซู่ชิงจะเลี้ยงดู… ก็คือตัวเขาเอง!
(จบบทนี้)